“or less able to stand”

Priority seat

Priority seat
For people who are disabled, pregnant or less able to stand

ผมชอบคำหลังสุด คือผมก็ไม่พิการ ไม่มีทางท้อง แต่บางวันก็ยืนไม่ค่อยไหว และน่าจะอ่อนแอกว่าคนแก่บางคนซะอีก ก็อยากนั่งบ้างอ่ะนะ “less able to stand” มันก็ครอบคลุมมาถึงผมได้บ้าง

ก็รู้สึกว่าเป็นการใช้คำที่ไม่เลือกปฏิบัติกับคนอ่อนแอชั่วครั้งชั่วคราวดี

ภาพถ่ายโดย Leo Reynolds สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 2.0 (CC by-nc-sa)

“รวมมิตร” บาร์แคมป์เวียงจันทน์ #barcampvte

กฎข้อสองของบาร์แคมป์: “คุณต้องบล็อกเกี่ยวกับบาร์แคมป์” (You do blog about BarCamp)

ที่บาร์แคมป์เวียงจันทน์, เอียน ชายอเมริกัน บอกผมถึงข้อสังเกตหนึ่ง เกี่ยวกับคนในภูมิภาคนี้

เขาพบว่าคนลาว เขมร เวียดนาม พยายามจะสื่อสารกับพวกเขาด้วยภาษาอังกฤษ ในขณะที่คนไทยพูดน้อยกว่ามาก

เราคุยกันเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง พิดจิน, ครีโอล, และสภาวะหลายภาษา-ข้ามภาษา

อัลวิน เป็นคนจีน-มาเลย์ ที่ครอบครัวพูดฮกเกี้ยนและแมนดาริน ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ทำงานให้กับบริษัทสิงค์โปร์ เขาเข้าใจภาษา Singlish

เอียน เป็นคนอเมริกันที่เกิดที่ฮาวาย เคยทำงานและอาศัยที่นิวยอร์ก

แม็กกี้ เพื่อนของเอียน ก็เกิดที่ฮาวายเช่นกัน เธอไปทำงานที่โตรอนโต เมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากแห่งหนึ่งของอเมริกาเหนือ

เอียนและแม็กกี้พูดพิดจินที่ใช้ในแถบฮาวายได้ ทั้งสองคนลาออกจากงานเพื่อเดินทาง

เอียนบอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย และจำนวนมากก็พูดภาษาแค่ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ

แม็กกี้เองก็อยากจะรู้ว่าโลกมันเป็นยังไง เลยเริ่มออกเดินทาง ทั้งสองคนเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาได้แปดเดือนแล้ว

ผมเล่าเรื่องโจ๊กของคนเอดินบะระที่แซวสำเนียงของคนกลาสโกว์ และนิยายเรื่องหนึ่งที่ผมจำชื่อและอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่า ตัวเอกของเรื่องเป็นคนอพยพจากยุโรปตะวันออกมาอยู่อเมริกา และเรียนภาษาอังกฤษจากช่องกีฬา

หลังจากเล่าจบ โธมัสก็ถามเราว่ารู้จัก เหยา หมิง ไหม เขาคือนักบาสตัวสูง โคตรสูง จากจีนที่ไปเล่นเอ็นบีเอ

โธมัสบอกว่า ตอนแรกที่เขาฟังเหยาหมิงพูดภาษาอังกฤษทางวิทยุ เขานึกว่าคนอเมริกันผิวดำพูดอยู่

ตอนเหยาหมิงไปอเมริกา เขาพูดอังกฤษไม่ได้เลย และจากการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมทีม เขาก็ได้สำเนียงและสไตล์การพูดแบบนั้นมา

ก่อนหน้านั้น ผมเล่าให้เอียนฟังเกี่ยวกับความซีเรียสของคนไทย กับการออกเสียงให้ ‘ถูกต้อง’

เอียนบอกว่า บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่คนไทยรู้สึกประหม่า ไม่กล้าคุยกับฝรั่ง เพราะกลัวออกเสียงผิด

เอียนน่าจะเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องนี้ ตลอดมื้ออาหารเขาพยายามพูดภาษาลาวกับคนรอบ ๆ ตลอดเวลา
สำเนียงของเขาเพี้ยนไปจากที่คนลาวพูดแน่ ๆ “โค้กหนึ่งป๋อง” เขาได้กินตามที่สั่ง

โธมัสพูดลาวและเขมรได้นิดหน่อย บางคำ แต่บ่นว่าภาษาเวียดนามยาก และคนเวียดนามดูจะไม่สนับสนุนการพยายามหัดภาษาของเขาเลย ทุกคำที่เขาพูดจะถูกล้อ จนเขาเบื่อ และเลิกเรียนมันในที่สุด

โธมัสและภรรยาเป็นชาวเยอรมัน ทั้งสองคนอยู่ในประเทศแถบนี้มาได้หลายปีแล้ว เริ่มที่กัมพูชา ไปอยู่เวียดนามอีกสองปี จากนั้นก็มาลาว

ก่อนจากเยอรมนี โธมัสมีโอกาสไปงานบาร์แคมป์ที่แฟรงก์เฟิร์ต เขาชอบ และเอาไอเดียนั้นไปเผยแพร่ต่อในประเทศที่เขาเดินทางไปถึง

ระหว่างเดินข้ามถนนไปร้านอาหาร ผม เอียน กับแม็กกี้ คุยถึงทิศทางของเลนรถที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ความเคยชินที่ทำให้เกิดอันตราย

แม็กกี้บอกว่าหลังจากเดินทางมาเยอะ ๆ ความเคยชินใหม่ของเธอก็คือ ต้องดูถนนมันทั้งสองทาง อย่าไปคิดเอาเอง

อัลวินก็ดูจะเป็นคนชอบเดินทาง เขาอายุ 27 ปี ทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และตกลงกับบริษัทที่สิงคโปร์ว่าจะทำงานผ่านเน็ต
เขาย้ายเมืองอยู่ไปเรื่อย ๆ และตอนนี้อยู่เชียงใหม่ได้สามเดือนแล้ว

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เดินทางเยอะ ตาได้เห็นความไม่ปกติอันเป็นปกติ และหูได้ฟังภาษาและสำเนียงอันหลากหลาย

สมัยมัธยมเรามีครูภาษาอังกฤษจากอินเดียและฟิลิปปินส์ อาจารย์จำนวนหนึ่งของผมในมหาลัยที่เมืองไทย เป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น จำนวนหนึ่งเป็นคนจากเอเชียใต้

ตอนไปอยู่เอดินบะระ ผมก็ยิ่งได้ยินสำเนียงภาษาสารพัด ทั้งจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน คนตามร้านค้า และโต๊ะข้าง ๆ ในผับ ได้รู้ว่าภาษาอังกฤษแบบสก็อตมีไวยากรณ์บางอย่างต่างจากอังกฤษ ‘แบบบีบีซี’

ผมนึกถึงคำว่า ‘แก้ว’ ในภาษาลาว (ขวด) และ ‘แก้ว’ ในภาษาไทย

โธมัสบอกว่า เขาไม่เข้าใจว่า ทำไม Z จึงต้องเรียกว่า ‘ซี’ เขาคิดว่าการเรียกแบบอังกฤษว่า ‘เซ็ด’ นั้นก็เมกเซนส์อยู่แล้ว (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาอ้างนี้ถูกรึเปล่า มันน่าจะเป็น ‘แซ็ด’ สิ ‘เซ็ด’ มันดูเยอรมันไปหน่อย)

แม็กกี้เห็นด้วย เธอบอกว่าสมัยเด็ก ๆ เธองงมากว่าทำไมตอนต้นเริ่มด้วย เอ บี ซี แล้วตอนท้ายต้องไปจบที่ ซี อีก (โอเค โดยเคร่งครัดแล้ว มันอาจเป็นคนละซีกัน แต่เราคงพอนึกออกถึงความสงสัยนี้)

สมัยเด็ก ๆ ผมเรียก H ว่า ‘เฮช’ มาโดยตลอด จนสมัยวัยรุ่น ใครก็ไม่รู้มาบอกว่า ต้องเรียกว่า ‘เอช’ สิ มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละสอนกันผิด ๆ ว่า ‘เฮช’ … ผมเพิ่งได้รู้อีกครั้งตอนไปอยู่สกอตแลนด์ ว่าอย่างน้อยคนแถวนั้นก็เรียกมันว่า ‘เฮช’

การได้เห็นอะไรที่ผิดความคาดหมายบ่อย ๆ มันก็สอนให้เราเผื่อใจ และไม่ตัดสินคนจากความแผก หรือไปมองว่ามันเป็นสาระสำคัญ จนมองข้ามเรื่องอื่น

ผมคิดว่าปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่าง มันก็มาจากแค่นี้แหละ

ทัศนคติที่ตัดสินว่า แผก คือ ผิด

แบ่คเต้นกับตินติน ที่เวียงจันทน์
เต้นรำกับตินตินที่ริมน้ำโขง เวียงจันทน์. ตินติน (แตงแตง) เป็นนักข่าวที่ไปทุกที่ ใต้ทะเลจนถึงดวงจันทร์.

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก 21 พ.ย. 2554

เพิ่มเติม

พิดจิน (pidgin) คือภาษาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่คนตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ต้องการจะสื่อสารกัน แต่ไม่มีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน จึงต้องคิดภาษาใหม่ขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวมักเกิดบ่อยกับพ่อค้าทางเรือในสมัยก่อน ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพิดจินก็คือ มันไม่ใช่ภาษาแม่ของคนกลุ่มใดเลย ทุกคนเรียนมันเป็นภาษาที่สอง (หรือสามสี่…)

ครีโอล (creole) เป็นภาษาที่เกิดจากการผสมกันของภาษาตั้งแต่สองภาษาขึ้นไป และถูกทำให้กลายเป็นภาษาถิ่น ลักษณะสำคัญของมันที่ต่างจากพิดจินก็คือ มันสามารถเป็นภาษาแม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็น เช่น Bahasa Indonesia ซึ่งถือว่าเป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษามาเลย์ผสมกับภาษาถิ่นและภาษาจากยุโรป มีผู้พูดมันเป็นภาษาแม่เฉพาะในเขตเมือง (อย่างจาการ์ตา) เท่านั้น และเอาเข้าจริงแล้ว Bahasa Indonesia ที่พูดตามเมืองต่าง ๆ ในอินโดนีเซียเองก็จะได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นเข้าไป Singlish ในสิงคโปร์ก็เป็นครีโอลที่อยู่บนฐานของภาษาอังกฤษ ผสมกับภาษามาเลย์ จีน ทมิฬ และภาษาถิ่นอื่น ๆ

ครีโอลนั้นเคยถูกมองว่ามีสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า “ภาษามาตรฐาน” (กระทั่งในวงวิชาการภาษาศาสตร์เองก็เคยมีมุมมองแบบนี้ คือมองว่าครีโอลเป็นภาษาที่ “ถูกปนเปื้อน”) แต่ภายหลังยุคอาณานิคม ความคิดเช่นนั้นก็เริ่มถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ บางประเทศประกาศให้ครีโอลเป็นภาษาประจำชาติ แต่ก็มีบางประเทศอย่างสิงคโปร์ที่สถานะทางสังคมของ Singlish ก็ยังต่ำกว่า “ภาษาอังกฤษมาตรฐาน” รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนให้ใช้มันในสื่อ แต่เหมือนนักวาดการ์ตูน Troy Chin จะไม่สนใจ เขาเลือกใช้ Singlish ในการ์ตูน The Resident Tourist

"webmaster" คำเจ้าปัญหา สิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์

เว็บมาสเตอร์ (webmaster) เป็นคำจากประวัติศาสตร์ที่มีปัญหา

เมื่อตอนเว็บเริ่มต้น ระบบยังไม่ซับซ้อน ยังมีขนาดเล็ก เว็บไซต์ส่วนใหญ่ คนเดียวทำทุกอย่าง ทั้งลงทุน จดทะเบียน เตรียมการเทคนิค ออกแบบหน้าตา ใส่เนื้อหา ดูแลส่วนต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ว่า ทำทุกส่วน รู้ทุกอย่าง ควบคุมได้ทั้งหมด เราจึงเรียกบุคคลคนเดียวนี้ว่า เว็บมาสเตอร์ ซึ่ง master มีความหมายทั้ง ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ(ในการสร้างเว็บไซต์) เป็นผู้มีอำนาจ(ดูแลปกครองเว็บไซต์) และเป็นเจ้าบ้าน(เจ้าของเว็บไซต์)

แต่ตอนนี้ลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากเว็บไซต์มีขนาดใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น จึงมีการแบ่งงานกันทำ แยกตามความเชี่ยวชาญ ตามความสามารถและทรัพยากร บางคนเป็นเจ้าของลงทุน บางคนจัดการเรื่องเทคนิคโครงสร้างพื้นฐาน บางคนดูแลเซิร์ฟเวอร์ บางคนออกแบบหน้าตา บางคนดูแลเนื้อหา ฯลฯ การใช้คำว่า เว็บมาสเตอร์ เพียงอย่างเดียว จึงกำกวม ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า ทำหน้าที่อะไร และต้องรับผิดชอบในส่วนใดกิจกรรมใดของเว็บไซต์ดังกล่าว

เนื่องจากหน้าที่และความรับผิดชอบดังกล่าว มีผลตามมาทางกฎหมายด้วย เราจึงควรจะระมัดระวังการใช้คำดังกล่าว และระบุหน้าที่ให้ชัดเจน ไม่พูดคำว่า เว็บมาสเตอร์ ลอย ๆ 🙂

บทความ Webmaster และ เว็บมาสเตอร์ ในวิกีพีเดีย

technorati tags:
,
,

Lao44 – Free the Lao documents

Lao44 or Coalition for Lao Information, Communication and Knowledge is the largest repository of documents in Lao language.

The number 44 in Lao44 refers to Article 44 in the Constitution of Lao PDR, which says: Lao citizens have the right and freedom of speech, press and assembly; and have the right to set up associations and to stage demonstrations which are not contrary to the laws.

ลาว44 เป็นเว็บไซต์ที่เก็บรวมรวมเอกสารสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นภาษาลาว

เลขที่ 44 หมายถึงสิทธิพื้นฐานอันหนึ่งของพลเมืองลาวดังที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของ ส.ป.ป.ลาว มาตรา 44 ที่ว่า: พลเมืองลาวมีสิทธิเสรีภาพในการพูด, ขีดเขียน, รวมชุมนุม, จัดตั้งสมาคมและเดินขบวนที่ไม่ขัดกับระเบียบกฎหมาย

ຍີນ​ດີ​ຕ້ອນຮັບ​ເຂົ້າສູ່ ລາວ44.

ເລກທີ 44 ຫມາຍ​ເຖີງສິດ​ພື້ນຖານ​ອັນ​ຫນື່ງຂອງ​ພົນລະ​ເມືອງ​ລາວ​ດັ່ງ​ທີ່​ລະບຸ​ໄວ້​ໃນ​ ລັດຖະທຳ​ມະນູ​ນ ຂອງ ສ.ປ.ປ ລາວ
ມາດ​ຕາ​44 ທີ່​ວ່າ: “ພົນ​ລະ​ເມືອງ​ລາວ​ມີ​ສິດ​ເສ​ລີ​ພາບ​ໃນ​ການ​ປາກ​ເວົ້າ​, ຂີດ​ຂຽນ​, ໂຮມ​ຊຸມ​ນຸມ​, ຈັດ​ຕັ້ງ​ສະ​ມາ​ຄົມ​ແລະ​ເດີນ​ຂະບວນ​ທີ່​ບໍ່​ຂັດ​ກັບ​ລະ​ບຽບ​ກົດ​ໝາຍ​”

ໂດຍ ​ອີງ​ໃສ່​ນະ​ໂຍບາຍ​ຂອງ​ພັກ ແລະ ລັດຖະບານດ້ານ​ຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ ແລະ ການ​ສື່ສານ ດັ່ງ​ທີ່​ໄດ້​ລະບຸ​ໃນ​ແຜນ​ພັດທະນາ​ເສດຖະກິດ-ສັງຄົມ (2006-2010), ລາວ 44 ປະກອບສ່ວນ​ເຂົ້າ​ໃນ​ການ​ສ້າງ​ຄວາມ​ເຂັ້ມ​ແຂງ​ພ້ອມ​ທັງ​ຊຸກຍູ້​ການ​ມີ​ສ່ວນ​ ຮ່ວມ​ຂອງ​ປວງ​ຊົນ​ເຂົ້າ​ໃນ​ວຽກງານ​ການປົກ​ປັກ​ຮັກສາ ແລະ ສ້າງສາ​ປະ​ເທ​ດຊາດ ໂດຍ​ການ​ເປັນແຫ​ລ່ງຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ​ພາສາ​ລາວ ຂອງທຸກໆຂະ​ແຫນງ​ການ​ທົ່ວ​ປະ​ເທດ ເຊັ່ນ: ກະສິກຳ-ປ່າ​ໄມ້, ສຸຂະພາບ, ການ​ສຶກສາ, ພູມ​ປັນຍາ​ທ້ອງ​ຖີ່​ນ, ບົດບາດ ​ຍີ​ງ-ຊາຍ ແລະ ຮວມ​ໄປ​ເຖີງລະບຽບກົດ​ຫມາຍ, ແຜນການ ແລະ ນະ​ໂຍບາຍຕ່າງໆຂ​ອງ ລັດຖະບານ. ຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ​ປະກອບມີ​ຫລາຍ​ຮູບ​ຫລາຍ​ສີ​ເຊັ່ນ: ຟ້າຍເອກະສານ, ວິ​ດິ​ໂອ, ຮູບ​ພາບ ແລະ ການ​ສົນທະນາ​ກະທູ້​ຕ່າງໆ ເຊິ່ງຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານທັງ​ຫມົດ​ເປັນ​ຮູບ​ແບບ​ດິຈີ​ຕ້ອນ.

ລາວ 44 ໄດ້​ຖືກ​ສ້າງ​ຂື້ນ ແລະ ບໍລິຫານ​ຮ່ວມ​ກັນໂດຍອົງການ Helvetas, ອົງການ​ບ້ານ​ຈຸດ​ສູ​ມສາກົນ (VFI), CRWRC, ອົງການ​ມິ​ດຕະພາບ​ເມັນ​ໂນ​ນາຍ (MCC), CIDSE, DED, ອົງການພັດທະນາປະເທດເນເທີແລນ (SNV), ກູ່​ມພັດທະ ນາບົດບາດ​ຍີ​ງ- ຊາຍ (GDG), ສະມາຄົມພັດທະນາກະສິກຳ ແລະ ສີ່ງແວດລ້ອມແບບຍືືນຍົງ (SAEDA), ສະມາຄົມພັດທະນາ ແລະ ຫລຸດຜ່ອນຄວາມທຸກຈົນ (PORDEA), ບໍລິສັດ ທີ່ປຶກສາດ້ານພັດທະນາ & ວິສາຫະກິດ ຈຳກັດ (EDC), ແລະ ສູນອົບຮົມຮ່ວມພັດທະນາ (PADETC) ໂດຍການສະຫນັບສະຫນູນຈາກກອງ​ສົ່ງ​ເສີມ​ກະ​ສິກຳ ແລະ ປ່າ​ໄມ້ (NAFES), ສະ​ຖາ​ບັນ​ຄົ້ນຄວ້າ​ວິທະຍາສາ​ດ ແລະ ເຕັກນິກກະ​ສິກຳ ແລະ ປ່າ​ໄມ້ (NAFRI) ແລະ ​ໂຄງການສົ່ງເສີມກະສິກຳ (LEAP).

ขอบคุณเพื่อน ๆ ในทวิตเตอร์ @tewson @au8ust @kengggg @amaudy @lewcpe สำหรับคำอ่านคำแปลพาสาลาวครับ 🙂

แถม: อ่านลาว – Chrome extension แปลงอักษรลาวเป็นอักษรไทย

technorati tags: , ,

hey, you!

จะมีซักกี่ชาติในบ้านที่เรียกคนแปลกหน้า เหมือนคนในบ้าน
ห่า มึงจะบ้ารึ เอาง่ายๆ ภาษาอังกฤษนี่คำว่า you นี่มันก็ใช้ได้กับทุกๆ คนนะโว้ย
ไอ้ภาษาศักดินาห่าของพวกมึงน่ะแหละที่แม้แต่สรรพนามบุรุษที่สองมึงยังต้องคิดถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจก่อนใช้
จะเพ้อเจ้อยกกะโปกชาติตัวเองดูตาม้าตาเรือหน่อยสิวะ
ป.ล. โทษที หงุดหงิดกับโฆษณานี้มานานแล้ว

FxxkNoEvil, 27 ธ.ค. 2552

technorati tags: 

[สรุป] High and Low Thai: Views from Within (A.V.N. Diller 1985)

บันทึกย่อเอกสารที่เรียน เอามาแปะไว้ในบล็อกเผื่อจะมีใครชวนคุย. อันนี้จากวิชาภาษาในสื่อสารมวลชน คณะศิลปศาสตร์ เป็นเอกสารชิ้นแรกที่อ่านในวิชา (ตอนนี้จะหมดเทอมแล้ว). ในบันทึกนี้ผมข้ามรายละเอียดไปเยอะ เพื่อยัดมันให้ลง 1 หน้า A4 (ตัวเอกสารเองผมก็อ่านไม่จบดีด้วย ข้าม ๆ บางส่วนไป). ขอบคุณ Rikker Dockum @thai101 ที่ส่งเอกสารหน้าที่ขาดหายไปให้.

ดาวน์โหลด PDF (81K), OpenDocument (18K)

หลังจากอ่านเอกสารนี้ เราอ่านอีกสองชิ้น ที่เกี่ยวกับภาษาในสื่อไทย. อันหนึ่งเกี่ยวกับการจำแนกระดับภาษาในหนังสือพิมพ์ไทย การใช้ภาษาในหัวข่าว คอข่าว ตัวข่าว โดยอิงตาม High Thai และ Low Thai ของ Diller (Khanittanan, Wilaiwan. 2007, Language of the news media in Thailand). อีกอันดูการสร้างและการใช้แสลงการเมือง (Srinarawat, Deeyu. 2007, Thai political slang: formation and attitudes towards usage).

—-

Anthony Diller เสนอว่า ‘ภาษา’ นั้นสามารถหมายถึง ‘ระดับภาษา’ หรือ ‘language subform’ (Edward Sapir) หรือ ‘style’ หรือ ‘register’ (Michael Halliday) โดยยกตัวอย่าง register ในภาษาไทย ได้แก่ ภาษาราชการ, ภาษากฎหมาย, ภาษาการศึกษา, ภาษาตลาด, ภาษาหนังสือ, ภาษาพูด, ภาษาปาก. นักการศึกษาไทยสังเกตว่าความแตกต่างระหว่าง ‘ระดับภาษา’ ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ บริบททาง ‘กาละเทศะ’ (โอกาส-ตำแหน่ง) เช่น ตำแหน่งทางสังคมโดยเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคู่สนทนา. Diller ยกตัวอย่างที่อนุมานราชธนพูดถึงการใช้ภาษาที่ดัดจริตหรือใช้เต็มรูปแบบเกินไป เป็นตัวชี้ว่านักวิชาการไทยได้ตระหนักถึงการแบ่งระดับภาษามานานแล้ว. Diller ระบุว่า การที่เขาเลือกใช้คำว่า ‘ระดับภาษา’ หรือ ‘register’ นั้น เป็นความตั้งใจ เพื่อบอกว่า เมื่อนักวิชาการไทยอภิปรายกันเรื่องภาษาศาสตร์สังคม (sociolinguistics) นั้น พวกเขามักจะหมายถึงตัว ‘ระดับภาษา’ นี้ แม้พวกเขาจะใช้คำว่า ‘ภาษา’ เฉย ๆ ก็ตาม.

William J. Gedney ตั้งข้อสังเกตว่าชาวต่างชาติรุ่นก่อน ๆ ที่ศึกษาราชาศัพท์ เข้าใจผิดว่ามันเป็นภาษาอีกภาษาต่างหาก แต่เขาเห็นว่ามันเป็นเพียงระบบการแทนคำศัพท์หนึ่งด้วยอีกคำศัพท์หนึ่งเท่านั้น (a system of lexical substitutions) กล่าวคือเป็นเพียง ‘ระดับภาษา’ อีกระดับ. โดยบริบทในการเลือกระดับภาษานี้ มีทั้ง บริบทภายใน และ บริบทภายนอก. ตัวอย่างของบริบทภายในคือ เมื่อสามัญชนพูดถึงเจ้า ก็อาจใช้ราชาศัพท์, ส่วนบริบทภายนอก เช่น ตำแหน่งทางสังคมของคู่สนทนา ดังได้กล่าวไปแล้ว. อย่างไรก็ตาม Diller เสนอว่าการแบ่งระดับภาษาในภาษาไทยนั้น ไม่ได้เป็นการแบ่งในลักษณะ diglossia ที่มีระดับภาษาสองระดับ สูง-ต่ำ (High Thai และ Low Thai) เพื่อประสงค์การใช้งานที่แบ่งแยกกันชัดเจน. แต่ระดับภาษาในภาษาไทยนั้นมีหลายระดับ สูง-ต่ำโดยเปรียบเทียบ ตามมิติการใช้งาน สังคม และภูมิศาสตร์. Diller เรียกการแบ่งแบบนี้ว่า diglossic register differentiation หรือ diglossic subforms (น. 52-53).

ในเรื่องความแตกต่างระหว่างระดับภาษาสูงกับต่ำนี้ Diller ตั้งข้อสังเกตว่า ความแตกต่างจะพบได้มากที่สุดในชนบท ที่ซึ่งภาษาท้องถิ่นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากภาษากลาง (Central Thai ซึ่งให้ความหมายทั้งทางภูมิศาสตร์และทางการปกครอง) แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นภาษาเดียวกันอยู่. สิ่งหนึ่งที่ Diller ใช้ชี้ให้เห็นว่ามีความแตกต่างที่มากกว่าในชนบท ก็คือความรู้สึกสำนึก (conscious) ในการพัฒนาทักษะภาษา (language acquisition). เด็กในชนบทจะมีสองช่วง คือ เรียนรู้ระดับภาษาท้องถิ่นในช่วงปฐมวัย และเรียนรู้ระดับภาษากลางเมื่อเข้าศึกษาในโรงเรียน (formal education). ในขณะที่เด็กในเมือง ซึ่งคนรอบ ๆ ใช้ภาษากลางอยู่แล้ว จะเรียนรู้ภาษากลางตั้งแต่ในช่วงปฐมวัย ส่วนการศึกษาในโรงเรียนนั้นเพียงเพิ่มเติมคำศัพท์หรือภาษาพิธีกรรมเฉพาะเท่านั้น. กล่าวคือ โดยเปรียบเทียบแล้ว เด็กในชนบทจะเรียนรู้ภาษากลางอย่างมีสำนึกมากกว่าเด็กในเมือง (น. 53).

ไวยากรณ์ของภาษาไทยนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากสองแหล่งภาษาใหญ่ ตามอิทธิพลทางความคิดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งใช้ภาษาเหล่านั้น คือ ไวยากรณ์บาลี-สันสกฤต และ ไวยากรณ์กรีก-ละติน (ผ่านภาษาอังกฤษ) โดยคำที่ใช้เรียกส่วนประกอบในไวยากรณ์กรีก-ละติน ถูกแปลเป็นไทยโดยใช้คำบาลี-สันสกฤต (น. 54).

สำหรับชุดคำศัพท์ สมัยสุโขทัยภาษายังไม่มีการแบ่งระดับมากเท่าทุกวันนี้ คำศัพท์ที่ใช้ก็ใช้คำเดียวกันกับผู้อยู่ในระดับสังคมต่าง ๆ กัน เช่น ใช้คำว่า ‘ตีน’ กับพระพุทธเจ้า ใช้คำว่า ‘กู’ กับเจ้า. ชุดศัพท์เขมร-อินเดียนั้นสำคัญมากในการแยกระดับภาษา (register differentiation) โดยคำในภาษาเหล่านี้เข้ามาก่อนทางศาสนาพุทธ และต่อมาใช้ในวัง และใช้ในกวีจากในวัง (น. 55). รัชกาลที่ 4 ให้ความสนใจการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแบบแผน มีการกำหนดลักษณนาม กำหนดการใช้คำต่าง ๆ และแสดงความไม่พอใจที่หนังสือพิมพ์ใช้คำ ‘สำเนียงไพร่เลว’ ไม่ใช้คำ ‘สำเนียงผู้ดี’. การใช้คำทับศัพท์ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้กันแพร่หลาย ไม่ได้รับการยอมรับ มีการคิดคำศัพท์ไทยใหม่ ๆ เพื่อแทนคำทับศัพท์ โดยใช้คำบาลี-สันสฤกตมาสร้างคำใหม่เหล่านี้ (น. 56). เรื่องคำศัพท์นี้ ยังมีเรื่องการเลือกใช้ หรือ lexical variation ที่พูดถึงระดับคำที่ไม่ชัดเจนตายตัว ว่าคำไหนสูงคำไหนต่ำ แต่เป็นลักษณะ ‘สูงกว่า’ ‘ต่ำกว่า’ และคำต่ำก็ถูกใช้ทั่วไปได้ เช่น ‘ตีนแมว’ และการเลี่ยงคำบางคำที่มีความหมายไม่ดีหรือความหมายออกไปทางเรื่องเพศ-โดยเฉพาะในคำราชาศัพท์ (น. 59-62). นอกจากนี้ยังมีเรื่อง personal references (อะไร-อันใด; ใคร-ผู้ใด; ที่-ซึ่ง) ซึ่งเลือกใช้ตามเพศ ความใกล้ชิด ความเป็นทางการ (น. 63-64) และ deixis (นี่-นี้; นั่น-นั้น) ซึ่งเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ด้วย (น. 64). คำบุพบท (prepositions) บางอันปกติละได้ แต่เมื่อต้องการแก้ปัญหาความกำกวมก็จะถูกใช้แบบเต็ม การใช้คำบุพบทอย่างชัดแจ้ง บ่งถึงภาษาระดับสูง (น. 66-69).

การออกเสียงก็แยกระดับภาษาเช่นกัน เช่น ความแตกต่างระหว่าง /ร/ กับ /ล/ ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนมีแนวโน้มจะออกเสียง /ร/ เป็น /ล/ (cluster loss) ความกลัวที่จะทำ /ร/ หาย นี้ นำไปสู่การแก้จนเกิน (overcorrection) ที่ใช้ /ร/ แทน /ล/ ในที่ที่ควรใช้ /ล/ และการกระดกลิ้นเพื่อออกเสียง /ร/ จนมากเกิน (over-rolled), การเติมเสียง -s ท้ายคำ หรือการขึ้นเสียงสูงท้ายประโยคเพื่อแสดงว่าเป็นคำถาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษ (น. 57-59).

ในตอนท้าย Diller เสนอว่า ความแตกต่างของระดับภาษามีเรื่องความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอยู่ด้วย ซึ่งสะท้อนออกมาในความขัดแย้งทางระบบการศึกษา การศึกษาและสอนภาษาตามแนว prescriptive (มีภาษาแบบแผนในอุดมคติที่ถูกต้อง) และ descriptive (ภาษาอย่างที่มันเป็น).

เอกสารอ้างอิง

Diller, A. 1985, “High and low Thai: views from within”, in Papers in Southeast Asian Linguistics No.9, ed. D. Bradley, vol. 9, pp. 51-76. Pacific Linguistics, the Australian National University. Available from Southeast Asian Linguistics Archive: http://sealang.net/sala/htm/DILLERAnthonyVN.htm

technorati tags: , , , , ,

หวัด 2009 และ อคติในการยกตัวอย่าง

ช่วงนี้ หวัด 2009 ระบาด รักษาสุขภาพด้วย หลีกเลี่ยงการเอามือมาสัมผัส ตา จมูก ปาก (ทีโซน T-zone) — ลดเสี่ยงทั้งหวัด ทั้งสิว

สิ่งที่งานสาธารณสุขห่วงตอนนี้ ไม่ใช่ว่ากลัวมันระบาด มันระบาดไปแล้ว ไม่ต้องกลัว ที่กลัวคือกลัวคนเป็นพร้อม ๆ กันเยอะ ๆ แล้วไปโรงพยาบาลพร้อม ๆ กันคราวเดียว โรงพยาบาลจะรับไม่ไหว คนป่วยโรคอื่น ๆ ก็กระทบไปด้วย เจ้าหน้าที่และทรัพยากรไม่เพียงพอที่จะรับ peak แบบนั้น แต่ถ้าชะลอการติดเชื้อออกไปได้ ให้มันเกลี่ย ๆ ไม่เป็นพร้อม ๆ กันหมด ระบบสาธารณสุขก็จะรับมือไหว

มีอาการ คิดว่าเป็นหวัด หยุดอยู่บ้านเลย ไม่ต้องใส่หน้ากากออกมาเพ่นพ่าน

รับข่าวสารได้ทางทวิตเตอร์ @flu2009th และเว็บไซต์ www.flu2009thailand.com

มีโอกาสไปได้ยินผู้บริหารระดับสูงขององค์การที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะ แสดงความห่วงใยเรื่องดังกล่าว ขอความร่วมมือให้ช่วยกัน … ก็น่ายินดี มีอะไรช่วยเหลือได้ก็แน่นอน จะทำเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ก็ติดขัด ติดหู ติดใจอยู่นิดหน่อย เรื่อง การยกตัวอย่าง

เขาพูดถึงเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อหวัด อายุของเชื้อที่ติดอยู่กับพื้นผิวต่าง ๆ หลังการไอจามหรือสัมผัส ซึ่งก็จะมีอายุ 2-8 ชั่วโมง ต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม ถ้ามีแสงสว่าง อากาศถ่ายเท เชื้อก็อยู่ได้สั้นหน่อย 2 ชั่วโมง (ซึ่งก็ยังทำให้แพร่กระจายได้มากอยู่ดี)

เขายกตัวอย่าง สถานที่มืดและชื้น เช่น ผับ บาร์ … โดยไม่ได้พูดถึง โรงหนัง ที่ก็มืด วัด ที่โบสถ์หลายแห่งก็ทั้งมืดทั้งชื้น (ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดหลายแห่ง เสียหายจากความชื้น)

เขายังยกตัวอย่าง การติดเชื้อจากการสัมผัส (แล้วมือที่สัมผัสไปโดนตาจมูกปากต่อ) เช่นผ่านคียบอร์ด และยกตัวอย่าง ร้านเน็ต … โดยไม่ได้พูดถึง โรงเรียน ออฟฟิศ ฯลฯ

ในวงเดียวกัน มีหัวหน้าห้องคนทำเว็บ ยกตัวอย่างสถานที่แออัดซึ่งก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ม็อบ ที่ชุมนุม … โดยไม่ได้พูดถึง ห้างสรรพสินค้า ตลาด .. วัด (ทำบุญ 9 วัดนี่แหละ ทั้งแออัด ทั้งชื้น ทั้งเพลียร่างกายอ่อนแอ) ฯลฯ

พวกเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้สึกอะไร

ผมก็เพียงว่างไปหน่อย ดันรู้สึก อยากจะทักท้วงหน่อย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการยกตัวอย่างที่ไม่แฟร์เท่าไหร่

อาจจะใช่ว่า ผับ บาร์ ม็อบ หรืออะไรต่าง ๆ มันดู อันตราย ไม่จรรโลงศีลธรรมอันดีงามที่คนจำนวนหนึ่งยึดถือ … แต่ในบริบทของการ เฝ้าระวัง/ป้องกันโรค ผมว่ามันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสถานที่อื่น ๆ สถานที่ชุมชนคนพลุกพล่าน มันก็เสี่ยงพอ ๆ กันทั้งนั้น ไม่ได้มีอะไรมากน้อยกว่ากันเสียเท่าไหร่

การยกตัวอย่าง จึงควรจะเป็นไปอย่างเป็นธรรม เอากันอย่างแฟร์ ๆ หน่อย โดยเฉพาะถ้าการยกตัวอย่างนั้น จะเผยแพร่ออกสื่อสารมวลชน ออกพิมพ์โฆษณาเป็นจำนวนมาก

การยกตัวอย่างแบบเอียง ๆ นอกจากจะไม่แฟร์กับผู้ประกอบการจำนวนหนึ่ง ด้วยการตอกย้ำอุดมการณ์ตอกย้ำภาพเอียง ๆ จนภาพของสถานที่เหล่านั้นกลายเป็นสถานที่อันตรายไม่ควรข้องแวะ แล้ว ยังเป็นอันตรายกับประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย เพราะอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่า สถานที่ประเภทอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่สถานที่ อโคจร) ที่ไม่ได้ยกตัวอย่างถึงนั้น ปลอดภัย

ทั้งจะกลายเป็นว่า ยกเอา หวัด 2009 มาเนียน ขู่ไม่ให้คนไปม็อบ ขู่ไม่ให้คนเที่ยวผับ

ซึ่งคงไม่ใช่อย่างที่พวกเขาตั้งใจ

ก็นำมาบันทึกเอาไว้ เล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้ว่า เวลายกตัวอย่างอะไร พวกเราน่าจะระมัดระวังด้วย ไม่สร้างภาพ วาดอคติ ป้ายสี ให้กับสิ่งใดกลุ่มใด จากการยกตัวอย่างของเรา

ไม่ต้องมีเรา ก็มีคนเยอะแยะวาดกันจนเปรอะไปหมดแล้วครับ ไม่ต้องห่วง

technorati tags:
,
,

oh your highness "highly educated" PAD

จากข่าว พันธมิตรฯ ฮุสตัน ต้อนรับ “หมัก” อบอุ่น, ผู้จัดการออนไลน์, 6 พ.ย. 2551 :

“… ทั้งนี้ เมืองฮุสตัน มลรัฐเทกซัสถือเป็นเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีพันธมิตรฯ หนาแน่นมากเมืองหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่มีการศึกษา เป็นเจ้าของกิจการหรือประกอบวิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ พนักงานบริษัท เป็นต้น

หรือพูดง่าย ๆ ว่า เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมี “บาบูน” นั่นเองครับ (เหมาะแก่การอยู่อาศัยของพันธมิตรเป็นอย่างยิ่ง)

technorati tags:
,
,

[review] Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache (assignment)

การบ้านวิจารณ์หนังสือชิ้นแรก เสร็จแล้ว ส่งไปเมื่อวาน เป็นการเขียนหลังจากอ่านไปประมาณ 60-70% ได้ ข้ามไปข้ามมา
ฉบับที่ให้ดาวน์โหลดนี้ แก้นิดหน่อยจากที่ส่งไป

เป็นบทวิจารณ์ หนังสือเรื่อง Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache ซึ่งเขียนโดย Keith H. Basso นักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องชนพื้นเมืองอเมริกัน
เอาเข้าจริง ๆ ไม่อยากจะเรียกว่าวิจารณ์เท่าไหร่ เพราะมันเหมือนสรุปหนังสือให้ฟังเสียมากกว่า ไม่ได้วิจารณ์อะไรเลย ทั้ง ๆ ที่การบ้านเขาให้วิจารณ์

แม้เรื่อง “สถานสัมผัส” (sense of place) หรือการที่คนเราจะรับรู้ถึงสถานที่ (place) อย่างไรนั้น เป็นเรื่องสำคัญในการจะเข้าใจว่าผู้คนและชุมชนจะให้ความหมายและความสำคัญทางสังคมกับสถานที่อย่างไร รวมถึงความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางบุคคลและอัตลักษณ์ทางสังคม, โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มีความปั่นป่วนไร้ระเบียบในเรื่องสถานที่มากขึ้น, แต่บาสโซพบว่างานชาติพันธุ์วรรณนากลับไม่ให้ความสำคัญกับสถานที่และสิ่งที่ผู้คนทำกับสถานที่เสียเท่าไหร่. งานชาติพันธุ์วรรณนามักพูดถึงสถานที่ในฐานะเพียงตัวผ่านไปสู่เรื่องอื่น แค่ปูพื้นฉากหลัง หรือบอกที่มาของบุคคล สิ่งของ (น. xiv, 105). แนวคิดทางมานุษยวิทยาในหนังสือเล่มนี้ได้รับอิทธิพลจาก คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Geertz), ทางสังคมวิทยาจาก เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman), และทางภาษาศาสตร์สังคมจาก เดลล์ ไฮมส์ (Dell Hymes) (น. xv). ส่วนการศึกษาเรื่องชื่อสถานที่ (place-names, toponym) และระบบการตั้งชื่อสถานที่ (place-naming, geographical nomenclatures) นั้นได้ตามแนวที่ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas) ริเริ่มไว้ (น. 43). ประเด็นในหนังสือเล่มนี้แม้จะศึกษากับชาวเวสเทิร์นอาปาเช่ แต่บาสโซเชื่อว่าเรื่องสถานที่และชื่อสถานที่นี้เป็นเรื่องค่อนข้างสากล, เช่นเดียวกับที่เราพบว่าชื่อสถานที่นั้น เป็นประเภทของคำที่พบได้ในภาษาจำนวนมาก.

sikkha(tr) อ่านแล้วบอกว่า นี่มันไม่ได้วิจารณ์อะไรเลยนี่นา และให้คำปรึกษาว่า ถ้าจะวิจารณ์อะไร มันต้องมีจุดยืนในการวิจารณ์ก่อน ว่าจะมองจะวิจารณ์จากมุมไหน ถ้ายังไม่มี ก็วิจารณ์ไม่ได้

ถ้าอยากรู้เรื่องแบบไม่เพี้ยน อันเกิดจากการตีความของผม อ่าน บทคัดย่อ ดีกว่า ส่วนถ้าอยากอ่านบทวิจารณ์ ลองดูบทวิจารณ์ใน The Journal of American Folklore

ส่วนถ้าใครสนใจจะลองอ่านของผมก็ยินดีมากครับ อยากให้ช่วยวิจารณ์ด้วย ผมไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เลย
สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ให้ความเห็นมาว่า งานครั้งก่อน ๆ ที่ส่งไป มันไม่อ่านแล้วไม่ค่อยเป็นความเรียงอย่างที่เขาตั้งใจจะให้เขียน
มันดูเป็นหัวข้อ ๆ แยก ๆ กัน เหมือนประมาณ bullet point ในสไลด์ซะมากกว่า

(ขอบคุณคนรอบ ๆ ตัวที่เป็นห่วงเป็นใย เห็นผมเหมือนเครียด ๆ จริง ๆ ไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่มันแนว ๆ ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังเสียมากกว่า รู้สึกงานมันเยอะ แล้วก็อยากให้ทุก ๆ อันมันออกมาดี ๆ กันหมด แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นนะ)

technorati tags: 

connectives

คำเชื่อม*

ซึ่ง
และ
โดย
ถ้า
แต่
หรือ
คือ
เช่น
เมื่อ
เพื่อ
หาก
เนื่องจาก
แล้ว
ทำให้
เพราะ
ว่า
สำหรับ
ได้แก่
ดังนั้น
โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม

พวกนี้เอามาแบ่ง ประโยค (sentence) / อนุพากย์ (clause) ได้มั๊ย ?

* คำทั้งหมดได้มาจากคลังข้อความเอกสารด้านการแพทย์ที่แลบ เรียงตามความถี่ที่ปรากฎ – คำแรกพบบ่อยกว่าคำสุดท้ายเกือบ 11 เท่า

technorati tags:
,
,