เข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนไม่ได้? ลิงก์เสีย? ลองนี่

ใครจะค้นจะหาอะไรในเว็บไซต์เดิมของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ถ้าลิงก์ที่มีอยู่มันเข้าไม่ได้แล้ว (เพราะเว็บไซต์ใหม่เปลี่ยนการจัด url) และลองเสิร์ชด้วยชื่อบทความไม่ได้ผล ลองสองอันนี้ดูครับ

ถ้าลิงก์ที่มีอยู่เป็นลิงก์จากสมัย http://www.geocities.com/midnightuniv/ หรือ http://www.geocities.com/midnight2545/ ให้เปลี่ยนคำว่า geo ในลิงก์เป็น reo แล้วลองเข้าดูใหม่

ถ้าลิงก์ที่มีอยู่หน้าตาแนวๆ นี้ http://www.midnightuniv.org/midnight2544/XXX.html
ให้ลอก XXX มาใส่ตามลิงก์นี้ http://thaiis.com/midnightuniv-org-v1/XXX.html

เช่น http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999708.html
ก็เป็น http://thaiis.com/midnightuniv-org-v1/midnight2544/0009999708.html

ส่วนถ้าอยากไล่ดูบทความในแบบเดิมๆ ไปที่หน้าแรกแบบเก่าเก่าและแบบเก่าได้ที่สองลิงก์นี้ครับ

สำหรับเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีบทความใหม่ๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ เข้าดูได้ที่ http://www.midnightuniv.org/

(เหตุทั้งหมดเกิดจากมีคนมาถามถึงบทความในโพสต์นี้ ซึ่งลิงก์เดิมเข้าไม่ได้แล้ว ก็เลยถึอโอกาสอัปเดตและเขียนบอกวิธีไปเลย)

สมเกียรติ ตั้งนโม กับเว็บที่มาก่อน 2.0

สมเกียรติ ตั้งนโม กับจักรวาลความรู้หลังเที่ยงคืน ที่ข้ามศาสตร์และข้ามสื่อ ที่ทุกคนอ่านและเขียนด้วยกันได้

(ปรับปรุงจากข้อเขียนเพื่องานเสวนา ความรู้และปฏิบัติการของ สมเกียรติ ตั้งนโม โดย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 28 สิงหาคม 2553 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้อเขียนชิ้นดังกล่าวถูกนำเสนอโดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ร่วมกับข้อเขียนของชูวัสเองและของ เคโกะ เซย์ เพื่อเป็นเกียรติแด่ สมเกียรติ ตั้งนโม ผู้ก่อตั้งและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)

"Knowledge and Practices of Somkiat Tangnamo"

ไฮเปอร์เท็กซ์และสหบทในจักรวาลของสมเกียรติ

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของเวิลด์ไวด์เว็บ ก็คือไฮเปอร์ลิงก์ (hyperlink) ที่เชื่อมโยงบทความ ความรู้ รูปภาพ และสิ่งต่าง ๆ ไปมาหากันอย่างไม่จำกัด ไม่มีจุดเริ่มแรก ไม่มีจุดปลายสุดท้าย

ในทางเทคนิค-รูปแบบ สมเกียรติใส่ลิงก์เหล่านี้อยู่ในทุกหน้าของเว็บม.เที่ยงคืน (ยกเว้นช่วงแรก ๆ)
ทั้งลิงก์ไปบทความก่อนหน้า-ถัดไป สารบัญตามลำดับเวลา สารบัญตามประเด็น ตามชื่อผู้เขียน และตามคำสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีลิงก์ไปหา บทความเกี่ยวเนื่อง
ดังที่ได้อธิบายไว้ใน สารานุกรมลัทธิหลังสมัยใหม่และความรู้เกี่ยวเนื่อง ว่า:

อีกประการหนึ่งซึ่งควรสังเกตไว้เพื่อประโยชน์เพิ่มขึ้นคือ ในแต่ละบทความ จะมีอักษร R ปรากฏอยู่ ซึ่งหมายถึง related หรือบทความเกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะโยงไปสู่ความรู้ที่สัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ ทำให้นักศึกษาได้ประโยชน์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการค้นคว้าข้อมูลดังกล่าว โดยเหตุนี้ จึงควรได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงและข้อมูลสัมพันธ์ตามลำดับ

ลิงก์ประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งปกติธรรมดาในยุค เว็บ 2.0 ที่ซอฟต์แวร์อัตโนมัติถูกนำมาใช้แนะนำเนื้อหาเกี่ยวเนื่องใกล้เคียง เพื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในเนื้อหาที่ตัวเองสนใจมากขึ้น ในมหาสมุทรของข้อมูลข่าวสารที่ล้นทะลัก

สิ่งที่น่าตกใจคือ ในขณะที่เว็บ 2.0 ทุกวันนี้ สร้างลิงก์เหล่านี้ด้วยซอฟต์แวร์อัตโนมัติ สมเกียรติทำมันด้วยมือ ทีละหน้า

พูดง่าย ๆ ก็คือ วิสัยทัศน์ ของสมเกียรตินั้นไปไกลกว่าเครื่องมือที่เขามี
เขาทำเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนภายใต้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของยุคสมัย รวมไปถึงข้อจำกัดการเรียนรู้เทคโนโลยีของผู้ใช้เทคโนโลยีในระดับทั่ว ๆ ไป มวลชนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ เขาผลักพรมแดนมันไปจนสุด และแสดงให้เห็นว่า ใคร ๆ ก็ทำเว็บไซต์ได้

ด้วยไฮเปอร์ลิงก์เหล่านี้ ทำให้บทความต่าง ๆ ถูกเชื่อมโยงให้อ่านข้ามบริบทกัน เทียบบริบทกัน กลายเป็นไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) และนั่นนำไปสู่สิ่งที่ อุทิศ อติมานะ กล่าวถึงใน สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ คือการพยายามสร้างชุมชน ที่คิดวิเคราะห์อย่างเชื่อมโยง แบบบูรณาการ-สหวิทยาการ

ไม่เพียงปล่อยให้ไฮเปอร์ลิงก์ทำงาน กองบรรณาธิการม.เที่ยงคืน ยังทำหน้าที่เหมือน ภัณฑารักษ์ ที่ทดลองหยิบงานในสื่อต่าง ๆ มาวางเคียงกัน เพื่อสร้างความหมายหรือคำถามใหม่ ที่สัมพันธ์ต่อสถานการณ์ในสังคมในขณะนั้น

ตัวอย่างเช่น บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 497 ที่ชื่อ วิลลี บรันดท์-หมอป่วย-ตากใบและ บก.ฟ้าเดียวกัน
ซึ่งรวบรวมข้อเขียน 3 ชิ้น จากเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มารวมทดลองเสนอเป็นชิ้นเดียวกัน ภายใต้คำโปรยว่า สาระจากกระดานข่าวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ว่าด้วยความรุนแรงหลากมิติ และหมายเหตุในวงเล็บ การทดลองนำเสนอ เพื่อเป็นการเชิญชวนนักศึกษา สมาชิก และผู้สนใจทุกท่านให้ใช้กระดานข่าว

ข้อเขียนสามชิ้นจากเว็บบอร์ด พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่างกัน แต่มีประเด็นร่วมกันที่กองบรรณาธิการมองเห็น และได้ทำการเน้นประเด็นนั้น ไฮไลท์มันด้วยวิธีการนำข้อเขียนสามชิ้นนี้มาวางเคียงกัน คล้าย ๆ กับการเล่าเรื่องแบบศิลปะภาพตัดปะ (montage) ที่ความหมาย/คำถามใหม่เกิดขึ้นที่ช่องว่างระหว่างรูป ในพื้นที่ความคิดของผู้อ่าน

เว็บบอร์ด ศักดิ์ศรีและรูปแบบของความรู้

ไม่ว่าจะเป็นการหยิบเอาข้อเขียนจากเว็บบอร์ดมาวางเคียงกัน หรือข้อเขียนจากสิ่งพิมพ์อื่นตามท้ายด้วยความคิดเห็นข้อวิพากษ์จากเว็บบอร์ดจาก ผู้อ่าน เช่นกรณี บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนลำดับที่ 653 ที่ชื่อ องค์ภูมิพล: เอกอัครปัญญาชนสาธารณะแห่งความเป็นไทย เหล่านี้ ไม่เพียงแสดงถึงความพยายามในการเชื่อมโยงความรู้ความคิดเห็นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของสมเกียรติต่อสื่อรูปแบบใหม่ เช่น เว็บบอร์ด

เว็บบอร์ด บล็อก และสื่อใหม่ต่าง ๆ ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า จะมีศักดิ์ศรีในทางความรู้วิชาการหรือความน่าเชื่อถือได้เพียงใด เมื่อเทียบกับสื่อเก่า หรือกระทั่งเว็บไซต์ที่มีการจัดการรัดกุมมีผู้รับผิดชอบชัดเจนกว่า

การหยิบเอาข้อเขียนต่าง ๆ จากเว็บบอร์ดมานำเสนอในอีกรูปแบบ เป็นการทดลองที่จะเสนอให้ผู้อ่านมองเห็นว่า นี่ไง เนื้อหาเดียวกัน คุณภาพแบบนี้ คุณสามารถหาได้ในเว็บบอร์ด มันไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบวารสารวิชาการ หรือจากนักเขียนชื่อดัง มันอยู่ในเว็บบอร์ดได้ มันอยู่ที่ไหนก็ได้ และใครจะเขียนมันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านบก. ดังนั้น ไปใช้เว็บบอร์ดกันเถอะ

ในยุค YouTube ที่ทุกคนพูดถึง user-generated content ผู้อ่าน ที่เป็น ผู้เขียน ด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร – สมเกียรติพยายามสนับสนุนและชี้ให้คนเห็นสิ่งเดียวกันนี้ อย่างน้อยก็เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ถ้าเราเชื่อว่า ความคิดเห็นนั้นสำคัญเท่ากับความรู้ เพราะสิ่งที่เรานับว่าเป็น ความรู้ กระแสหลัก ในทุกวันนี้ ต่างก็เคยเป็น ความคิดเห็น กระแสรอง มาแล้วทั้งสิ้น การเปิดพื้นที่เว็บบอร์ดดังที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนทำ ก็คือการยืนยันในความเชื่อนั้น

*ขณะนี้ เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เปิดรับบทความอีกครั้งหนึ่งแล้ว ขอเชิญผู้สนใจ ส่งบทความได้ครับ ที่อีเมล midnightuniv [døt] gmail.com

technorati tags: 

สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ

ภาพจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แสดงหน้าบทความของ อุทิศ อติมานะ

สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ

อุทิศ อติมานะ

ชีวิตนั้นไร้สาระ ว่างเปล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านมา ที่เหลืออยู่เป็นเพียง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ สมเกียรติ ตั้งนโม อีกชีวิตหนึ่งที่จากไป แต่ก็ยังอยู่ใน “ความทรงจำสาธารณะ” ที่สำคัญอีกบทหนึ่งของสังคมไทย เป็นความทรงจำสาธารณะถึงชีวิตหนึ่งที่มีอุดมการณ์เพื่อ “ผลประโยชน์สาธารณะ” มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท มีวินัยอย่างคงเส้นคงวาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม ฯลฯ ในสังคมไทยและโลก ดูเหมือนว่าพันธกิจนี้จะยังคงเป็น “งานที่ไม่เสร็จ”

ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม เริ่มต้นจากความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ในวงการศิลปะ จากปัญหาดังกล่าวผลักดันเขาให้สร้างสรรค์ผลงานแปล เรียบเรียง และบทความ เกี่ยวกับความรู้ขั้นสูงร่วมสมัยในศาสตร์ศิลปะและสาขาที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างมากมาย ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า ความคิดเชิงวิจารณ์เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม ชอบธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงปราศจากความรอบรู้ในศาสตร์ขั้นสูงสาขาต่าง ๆ ซึ่งความรู้เหล่านั้นส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในโลกของผู้ใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้เป็นนักแปลมืออาชีพก็ตาม หรือแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับค่าจ้างแปลใด ๆ ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขาสามารถผลิตผลงานแปลและเรียบเรียง หนังสือวิชาการขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ มากมายกว่าร้อยเล่มอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มจากการแปลและเรียบเรียงตำราวงการศิลปะ ค่อย ๆก้าวมาสู่การเขียน การแปล และเรียบเรียงตำราในวงการมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

ต่อมาเขาริเริ่มโครงการเสวนา “ศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์” ราว 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อคนไทยมีความรอบรู้ขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ เชิงบูรณาการที่มากพอ จะนำมาสู่การสามารถวิเคราะห์ รู้เท่าทัน ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยที่มีความซับซ้อน ซ่อนรูป สามารถเข้าใจปัญหาสังคมระดับโครงสร้างเหตุปัจจัยต่าง ๆ ระดับแนวคิดเชิงทฤษฏี โดยผ่านเวทีเสวนาที่เขาริเริ่มขึ้น เพื่อสร้างชุมชนวิชาการที่มีความเป็นสหวิทยาการ ร่วมกันผลิต “แนวคิดเชิงวิพากษ์สังคม” ผ่านมุมมองของศาสตร์และความเห็นของบุคคลที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดชุมชนนักวิชาการที่ไม่มีแรงจูงใจเพื่อรับใช้อำนาจของคนบางกลุ่ม แต่รับใช้ “ผลประโยชน์สาธารณะอย่างไม่มีเงื่อนไข” เพื่อสร้างพลังการต่อรอง ต่อต้าน ประท้วง ทั้งทางตรงทางอ้อม ฯลฯ ต่อความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรมต่าง ๆ ในสังคมไทยและโลก

จากความเป็นนักทฤษฏี สู่ความเป็น “นักปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน” สมเกียรติเข้าร่วมกับกัลยาณมิตรที่มีอุดมการณ์ร่วมคล้ายกัน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกเพื่อสรรค์สร้างปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน เน้นการแก้ปัญหาสังคมไทยระดับ “แนวคิดเชิงวิพากษ์” ที่ตรงไปตรงมา มีเหตุผล วิจารณ์เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละจังหวะเวลา อย่างไม่มีเงื่อนไข อาทิ มีการออกแถลงการณ์ให้ข้อคิดเชิงหลักการต่อเหตุการณ์ทางการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง มีการทำสงครามเพื่อสัญลักษณ์ ฯลฯ รวมทั้งมีการต่อยอดพัฒนาชุมชนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนสู่โลกอินเทอร์เน็ต มันทำให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกลายเป็นชุมชนวิชาการไทยที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และทรงอิทธิพลในสังคมไทยต่อมา ซึ่งสมเกียรติมีบทบาทสำคัญอย่างมากในฐานะผู้รับผิดชอบเว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แน่นอนที่สุด ชีวิตนั้นว่างเปล่า ไร้สาระ ชั่วคราว แต่อย่างน้อย สมเกียรติ ก็ได้ท้าทาย “กฎแห่งความไร้สาระของชีวิต” สู่การทำให้ชีวิตของเขาที่ผ่านมา “มีสาระบางประการท่ามกลางความว่างเปล่า” เป็นสาระแห่งชีวิตที่ถูกใช้อย่างทุ่มเท จริงจัง มีวินัย ฯลฯ เพื่อตอบสนองคุณค่าความจริง ความดี ความงาม อย่างปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ เพื่อต่อสู้กับความไม่รู้ ความไม่เสมอภาค ไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม ความไร้ระเบียบ ฯลฯ ในสังคม “ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม” น่าจะกลายเป็น “ความทรงจำสาธารณะ” อีกบทหนึ่งที่ควรค่าต่อการจดจำ และส่งต่อผ่านคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สืบต่อบทบาทการเมืองภาคประชาชน แนวคิดเชิงวิพากษ์ และการสร้างชุมชนวิชาการของสังคม ที่ร่วมกันผลิตสื่อทางเลือก คอยเฝ้าระวัง “มุมมืด” ที่มีในตัวเราทุกคน เพื่อร่วมตั้งคำถามใหม่ ๆ เกี่ยวกับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ทุ่มเท เป็นสงครามที่ยังไม่ยุติ


(คัดลอกจากหน้าแรกของเว็บไซต์ม.เที่ยงคืน – 5 ส.ค. 2553)

อ่านต่อ: “ความรู้” ในแบบสมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล 22 ก.ค. 2553

ข่าวเกี่ยวกับ “สมเกียรติ ตั้งนโม” ในนสพ.ประชาไท

technorati tags:
,
,

“Fashionsophy”: บทความ Fashion Studies ในเว็บ Midnight University

ผมไปอยู่เชียงใหม่มาเดือนกะหน่อย ๆ สองสัปดาห์ก่อนที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจะหนีโลกนี้ไปเที่ยวเล่นที่อื่น ผมมีโอกาสไปนั่งซิทอินวิชา Concept of Media Design บรรยายโดย อ.ทัศนัย เศรษฐเสรี ที่สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มช.
ครั้งแรก (คาบที่สามของการบรรยาย) เป็นเรื่องนักคิดแนวหลังสมัยใหม่ ส่วนครั้งสองเรานั่งอ่านประมาณยี่สิบบันทึกแรกของ Philosophical Investigations ของ Wittgenstein ด้วยกัน

ผมว่าแกมันส์ดี เวลาสอน โอเค สภาพชั้นเรียนมันไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ คนสามสิบคนในชั้นเรียนแบบบรรยาย บรรยากาศมันก็ต่างกับสัมมนาสิบคนที่ผมคุ้น แต่เรื่องที่บรรยายมันก็สนุกดีน่ะ

วันสองวันก่อน ก็ค้นชื่อ เผื่อมีอะไรอ่านสนุก ๆ พบว่าทัศนัยมีบทความในม.เที่ยงคืนอยู่พอสมควร ผมคัดเฉพาะเรื่องแฟชั่น หรือที่ตั้งชื่อเอาไว้ว่า Fashionsophy มาแปะในบล็อกนี้

ที่ท้ายบทความม.เที่ยงคืน แนะนำตัวทัศนัยไว้ว่า:

ทัศนัย เศรษฐเสรี – ด้านหนึ่งสนใจการศึกษาเชิงวิพากย์ ทางสังคม-วัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นประเด็นเกี่ยวกับ Media Ethnography and Visualizing Culture Study ตามแนวของสำนักคิด Chicago อีกด้านมีผลงานศิลปะออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องในระดับนานาชาติ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนหนังสือในหลักสูตร Media Arts and Design บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ระหว่างนั่งก๊อป url ต่าง ๆ จากเว็บม.เที่ยงคืน ผมพบว่าเว็บนี้มีฟีเจอร์อะไรที่ซ่อนอยู่ คือลองเล่นดูแล้วพบว่า คนทำเขาคิดเยอะแฮะ และทำมือมันด้วย static HTML มันนี่แหละ เสียดายไม่ได้ทำต่อซะละ

technorati tags: 

ตัวแบบอันน่าเกลียด: ทำไมเหล่าเสรีนิยม จึงประทับใจเหลือเกินกับระบบการศึกษาของจีนและสิงคโปร์?

แปลจาก The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau

ผู้นำอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งประทับใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์และจีน มักกล่าวอย่างอิจฉาเสมอ ๆ เมื่อพูดถึงระบบการศึกษาของประเทศเหล่านั้น. ประธานาธิบดีโอบามาอ้างถึงสิงคโปร์ในสุนทรพจน์เมื่อมีนาคม 2009 โดยกล่าวว่านักการศึกษาในสิงคโปร์นั้น ให้เวลาน้อยลงในการสอนสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และให้เวลามากขึ้นในการสอนสิ่งที่เป็นสาระ พวกเขาเตรียมนักเรียนของพวกเขาไม่เพียงสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังสำหรับอาชีพการงาน พวกเราไม่ได้ทำเช่นนั้น. นิโคลัส คริสทอฟ (Nicholas Kristof) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ยกย่องจีนอยู่เสมอ เขาเขียน (ในช่วงก่อนโอลิมปิกที่ปักกิ่ง) ว่า “วันนี้ มันเป็นกีฬา ที่พุ่งทะยานขึ้นจนทำเราประหลาดใจ แต่จีนจะทำสิ่งมหึมาเดียวกันนี้ในศิลปะ ในธุรกิจ ในวิทยาศาสตร์ ในการศึกษา” ซึ่งโดยนัยคือการสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ในระบบการศึกษาของจีน แม้กระทั่งในบทความที่เขาวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง ถึงสิ่งที่จีนได้กระทำอย่างโหดร้ายกับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง. แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า โอมาบา คริสทอฟ และชาวอเมริกันอื่น ๆ ผู้สนับบสนุนระบบการศึกษาของสิงคโปร์และจีน นั้นไม่ได้ใคร่ครวญอย่างเพียงพอต่อความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการศึกษาเหล่านั้น กับการแลกเปลี่ยนถกเถียงแบบประชาธิปไตย และสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบประชาธิปไตย. อันที่จริงแล้ว พวกเขากำลังสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การยกย่องเลย.

a classroom in Beijing

อะไรคือสิ่งที่นักการศึกษาในสิงคโปร์และจีนทำ? โดยการประเมินของพวกเขาเองแล้ว พวกเขาทำได้ดีมากในการเรียนแบบท่องจำและการสอนเพื่อสอบ. ต่อให้เป้าหมายประการเดียวของเราคือการผลิตนักศึกษาที่จะทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ประกาศอย่างชัดเจนสำหรับการศึกษาในสิงคโปร์และจีน เราก็ยังสมควรปฏิเสธยุทธศาสตร์ของพวกเขา เหมือนกับที่พวกเขาเองได้ปฏิเสธมันแล้ว. ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศทั้งสองได้ทำการปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องสนับสนุนหล่อเลี้ยงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงรุก และความคิดจินตนาการซึ่งจำเป็นสำหรับนวัตกรรม. พูดอีกอย่างก็คือ แม้ทั้งสองประเทศดังกล่าวจะไม่มีประเทศไหนเลยที่รับเอาแนวคิดเป้าหมายการศึกษาอย่างกว้าง แต่ทั้งสองก็ได้ตระหนักว่า กระทั่งเป้าหมายอย่างแคบที่มุ่งเฉพาะความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ระบบที่เน้นการเรียนแบบท่องจำเองก็ยังไม่ดีพอ. เมื่อปี 2001 กระทรวงศึกษาธิการจีนได้เสนอ หลักสูตรใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนการเน้นย้ำ … การท่องจำและการฝึกฝนอย่างเครื่องจักรอย่างเกินพอดี. สนับสนุนการมีส่วนร่วมเชิงรุกของนักเรียน, ความปราถนาของนักเรียนที่จะค้นหาความจริง, และความกระตือรือร้น … ที่จะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ.

เช่นเดียวกันสิงคโปร์ ที่ได้ปฏิรูปนโยบายการศึกษาในปี 2003 และ 2004 ซึ่งถอยห่างจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่วิธีการแบบ เด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเด็กถูกมองเป็น ผู้ควบคุมสถานการณ์. ด้วยการปฏิเสธ แบบฝึกหัดและการบ้านซ้ำ ๆ หลักสูตรที่ถูกปฏิรูปใหม่มองครูผู้สอนในฐานะ ผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน แทนที่จะเป็นผู้มอบคำตอบ. หลักสูตรดังกล่าวเน้นทั้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์และสุนทรียะ, ความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม, และความตระหนักถึงตัวเองและสังคม. ภาษาที่ใช้ในการปฏิรูปทั้งสองนี้ ชวนให้นึกถึงความคิดของนักการศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ จอห์น ดิวอี (John Dewey) และ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) ซึ่งทั้งคู่เคยไปประเทศจีน และเคยมีอิทธิพลไม่น้อยทั่วทั้งเอเชียตะวันออก. สิงคโปร์และจีนพยายามที่จะเคลื่อนไปสู่การศึกษาปลายเปิดที่ก้าวหน้า ซึ่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน-ในแบบเดียวกับที่เรากำลังจะตีจาก ด้วยการเน้นการสอนเพื่อสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย No Child Left Behind.

หลายผู้สังเกตการณ์ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและสิงคโปร์ขณะนี้ และสรุปว่าการปฏิรูปดังกล่าวไม่ได้ถูกทำให้บรรลุผลสำเร็จจริง ๆ. เงินเดือนครูยังคงอิงอยู่กับคะแนนทดสอบ และด้วยเหตุนี้ โครงสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จึงไม่มี. โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นการง่ายกว่ามาก ที่จะวิ่งเข้าหาการเรียนแบบท่องจำ ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน เนื่องจากการสอนในแบบที่ดิวอีและฐากูรแนะนำนั้น ต้องการทรัพยากรที่เพียบพร้อมและความตระหนักเข้าใจ และแน่นอนว่าการทำตามสูตรสำเร็จนั้นย่อมง่ายกว่า.

มากไปกว่านั้น การปฏิรูปดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยความกลัวของชาติเผด็จการเหล่านี้ ความกลัวในเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแท้จริง. ในสิงคโปร์ ไม่มีใครพยายามใช้เทคนิคใหม่ดังกล่าวเวลาสอนเกี่ยวกับการเมืองและประเด็นปัญหาร่วมสมัย. การศึกษาพลเมือง นั้นโดยปกติจะมีรูปแบบของการวิเคราะห์ปัญหา, เสนอวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ต่าง ๆ, และจากนั้นก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมวิธีที่รัฐบาลเลือกนั้นจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วสำหรับสิงคโปร์. ในมหาวิทยาลัย ผู้สอนบางคนพยายามใช้วิธีเปิดกว้างแบบใหม่ ๆ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีหนทางที่จะฟ้องร้องอาจารย์เหล่านั้นด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ถ้าพวกเขาวิจารณ์รัฐบาลในชั้นเรียน, ยิ่งไปกว่านั้น คดีดัง ๆ จำนวนหนึ่ง จะถูกหลีกเลี่ยงไม่อภิปรายถึง. อาจารย์นิเทศศาสตร์รายหนึ่ง (ซึ่งได้ออกจากสิงคโปร์ไปแล้วนับแต่ตอนนั้น) รายงานว่า ในขณะที่เธอพยายามจะนำการอภิปรายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทต่าง ๆ ในชั้นเรียนของเธอ ฉันรู้สึกได้ถึงความกลัวในห้อง … คุณเอามือไปจับมันได้เลยล่ะ. แม้ชาวต่างชาติก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ วิทยาลัยการภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Tisch School of the Arts Asia) ได้รับการสนับสนุนให้เปิดสาขาในสิงคโปร์ แต่ได้รับการแจ้งว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในหลักสูตรนี้ จะไม่สามารถฉายนอกวิทยาลัยได้. ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงประเทศจีน ที่การคิดอย่างสร้างสรรค์หรือวิเคราะห์วิพากษ์อย่างเจาะลึกนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมเมื่อพูดถึงระบบการเมือง.

มันถึงเวลาแล้ว ที่จะถอดแว่นฉาบสีกุหลาบออก. สิงคโปร์และจีนคือตัวแบบที่เลวร้ายของการศึกษา ไม่ว่าจะสำหรับชาติไหนที่ปราถนาจะรักษาประชาธิปไตยแบบพหุลักษณ์หลากหลายเอาไว้. พวกมันไม่ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ และพวกมันกำราบจินตนาการและการวิเคราะห์ลงอย่างราบคาบ ในเวลาที่ต้องคิดถึงอนาคตของชาติและทางเลือกอันยากลำบากต่าง ๆ ในหนทางข้างหน้า. หากเราต้องการมองเอเชียเพื่อหาตัวแบบ มันมีตัวแบบที่ดีกว่ามากมายให้ค้นหา เช่น ประเพณีการศึกษาเสรีนิยม-ศิลปศาสตร์แนวมนุษยนิยมของเกาหลี และวิสัยทัศน์ของฐากูรและนักศึกษาชาวอินเดียที่เห็นในแนวทางเดียวกับเขา. (ฉันจะเขียนถึงวิธีการอันกระจ่างสว่างไสวของพวกเขา ในคอลัมน์ต่อจากนี้).

Martha C. Nussbaum เป็นศาสตราจารย์กฎหมายและปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก. หนังสือล่าสุดของเธอคือ From Disgust to Humanity: Sexual Orientation and the Constitution.


ภาพประกอบโดย torres21 สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa

แปลจากบทความ The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau. บทความนี้แนะนำโดย อ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ในโพสต์เพซบุ๊กชวนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทย – ใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ต่อ คุยได้ที่กลุ่ม Philosophy@Chula.

ผมเริ่มแปลความนี้ เพื่อระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม และเพื่อขอบคุณการศึกษาทางเลือกที่เขาพยายามทำกับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน.

ผู้เขียนบทความนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนต่อเกี่ยวกับเกาหลีและอินเดีย ผมกะว่าจะแปลอีกชิ้นที่ต่อกันดังกล่าวด้วย [ออกมาแล้ว – 13 ส.ค. 2553] เพื่อรวมเป็นชิ้นแปลเดียวเดียวกัน และเผยแพร่ต่อไป. ที่เอาส่วนนี้มาลงตรงนี้ก่อน เผื่อใครจะช่วยปรับแก้ที่ผิด หรือปรับสำนวนให้มันอ่านง่ายหน่อย หรือเขียนเชิงอรรถเพิ่มเติมให้. ในส่วนที่อาจจะเป็นบริบทเฉพาะสหรัฐ หรือต้องการความรู้พื้นฐานนิดหน่อยเพื่อความเข้้าใจ ผมดูผ่าน ๆ แล้วก็โอเค น่าจะพออ่านรู้เรื่อง แต่ถ้าใครช่วยอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของดิวอีและฐากูร รวมถึงนโยบาย No Child Left Behind สั้นๆ ให้หน่อยได้ ก็จะช่วยได้มากเลยครับ. (ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีบทความเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาของฐากูร – “วิศวภารตี-ศานตินิเกตัน : อุดมศึกษาที่ไร้กำแพง” โดย ประมวล เพ็งจันทร์)

สิ่งที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของเกาหลี ทำผมสนใจมาก ๆ เนื่องจากเพิ่งจะได้ดูหนัง May 18 (ในลิงก์เป็นรายงานจากการฉายที่จุฬา ส่วนผมดูอีกรอบหนึ่งก่อนหน้านั้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).

รวมถึงมันพูดถึงการศึกษาเสรี/ศิลปศาสตร์ liberal education/liberal arts ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจ และเคยตามอ่านเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ จากบล็อกคนชายขอบ และ @Fringer.

technorati tags: , ,

Midnight University is Back

เว็บ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กลับมาแล้ว
ส่วนสาเหตุที่เข้าไม่ได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจาก ถูกบล็อกโดยพลการ โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไอซีที ทั้งที่ยังไม่มีคำสั่งเจาะจงให้บล็อก เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

รายงาน : เว็บ ม.เที่ยงคืนเปิดแล้ว ชี้มีการ ‘จัดการงานนอกสั่ง’ จึงถูกปิดเว็บ

นักวิชาการ ม.เที่ยงคืน ชี้ ประชาชนต้องมีอำนาจกำกับเจ้าหน้าที่รัฐ ป้องกัน “จัดการงานนอกสั่ง” ใช้อำนาจเกินขอบเขต

เข้า มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กันได้แล้ว 🙂

หมายเหตุ: ถ้ายังพบปัญหาการใช้งาน เข้าไม่ได้ กรุณาแจ้งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ

tags:
|
|

masturbation in a public

ความคิดเห็นในเว็บบอร์ด กับ การสำเร็จความใคร่ทางปัญญา (intellectual masturbation)

คอลัมน์ ‘อยากตอบ forever’ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : “อยากถามปัญญาชนเรื่องปัญญาซน”

เกี่ยวข้อง:

tags: , , , , , ,

IP, Commons, and Internet

ทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากรส่วนรวม และอินเทอร์เน็ต

ข้ออ้างห่วยแตกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และอินเทอร์เน็ต

ตอน 1 | ตอน 2

โดย ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

บทความชิ้นนี้ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้รับมาจากผู้เขียน เดิมชื่อ

“รวบรวมผลงานวิชาการทางกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรส่วนรวม และการปรับใช้แก่ทรัพย์สินทางปัญญาและอินเตอร์เน็ต”

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ปัจจุบันผู้ถือสิทธิหวงกันในทรัพย์สินทางปัญญาได้ใช้สิทธิหวงกันมากขึ้นตามลำดับ เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางพาณิชย์อย่างไม่สิ้นสุด บทความนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือสิทธิหวงกันทรัพย์สินทางปัญญาใช้สิทธิของตนเกินพอดี จนกระทบต่อรากฐานระบบทรัพย์สินทางปัญญา ที่ต้องการกระตุ้นให้มีการสร้างสรรค์ผลงาน และเผยแพร่ออกสู่สาธารณะเป็นหลัก อันเป็นการทําลายสมดุลย์ระหว่างผลประโยชน์ของสังคมและผลประโยชน์ของผู้ทรงสิทธิ และยังได้ไปทําลายจิตใจสาธารณะอันเป็นวัฒนธรรมของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งให้ความสําคัญกับการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนในรูปของตัวเงิน

tags: , , , ,