ข่าวลือ

“ข่าวลือ” ในความหมายของการกระจายข่าวที่ไม่อาจยืนยันที่มาและความแม่นยำได้ ถ้ามันเป็นเป็น “ข่าวลือ” เกี่ยวกับบุคคลสาธารณะหรือสถาบันทางสังคม มันก็มีประโยชน์สาธารณะได้นะ จะไปบอกว่าข่าวลือทุกชนิดทุกชิ้นไม่มีประโยชน์กับสาธารณะก็ไม่ใช่

เนื่องจากบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมมีอำนาจมาก การกระจายข่าวเกี่ยวกับคนหรือสถาบันเหล่านั้นในลักษณะที่สืบย้อนที่มาได้อย่างเปิดเผย ก็ทำได้ลำบากกว่า เนื่องจากอาจเป็นอันตรายกับแหล่งข่าวหรือคนที่เปิดหน้าเผยแพร่

ดังนั้นลักษณะของเนื้อข่าวก็จำเป็นจะต้องทำให้ที่มาของข่าวมีลักษณะคลุมเครือหรือปกปิด และลักษณะของการเผยแพร่ ก็อาจทำไม่ได้ในทางช่องทางปกติ ก็ออกไปทางพูดปากต่อปากบ้าง คุยกันในวงเล็กหรือวงที่พอเชื่อใจกันอยู่บ้าง ไม่สามารถทำได้ในสื่อสารมวลชนที่เข้าถึงคนได้ทีละมากๆ ในเวลาสั้นๆ

หากเราเอามาตรฐานทางวารสารศาสตร์ไปพิจารณา “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็อาจจะพบว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือไม่น่าจะเป็นธรรมกับผู้อยู่ในข่าว
แต่เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่และทรัพยากรของบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมแล้ว “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็น่าจะถือได้ว่า โดยเปรียบเทียบ ยังเป็นธรรมอยู่กับบุคคลในข่าว

เนื่องจาก

– ในแง่ความครบถ้วน บุคคลและสถาบันเหล่านั้น มีอำนาจ(และหน้าที่)ที่จะทำได้อยู่แล้ว ที่จะทำให้ข้อมูลมันครบถ้วนขึ้น ให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ทำให้สาธารณะหายสงสัยได้

– ในแง่ความน่าเชื่อถือ ความเป็นบุคคลสาธารณะหรือสถาบัน ยังไงก็มีเครดิตมีความน่าเชื่อถือในการอธิบายเหนือกว่า และการที่ไม่ได้นิรนามก็อนุญาตให้สะสมความน่าเชื่อถือได้ และ

– ในแง่ทรัพยากร บุคคลและสถาบันเหล่านั้นก็มีทรัพยากรเพียงพอ (และในหลายครั้งก็เป็นทรัพยากรของสาธารณะด้วยซ้ำ) ในการจะเผยแพร่แก้ไข หรือยืนยันข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว

ดังนั้นถ้าพิจารณาทั้งแง่อำนาจ หน้าท่ี และทรัพยากร การที่ “ข่าวลือ” จากผู้มีอำนาจน้อยต่อผู้มีอำนาจมาก จะมีมาตรฐานในทางวารสารศาสตร์หย่อนกว่าปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ “แฟร์” หรือ “เป็นธรรม” อยู่ — โดยเฉพาะถ้า “ภาระในการพิสูจน์” ให้สาธาณะเห็นความโปร่งใสในการทำงาน นั้นถือเป็นหน้าที่อยู่แล้วของสถาบันทางสังคมนั้นๆ

(ลองคิดถึง “การแจ้งความ” กับตำรวจดู จริงอยู่ว่า ถ้ามาตรฐานในการรับแจ้งต่ำไป ก็จะเป็นเกิด “การใส่ความ” ได้ง่ายๆ แต่ถ้าสูงมาก ต้องมีหลักฐานพยานครบถ้วน โอกาสที่คนอำนาจน้อย ทรัพยากรน้อย จะแจ้งความได้ ก็จะลดลงไปมาก โอกาสตรวจสอบอำนาจใหญ่ก็จะลดลง)

นอกจากนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับการทำงาน มันก็สามารถใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีเหตุมีผลรัดกุม ลดความเคลือบแคลงสงสัย เป็นมิตรเป็นธรรม พวกนี้ก็เป็นประโยชน์กับสาธารณะด้วย
“ข่าวลือ” ต่อสถาบันทางสังคมและบุคคลสาธารณะ จึงเป็นทั้งเสียงสะท้อนเพื่อปรับปรุงการทำงานและเป็นกลไกความรับผิด (accountability) หรือการที่ต้องสามารถรายงานและอธิบายการใช้อำนาจของตัวเองให้ได้

แน่นอนว่ามันมีการกุข่าวเพื่อใช้โจมตีกัน ซึ่งคนที่อยู่ในอำนาจมากก็ใช้วิธีนี้มาทำลายคนอำนาจน้อยด้วย เช่น การดิสเครดิตอย่างเป็นระบบ (ภาษาปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอทหารคือ “ด้อยค่า” lol) หรือเล่าเรื่องในรูปแบบหรือลำดับที่ชวนให้สาธารณะเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักกิจกรรม (เคยเห็นกับตัวจากสไลด์นักวิชาการสถิติประยุกต์ท่านหนึ่งที่ไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า) ดังนั้นมันก็จำเป็นต้องมีการจัดการกับข่าวลือ ไม่ใช่ปล่อยไปหมด เพราะในสถานการณ์ที่ไม่มีการจัดการอะไรเลย คนที่มีอำนาจน้อย มีทรัพยากรน้อย จะตกที่นั่งลำบากกว่า

เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่า “ข่าวลือ” ไม่ว่าจะแง่ดีหรือแง่บวก ที่สนับสนุนอำนาจนำ ทำลายผู้ท้าทายอำนาจ จะแพร่กระจายได้สะดวกกว่า (แต่ไม่รับประกันว่าจะไกลกว่าและนานกว่านะ เพียงแต่ตอนเริ่มแรกนั้นทำได้สะดวกกว่า) เพราะมีปัจจัยหลายอย่างส่งเสริม เช่น

– คนพูดสามารถเปิดหน้าปล่อยข่าวได้ ใช้พื้นที่สื่อกระแสหลักหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็ได้ เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าในทางอำนาจ มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะถูกดำเนินคดี

– กลไกปิดกั้นหรือ “ตรวจสอบ” ข่าวสารของรัฐ (อย่างศูนย์ข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัล) ก็อาจจะเลือกไม่ทำงานกับข่าวลือที่เป็นประโยชน์กับรัฐ

– ผู้เผยแพร่ ซึ่งอยู่ฝั่งอำนาจนำ มีแนวโน้มที่จะมีทรัพยากรจำนวนมาก (ทั้งในมิติทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม) ในการเผยแพร่เนื้อหา ทั้งการเผยแพร่ทางคลื่นความถี่สาธารณะ (ที่เป็นสมบัติของประชาชน) การขอทุนจากกองทุนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจนำ (ทั้งของรัฐและเอกชน) มาทำเนื้อหา ทำหนัง ทำเวิร์กช็อป ผลิตซ้ำข่าวลือ

ข่าวลือจึงสามารถเป็นกลไกที่ผู้มีอำนาจน้อยใช้ส่งเสียงและตรวจสอบเพื่อให้อำนาจใหญ่เปลี่ยนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในอำนาจนำ มีอำนาจมาก ใช้ได้อย่างสะดวกมือ(กว่า) เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง

การพิจารณา “ข่าวลือ” และการรับมือกับข่าวลือ จึงไม่ควรละเลยมิติของอำนาจ

เมื่อคืนดู Spotlight อีกรอบ สนุกดี ทีมข่าวพยายามจะขุดกรณีล่วงละเมิดทางเพศของเด็กโดยพระคาทอลิก แต่ไปทางไหนก็เจอตอ เพราะสถาบันทางสังคมต่างๆ ในเมืองมี “ความสัมพันธ์อันดี” ต่อกัน การไปท้าทายโบสถ์ ก็เหมือนท้าทายความเป็นอยู่ของสถาบันอื่นๆ ไปด้วย การพยายามจะใช้กลไกคานอำนาจอื่นๆ ของสังคมมาช่วย จึงทำได้ยากมาก ตำรวจเองก็ไม่อยากยุ่ง บก.ใหญ่สุดบอกว่า ถ้าไปเจาะรายงานเป็นกรณีๆ ตัวระบบของโบสถ์ก็จะทำให้เรื่องเงียบไปเองได้เหมือนที่ผ่านๆ มา ต้องทำข่าวที่ตีไปที่ตัวระบบให้ได้ ให้เห็นว่าโบสถ์รู้เห็นเรื่องนี้และได้มีการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องพระที่ทำผิด ประเด็นที่สถาบันทางสังคม “มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” ก็ดีมาก มีบทสนทนานึงในหนังที่บอกว่า สื่อต้องเป็นอิสระจากสถาบันเหล่านี้ จึงจะทำงานได้ หนัง 2 ชั่วโมง สร้างจากเรื่องจริง — ใน Netflix มี

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 25 ก.ค. 2563)

Internet of Opinions

อ.ย่า อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เคยพูด*ว่า พื้นที่สื่อสารทุกชนิดไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับข้อเท็จจริง (ทั้งที่จริงและไม่จริง) แต่เป็นพื้นที่ของความคิดเห็นด้วย (ไม่สามารถระบุได้ว่าจริงหรือไม่จริง มีแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย)

ดังนั้นถ้าจะให้พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สำหรับข้อเท็จจริงเท่านั้น เรากำลังทิ้งอีกครึ่งนึงไป และถ้าจะให้มีเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเท่านั้น เราจะเหลือพื้นที่แค่ 1/4

คำถามก็คือ แล้วทำไมต้องไปให้พื้นที่ 1/4 สำหรับข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จด้วย ให้ใครสักคนมากรองมันทิ้งไปเลยไม่ได้หรือไง คนที่เหลือจะได้สบาย ไม่ต้องกรองเอง

ก็เพราะของที่เป็นเท็จวันนี้ บางอย่างมันอาจจะจริงพรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อมีวิธีการพิจารณาโลกแบบใหม่ หรือการที่จะเห็นว่าอะไรจริง มันจำเป็นต้องมีคู่เทียบที่เป็นเท็จมาทำให้เรามองชัดขึ้น หรือในการเรียนรู้เพื่อจะแยกแยะจริง-เท็จ (โดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ) มันจำเป็นมีตัวอย่างให้เราเห็นว่า อ๋อ เท็จมันเป็นแบบนี้ เพื่อว่าในวันข้างหน้า เราจะรู้ได้เองว่า ของทำนองนี้มันน่าจะเท็จ

สำหรับพื้นที่ความคิดเห็น ระบบการกรอง (ด้วยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มหรือด้วยการเลือกติดตามของคนเอง) ก็อาจนำไปสู้การที่พื้นที่ความคิดเห็น หดเหลือครึ่งเดียวได้ (เหลือเฉพาะความคิดเห็นที่เราชอบหรือที่เราเห็นด้วย)

Get full, 1/2, or 1/4 of the Internet?

ปัญหาต่อเสรีภาพการสื่อสารคือ มีคนที่อยากจะได้เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (1/4) และความคิดเห็นที่เราเห็นด้วย (1/4) ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นสภาวะที่ “ปลอดภัย” ที่อยู่แล้ว “สบายใจ” – แต่ปัญหาคือ กระบวนการที่จะไปทำให้เกิดสภาวะนั้น มันไปทำลายความปลอดภัยระยะยาว ของทุกๆ คน

เหมือนการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าแมลงแรงๆ ฆ่าเชื้อทุกอย่าง เราจะได้สภาวะสะอาดปลอดภัยขึ้นมา แต่สภาวะนั้นจะอยู่กับเราเพียงชั่วคราว หลังเชื้อต่างๆ เริ่มดื้อยา และยาก็ไปทำลายระบบนิเวศที่จะมาจัดการเชื้อหรือศัตรูทางธรรมชาติกันเอง — และตัวเราเองก็ไม่ได้พัฒนาภูมิต้านทานขึ้นมาเองเสียที — ความพยายามจะมีพื้นที่ “ปลอดภัย” ในระยะสั้นและชั่วคราว ทำให้เราเสียความปลอดภัยในระยะยาวและยั่งยืนไป

เป็นความปลอดภัยแบบหลอกตัวเอง เป็นความปลอดภัยแบบเห็นแก่เฉพาะคนรุ่นเรา ไม่เผื่อความปลอดภัยเอาไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป

เราไม่ได้ต้องการเฉพาะความจริง (truth) หรือข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (true fact) เราต้องการข้อเท็จจริงอื่นๆ รวมถึงความคิดเห็นด้วย ทั้งที่เราชอบและไม่ชอบ ความคิดเห็นนั้นไม่เพียงมีคุณค่าในตัวเอง แต่ยังเป็นเครื่องมือพาเราไปหาความจริงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในอนาคต (หรือกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงที่เราเคยเชื่อว่าจริงในอดีต) ได้อีก


*จำได้ว่าในที่ประชุมคปส.ที่ตึกมอส.เมื่อนานมาแล้ว หลังรัฐประหาร 2549 สักปีสองปี ตอนนั้นตื่นเต้นมาก – เหมือนตอนนั้นมันจะเป็นช่วงที่คปส.ขยายมาทำประเด็นสื่อใหม่ ซึ่งก็หลังจากวิทยุชุมชน ก็มีอินเทอร์เน็ต และภาพยนตร์ สนช.ชุดนั้นเสนอกฎหมายจัดระเบียบสื่อใหม่หลายฉบับ รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 และพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2551 – ผมเริ่มเข้ามาทำงานประเด็นพวกนี้บ้างก็น่าจะจังหวะนั้น

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก

prachatai.com got censored, go prachatai.net instead

อ่านข่าวประชาไทได้ ที่ www.facebook.com/prachatai และที่ prachatai.net

หลังจากเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com ถูกนายสุเทพสั่งปิดด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเป็นคำสั่งไปที่ผู้ให้บริการที่วางเซิร์ฟเวอร์ของประชาไท ทำให้เข้าเว็บประชาไทไม่ได้
ตอนนี้ทีมงานจึงมารายงานข่าวกันบนเฟซบุ๊ก และย้ายข้อมูลไปไว้ที่ที่อยู่ใหม่แล้ว
ช่วย ๆ กันกระจายข่าวครับ

(ฮูเรให้กับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร – open source จงเจริญ)

update: ชมสถานการณ์สด ทาง ทีวีไทย http://udd.thaipbs.or.th

technorati tags:
,
,
,
,

open letter to media

5 พฤษภาคม 2551

เรียน ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนที่เคารพ

ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้คือ สื่อมวลชน

ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ

หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง

คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทางดังนี้

1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง

2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด

3. ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่าง ๆ

เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

สื่อมวลชนเช่นนี้นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิด ๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง

ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ขอแสดงความนับถือ

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


(จากอีเมล “ด่วน จดหมายจากนักวิชาการสันติวิธีถึงสื่อมวลชน” ตัวเน้นโดยผู้โพสต์ลงบล็อก-bact’)

ลิงก์ไม่เกี่ยวข้อง: 3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ จี้รัฐหยุดคุกคาม ระบุสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออก ตามขอบเขตของ กม.และจารีต

แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ? : คำถามถึง ‘3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ’ – กานต์ ณ กานท์

“ทำไมพวกเราถึงไม่สามารถเคารพกันและต่างก็แสดงความเห็นของตัวเองได้” – เสียงหนึ่งจากผู้ประท้วงในฮ่องกง

technorati tags:
,
,

me(dia)

มีเพื่อนส่งลิงก์นี้มาให้ดู น่าเสียดาย…เว็บประชาไท (ผู้จัดการออนไลน์) ในนั้นเขาว่า เขา “เปิดโปง” เบื้องหลังคนสนับสนุนประชาไท

ผมก็งง ๆ ข้อมูลทั้งหมด เขาก็มีเผยแพร่ไว้ใน เกี่ยวกับประชาไท ตั้งนานแล้วนี่นา อย่างน้อยก็มากกว่าหนึ่งปีล่ะ ที่ผมเคยกดดู – มันเรียกว่าเปิดโปงตรงไหนนะ

เรื่องรสนากับปลื้ม ผมก็งง ๆ – เอ เขานับ “ส่วนใหญ่” กันยังไงนะ ลองอ่านดูในความเห็นท้ายข่าว มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่านี่นา เรื่องมีคนมา “รุมด่ารสนามากกว่าปลื้ม” (แน่นอนว่ามีคนตั้งคำถามต่อท่าทีกระทบกระเทียบของรสนา ว่าไม่จำเป็นต้องพูดไปถึงวงศ์ตระกูลของปลื้มเขาเลย)

ผมก็คงบอกแทน คิดแทนคนอื่น ๆ ไม่ได้ ก็ลองดูข้อมูลจากหลาย ๆ ที่ละกันครับ

สื่อ/แหล่งข่าว/บล็อก ๆ หนึ่งไม่สามารถมีข้อมูลที่รอบด้านได้ และก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น

แต่สื่อหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ มุมมอง รวมกัน ก็สามารถที่จะให้ข้อมูลที่รอบด้านขึ้นได้

นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องรักษาเสรีภาพและความหลากหลายของแหล่งข่าวเอาไว้ ให้สามารถเสนอหลายมุมมอง เสนอหลายแนวคิดที่แตกต่างกันได้

ผมคิดว่าสำหรับสื่อต่าง ๆ ในฐานะสื่อ ๆ หนึ่ง ของแต่ละที่
เขาก็มีสิทธิที่จะให้น้ำหนักและเสนอประเด็นอะไรที่เขาเห็นว่าสำคัญน่าสนใจได้ และเนื่องจากประเด็นที่สำคัญน่าสนใจนี้ อาจมีอยู่มาก เขาก็อาจจะเลือกเสนอประเด็นที่ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด เพื่อให้ในภาพรวมมันมีความครอบคลุม

เช่น ทีวีแต่ละช่อง เมื่อพิจารณาเฉพาะช่อง อาจจะมีสัดส่วนรายการที่พิกลพิการ อันนั้นข่าวน้อยไป อันนี้บันเทิงน้อยไป อันนี้เน้นกลุ่มผู้ชมวัยนั้นน้อยไป อันนี้เน้นกลุ่มผู้ชมระดับนี้มากไป … แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว เราอาจพบว่า สัดส่วนมันอาจจะกลมกล่อมพอดีก็เป็นได้ (ในทางกลับกับ การพยายามบังคับช่องไม่กี่ช่องให้อยู่ในสัดส่วนกลมกล่อมพอดี แต่ไม่สามารถไปปรับช่องอื่น ๆ ได้ ในภาพรวมมันก็อาจจะยังคงบิดเบี้ยวพิกลพิการอยู่ก็เป็นได้) คนเราดูทีวีแค่ช่องเดียวเสียทีไหน

กล่าวคือ ถ้าเขาเห็นว่า ประเด็นอะไรมีสื่อแหล่งอื่นพูดถึงไปแล้ว เขาก็อาจจะเลือกไปเสนอประเด็นอื่น ๆ ที่เขาเห็นว่าสำคัญเช่นกัน-แต่ยังไม่คนพูดถึง

นั่นแปลว่า การไม่ได้เสนอประเด็นอะไร อาจไม่ได้แปลว่าเขาเห็นว่าประเด็นที่เขาไม่เสนอเองนั้นไม่สำคัญ – เขาอาจเห็นว่ามันสำคัญ เพียงแต่คนอื่นเสนอไว้ดีแล้ว ก็เลยไม่รู้จะเปลืองพื้นที่ไปเสนอซ้ำอีกทำไม ถ้าไม่สามารถเสนอแง่มุมมองใหม่ ๆ ได้

“องค์กรนั้น บุคคลนี้ ทำเรื่อง x เรื่อง y เอาไว้มากมาย ทำไมไม่พูดถึง ? ทำไมถึงพูดถึงแต่เรื่อง i เรื่อง j ?”

ก็น่าจะถามต่อไปว่า

“ถ้าพื้นที่สื่อจำนวนหนึ่งได้เสนอเรื่อง x เรื่อง y ไปแล้ว ก็น่าจะเป็นการสมควรไม่ใช่หรือ ที่พื้นที่สื่ออีกจำนวนหนึ่ง จะเสนอเรื่อง i เรื่อง j ด้วย ? ทั้งนี้เพื่อความรอบด้านยิ่งขึ้นของข้อมูลข่าวสารในภาพรวม”

หรือจะมีใครมีชีวิตด้านเดียวบ้าง ?

ในอุดมคติแล้ว เราทั้งหมดสมควรที่จะเสนอทั้ง x, y, i และ j (อาจในน้ำหนักต่างกันไป ตามความลำดับสำคัญที่แต่ละคนเชื่อ)

แต่หากพื้นที่สำหรับ x และ y กำลังล้นทะลัก มองไปทางใดก็มีแต่ข้อมูลด้านนี้

จำเป็นแค่ไหน สิ้นเปลืองเท่าใด ที่จะต้องเสนอ x และ y ซ้ำ ๆ อีก ?

บกพร่องแค่ไหน เสียหายเท่าใด หากไม่ได้เสนอ i และ j ให้สังคมได้รับรู้ด้วย ?

การจะให้น้ำหนักว่าประเด็นอะไรสำคัญนั้น เป็นสิทธิ

ส่วนการจะต้องไม่ปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้น เป็นหน้าที่

technorati tags: , ,

On various little and BIG things

ปรับปรุง 2008.03.31: แก้สะกดผิด (สระเกิน ที่มองไม่เห็นบนวินโดวส์) เพิ่มลิงก์พี่ไตร แสงศตวรรษ และ technorati แปะคลิป / และตกลง network interface ไม่ได้เจ๊งครับ ปรากฎว่าสงสัยจะ update package อะไรไปแล้วมันเจ๊ง พอลงโอเอสใหม่ มันก็ใช้ได้เหมือนเดิมครับ เน็ตเวิร์ก (ตอนนี้ใช้ Ubuntu 8.04 Beta อยู่)

คลิป Kapook ชวนคุย วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2550 ที่บ้านไร่กาแฟ ขึ้นแล้วนะครับ (ตั้งแต่เมื่อวานเที่ยง ๆ ได้ ผมเพิ่งจะต่อเน็ตได้ network interface โน๊ตบุ๊คเจ๊ง)

ที่ Duocore http://duocore.tv/ (ตอนพิเศษ xxx.kapook.com)
ที่ FukDuk http://fukduk.tv/ (รอ 1 เม.ย. รายการ “กำไข่ ใส่ข่าว”)

เชิญดูและพิจารณานะครับ ความเห็นของผู้คนต่าง ๆ น่าจะพอเห็นใน blogosphere บ้างแล้ว

ความเห็นของผมสั้น ๆ ตอนนี้ ก็คือ งานนี้ คุณปรเมศวร์ แฟร์ ตอบทุกคำถาม แม้จะยืดยาวกินเวลาไปหน่อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และออกนอกเรื่องไปไกลหลายทีในช่วงถัด ๆ มา แต่ยังไงคุณปรเมศวร์ก็พยายามตอบทุกข้อ และทุกข้อก็พอฟังได้ – เป็นข้อ ๆ ไป – แต่อย่าเอาคำตอบทั้งหมดมาร้อยกัน เพราะมันจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นัก บางข้อมันขัดกันเอง – แต่โดยรวมไม่น่าเกลียดครับ ฟังได้ (เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คนนะครับ ก็พิจารณาเป็นข้อ ๆ ไป)

แต่ที่(ผม)ฟังไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะเป็นทีมงานของ Kapook คนหนึ่ง (เสื้อดำในวิดีโอ) และบางคำที่พี่ไตร-ชีพธรรม (เสื้อ eBay) พูด ลองดูในวิดีโอเองนะครับว่าเป็นอย่างไร (ผมไม่ได้รู้จักพี่ไตรเป็นการส่วนตัว แต่ก็ติดตามผลงานมาตลอด ตั้งแต่สมัยผมทำงานใหม่ ๆ และต้องไปเกี่ยวข้องเรื่องจัดอบรมที่ซอฟต์แวร์ปาร์ค และก็ชอบลีลาการอบรมของพี่เขามาก รู้สึกว่าคนนี้เกิดมาเพื่อสื่อสารเพื่อเป็นโค้ชจริง ๆ ผมเลยรู้สึกผิดหวังในทัศนคติของพี่เขาเรื่อง “ขี้อิจฉา อวดดี อยากเด่น” ฯลฯ – แต่นั่นก็เป็นเรื่องของตัวผมเอง ไม่ได้เป็นความผิดของพี่เขา)

อยากให้ดูคลิปที่ว่าจนจบนะครับ จะได้ฟังความเห็นของทุก ๆ คนอย่างรอบด้าน (เพิ่งดูคลิปของ Duocore จบ พบว่ามีตัดไปบ้างบางส่วน แต่เหมือนเป็นการตัดต่อให้ภาพมันต่อเนื่องมากกว่า เท่าที่ดู ไม่น่าจะมีประเด็นสำคัญอะไรถูกตัดออกไป ยกเว้นช่วงสุดท้ายที่ อดัม FukDuk ซักถามคำถามหลายคำถาม พร้อมข้อมูลประกอบที่ปริ๊นท์ออกมาหลายหน้า — คุณออย Duocore แจ้งว่า ตอนท้ายนี้ไม่ได้เป็นการตัด แต่ที่หายไปน่าจะเป็นเพราะแบตหมดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ยังไงดูได้ที่เว็บ fukduk.tv ครับ 1 เม.ย. นี้)


(ข้างล่างนี้เกี่ยวข้องกับเรื่อง Kapook น้อยมาก ๆ)

เมื่อคืนได้แลกเปลี่ยนกับ MacroArt, jittat และ sugree ผ่าน twitter (บนรถเมล์ ผ่านมือถือ) ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าควรจะต้องย้ำตรงนี้ก็คือ ไม่ใช่เรื่องทุกเรื่องที่เราจะจัดการกับมันแบบ ‘ ส่วนตัว’ ได้ (และหลายครั้งถึงทำได้ ก็ไม่ควรทำ) — ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว ความเสียหายส่วนตัว แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าจัดการกันแบบส่วนตัวได้ แต่เมื่อไรที่มันเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ ความเสียหายสาธารณะ ผมไม่คิดว่าการจัดการแบบส่วนตัวจะสามารถทำได้ (และถึงทำได้ ก็ต้องไม่ทำ)

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ถ้าเห็นว่ามีปัญหาอะไร ก็รายงานไปที่ผู้ต้องหาสิ (เอาจริงสิ ? รายงานไปที่ ผู้ต้องหา นะ) — ผมเห็นเหมือน sugree ว่าเราควรจะมีที่กลางที่เราสามารถเชื่อใจเชื่อถือได้ เพื่อที่เราจะได้รายงานไปที่ดังกล่าวได้ และกระบวนการทุกอย่างต้อง มีส่วนร่วมได้-โปร่งใส-ตรวจสอบได้ (ทำนองเดียวกับการแจ้งไปที่ Bugzilla หรือส่ง support ticket หรือติดตามพัสดุผ่านเว็บ FedEx) —
ซึ่งตอนนี้ผมเห็นว่าไม่มี — จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะวิ่งไปแจ้งสื่อมากกว่าแจ้งตำรวจ หรือถนนพังก็แจ้งทีวี เพราะแจ้งทางการมาแล้วห้าปีไม่เห็นมีใครมาทำอะไร แจ้งแล้วก็เงียบหาย แจ้งทีวีสิเร็วดี ออกอากาศปุ๊บ รุ่งขึ้นมาเลย หรือในกรณีทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นช่องทางหนึ่ง ที่เราสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ มาได้มากกว่า กว้างกว่าเดิม อย่างง่าย ๆ — ซึ่งก็มีทั้งเรื่องบอกเล่า ชื่นชม เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยนั้น คนเขียนก็อาจจะไม่ได้หวังให้ไปเอาผิดอะไรกับใครด้วยซ้ำ เพราะหลายทีที่มันไม่ได้ผิดกฎหมาย (และเพราะไม่ผิดกฎหมายจึงไปแจ้งตำรวจไม่ได้ อย่างเรื่อง SEO ตำรวจเขาคงงง ๆ มันไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว) แต่เขียนไปเพื่อแจ้งให้คนอื่นได้ทราบสิ่งที่เกิด และบอกเล่าความคิดเห็นของเขากับสิ่งเหล่านั้น ว่าเขาไม่เห็นด้วยนะ เพราะอะไร ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน และแต่ละคนก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

อินเทอร์เน็ตมีคุณค่า เพราะมันไม่ได้บรรจุแต่เพียง “ความจริง” แต่มันยังมี “บทสนทนาเพื่อแสวงหาความจริง” บรรจุรวมอยู่ด้วย (เราเรียกมันสั้น ๆ ว่า “ความคิดเห็น”)

ไม่ว่าเราจะมีระบบแจ้งเหตุที่น่าเชื่อถือแล้วหรือไม่ อินเทอร์เน็ต/มณฑลสาธารณะจะต้องเป็นที่ที่เราสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นธรรมต่อเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเสรี ถ้าสิ่งที่เราพูดนั้นมีมูล มีเหตุที่เชื่อถือได้อันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น และเราพูดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เราก็ควรจะได้รับการปกป้องทางกฎหมายด้วย (ดูกรณี ชินคอร์ป vs สุภิญญา ที่ชินคอร์ปฟ้องสุภิญญา หลังเธอให้สัมภาษณ์ถึงการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจครอบครัวของอดีตนายก ซึ่งสุดท้ายศาลอาญามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง “เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกล่าวแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นวิสัยของบุคคลและประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ได้เป็นการมุ่งประสงค์ใส่ความบริษัทให้ต้องเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่น เกลียดชังแต่อย่างใด” [ผมหวังให้พี่ไตรได้อ่านตรงนี้])

เมื่อคืนตอนที่ผมแลกเปลี่ยนกับทุก ๆ คน (อย่างทุลักทุเล จิ้ม ๆ บนมือถือ) ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเว็บใดเว็บหนึ่ง หรือกระทั่งเป็นเรื่องเจาะจงเฉพาะอินเทอร์เน็ต แต่ผมคิดถึงกรณีทั่วไปทั้งหมดเลย (คิดว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะประมาณนี้) เป็นเรื่องของสิทธิในการ(ไม่)สื่อสาร สิทธิที่จะ(ไม่)รู้ และสิทธิที่จะ(ไม่)พูด แน่นอนว่าในกรอบที่จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่(ต้องพูดแต่ไม่)พูดด้วย – แต่ย้ำว่านี่เป็นการรับผิดชอบต่อสาธารณะ

สิทธิในการสื่อสารเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ เราทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิอันนี้ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องถูกรับรองโดยกฎหมาย
เราทุกคนนั้นเมื่อเกิดมาก็ดู ก็ฟัง ก็พูดได้เหมือนกันหมด การกระทำใด ๆ ที่จะทำให้เราดูไม่ได้ ฟังไม่ได้ พูดไม่ได้ (เช่น ดูไม่ได้เพราะเขาเห็นว่าเราโง่เกินไปที่จะดูพระเล่นกีต้าร์ หรือพูดไม่ได้เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือกลัวว่าจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท) ย่อมเป็นการริดรอนสิทธิโดยธรรมชาติของเราอันนี้ทั้งสิ้น

คุณ MacroArt สนใจประเด็น code of conduct จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์/สื่อพลเมือง จึงขอเสนอลิงก์ด้านล่างอีกรอบครับ

(เมื่อวาน tweet หลายเรื่องมาก เช่น เรื่องหลักฐาน การทำลายหลักฐาน ความเสียหายที่เกิดต่อสาธารณะแล้ว ฯลฯ ยังไงไปกดหาใน twitter นะครับ ปวดฉี่ ไปแล้ว อยู่ร้านเน็ต หวัดดีครับ)

technorati tags:
,
,
,
,
,
,
,

Japan seeking to govern top news Web sites

เยอรมัน แล้วก็ญี่ปุ่น เสรีภาพพลเน็ตกำลังถูกกดดัน…

“อินเทอร์เน็ตกำลังมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในญี่ปุ่น ดังนั้นเป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องการควบคุมมัน”

คณะกรรมการของรัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้มีการกำกับควบคุม “เว็บไซต์ข่าวที่มีผู้อ่านจำนวนมากและทรงอิทธิพล เนื่องจากตอนนี้หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์มีการกำกับดูแลเรียบร้อยแล้ว”

รัฐบาลญี่ปุ่นยังพยายามที่จะจำกัดควบคุมด้านที่ไม่พึงประสงค์ของอินเทอร์เน็ตอีกด้วย ซึ่งนักวิจารณ์บอกว่าจะทำให้รัฐเข้ามาแทรกแซงด้วยการเซ็นเซอร์

เดือนที่ผ่านมา (ก.พ. 2551) ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้รับการร้องขอให้ทำการกรองเนื้อหาบางอย่างที่ส่งเข้ามือถือของผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 18 ซึ่งก่อนหน้านี้การกรองเนื้อหาแบบนี้จะต้องสั่งเปิดใช้เสียก่อน แต่ปัจจุบันมันจะถูกเปิดใช้เป็นค่าปริยาย และจะสั่งปิดได้โดยผู้ปกครองของผู้ใช้

อ่านต่อ: ญี่ปุ่นเล็งควบคุมเว็บไซต์ข่าวยอดนิยม, ประชาไท, 5 มี.ค. 2551
(แปลจาก Japan seeking to govern top news Web sites, International Herald Tribune, 27 กพ. 2551)
ผ่าน FACT

technorati tags:
,
,

Blog provider ethics / Censorship from the "house owner"

OKNation silently censors users’ blogs — iTeau reported, Your Blog Is Banned By Me, Your Second Big Brother

จริยธรรมของบล็อกเกอร์ — จริยธรรมของผู้ให้บริการบล็อก

ชวนอ่าน
คำสั่งของพี่รอง (Your Blog Is Banned By Me, Your Second Big Brother) โดย iTeau

อย่างที่เป็นที่รู้กัน (เงียบ ๆ) มานานแล้วว่าบริการบล็อก OKNation (ที่โฆษณาว่าพื้นที่นี้ “อิสระทางปัญญา ทุกคนมีสิทธิเขียน เผยแพร่ความคิด”) มีการลบบัญชีผู้ใช้ และลบบล็อกอย่างเงียบ ๆ หลายครั้ง

ลองอ่านและพิจารณากันดูครับ คิดเห็นอย่างไร มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ใครเป็นเจ้าของเนื้อหาในบล็อก ? ผู้เขียน หรือ ผู้ให้บริการพื้นที่ ?
เชิญแลกเปลี่ยนที่บล็อกคุณ iTeau ได้เลย 😉

technorati tags:
,
,

discourse/information/communication people

จดกันลืม บุคคลน่าสนใจ

สาวิตรี คทวณิช

นคร เสรีรักษ์

วราภรณ์ วนาพิทักษ์

  • มาตรการการจัดการการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย (วิทยานิพนธ์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มธ.)

สมสุข หินวิมาน

  • คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • cultural studies

technorati tags: , ,

Thai Free News — Thai citizen media front

Thai Free News. This group of people are members of Pantip.com, Thailand’s most popular discussion forum, who have concerns about the neutrality of media in the current situation. So they start their own.

กลุ่มสื่อประชาชน — วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง

เนื่องจากในสภาพเหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ได้ทำให้เกิดช่วงวิกฤตของสื่อในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นจริง ไม่บิดเบือน และเชื่อถือได้ ทำให้ประชาชนทั่วไปขาดโอกาสที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อมาประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจ สมาชิกบางท่านในห้องราชดำเนินของเว็บไซด์พันทิบจึงได้มีการรวมตัวกันเพื่อ จัดตั้ง “กลุ่มสื่อประชาชน” โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังต่อไปนี้

  • เพื่อนำเสนอข่าวสารที่เป็นจริงเป็นกลาง และเชื่อถือได้แก่สังคม
  • เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมาแก่ประเทศไทยอีกครั้ง
  • เพื่อทวงถามความยุติธรรมของบ้านเมืองภายหลังการก่อรัฐประหารจากทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
  • เพื่อช่วยให้คนไทยอ่านข่าวเป็น และมีจิตวิเคราะห์ในการบริโภคสื่อต่าง

สื่อประชาชนมีความต้องการที่จะสร้างสื่อ 2 รูปแบบ คือ เว็บไซต์ และ วิทยุ โดยจะเริ่มจากเว็บไซต์ก่อน

[ ผ่าน ห้องราชดำเนิน, ประชาไท ]

technorati tags:
,