ตอบโจทย์ประเทศไทย: สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมณูญ — ครบ 5 ตอน + รวมข่าว

รายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” หัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมณูญ” ตอนที่ 5 ที่ถูก “ชะลอการออกอากาศ” ในสถานีไทยพีบีเอส สามารถชมได้ทาง ช่อง YouTube ของรายการ เช่นเดียวกับตอน 1-4 ครับ

อัปเดต 19 มี.ค. 2556 เวลาประมาณ 18:00 — วิดีโอทั้ง 5 ตอน ถูกตั้งให้เป็น “วิดีโอส่วนตัว” ไม่สามารถกดดูได้แล้วครับ
อัปเดต 19 มี.ค. 2556 เวลาประมาณ 19:00 — เพจ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” บนเฟซบุ๊ก ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

รายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” หัวข้อ “สถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมณูญ”

  1. คุยกับ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย (11 มี.ค. 2556) http://youtu.be/PTbpij7MLYk
  2. คุยกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (12 มี.ค. 2556) http://youtu.be/_gYdzaa_JXc
  3. คุยกับ วสิษฐ เดชกุญชร (13 มี.ค. 2556) http://youtu.be/KOZM6JZAPzY
  4. คุยกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (14 มี.ค. 2556) http://youtu.be/vgE1sS8gqRc
  5. คุยกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ยังไม่ได้ออกอากาศ 18 มี.ค. 2556, กำหนดเดิมคือ 15 มี.ค.) http://youtu.be/vKkxmj45bms

ข่าวที่เกี่ยวข้อง (ปรับปรุง 21 มี.ค. 2556):

ทัศนะ (ปรับปรุง 21 มี.ค. 2556):

—-

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญร่วมเสวนาสาธารณะ
“ตอบโจทย์ เรื่อง ‘ตอบโจทย์’: ทีวีสาธารณะกับบทบาทพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย”
พุธ 20 มี.ค. 2556 10:00-12:00 11:00–13:00
@ ห้องประชุมชั้น 11 อาคารมงกุฏสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Media Inside Out เชิญร่วมเสวนา
“อวสานตอบโจทย์ ..ศึกนอก หรือศึกใน?”
พุธ 20 มี.ค. 2556 10:00-12:00
@ ระเบียงกาแฟ, มีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ 328/1 ถนนพญาไท (BTS ราชเทวี)
สำรองที่ ติดต่อ พรรณี 0-863-661-982 หรือ กนกวรรณ 0-810-059-768 หรืออีเมล mediainsideout.mio@gmail.com

—-

“ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” ชำแหละสื่อไทย ในงานสัมมนา “นโยบายสื่อภายใต้รัฐบาลใหม่ : ปิดกั้น แทรกแซง หรือ เสรี?” จัดโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อ 3 ก.ย. 2554

[17 ธ.ค.] งานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์” @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง "แท่งอัปลักษณ์"

ถ้าศิลปะคือความงดงาม ถ้าศิลปะคือความซาบซึ้ง นี่ไม่ใช่ศิลปะ
ถ้าศิลปะเปลือยให้เห็นความอัปลักษณ์ นี่(อาจจะ)เป็นศิลปะ

ขอเชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์”
เพื่อบอกให้โลกรู้ว่า ที่ใดไม่รัก ที่นั่นติดคุก

เสาร์ 17 ธ.ค. 2554 @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ร่วมสร้างงาน เที่ยงตรง เปิดงาน 5 โมงเย็น

มากกว่า 112

นอกจากกฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว การปกป้องกษัตริย์/สถาบันกษัตริย์ หรือสภาวะยกเว้นของกษัตริย์/สถาบันกษัตริย์นั้น สามารถพบเห็นได้ในกฎหมายอื่น ๆ อีกด้วย (ซึ่งก็ตั้งคำถามได้ ว่ามันซ้ำซ้อนหรือสร้างปัญหาในแง่ระบบยุติธรรมหรือไม่)

ตัวอย่างเช่น มาตราต่าง ๆ ใน หมวด 2 “พระมหากษัตริย์” ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (2550)

ใน หมวด 2 “ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย” ของพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

มาตรา 14 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยมิได้

สถิติการระงับการเข้าถึงเว็บไซต์และการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เริ่มประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มันถูกใช้เป็น “มาตรา 112 ฉบับออนไลน์”

ล่าสุด พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำลังถูกแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการห้ามพิมพ์เรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นการเฉพาะ จากเดิมมีเพียงการห้ามนำเข้า และเพิ่มโทษปรับจาก 6 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกนั้น 3 ปีเท่าเดิม (ดูร่างฉบับ PDF)

ไอเดียของร่างพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฉบับใหม่นี้ คล้ายกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบัน นั่นคือ ให้อำนาจรัฐในการระงับการเข้าถึงข้อมูล “ที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” (กรณีอินเทอร์เน็ตคือ ปิดหรือบล็อคเว็บ, กรณีสิ่งพิมพ์คือ ห้ามพิมพ์หรือห้ามนำเข้า) และกำหนดโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม

มาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญระบุว่า

มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

มีคำถามน่าสนใจว่า หากสถาบันกษัตริย์หรือการอ้างสถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ จะยังใช้บังคับคุ้มครองสถาบันกษัตริย์หรือการอ้างสถาบันกษัตริย์ในกรณีนั้น ๆ ได้อยู่หรือไม่

หรือจะไปใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญที่ว่า

มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเยอะไปหน่อย กฎหมายลักษณะนี้ ใส่มันไปหมดทุกที่ เหมือนรูปที่มีทุกบ้าน

ถาม-ตอบว่าด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 – Article 112 Awareness Campaign

สืบพยานคดีสื่อ-คอมพิวเตอร์ กันยายน 2554 @ ศาลอาญา รัชดา

เดือนกันยา 2554 นี้ ที่ศาลอาญา รัชดา (MRT ลาดพร้าว) มีสืบพยานคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายสื่อตลอดทั้งเดือน (เลยไปถึงตุลา) รวม 3 คดี ดังนี้

  • คดี “ประชาไท” (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14, 15) :
    1-2, 6-9, 20-21 ก.ย. [สืบพยานโจทก์ต่อ] + 11-14 ต.ค. [สืบพยานจำเลย]
  • คดี “เอกชัย ขายซีดี” (พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มาตรา 4 , 54 , 82 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) :
    19 ก.ย. [นัดตรวจพยานหลักฐาน]
  • คดี “ลุง SMS” (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2), 14(3) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) :
    23, 27-28 ก.ย. [สืบพยานโจทก์] + 29-30 ก.ย. [สืบพยานจำเลย]

ดูปฏิทินนัดสืบพยานได้ที่เว็บไซต์ iLaw http://ilaw.or.th/calendar/2011-09

ติดตามความเคลื่อนไหวของคดีได้ทางเว็บไซต์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ ไอลอว์

ภาษาอังกฤษที่ FACT และ Siam Voices

ทวิตเตอร์ @thainetizen, @iLawClub, @Saksith, humanrightsSEA, และ hashtag #ThaiCCA (Thai Computer-related Crime Act)

ผังล้มเจ้า – “โทษฐานที่รู้จักกัน”

สวัสดี 6-ดีกรี อาชญากร 🙂

“เป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับอย่างไม่อายว่า ประเทศนี้ถือว่า ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งหลายกรณีเราเลือกไม่ได้ เช่น พ่อ-ลูก, ครู-ศิษย์, แพทย์-คนไข้, ผู้บังคับบัญชา-ผู้ใต้บังคับบัญชา, กองทัพบก-โฆษกกองทัพบก ฯลฯ อาจเป็นอาชญากรรมได้ หากคู่ความสัมพันธ์กระทำผิดกฎหมาย ฝรั่งเรียกว่า guilt by association”

+– ความจงรักภักดีอย่างล้นเกิน – นิธิ เอียวศรีวงศ์. มติชน, 13 มิ.ย. 2554

ฤาคำว่า “ศีลธรรมและความดีงาม” ของประเทศนี้ไม่ได้รวมถึงการ “ห้ามกล่าวความเท็จ”

+– ข้อสังเกตบางประการต่อคำสารภาพเรื่องแผงผังล้มเจ้า – สาวตรี สุขศรี. นิติราษฎร์ ฉบับที่ 23, 2 มิ.ย. 2554

+– แถลงข่าวเรื่อง จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนทั่วประเทศ ว่าด้วย มาตรา 112 – แปดลบหนึ่งนักเขียน. 7 มิ.ย. 2554

อาญาไม่พ้นเกล้า – อาชญากรรมทางความคิด

[David] Streckfuss says a number of possible solutions in the form of “braking mechanisms” on lèse majesté cases have been discussed by some academics. They include possibly requiring cases to be approved by the Bureau of the Royal Household before going to court, bringing the law in line with standard libel laws, as well as reducing sentences. “The problem with proposing reform is that anyone who proposes it also runs the risk of being accused of disloyalty — or actually being charged with lèse majesté,” says Streckfuss. The challenge for Thailand’s leaders is to find the courage to allow open, reasoned and respectful debate in order to preserve what they are so determined to defend.

[เดวิด] สเตร็คฟัส กล่าวว่านักวิชาการบางคนได้ถกเถียงหารือกันถึงทางออกที่เป็นไปได้จำนวนหนึ่ง ที่สามารถใช้เป็น “กลไกกลั่นกลอง” การฟ้องคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ได้. ทางออกเหล่านี้รวมถึง การที่การฟ้องศาลต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักพระราชวังก่อน, การรวมกฎหมายดังกล่าวเข้ากับกฎหมายหมิ่นประมาทมาตรฐาน, และการลดโทษลง*. “ปัญหาของการเสนอการปฏิรูปก็คือ ไม่ว่าก็ตามที่เสนอการปฏิรูป จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี — หรือถูกฟ้องด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เสียเอง” สเตร็คฟัสกล่าว. ความท้าทายของบรรดาผู้นำประเทศไทยก็คือ การรวบรวมความกล้าหาญ ที่จะเปิดให้มีการถกเถียงอย่างเปิดเผย ด้วยเหตุผล และด้วยความเคารพกัน เพื่อที่จะรักษาสิ่งที่พวกเขามุ่งมั่นเหลือเกินที่จะปกป้อง.

จากบทความ What’s Behind Thailand’s Lèse Majesté Crackdown? โดย Robert Horn. TIME, 2 มิ.ย. 2554.

* โทษปัจจุบันคือ จำคุกขั้นต่ำ 3 ปี สูงสุด 15 ปี และเจ้าหน้าที่/ศาลมักอ้างเหตุว่า เนื่องจากโทษสูง จึงให้ประกันตัวไม่ได้ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ส่วนใหญ่ ไม่ได้รับการประกันตัว — effectively, การฟ้องใครก็ตามด้วยข้อหานี้ จะมีโอกาสเอาเขาคนนั้นเข้าไปอยู่ในที่คุมขังได้มาก เว้นแต่ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนมีชื่อเสียง high profile หน่อย อันนี้ก็จะได้รับ “การยกเว้น” ให้ประกันตัวได้

ซึ่งมันน่าเศร้า ที่เราจำเป็นต้องใส่ “เครื่องหมายคำพูด” ครอบคำว่า /การยกเว้น/ เพราะสิทธิในการได้รับการประกันตัว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนควรจะต้องได้รับการพิจารณา — ไม่ใช่ว่า ตั้งให้ไม่ได้ประกันเป็น default แล้วได้ประกันเป็น exception ได้ประกันทีนึงผู้ถูกกล่าวหาต้องขอบคุณศาล ต้องตื้นตันนายก หรือรัฐบาลเอาไปอวดในที่ประชุมนานาชาติว่า “นี่ไง ๆ คดีนี้เขาได้ประกันนะ เห็นไหม ๆ” (โดยทำเป็นลืมคดีที่เหลือส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้ประกัน)

สิ่งที่เราควรจะทำ คือเลิกโทษอาญาที่ไม่สมเหตุผลต่าง ๆ ทั้งหมดเสีย เลิกโทษอาญาหมิ่นประมาท เลิกโทษอาญาละเมิดลิขสิทธิ์ เลิกโทษอาญาคดีเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น ให้เหลือแต่โทษทางแพ่ง เปิดโอกาสให้มีการยอมความไกล่เกลี่ยและเยียวยา

หนีตามกาลิเลโอ / ผู้มาก่อนกาล / ที่เมืองไทยไม่ต้องการ

หาก คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย ในสังคม คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ ไม่ไหว
ทางหนึ่งคือ หนีตามกาลิเลโอ ไปเป็น ยิปซี ร่อนเร่ เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ พิสูจน์ความเชื่อของตัว … แต่ทุกอย่างไหม ที่ทำแบบนั้นได้ มีอะไรบ้างไหม ที่จำเป็นต้องสู้ที่นี่ สู้จากข้างใน

ข่าวเมืองไทยต้อนรับแสดงความยินดีกับ เภสัชกร กฤษณา ไกรสินธุ์ ทำให้ผมนึกถึงกลอนบทนี้:

พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี
แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ

คุณจะทำดีทำเด่น ทำอะไรก้าวหน้าก็เถอะ ถ้ามันเข้ากับระบบเก่า ระบบที่มีอยู่เดิมไม่ได้ คุณก็จะไม่ได้รับการยอมรับ – โชคยังดี ที่ในโลกสมัยนี้ โอกาสในการออกนอกประเทศหนึ่งไปทำงานที่อื่น มันเปิดกว่าเดิม โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ไม่ได้ติดกับพื้นที่ ทำให้คนที่ทำงานจริงจัง สามารถได้รับการยอมรับในที่อื่น แม้บ้านเกิดที่เขาอยากทำงานให้ จะไม่เหลียวแล (แต่ขอเฮด้วยตอนดังแล้ว)

ใน Another week of trying to comprehend fuzzy politics บทความโดย Tulsathit Taptim ในหนังสือพิมพ์ The Nation, September 2, 2009 (via @BangkokPundit) พูดไว้ได้น่าสนใจ ว่า ความผิด ของ จักรภพ เพ็ญแข และ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล นั้นก็คือการที่พวกเขาใช้ชีวิตพ้นคนอื่น ๆ ไปล่วงหน้าไกลเกินไป guilty of living too far ahead in time

ผมนึกถึง จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนนักปฏิวัติ ผู้ท้าทายความคิดจารีตทั้งในการศึกษาวรรณคดี ประวัติศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา และทฤษฎีการเมือง แต่ด้วยความเป็น ผู้มาก่อนกาล ของเขา สุดท้ายถูกรัฐเผด็จการรุกไล่ ต้องเข้าป่า และถูกยิงเสียชีวิตในวัยเพียง 36 ปี

ทุกวันนี้ งานของจิตรถือได้ว่าเป็นงานชุดสำคัญชุดหนึ่งที่บุกเบิกแผ้วทางให้กับวงวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทย

ผมนึกถึง กาลิเลโอ กาลิเลอี นักคิดคนสำคัญในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อว่าโลกนั้นไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ และดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลก อย่างที่ศาสนจักรบอกให้เชื่อตามตัวอักษรของไบเบิ้ล สุดท้ายเขาถูกขับออกจากศาสนา และถูกกักบริเวณในบ้านจนกระทั่งเสียชีวิต

ทุกวันนี้ เราทุกคนทราบกันดีว่า ที่กาลิเลโอว่าไว้นั้น ไม่ผิด

ความผิดของคนเหล่านี้ ดูจะมีเพียงอย่างเดียวคือ พวกเขามากันเร็วเกินไป

พวกเขาอาจจะพูดสิ่งที่ถูก แต่เมื่อในเวลาที่เขาพูด คนในสังคมยังไม่อยากฟัง ถูกก็กลายเป็นผิดได้

หนีตามกาลิเลโอ อาจจะเป็นหนังที่ร่วมสมัยกว่าที่เราเห็นผาด ๆ

 

หนังสือไกด์บุ๊กเขาบอกไว้ เราไม่ควรทำให้ใครรู้ว่าเรากำลังหลงทาง …

ฉันเกิดอยู่แดนอีสาน ถิ่นกันดารที่เขาดูหมิ่นดูแคลน จากไกลไปหากินต่างแดน ก็อาลัยแสนเมื่อจำต้องพรากบ้านมา ร่อนเร่พเนจรไป เหมือนนกไพรไร้พงพนา …

เหี้ย ผมร้องไห้

We have come a very long way, but obviously the likes of Jakrapob and Da Torpedo remain unsatisfied. Yet if they are guilty of living too far ahead in time, what can be said about the 18-year sentence when murderers, rapists or big-time fraudsters are given less?

เรามากันไกลมากแล้ว แต่ก็เห็นกันอยู่ว่า คนอย่าง จักรภพ และ ดา ตอร์ปิโด นั้นยังไม่เป็นที่พอใจ. แต่ถ้าพวกเขามีความผิดเพราะใช้ชีวิตพ้นคนอื่น ๆ ไปล่วงหน้าเกินไป, แล้วจะพูดอะไรดีกับโทษ 18 ปี เมื่อฆาตกร นักโทษข่มขืน หรือพวกฉ้อโกงต้มตุ๋นรายใหญ่ กลับได้รับโทษน้อยกว่า?

technorati tags: 

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล – "เฮ็ดในสิ่งเซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด"

ผมไม่ได้รู้จัก ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด เป็นการส่วนตัว

วันนี้ตอนเช้า ผมไปศาลอาญา รัชดา ซึ่งศาลจะอ่านคำพิพากษาดารณี (คดีเลขที่ อ.3959/2551 อัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) คดีนี้การพิจารณาคดีถูกทำเป็นการลับ ไม่เปิดเผยดังปกติ

ผมไม่ได้อยู่ในห้อง พิจารณาคดี ที่เขาจะอ่านคำพิพากษา ห้องมันเล็กมาก เต็ม ไม่มีที่ ผมยืนอยู่ข้างนอก กับนักข่าวมากมาย

ผมอยากรู้ ว่าบ้านเมืองนี้กำลังเป็นอะไรกันอยู่ โชคดีที่บ้านไม่ได้ไกลมาก พอจะไปได้ ก็ไป

ดารณี ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ในคดีนี้

10:36น. เธอเดินออกจากห้องพิจารณาคดี 904 ทั้งสองมือชูสองนิ้ว ให้กับช่างภาพสื่อมวลชน

ก่อนจะเดินไปยังห้องพิจารณาคดี 908 เพื่อเป็นพยานให้ตัวเอง ในอีกคดีที่ถูกฟ้อง (อ.4767/2551 หมิ่นประมาท สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ-คมช./คณะรัฐประหาร)

ห้องนี้คนไม่เยอะเท่าห้องที่แล้ว / คนไม่ได้สนใจมากนัก ผมคิดว่า / ผมเข้าไปนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกมาเพราะรู้สึกเหนื่อย

กำลังใจเธอดีมาก ให้การอย่างฉะฉาน ชี้แจ้งข้อเท็จจริง และมั่นคงในความเชื่อของตัวเอง

ในทุกคำให้การ ผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมั่นของเธอ ดารณีคือคนที่ต้านรัฐประหาร ไม่ว่าจะที่ลานกว้างใหญ่สนามหลวง ที่มีผู้คนมากมายด้านล่างเวทีส่งเสียงสนับสนุนเธอ หรือในคอกเล็ก ๆ ในห้องพิจารณาคดี ที่ด้านบนคือผู้พิพากษาและทั้งห้องมีแต่ความเงียบงัน

เมื่อผู้พิพากษาซักถาม คำให้การของเธอทุกคำ ต่อสู้เพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ทิ้งความเชื่อของตัวเอง สำหรับเธอ รัฐประหารคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ถึงจะเห็นโอกาสถูกลงโทษที่เชื่อเช่นนั้นอยู่ตรงหน้า ถึงจะถูกตัดสินลงโทษไปแล้วในสองคดีก่อนหน้า แต่ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ก็ยังเชื่อในสิ่งที่ทำ และยังทำในสิ่งที่เชื่อ

กระบวนการ ยุติธรรม เชื่ออย่างไรก็ตามคำตัดสิน คดีที่เหลืออยู่คำตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร คดีที่ตัดสินไปแล้วจะอุทธรณ์ได้ว่าอย่างไร อีกไม่นานก็จะได้เห็นกัน แต่ในหัวใจวันนี้ ในตอนที่ผมนั่งฟังเธอให้การ หัวใจผมคำนับผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว

เพราะไม่ต้องรอเวลาอะไรกันอีก เราก็ได้เห็นแล้วว่า ในความเชื่อเพื่อสังคมประชาธิปไตยในอุดมคติของเธอ เธอเคยเชื่ออะไร กำลังเชื่ออะไร และจะยังเชื่ออะไรต่อไป — ไม่ว่าเราจะเชื่อเหมือนเธอหรือไม่ก็ตาม

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

technorati tags:
,
,

Bangkok Post: Taking time to consider lese majeste law

Report from the seminar last weekend, from today (2009.03.25)’s Bangkok Post
http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/13931/taking-time-to-consider-lese-majeste-law

(More from this seminar at Prachatai (English): Seminars recount lese majeste law fears, Lese Majeste: Differences of legal opinion aired at forum on defamation of royalty)


Thailand: Monarchy and Democracy

Taking time to consider lese majeste law

by Atiya Achakulwisut, Bangkok Post, 25 Mar 2009

The controversy over the lese majesty law and how it has been used ostensibly for political gains has prompted a group of academics to petition the Abhisit government to “reform” the legislation.

Before anything can be done, however, there is arguably a need to understand the issue better, from all angles.

That is why a seminar was held last week at Thammasat University on the many dimensions of the lese majeste law. One of the topics discussed was the role of the monarchy in democracy.

Citing an interview His Majesty King Bhumibol Adulyadej granted the BBC in 1979, in which he said, Monarchy in this country has always been on the move, one of the seminar’s speakers, Tongthong Chandrangsu, emphasised that the role and expectation of the monarchy in Thailand has constantly evolved.

While it is true that the landmark change to the institution of monarchy was the 1932 Revolution which ended absolute monarchy in Thailand, Mr Tongthong, former deputy permanent secretary for justice, argued that the Thai monarchy had evolved along with the changing world since the reign of King Rama IV and V.

His Majesty King Bhumibol has the most experience with democracy – 63 out of the 77 years that the country has been under the regime.

The role of the monarchy during the initial years, when the King had just come back from overseas and the country had a seasoned Prime Minister, Field Marshal Pibulsongkram, was different from that during the tenure of Field Marshal Sarit Thanarat or at present when His Majesty’s experience and charisma has grown, Mr Tongthong said.

When it comes to the Crown’s relationship with mechanisms of democracy, the government, Parliament and the court, Mr Tongthong said that as the Thai constitutional democracy is modelled after the British one, the institution very much exercises the similar right to be consulted, to advise and to warn.

The dilemma is that a government is liable to public opinions, which can be positive or negative. For a government to consult the monarchy is thus a private matter that should be kept confidential. That is a duty of the government, Mr Tongthong said.

Prominent historian Nidhi Eoseewong referred back to the watershed 1932 Revolution and the resulting status of the monarchy according to the Constitution, which he believes remains debatable.

One stream of thinkers regarded sovereignty as belonging to the Thai people. According to this way of thinking, “constitutional monarchy” is thus considered a new entity that is no longer part of absolute monarchy which had existed before King Rama VII signed his name to the country’s first Constitution.

The other group interpreted the 1932 change as the monarchy allowing the Thai people to exercise sovereignty. According to this school of thought, if a constitution is aborted, the sovereignty returns to the King.

Prof Nidhi noted, however, that both the 1932 revolutionaries and the leaders after that recognised the importance of the monarchy. They never considered republicanism as an option for the country’s governing regime.

With a new set of “powers” coming in between the monarchy and the public, deriving either from elections or the barrel of a gun after 1932, there is no question that the institute of monarchy had to change. But how?

According to Prof Nidhi, what should be the institution’s role in politics has been a subject of argument since 1932 up to the present, evidently with no clear resolution.

The other question which the historian thinks has yet to be resolved is: Where is the proper line between what he terms a “sacred” and a public space.

He defines the sacred space as areas that are not open to the general public to partake, criticise or change without facing a penalty.

Naturally, when the sacred space is enlarged, it encroaches on the public space, Prof Nidhi said. He added that Thai society still seems unable to find where the appropriate line should be. He also cautioned that as society is never static, it is quite possible that the so-called appropriate line will not stay at the same place all the time, either.

Looking back in history, Prof Nidhi said there was an attempt to rearrange the sacred/public areas through an amendment to the Criminal Code which was enacted during the period of absolute monarchy.

The amended Criminal Code of 1946 made a distinction between the King and the institution of the monarchy as well as limited the protection to the King, Queen, Crown Prince and Regent. Still, an application of the law – the fact that accusations can be made by anybody in public space – leaves a lot of room for abuses that are not beneficial to the Crown.

Political scientist Kasian Tejapira said one implication of the 1932 Revolution was the shift of support for monarchy from state coercion to popular consent. In this light, people who propose that the state employ more coercive means to protect the institution may end up eroding the consensual support that has so far protected the monarchy better than any iron wall, without realising it.

Like Prof Nidhi, Mr Kasian said that the change to a constitutional monarchy in 1932 was a “historic compromise” between King Rama VII and the People’s Party.

It was a consensus that the Thai nation would not return to absolute monarchy nor would it want to embrace republicanism. This is a done deal in the Thai history.

In this perspective, any attempt to return sovereignty to the King, petition His Majesty to appoint a prime minister or stage a coup d’etat, is an effort to undo that historic compromise. It is tantamount to asking Thai society to make a decision again regarding whether the King is above or under the Constitution, or to whom does sovereignty belong?

Mr Kasian believes that while the Thai authorities should listen and take into account opinions of the international community regarding the lese majeste law, the right to retain or change the legislation remains ours.

Hence, we can manage to take the time to consider the issue carefully.

However, he warned that since the country’s ruling elite have faced dramatic changes and severe conflicts for a long time, they have developed anxiety and fear, which can turn into paranoia. These feelings are not healthy. Indeed, they could be downright dangerous if they got out of control, Mr Kasian said.


technorati tags:
,
,
,

XMLHttpRequest with "lese-majeste" in the url got blocked as well – Holy CS Loxinfo

อัปเดตต่อจากกรณี Mashable.com got blocked – ความมั่วของ CS Loxinfo กับการบล็อคเว็บ

จากการทดลองเพิ่มเติม พบว่า web api request (ซึ่งทำผ่าน url) ก็จะใช้ไม่ได้เช่นกัน

เช่น ผมลองใช้บริการย่อลิงก์ ของ bit.ly โดยใช้ url :

http://klongofconsciousness.wordpress.com/2009/01/23/dozing-german-arrested-for-lese-majeste/*

ปรากฎว่า bit.ly มันเงียบครับ ไม่แสดงผลลัพธ์อะไร (ตามปกติมันจะแสดงผลลัพธ์ลิงก์ที่ถูกย่อ ในช่อง “Shortened URL”)

เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่า เมื่อกดปุ่ม “Shorten” ตัวหน้าเว็บ จะส่ง XMLHttpRequest ไปที่ http://bit.ly/api เรียกใช้บริการที่เซิร์ฟเวอร์ของ bit.ly เพื่อรับผลลัพธ์ (ตามลักษณะการเขียนโปรแกรมแบบ AJAX ซึ่งปัจจุบันนี้นิยมทั่วไป)

โดยในการส่ง request ที่ว่านี้ ก็จะทำในรูปของการเรียก url ปกติ ซึ่งกรณีนี้ ก็จะเป็นในรูปแบบนี้ :

http://bit.ly/api?method=shorten&long_url=http%3A%2F%2Fklongofconsciousness.wordpress.com%2F2009%2F01%2F23%2Fdozing-german-arrested-for-lese-majeste%2F&keyword=&history=1&t=1233903997567

method=shorten นั้นคือระบุว่า ใช้เรียกใช้เมธทอดที่ชื่อ shorten; long_url=… ก็ระบุว่าจะย่อลิงก์อะไร; ที่เหลือก็เป็นพารามิเตอร์ต่าง ๆ

จะเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงที่ว่า long_url นั้นไม่ได้เข้ารหัส ดังนั้นถ้าใส่ลิงก์ที่มีคำว่า “lese-majeste” เข้าไปให้ bit.ly ย่อให้หน่อย
คำเดียวกันนี้ก็จะปรากฏอยู่ในพารามิเตอร์ที่จะส่ง XMLHttpRequest ซึ่งก็จะไปปรากฏอยู่ใน url — แล้วก็จะถูกบล็อคทันที (อย่างน้อยที่ทราบโดยไอเอสพีหนึ่งแห่ง คือ CS Loxinfo)

ดังนั้นสิ่งที่ request ดัง url ข้างต้น (หรือ url ใด ๆ ที่มีคำว่า “lese-majeste” หรือ “lesemajeste”)
จะได้รับ respond กลับมา
ก็จะเป็นหน้า “404 หลอก” ซึ่งไม่ใช่รูปแบบข้อมูลอย่างที่โปรแกรมคาดหวังไว้ (เช่น XML หรือ JSON) โปรแกรมจึงทำงานต่อไม่ได้ … ก็เลยเงียบ

เจ๋งไหม ?

(* เป็นข่าวเมื่อ 22 ม.ค. 2552 Klaus Brehmer ชายชาวเยอรมันคนหนึ่งนั่งในโรงหนังที่เวิลด์เทรด แล้วในขณะนั้นมีเพลงสรรเสริญบรรเลง คนในโรงหนังเลยโห่ ตะโกน และเอาน้ำราดหัวเขา จากนั้นตำรวจก็มาจับเขาไป – โอ้ อารยะประเทศ)


ใครที่เขียนโปรแกรมบนเว็บ/โปรแกรมที่ทำงานกับเว็บ แล้วมีผู้ใช้บริการหรือลูกค้า แจ้งมาว่าโปรแกรมทำงานผิดปกติ ลองเช็คเรื่องการบล็อคเว็บด้วย ถ้าคุณทำ request ใด ๆ ผ่านเว็บ ก็มีโอกาสจะโดนบล็อคได้เสมอ (หลายครั้งเกิดจากความมั่ว ๆ – Mashable.com ยังโดนได้เลย) ลองถามผู้ใช้บริการของคุณ ว่าใช้เน็ตยี่ห้อไหน ถ้าเป็นไปได้ ก็แนะนำให้เขาเปลี่ยนยี่ห้อไอเอสพีไปเลย ตัดปัญหา

ส่วนใครที่บล็อคเว็บแบบเหมารวม-มักง่ายแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หน่วยงานราชการ สถานศึกษา หรือไอเอสพี ก็ขอความกรุณาปรับปรุงการทำงานด้วย ถ้ามีคำสั่งศาลมาให้บล็อคก็บล็อคตาม url ที่ศาลสั่งมาไป ไม่ใช่ใช้ keyword filtering แบบนี้ มันกระทบกับคนอื่นเว็บอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

อย่ามักง่าย


อัปเดต : ผมดันไปตั้งชื่อหัวข้อของโพสต์นี้มีคำว่า “lese majeste”, ใน url ของโพสต์นี้ ก็เลยมีคำนั้นไปด้วย ใครใช้ CS Loxinfo ก็จะกดเข้ามาดูโพสต์นี้ตรง ๆ ไม่ได้นะครับ. ถ้าใช้โปรแกรมอ่าน feed ที่ทำงานที่ฝั่งไคลเอนต์ก็อาจจะไม่ได้ด้วย – เพราะใน feed ของโพสต์นี้ ซึ่งใช้ Feedburner มันก็มีชื่อหัวข้ออยู่ด้วย (http://feeds.feedburner.com/%7Er/bact/%7E3/533175999/xmlhttprequest-with-lese-majeste-in-url.html). อย่างไรก็ตาม ยังสามารถอ่านได้ในหน้ารวมของบล็อก หรืออ่านผ่าน feed reader ที่ทำงานฝั่งเซิร์ฟเวอร์ อย่าง Google Reader. ลุ่มลึกดีครับ อารยะประเทศ.

technorati tags:
,
,
,