ประวัติกฎหมายลงทะเบียนซิมใน 3 จังหวัดภาคใต้ (2548 – ยุคก่อนประกาศกสทช.)

Micro SIM card

ความรู้ใหม่ มีกฎหมาย “พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495” และมีทางจะเอามาใช้ในเรื่องข้อมูลข่าวสารแบบนี้ได้ด้วย

ค้นเร็วๆ เรื่องการลงทะเบียนซิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ก่อนยุคกสทช.บังคับลงทะเบียนทั้งประเทศ) ได้ข้อมูลดังนี้

เมื่อปี 2548 ตอนที่รัฐบาลทักษิณเสนอจะให้มีการลงทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ป้องกันการจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ) มีข้อเสนอมาตรการหลายแบบอยู่ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่กฎหมายก็ดูแลโดยกระทรวงต่างกัน

เม.ย. 2548

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมจัดระเบียบซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินเพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นตัวก่อเหตุจุดฉนวนระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ข้อสรุปว่า

1) ขอความร่วมมือจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ในการออกกฎหมายควบคุม

หาก กทช.เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะใช้แนวทางที่สอง คือ

2) ใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่กำหนดให้รัฐสามารถควบคุมโภคภัณฑ์เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

ตอนนั้นตัวแทนหน่วยงานความมั่นคงและการข่าวที่ร่วมประชุมมีอาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และพล.ต.ท.จุมพล มั่นหมาย ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามเรื่องการดักฟัง พล.ต.อ.ชิดชัย ตอบว่า การจัดระเบียบซิมไม่ใช่ทำเพื่อดักฟัง จะดักฟังได้ต้องใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงกฎหมายยาเสพติด

ต่อมาได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปดำเนินการ

พ.ย. 2548

กระทรวงไอซีที ออกประกาศกระทรวงฯ เรื่องการลงทะเบียนบัตรประจำตัวของผู้ใช้บริการ (ซิมการ์ด) โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 11 ของพ.ร.ก.กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ข้อ 6

มาตรา 11 ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อมีปรกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
[…]
(6) ประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

ส.ค. 2549

มติคณะรัฐมนตรี 2 ส.ค. 2549

  • กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ลงทะเบียน ณ จุดขาย ผู้ที่ไม่ได้แสดงตนในวันที่กำหนดจะถูกระงับสัญญาณ
  • ภายใต้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (มาตรา 11) ได้ประกาศให้การซื้อขายซิมต้องมีการระบุหลักฐานแสดงตนตามประกาศกระทรวงไอซีที
  • กระทรวงไอซีทีแจ้งผู้ประกอบการทุกรายให้เข้มงวดในการตรวจสอบหลักฐานการแสดงตนของผู้ใช้บริการ
  • ประสานงานกับประเทศมาเลเซีย ที่จะให้มีข้อตกลงร่วมกันในการลดกำลังส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้ามชายแดน ขอความร่วมมือ กอ.สสส.จชต. ให้กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการจุดชนวนระเบิดตามแนวชายแดนด้วยซิมที่ใช้สัญญาณจากมาเลเซีย
  • ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการซื้อขายซิม ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายย่อยตรวจสอบหลักฐานและมีแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลของผู้ซื้อทุกราย
  • กระทรวงไอซีทีรายงานต่อที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคง ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ได้ผลไหม?

ส่วนความได้ผลของมาตรการนั้น เรียกว่าได้ผลอยู่ เพราะผู้ก่อการเลิกใช้โทรศัพท์มือถือจุดระเบิด หันไปใช้วิทยุสื่อสารจุดระเบิดแทน (ข้อมูลจากการพูดคุยกับคนในพื้นที่ ช่วงปี 2552-2554)

 

ภาพประกอบ: Micro SIM card โดย Tsahi Levent-Levi. สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 2.0

media and information literacy & citizen science: พลเมืองที่อ่านเขียนสารสนเทศเป็นกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่าน “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.ย. 2556) ไปงาน แผนแม่บทไอซีที ระยะที่ 3 ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำลังจัดทำสำหรับ พ.ศ. 2557-2561 มีสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยจัดทำด้วย (ดูเอกสารประกอบการประชุมกลุ่มย่อยและการรับฟังความคิดเห็น)

มนู อรดีดลเชษฐ์ (เมื่อก่อนอยู่ศรีปทุม ไม่รู้ตอนนี้อยู่ไหน) กับ พรทิพย์ เย็นจะบก จากยูเนสโกพูดถึงประเด็นการหลอมรวมกันของนิเทศศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

พรทิพย์บอกว่าทุกวันนี้นิเทศศาสตร์เข้ามาอยู่ในไอซีที media literacy กลายเป็น media and information literacy (ยูเนสโกใช้คำนี้ ย่อว่า MIL ส่วนที่อื่นอาจจะเรียก information and media literacy ย่อว่า IML)

หลายคนเทียบ “media literacy” เป็นคำไทยว่า “การรู้เท่าทันสื่อ” ซึ่งก็สะท้อนความคิดในช่วงหนึ่งของนักวิชาการและนักวิชาชีพสื่อไทย ที่รู้สึกว่าสื่อมันมีอิทธิพลมาก ความชั่วร้ายในสังคมนี่หลักๆ มาจากสื่อไม่ดี ดังนั้นคนเราต้องได้รับการศึกษา ให้รู้เท่าทันสื่อ ไม่ถูกสื่อ(และนักการเมืองที่ครอบงำสื่อ)หลอกเอา นักสื่อสารมวลชนคนหนึ่งที่ใช้คำว่า “รู้ทัน” จนเป็นเครื่องหมายการค้า ก็คือ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับชุดหนังสือและรายการ “รู้ทันทักษิณ”

ผมแสดงความหงุดหงิดกับการแปล “media literacy” เป็น “รู้เท่าทันสื่อ” ในหลายโอกาส ถ้าจำไม่ผิดในช่วงแรกก็น่าจะเป็นตอนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอบรมนักข่าวพลเมือง ซึ่งโดยตัวมันเองก็ชัดเจนว่า นี่เราจะเป็นพลเมืองที่สื่อสารข่าวเองแล้วนะ ไม่ใช่แค่พลเมืองที่รู้ทันเท่านั้น กระแสพวกนี้อยู่ร่วมสมัยกับเว็บล็อกและยูทูบ กับสิ่งที่เรียกว่า user-generated content และต่อมาก็โซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้มันเข้าใจให้รอบไม่ได้ในกรอบ “รู้เท่าทันสื่อ” แบบเดิม ที่เน้นการรับสาร (อย่างเท่าทัน)

คำแปล “literate” ในภาษาไทย มีใช้กันอยู่ว่า “อ่านออกเขียนได้” เทียบได้อย่างตรงไปตรงมากับภาษาอังกฤษที่นิยามว่า “literacy” คือ “ability to read and write”

คำว่า “รู้เท่าทัน” มันตก “การเขียน” ไป

แม้เราจะพอขยายความหมายของ “รู้เท่าทัน” ให้รวมไปถึงการเขียนอย่างเท่าทันได้บ้าง แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่า “อ่านออกเขียนได้”

ผมเลยพยายามจะแปล media literacy ว่า “การอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” หรือถ้าเอายาวๆ ก็อาจจะเป็น “ความสามารถในการอ่านสื่อออกเขียนสื่อได้” … ซึ่งก็ยาวเกิน ยังนึกคำที่กระชับและครบไม่ออก ยิ่งพอมีคำว่า information พ่วงมาด้วย ยิ่งยาก

(ผมคิดว่าการแฮ็กนี่แหละ คือการรวบยอด literacy ทั้งหมดของยุคหน้า)

การอ่านสารเทศออกเขียนสารเทศได้ของพลเมืองทั่วไป เมื่อประกอบกับการมีอยู่และเข้าถึง open data/big data และเอกสารแบบ open access ที่มากขึ้น กฎระเบียบที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจาก open access movement และ free culture movement (รวมไปถึงกฎหมาย freedom of information และการสนับสนุนการหลุดรั่วโดยบุคคลและสถาบันอย่างหนังสือพิมพ์และ WikiLeaks) จะทำให้ความเป็น “เจ้า-หน้าที่” (authority) ที่เกิดและดำรงอยู่เพราะความจำกัดของแวดวงวิชาชีพ ถูกท้าทายมากขึ้น

สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วกับวงการข่าว และกำลังเกิดขึ้นกับวงการวิทยาศาสตร์

เมื่อประมาณสิบปีก่อน สิ่งที่เรียกว่า grassroot/citizen journalism ได้เกิดขึ้น และได้พิสูจน์แล้วว่ามันทำให้วงการสื่อต้องปรับและปฏิวัติตัวเองอย่างไร

วันนี้ แนวคิดคล้ายๆ กันกำลังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า citizen science หรือ “วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง”

พลเมืองที่เดิมทำได้แค่เพียงตรวจสอบผลวิจัยที่ดูจะมีปัญหา ตอนนี้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำวิจัยได้

ในขั้นแรกอาจจะเป็นเพียงการให้ข้อมูล เก็บข้อมูล หรือร่วมประมวลผล บนกรอบวิธีวิจัยที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด แต่มันมีแนวโน้มจะค่อยๆ ขยับ พลเมืองทั่วไปจะเข้าไปร่วมสังเกตการวิจัยและกำหนดวาระวิจัยได้มากขึ้น

ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลดี เพราะวาระการวิจัยเองก็กำหนดว่า อะไรที่จะถูกมองเห็น และในหลายครั้ง สิ่งที่จะถูกมองเห็นและวิเคราะห์สรุปออกมาเป็นผลวิจัยนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อพลเมืองทั่วไป ผ่านการถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบและสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบาย หรือใช้ในการรณรงค์สนับสนุนนโยบาย

ถ้าอำนาจในสังคมปัจจุบัน มาจาก ข้อมูล และ วิธีการให้เหตุผล

พลเมืองเจ้าของอำนาจ ก็ควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสร้างข้อมูลและวิธีการให้เหตุผลพวกนั้น

 

ปรับปรุงจากโพสต์ในเฟซบุ๊ก (4 ก.ย. 2556)

นิธิ เอียวศรีวงศ์: กระทรวงไอซีที

มุมมองนิธิน่าสนใจ ที่ว่า “กระทรวง” ก็เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง ให้คุณก็ได้ ให้โทษก็ได้ แต่ถ้าเรามองมันแบบพ.ร.บ.คอมฯ เราคงต้องปิดกระทรวงไอซีที (และกระทรวงอื่น ๆ ทั้งหลาย) ทิ้ง แบบที่ปิดอินเทอร์เน็ต เพราะเมื่อมองด้วยสายตาที่เห็นแต่โทษ มันก็จะไม่เจออะไรดีเลย

สรุปศักยภาพของอินเตอร์เน็ตเท่าที่ผมมองเห็นจนถึงทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่สามด้าน 1.คือการเปิดตลาดใหม่ให้แก่สินค้าและบริการ 2.เปิดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในแนวใหม่ 3.เปิดพื้นที่ทางการเมืองแบบใหม่ ทั้งสามอย่างนี้อาจเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมและบุคคลได้ไพศาล แต่เอาไปใช้ในทางที่เป็นโทษของสังคมก็ได้ไพศาลเหมือนกัน ไม่ต่างจากตลาด, โรงเรียน, และพื้นที่การเมืองแบบเก่า ซึ่งใช้ไปในทางเป็นประโยชน์ก็ได้ โทษก็ได้

พื้นที่ทางการเมืองกลายเป็นเรื่องหลักที่กระทรวงไอซีทีให้ความสนใจที่สุด แต่ก็เป็นความสนใจด้านลบมากกว่าด้านบวก (ตามเคย) นั่นคือจะกำกับควบคุมพื้นที่ใหม่ทางการเมืองนี้ ซึ่งเปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาจำนวนมาก ให้สยบยอมต่อโครงสร้างอำนาจตามประเพณีต่อไปได้อย่างไร

เขาหวั่นวิตกแต่ว่าของดีๆ อย่างอินเตอร์เน็ตจะถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย (แก่ใครและอะไร… ไม่ทราบได้) ฉะนั้น จึงต้องเข้าไปบังคับควบคุมจนกระทั่งจะทำอะไรดีๆ กับอินเตอร์เน็ตได้ยากขึ้นทุกที

กระทรวงไอซีที โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์, มติชนออนไลน์, 26 เม.ย. 2554


ความคิดเห็นจากทีมผู้ร่างกฎหมาย และผู้เกี่ยวข้อง จากการสัมมนาที่เนชั่น [ซึ่งผมไปร่วมด้วย] เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่: เรื่องวุ่นๆ (อีกรอบ) “พ.ร.บ.คอมพ์” เวอร์ชั่นอัพเกรด, กรุงเทพธุรกิจ, 2 พ.ค. 2554

หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

Anti-censorship website got blocked by Thai university and ISPs

Reports from Thai netizens to Thai Netizen Network‘s mailing list showing yet another attempt from Thai authorities to shut down any media that’s not on their side. Unsurprisingly (and that’s sad to say so), the time comes to Freedom Against Censorship Thailand (FACT). Two commercial ISPs and one university have been reported that they blocked the anti-censorship blog.

It was found on Saturday 2009.04.25. Users who using Internet service of TOT, Buddy Broadband or Kasetsart University will not be able to access http://facthai.wordpress.com/.

Ministry of ICT recently admits they blocked nearly 9,000 urls, of which 6,200 are concerned as a treat to national security. Thai Netizen Network website reports the 66 Red-Shirt/Red-Shirted urls that MICT sent to every ISPs and major websites, urging them to entirely blocked the urls. Noted that this list does not included FACT’s url, but it got blocked anyway. With enough ignorance, the MICT block list also includes http://ning.com/ (a social network service), http://www.cbox.ws/ (a chat box service), and http://www.no-ip.org/ (a dynamic DNS service) — common services used by many Thai netizens and bloggers, orange or pink, watching AF TV or not.

The authorities probably expected that every Thai should sacrifices not just their rights and freedom, but also conveniences in everyday life in this time of Media War.

Fortunate enough, some ISPs can think by and for themselves (+their customers). While blocking almost every other urls in the MICT list, they don’t touch ning.com and no-ip.org. OK, stupid enough, CSLoxinfo still blocked mashable.com, a (Red-Shirt, huh?) IT news site.

I see necessity in this very situation to repeat it over that:
Government’s Security IS NOT EQUAL TO National Security.

ความมั่นคงของรัฐบาล ไม่เท่ากับ ความมั่นคงของรัฐ

Summary report on http://facthai.wordpress.com/ blockage:
Can’t access (BAD) from (at least) 3 ISPs: TOT, Buddy Broadband, Kasetsart University [source]

  • TOT – BAD (2009.04.25 13:07)
  • Maxnet – OK (2009.04.25 13:48)
  • Kasetsart – BAD (2009.04.25 14:32)
  • CAT HiNet – OK (2009.04.25 16:04)
  • Comcast (US) – OK (2009.04.25 16:36)
  • TOT – BAD (2009.04.25 17:15)
  • TOT – BAD (2009.04.25 17:33)
  • True – OK (2009.04.25 17:40)
  • TOT – BAD (2009.04.25 21:49)
  • True – OK (2009.04.25 23:14)
  • Buddy – BAD (2009.04.26 02:16)
  • CSLoxinfo – OK (2009.04.26 11:26)

technorati tags: 

Nipples and the Citizen Power

… ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีในอดีต <คุณสุวิทย์ คุณกิตติ> ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า

“ คุณต้องยอมรับว่า ไม่ว่าคุณจะพยายามบล็อกอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีใดก็ตาม คุณไม่มีวันทำได้สำเร็จ ถ้าเราปิดเว็บไซต์ไปสักแห่งหนึ่ง ใครๆ ก็สามารถหาพร็อกซี่เพื่อเข้าถึงมันจนได้ การเซ็นเซอร์เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำร้ายประชาชน ทำร้ายรัฐบาล และยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย ”

ท่านยังกล่าวด้วยว่า แทนที่จะเซ็นเซอร์ ทางที่จะแก้ปัญหา [การใช้อินเทอร์เน็ตแบบผิดๆ] เป็นทางแก้ทางสังคม – ให้การศึกษา, ศีลธรรม, สำนึกทางสังคมแก่ประชาชนเพื่อที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจอย่างรอบรู้เอง

สังคมไทยจะเป็นสังคมที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ได้ดีเพียงไร

ข้อสรุปอันแรกที่ผมอยากย้ำไว้ก็คือ คนไทยต้องเลี้ยงลูกเอง เลิกคิดที่จะให้รัฐเลี้ยงลูกแทนเสียที เพราะถ้าคิดอย่างนั้นหอบลูกไปทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐดีกว่า

นอกจากนี้ควรเข้าใจด้วยว่าอำนาจที่รัฐได้มาจากการปกป้องสายตาเด็กจากหัวนมผู้หญิงนั้น รัฐได้ใช้มันไปในทางฉ้อฉลเพื่อบดบังความรับรู้ของประชาชนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐ หรือข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นภัยต่อกลุ่มอำนาจด้วย เว็บที่ถูกกระทรวงไอซีทีบล็อกนั้นไม่ได้มีแต่เว็บโป๊ แต่รวมถึงเว็บอื่น ๆ ที่มีข้อความซึ่งผู้มีอำนาจเห็นเป็นอันตรายต่อตัวด้วย

ดาบศีลธรรมนั้นบั่นรอนทั้งศีลธรรมและเสรีภาพทางอื่น ๆ ไปพร้อมกัน บั่นรอนศีลธรรมเพราะทำให้มนุษย์ไม่พัฒนาตนเองให้ใช้วิจารณญาณของตนเอง จึงไม่อาจศีลธรรมได้จริง บั่นรอนเสรีภาพเพราะข้อมูลข่าวสารที่เรารับรู้ถูกตัดตอนจนทำให้เสรีภาพเหลือเพียงเสรีภาพที่จะทำตามคำสั่งของเบื้องบน

ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีประโยชน์นะครับ ตรงกันข้าม รัฐสามารถช่วยครอบครัว, โรงเรียน, สื่อ, ชุมชน และสังคมได้มาก (เพราะกระจุกทรัพยากรจำนวนมากของเราทั้งหมดไว้จัดการเอง) ในอันที่จะเพิ่มสมรรถภาพทางหัวใจของเราก็จะเผชิญกับโลกที่เป็นจริง

แต่ต้องไม่ปล่อยให้รัฐถือดาบศีลธรรมเที่ยวฟาดฟันอย่างโง่ๆ และอย่างฉ้อฉลอย่างนี้

นิธิ เอียวศรีวงศ์, จากหัวนมถึงอำนาจพลเมือง, มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1387 หน้า 33

(ตัวเอน คือที่ผู้เขียนเน้น, ตัวหนา คือที่ผมเน้นเอง ; [ในวงเล็บสี่เหลี่ยม] คือที่ผู้เขียนแทรก, <ในวงเล็บสามเหลี่ยม> คือที่ผมแทรกเอง)

technorati tags: ,