คนทำงานด่านหน้า-งานจำเป็น ที่จะได้รับวัคซีนลำดับต้นๆ มีใครบ้าง

ลองไล่ๆ ดูในเว็บไซต์หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนโยบายวัคซีนของประเทศต่างๆ ว่าใครคือ “คนทำงานด่านหน้า” (front-line workers) หรือ “คนทำงานสำคัญและจำเป็น” (essential workers) ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพบ้าง (กลุ่มสุขภาพเป็นกลุ่มที่เรานึกถึงและได้ยินกันบ่อยๆ อยู่แล้ว) และใครคือกลุ่มที่จะได้รับวัคซีนลำดับต้นๆ ในวิธีคิดของประเทศนั้นๆ

รวมๆ แล้ว ถ้าเราลองพิจารณาการปฏิบัติงานของคนในอาชีพจำพวก พนักงานคิดเงิน พนักงานส่งของ เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสายตรวจ พนักงานไปรษณีย์ ครูโรงเรียนเด็กเล็ก ผู้คุมเรือนจำ คนเหล่าทำหน้าที่จำเป็น เจอคนเยอะทุกวัน หลีกเลี่ยงสัมผัสลำบาก หรือเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังกลุ่มเปราะบาง

เช่นเด็กเล็กที่ไปโรงเรียนจะเชื่อมหลายครอบครัวเข้าหากัน และเด็กเล็กมีโอกาสสัมผัสกับคนแก่ที่บ้าน หรือผู้คุมเรือนจำที่ไปมาระหว่างภายนอก-ภายในเรือนจำ ซึ่งเรือนจำไทยนี่ก็แออัดมากๆ ไง การป้องกันตัวเองทำไม่ได้อยู่แล้ว

คนเหล่านี้นี่คือคนทำงานที่ด่านหน้า ที่นอกเหนือไปจากคนทำงานด่านหน้าด้านสุขภาพ และควรได้วัคซีนเป็นลำดับต้นๆ ด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงมาก (เป็นไปได้ด้วยว่าจะเสี่ยงกว่าคนที่ทำงานในโรงพยาบาลบางหน้าที่หรือบางพื้นที่ที่ไม่ได้พบเจอคนมากนัก) หรือหากเป็นอะไรไปจะกระทบกับหน้าที่งานที่จำเป็นสำหรับสังคม ซึ่งแต่ละประเทศ/เขตระบบสุขภาพก็ใช้เกณฑ์พิจารณาต่างๆ กันไป

กรมควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) ใช้เกณฑ์ ACIP Categories of Essential Workers ซึ่งแบ่งเป็น (1a) Essential Healthcare Workers (คนทำงานที่จำเป็นด้านสุขภาพ ระบุชัดว่าทั้งที่ได้รับค่าจ้างและไม่ได้รับค่าจ้าง) (1b) Frontline essential workers (Non-Healthcare) (คนทำงานที่จำเป็นที่อยู่ด่านหน้า ที่ไม่ใช่สายสุขภาพ ซึ่งทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานหรือคนทั่วไป เลี่ยงไม่ได้) และ (1c) Other essential workers (อื่นๆ ตามกำหนด)

รัฐบริติชโคลัมเบียในแคนาดา กำหนด Front-line priority workers มาตามภาพ มีทั้งครูโรงเรียนเด็กเล็ก คนดูแลเด็ก พนักงานไปรษณีย์ พนักงานร้านชำ คนทำงานในภาคการผลิต คนทำงานเรือนจำ คนทำงานขนส่งข้ามแดน ฯลฯ

ส่วนไอร์แลนด์จะเน้นที่คนทำงานด่านหน้าด้านสุขภาพเป็นหลัก และมีเพิ่มเติมคือ “key workers essential to the vaccine programme” คนทำงานที่สนับสนุนการจัดหาและกระจายวัคซีน และการฉีดจะเน้นกลุ่มเปราะบาง คนป่วย (มีการกำหนดชื่อโรคและเงื่อนไขของอาการอย่างชัดเจน) และผู้สูงอายุ ก่อนกลุ่มอื่น และหลังจากที่กลุ่มจำเป็นอื่นๆ ได้รับวัคซีนกันไปแล้ว ลำดับที่เหลือจะมีลักษณะไล่ตามกลุ่มอายุ

โดยในแต่ละกลุ่ม ก็จะมีการอธิบายเหตุผล (Rationale) และแจ้งถึงหลักการทางจริยศาสตร์ (Ethical Principles) ที่ใช้พิจารณาด้วย ว่าทำไมแบ่งแบบนี้และมาอยู่ที่ลำดับนี้

กลุ่มบางกลุ่มอาจจะไม่ได้อยู่ด่านหน้าในแง่การปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกกับคนทั่วไปแบบเห็นชัดๆ แต่ก็เป็นกลุ่มที่ทำงานเบื้องหลัง อยู่ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานหรือที่อยู่อาศัยที่มีความเสี่ยง

ต้นเดือนมีนา 2564 ตอนที่สิงคโปร์ประกาศขยายกลุ่มที่ได้รับวัคซีน ก็ระบุถึงกลุ่มอย่างคนทำงานที่เสี่ยงสัมผัสสูงหรือมีโอกาสส่งต่อได้มาก “Essential workers with higher risk of exposure and onward transmission” ซึ่งรวมครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเด็กเล็กด้วย โดยระบุว่าเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กเล็ก การฉีดคนอื่นในโรงเรียนจึงเป็นวิธีป้องกันเด็กที่ทำได้ในตอนนี้

นอกจากนี้ก็มีกลุ่มคนงานข้ามชาติ “Migrant workers living in dormitories” เนื่องจากคนงานข้ามชาติเหล่านี้อาศัยอยู่ในหอพักขนาดใหญ่ที่มีคนมาก (ประกาศของรัฐบาลไม่มีคำว่า “แออัด” แต่ก็นั่นแหละ เข้าใจกันได้ ว่ามันเสี่ยงเพราะคนอยู่เยอะด้วย)

สำหรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในสิงคโปร์ก็น่าสนใจ Grab ประกาศตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนพนักงาน พนักงานส่งของ พนักงานขับรถทั้งหมด ภายในสิ้นปีหน้า (2565) ในทุกประเทศที่ไปทำธุรกิจ (แปลว่ารวมประเทศไทยด้วย) โดยจะช่วยค่าใช้จ่ายให้กรณีที่แผนงานวัคซีนของประเทศนั้นไม่ครอบคลุม (ข่าวไม่ได้บอกว่าจะอุดหนุนยังไงเท่าไร)

ดูของหลายๆ ที่แล้ว แล้วก็น่าจะเป็นการประเมิน/จัดลำดับตาม โอกาสเกิด และ ความเสียหายที่จะเกิด เช่น

  • โอกาสสัมผัส (ลักษณะการทำงาน ระยะห่าง ความสามารถในการป้องกัน)
  • โอกาสกระจายต่อ (จำนวนคนในเครือข่าย ลักษณะเครือข่าย)
  • โอกาสเสียชีวิต (คนป่วย คนแก่ คนที่อยู่ห่างไกลการเข้าถึงการรักษา)
  • ความเสียหายต่อระบบสุขภาพ/ระบบการกระจายวัคซีน
  • ความเสียหายหากไม่มีคนทำงานนี้ (ความสำคัญของงาน จำนวนคนที่ทำงานนี้ได้ ความขาดแคลนหรือเวลาที่ต้องใช้ในการฝึกเพื่อทดแทน)

เกณฑ์เหล่านี้แต่ละประเทศก็จัดระดับความสำคัญต่างกันไป ส่วนหนึ่งก็น่าจะเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรและลักษณะความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ว่ามีการพบปะพบเจอกันยังไง พึ่งพาอาชีพไหนมาก ลักษณะการผลิต-การไหลเวียนของสินค้าบริการเป็นยังไง จุดเปราะบางต่อความมั่นคงอยู่ตรงไหน ดังนั้นมันเลยไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่อย่างน้อยการมีเกณฑ์ให้พิจารณาเป็นหลักเป็นการบ้างก็น่าจะดี

ของไทยเองก็มีสิ่งที่คล้ายๆ เกณฑ์อยู่ โดยอิงกับช่วงการฉีด 3 ระยะ (ซึ่งแบ่งช่วงตามปริมาณวัคซีนที่มี) แล้วก็ระบุกลุ่มที่จะได้รับวัคซีนในช่วงนั้นๆ ไว้กว้างๆ เช่น “ผู้ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก” แต่ไม่ได้มีรายละเอียดว่ามีอาชีพอะไรบ้าง (ข้อมูล 27 ม.ค. 2564)

ชอบที่ในเว็บไซต์ทางการของหลายประเทศ นอกจากจะแจ้งว่าลำดับการได้รับวัคซีนมีอะไรบ้าง ใครก่อนใครหลัง ยังพยายามอธิบายเหตุผล ที่มาที่ไปของการตัดสินใจ

ซึ่งพอประกาศล่วงหน้าให้ชัดเจนแบบนี้ นอกจากจะเป็นการสัญญากับสาธารณะ และทำให้คนลดกังวล ลดความสงสัยได้แล้ว เมื่อถึงเวลาดำเนินนโยบาย ก็จะสามารถถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้นด้วย ว่าได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้หรือไม่

เผยแพร่ครั้งแรก 9 เมษายน 2564 บนเฟซบุ๊ก

ว่าด้วยการ “อยู่เฉยๆ”

อำนาจมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีระเบียบ

อำนาจจึงมักเรียกร้องระเบียบ

(ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะใช้ประสิทธิภาพที่ได้มานั้นกับเรื่องอะไร)

การจัดตั้งของคนอำนาจน้อยก็เป็นระเบียบแบบหนึ่ง และการจัดตั้งเพื่อนำไปสู่การทำให้เสียระเบียบในความสัมพันธ์กับอำนาจใหญ่ ก็เป็นแบบแผนแบบหนึ่งเพื่อต่อต้านอำนาจใหญ่ที่ตั้งอยู่ได้ด้วยระเบียบ
การทำให้เสียระเบียบ ด้วยการ “อยู่เฉยๆ” เป็นเครื่องมือพื้นฐานของคนที่มีอำนาจน้อย

ในฐานะผู้บริโภค ก็หยุดบริโภค (สินค้าที่เราว่าไม่โอ)
ในฐานะคนทำงาน ก็หยุดงาน
ในฐานะพลเมือง ก็หยุดทำตามกฎหมาย (ข้อที่เราว่าไม่โอ – คำเรียกสวยๆ คือ civil disobedience)
ในฐานะผู้เสียภาษี ก็หยุดเสียภาษี
ในฐานะเจ้าของข้อมูล ก็หยุดให้ข้อมูล
(ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ “ใส่เกียร์ว่าง” lol)

การหยุดต่างๆ มันไม่ใช่เพียงการหยุดกิจกรรมเท่านั้น ความสำคัญของการหยุดต่างๆ ข้างต้นนั้นไม่ใช่การหยุดกิจกรรม แต่คือการระงับความสัมพันธ์ชั่วคราว

คือเราเป็นผู้บริโภคก็เพราะเราบริโภค เราเป็นพลเมือง ก็เพราะเรากับรัฐมีสัญญาประชาคมระหว่างกัน การหยุดนี้คือ หยุดความสัมพันธ์ และพอไม่มีความระหว่างกัน สถานะเราก็จะถูกรีเซต กลับมาตั้งคำถามว่า เออ ตกลงกูคือใคร และกูเป็นอะไรกับมึง เราเป็นอะไรกัน แล้วที่ทำๆ อยู่ทุกวันนี่ มันสร้างคุณค่าอะไร หรือมึงเห็นกูเป็นของตาย

เอาจริงๆ ก็น่าหัวเราะอยู่ คือมีปัญญาทำเท่านี้แหละ ในฐานะปัจเจกหนึ่งหน่วย อาวุธห่าอะไรอื่นก็ไม่เหลือแล้ว (การใช้อำนาจผ่านผู้แทนในระบบ ถ้ามี ก็สิ้นหวังแล้ว) ซึ่งระบบจะไม่รู้สึกอะไรหรอก จนกว่าจะมีคน ” อยู่เฉยๆ” หรือ “ไม่ทำตามที่กำหนด” เยอะพอ

แต่ของหลายอย่างมากเลย ที่หยุดแล้วก็จะคนจำนวนมากก็จะมีชีวิตที่ผิดปกติไป หยุดเดินรถ แล้วคนอื่นจะเดินทางยังไง แบนสินค้า เอ้า แล้วคนจะตกงานไหม หยุดเสียภาษี จะไปกระทบกับสวัสดิการสังคมและสาธารณูปโภคไหม แบบนี้จะทำยังไง เพราะคนที่ได้รับผลกระทบแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือไม่เท่ากัน (ถ้าตกงานแล้วมีประกันการว่างงานรองรับ ก็จะกระทบน้อยกว่านี้)

ถ้าเราปฏิเสธการ “อยู่ฉยๆ” หรือการทำให้เสียระเบียบทางสังคมโดยชั่วคราว ดังที่ว่ามานี้ ไปทั้งหมดเลย ด้วยเหตุผลจากย่อหน้าที่แล้ว ก็จะกลายเป็นว่า คนที่มีหลักประกันทางสังคมน้อยที่สุด-ได้รับผลกระทบง่ายสุด กำลังถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อปกป้องคนที่มีอำนาจมากกว่า-ได้รับผลกระทบน้อยกว่า แล้วคนอำนาจน้อยก็จะเหลือเครื่องมือในการต่อสู้น้อยลงไหม?

วิทยากร บุญเรือง: การไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงาน + การเลิกจ้างที่เป็นธรรม

รวมบทความแรงงาน เรื่องการไม่เลือกปฏิบัติและการเลิกจ้างที่เป็นธรรม โดย วิทยากร บุญเรือง เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (http://prachatai3.info/)

การไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงาน

การเลิกจ้างแรงงานที่เป็นธรรมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

karoshi – มาถวายชีวิตเพื่อองค์กรกันเถอะ!

“สิ่งหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดสภาพการทำงานที่ย่ำแย่สุดๆ ในบริษัทญี่ปุ่น ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าคุณมีบริษัทจัดหาลูกจ้างชั่วคราวเหล่านี้เต็มไปหมด. ถ้าใครในบริษัททำงานเกินห้าปี นั่นหมายถึงเขาควรจะได้รับข้อเสนอตำแหน่งงานเต็มเวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอเวลาใกล้ครบห้าปี พวกเขาก็ถูกไล่ออก. คำมั่นสัญญาถึงการจ้างงานตลอดชีวิตหรือการจ้างงานจริงๆ ถูกฉวยไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา แล้วก็ถูกดึงออกไปเหมือนกับพรมเช็ดเท้า” เจค อเดลชไตน์ นักข่าวชาวอเมริกันที่หนังสือพิมพ์โยมิอูริ บอกกับเรา.

เพราะคนต้องกินอาหารเพื่อมีชีวิตอยู่ และต้องจ่ายค่าเช่า ถ้าเขาอยากจะมีความหรูหราในชีวิต อย่างการไม่ต้องป่วยหนักจากการนอนหนาวทุกคืน เงามืดของความไม่มั่นคงในการงานที่ว่านี้ ทำให้การทำงานหนักกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะกับบริษัทที่เอาเปรียบหรือที่รู้จักกันในชื่อ “บริษัทดำ” ที่รีดเอาประโยชน์จากพนักงานจนพังพินาศ. ในความกลัวอย่างต่อเนื่องถึงการถูกแทนตำแหน่งอย่างฉับพลัน คนทำงานได้พัฒนาความสามารถที่จะทำให้นายจ้างพอใจ – ทำงานอย่างบ้าคลั่งล่วงเวลา โดยไม่รับค่าจ้าง และกระทั่งปลอมบันทึกเวลาทำงานของตัวเอง เพื่อที่ว่าบริษัทจะได้พ้นจากปัญหา เจคอธิบาย.

“ตอนที่ผมทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง เรามีสมุดบันทึกสองชุด. เรามีสมุดบันทึกที่จดเวลาที่เราทำงานจริงๆ และอีกชุดที่เราจะแสดงให้สำนักงานมาตรฐานแรงงานดู. หน้าที่หนึ่งของคุณ ในฐานะคนงานกะดึกก็คือ การปลอมชั่วโมงทำงานของพนักงานทุกคน. คุณอาจจะทำงานมาทั้งสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด และคุณก็เขียนลงไปว่า คุณเพิ่งมีวันหยุดมาสามวัน.”

 

ถอดความบางส่วนจาก Japan’s Suicide Salarymen Are Dying For Work ใน VICE โดย @sambobclements / แชร์มาจาก @onlyying

SCB – Looking-Good Governance

“ธรรมภิบาล พีอาร์” โดนแล้วจ้า

รายงานจากอารยชน โดยศรศิลป์เจ้าเก่า:

เช้าวันที่ 18 ม.ค. 2551 หลังผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ไม่กี่สัปดาห์ สหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ได้นำชาวพนักงาน ธ.ไทยพาณิชย์ หลายร้อยคนจัดชุมนุมประท้วงความอยุติธรรม “ธรรมาภิบาลจอมปลอม” ของฝ่ายบริหาร

ขบวนกองหน้าของพี่น้องปกคอขาวชาว ธ.ไทยพาณิชย์ หลายร้อยคนก่อการลุกขึ้นสู้ ด้วยการแจกเอกสารและชูป้ายข้อความต่าง ๆ ประท้วงเปิดโปงเล่ห์กลธรรมาภิบาลจอมปลอมของฝ่ายบริหาร “ปืศาจคาบคัมภีร์” ชาวสหภาพที่พลีตนเป็นกรวดหินดินทรายเพื่อปูทางสู่ความยุติธรรมได้ชี้ชัดให้ เห็นภาพที่แท้จริง ซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังการประโคมโหมโฆษณา “เศรษฐกิจพอเพียง” “ธรรมาภิบาลร้อยปี” และหลักจริยธรรมธรรมนานับประการของฝ่ายบริหารธนาคาร ที่ใช้ปกปิดกมลสันดานแบบทุนที่ละโมบอย่างสุดขั้ว เหยียดมนุษย์อื่นเป็นเพียงแค่ตัวเลขค่าใช้จ่ายในบัญชีทางการเงิน

พี่น้องปกคอขาวชาวสหภาพไทยพาณิชย์เปิดโปงว่า พนักงานส่วนข้างมากไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งในด้านเงินเดือน สวัสดิการ และโบนัส ทั้งที่ธนาคารมีกำไรปีละหลายหมื่นล้านบาท ในขณะที่ฝ่ายบริหารเพิ่มเงินเดือนตนเองจนสูงลิ่ว ทำให้องค์กรธนาคารถูกถ่างกว้างด้วยความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และนำไปสู่การแบ่งชนชั้นภายในองค์กรอย่างรุนแรง นอกจากนั้น ฝ่ายบริหารยังจัดการการงานในองค์กรด้วยวิธีเผด็จการ ไม่รับฟังความเดือดร้อนของพนักงานทั่วไปซึ่งได้รับผลจากนโยบายต่าง ๆ ของฝ่ายบริหาร เช่นการโยกย้ายฝ่ายสินเชื่อ บัญชี และฝ่ายอื่น ๆ ที่คิดเป็นจำนวนพนักงานกว่าหนึ่งพันคนไปยังสำนักงานชิดลมอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดความเดือดร้อนอลหม่านในหมู่พนักงาน ทั้งในการเดินทางไปกลับที่ทำงานและการรับส่งบุตรหลานไปสถานศึกษา อีกทั้งยังบิดพลิ้วสัญญาที่จะเพิ่มค่าเดินทางให้ตามที่เคยป่าวร้องไว้เมื่อ หกเดือนที่แล้ว

อ่านต่อ: ศรศิลป์, พี่น้องปกคอขาวไทยพาณิชย์ ลุกขึ้นเปิดโปงธรรมาภิบาลจอมปลอม, อารยชน, 20 ม.ค. 2551

เกี่ยวข้อง: ศรศิลป์, ขอต้อนรับการสถาปนาองค์กรของพี่น้องคนงานโฮยาลำพูน, อารยชน, 18 ม.ค. 2551

[ ลิงก์: สหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์ ]

technorati tags:
,
,