โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลาง วงโคจรไม่ได้เป็นวงกลม และ “วิทยาศาสตร์แย่ๆ” แบบ epicycle

วันก่อนโพสต์ในเฟซ เรื่องการพูดว่าโลกกลมเคยเป็นความผิด (ในเซนส์ว่าอะไรที่เราคิดว่าผิดหรือผิดกฎหมายตอนนี้ มันอาจจะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกในวันหน้าก็ได้)

มิตรสหายสองสามท่านเลยมาทักว่า เฮ้ย อารยธรรมมนุษย์เรารู้ว่าโลกกลม (จากการสังเกตธรรมชาติ) มาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยกรีกแล้ววววว (แม้ความรู้นี้จะไม่ได้แพร่กระจายอย่างสม่ำเสมอและมีช่วงหายๆ ไปบ้างในยุคกลางในพื้นที่หลุมดำของอารยธรรมตะวันตกอย่างสเปน) ไอ้ที่เป็นความผิด แล้วศาสนจักรจะเล่นงานน่ะ เป็นเรื่อง ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (heliocentric) ต่างหาก (เพราะมันไปขัดกับการตีความข้อความในไบเบิลที่เขียนว่าโลกนั้นไม่เคลื่อนที่)

ว่าง่ายๆ ว่าผมพูดผิดน่ะแหละ ซึ่งก็ผิดจริงๆ -/\-

เลยไปค้นดูหน่อย ก็พบว่า ทฤษฎีที่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบดวงดาวบนท้องฟ้านี่ จริงๆ ก็ถูกเสนอมาตั้งแต่สมัยกรีกเหมือนกัน แต่ก็หายๆ ไป จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่โคเปอร์นิคัสมาเสนอโมเดลคณิตศาสตร์ ว่ามันทำงานยังไง (บนฐานของข้อมูลที่สังเกตได้จากหอดูดาวในเวียนนา คือช่วงนี้วงการดารา-โหราศาสตร์มันเริ่มก้าวหน้าละ มีเครื่องมือให้สังเกตได้มากขึ้น)

ความสำคัญของโมเดลคณิตศาสตร์ที่โคเปอร์นิคัสคิดขึ้นมาก็คือ มันทำให้ ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ได้เป็นเพียง “การพินิจพิเคราะห์ทางปรัชญา” (philosophical speculation) อีกต่อไป แต่กลายสถานะเป็น “ดาราศาสตร์ที่ใช้เรขาคณิตและมีพลังในเชิงพยากรณ์” (predictive geometrical astronomy)

เอาจริงๆ โมเดลของโคเปอร์นิคัสก็ไม่ได้ทำนายการโคจรของดวงดาวได้แม่นยำกว่าโมเดลของระบบที่มีโลกเป็นศูนย์กลางของปโตเลมี ในเชิงพยากรณ์ทั้งสองโมเดลนั้นมีพลังพอๆ กัน เพียงแต่โมเดลของโคเปอร์นิคัสนั้น “เรียบง่ายกว่า” และ “ทั่วไปกว่า”

ในเรื่องความ “เรียบง่ายกว่า” นี้ ต้องอธิบายถึงสิ่งที่เรียกว่า “epicycle” ก่อน

ในโมเดลของทั้งปโตเลมีและโคเปอร์นิคัส วงโคจรของดวงดาวนั้นเป็นวงกลม – ที่ต้องเป็นวงกลมนี่ก็ไม่ใช่อะไร เพราะมันจากคติที่ว่าเทหวัตถุบนท้องฟ้าที่พระเจ้าสร้างนี่มันต้องมีลักษณะ uniform และวงกลมมันก็ uniform สุดแล้ว – คือ “นักวิทยาศาสตร์” สมัยนั้นยังไงก็ยังอยู่ในอิทธิพลความคิดของศาสนา เวลาพูดถึงวัตถุบนท้องฟ้าก็ยังใช้คำว่า “สวรรค์” กันอยู่เลย โมเดลคณิตศาสตร์อะไรต่างๆ นี่มันก็มาการพยายามหาว่าพระผู้สร้างสร้างอะไรที่มัน “สมบูรณ์แบบ” อย่างนี้มาอย่างไร

แต่ทีนี้ พอใช้วงโคจรเป็นวงกลม ตำแหน่งของดวงดาวและความเร็วในการโคจรที่ได้จากโมเดลเรขาคณิต มันไม่ค่อยตรงกับข้อมูลที่สังเกตได้จากโลก

วิธีหนึ่งที่นักดารา-โหราศาสตร์สมัยก่อนพยายามแก้ปัญหานี้ ก็คือการเสนอว่า จริงๆ จุดศูนย์กลางของวงโคจรที่ดาวต่างๆ หมุนรอบโลกน่ะ มันไม่ได้อยู่ที่โลกเป๊ะๆ หรอก แต่อยู่ห่างจากโลกไปนิดหนึ่ง เรียกจุดนี้ว่าจุด eccentric (ภาษาไทยเหมือนจะใช้คำว่า “จุดเยื้องศูนย์”)

แต่จุดเยื้องศูนย์มันก็ดูจะใช้ได้ดีเฉพาะกับการโคจรของดวงอาทิตย์รอบโลกเท่านั้น แต่ยังอธิบายข้อมูลความเร็วการโคจรของดาวเคราะห์อื่นๆ ไม่ได้

ก็เลยมีการเสนอแนวคิดเรื่อง “epicycle” ขึ้นมา เพื่อทำให้การโคจรเป็นวงกลมในโมเดลมันอธิบายได้ว่า ทำไมความเร็วในการโคจรของดวงดาวต่างๆ ที่สังเกตได้จากโลก จึงไม่คงที่ เดี๋ยวเคลื่อนเร็ว เดี๋ยวเคลื่อนช้า

คนเสนอแนวคิด epicycle นี้ คือฮิปปาร์คัส ซึ่งเขาก็เป็นคนประมาณค่าระยะห่างระหว่างจุด eccentric กับจุดศูนย์กลางโลกไว้ด้วย ที่ 1/24 ของรัศมีวงโคจรของดวงอาทิตย์รอบโลก

epicycle เป็นวงโคจรวงกลมเล็ก ที่อยู่บนวงโคจรหลักที่เป็นวงกลมใหญ่ (deferent) ที่ดวงดาวจะหมุนรอบอีกที (นึกถึงไม้บรรทัดที่มีวงๆ ให้เอาดินสอไปจิ้มหมุนๆ น่ะครับ ตอนเด็กๆ ใครเคยเล่นมั่ง)

แต่ epicycle เองเพียงลำพัง ก็อธิบายได้เพียงความเร็วที่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก แต่อธิบายไม่ได้อยู่ดีถึงความเร็วของดาวเคราะห์ที่หมุนรอบโลกช้าเร็วไม่เท่ากันในแต่ละช่วงของวงโคจร

ปโตเลมีเป็นผู้แก้ปัญหานี้ ด้วยการเสนอสิ่งที่เรียกว่า “equant” ซึ่งเป็นจุดที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของจุด eccentric อยู่ตรงข้ามกับจุดศูนย์กลางโลก และห่างจากจุด eccentric เท่ากับจุดศูนย์กลางโลก

ในโมเดลของปโตเลมี ดาวเคราะห์หนึ่งๆ จะอยู่ห่างจากจุด eccentric เท่าๆ กันเสมอไม่ว่าเวลาใด และจะมีความเร็วมุมเมื่อวัดจากจุด equant เท่าๆ กันเสมอไม่ว่าเวลาใด ในแง่นี้ปโตเลมีจึงถือว่าโมเดลยังมีความ uniform

Eccentrics, Deferents, Epicycles, and Equants
โลก, จุด eccentric, จุด equant, และวงโคจร deferent กับ epicycle ของดาวเคราะห์

ปัญหาของ epicycle ก็คือ ยิ่งเราต้องการปรับให้โมเดลมันเข้าใกล้ข้อมูลที่สังเกตได้มากเพียงใด ก็จำเป็นต้องเพิ่ม epicycle เข้าไปในโมเดลมากขึ้นๆ จนคำนวณได้ยากมาก

การเอาศูนย์กลางของโมเดลไปเป็นดวงอาทิตย์แทนโลก ทำให้โคเปอร์นิคัสสามารถลด epicycle ลงไปได้จำนวนหนึ่ง ทำให้โมเดลของโคเปอร์นิคัสมีความ “เรียบง่ายขึ้น” เมื่อเทียบกับโมเดลของปโตเลมี (ไม่ต้องยุ่งกับ equant แล้ว)

ระบบแบบปโตเลมี
ระบบแบบปโตเลมี ที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง วงกลมสีฟ้าคือ epicycle
ระบบแบบโคเปอร์นิคัส
ระบบแบบโคเปอร์นิคัส ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง วงกลมสีฟ้าคือ epicycle

อย่างไรก็ตาม การที่โคเปอร์นิคัสตัดจุด equant ออกจากโมเดล ด้วยการแทนที่มันด้วย epicycle อีกชุด ก็ทำให้จำนวน epicycle ในโมเดลทั้งสองแบบ ทำไปทำมามีพอๆ กัน (โคเปอร์นิคัสมองว่าการมีจุด equant นั้นไม่สมเหตุสมผลกับแนวความคิดที่ว่าสวรรค์นั้นมีความสมบูรณ์ตามคติแบบอริสโตเติล)

นักดารา-โหราศาสตร์ในสมัยนั้นที่ใช้โมเดลดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางตามโคเปอร์นิคัส บางส่วนก็เลยยังใช้จุด equant แบบปโตเลมีอยู่ เพราะมันคำนวณง่ายกว่า

สิ่งนี้ทำให้ในทางคณิตศาสตร์ สำหรับการโคจรของดาวแต่ละดวง เราฟันธงไม่ได้ชัดเจนว่าโมเดลแบบโคเปอร์นิคัสหรือปโตเลมีดีกว่ากัน อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม โมเดลของโคเปอร์นิคัสก็ก้าวหน้าหน้ากว่าของปโตเลมี เพราะในโมเดลของปโตเลมี ดาวแต่ละดวงต้องใช้โมเดลเฉพาะของตัวเอง แต่ในโมเดลของโคเปอร์นิคัส เราใช้โมเดลเดียวอธิบายดาวได้ทุกดวง คือมีลักษณะ “ทั่วไปกว่า”

ระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางมาได้รับการยอมรับและความนิยมมากกว่าระบบโลกเป็นศูนย์กลางจริงๆ ก็หลังจากที่ โยฮันเนส เคปเลอร์ ได้ปลดล็อกเรื่องความเร็วที่ไม่คงที่ในการโคจร ด้วยการเสนอว่า เฮ้ย ดาวมันไม่ได้โคจรเป็นวงกลม มันโคจรเป็นวงรีต่างหาก พอคิดได้ดังนี้ epicycle กับ equant ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ทำให้การคำนวณพยากรณ์ตำแหน่งดวงดาวซับน้อยลงและแม่นยำขึ้นกว่าเดิมมาก

การที่ดาวเคราะห์โคจรเป็นวงรีรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ที่จุดโฟกัสจุดหนึ่งในสองจุดของวงรี ทำให้โมเดลเคปเลอร์สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมดาวเคราะห์จึงมีความเร็วในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน โดยข้อที่ 2 ของกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์ระบุว่า “เส้นตรงที่เชื่อมระหว่างดาวเคราะห์กับดวงอาทิตย์กวาดพื้นที่เท่า ๆ กันในระยะเวลาเท่ากัน” ซึ่งหมายความว่าดาวเคราะห์เมื่ออยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จะโคจรเร็วขึ้น (เพื่อให้กวาดพื้นที่ได้มากขึ้นชดเชยกับความยาวของเส้นตรงดังกล่าวที่สั้นลง)

กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์
วงโคจรที่เป็นวงรีของดาวเคราะห์สองดวง

กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์ (Kepler’s laws of planetary motion) นี้ เป็นพื้นฐานของกฎความโน้มถ่วงสากลของนิวตัน (Newton’s law of universal gravitation) ในเวลาต่อมา

ทุกวันนี้ คำว่า “epicycle” เป็นสแลง หมายถึงการพยายามจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่างด้วยการเพิ่มสิ่งที่เป็นปัญหาเข้าไปอีก หรือในบริบททางวิทยาศาสตร์จะหมายถึงการไปบิดไปปรับทฤษฎีให้มันเข้ากับข้อมูลที่มี

นอร์วูด แฮนสัน พิสูจน์ให้เห็นในบทความ The Mathematical Power of Epicyclical Astronomy (1960) [JSTOR] ว่า วงโคจรแบบ epicycle บน deferent นี่สามารถ “วาดรูปอะไรก็ได้” (ใกล้เคียงมากๆ) ขอให้เส้นมันต่อเนื่องและวนซ้ำ (ลองกดดูคลิปข้างล่าง แล้วจะทึ่ง)

The Mathematical Power of Epicyclical Astronomy
ภาพจากบทความ The Mathematical Power of Epicyclical Astronomy ของ Norwood Russell Hanson (1960)

จบโพสต์ด้วยการขอบคุณมิตรสหายที่กล่าวถึงในตอนต้น ถ้าไม่ทักมาว่าโพสต์ผิด ก็จะไม่ได้อ่านสิ่งเหล่านี้ ถือว่าโชคดีที่ทำอะไรผิดพลาดทำอะไรโง่ๆ ขึ้นมาก็ยังมีคนไม่เหนื่อยหน่ายและยังเตือนกัน เลยได้อ่านเพิ่มไปอีก สนุกดี และเป็นข้ออ้างไม่ทำงานที่ควรจะรีบทำให้เสร็จ ถถถถ

—-
ข้อมูลส่วนใหญ่จาก Eccentrics, Deferents, Epicycles, and Equants และวิกิพีเดีย

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก)

อยากให้ใครอยู่ในแบงก์?

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ในสกอตแลนด์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ “เพนิซิลลิน”

การจะเลือกบุคคลสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งไปอยู่ในธนบัตร เราคงเดากันได้ไม่ยากว่า คนเหล่านั้นจะต้องมีความสำคัญกับประเทศหรือดินแดนนั้นมากแน่ จึงได้รับเลือกไปอยู่ในสิ่งของที่คนเกือบทุกคนใช้กันอยู่เกือบทุกวัน

สำหรับประเทศที่เคยผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการ กลุ่มผู้นำการปฏิวัติก็มักจะถูกเลือกมาอยู่บนธนบัตร ในประเทศที่มีกษัตริย์ รูปกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมักจะถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศหลายดินแดนที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ญี่ปุ่น สเปน (ก่อนจะใช้เงินยูโร) อังกฤษและเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ ที่บุคคลบนธนบัตรเป็นบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดยเป็นบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีให้กับประเทศหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปรัชญา กวี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ (ไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ ใช้สกุลปอนด์สเตอร์ลิงเหมือนอังกฤษและเวลส์ แต่พิมพ์ธนบัตรเอง แยกต่างหากจาก Bank of England)

สกุลเงินยูโรน่าจะเป็นสกุลเงินเดียวที่ธนบัตรและเหรียญไม่มีรูปบุคคลเลย ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ ที่จะเลือกสิ่งที่ทุกประเทศในยูโรโซนสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปได้ จึงไปใช้รูปสถาปัตยกรรมแทน โดยสถาปัตยกรรมเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริง แต่วาดขึ้นใหม่ให้มีรูปแบบที่พอจะทำให้นึกถึงสิ่งปลูกสร้างคล้าย ๆ กันในท้องที่ต่าง ๆ ของยุโรป โดยไม่เจาะจงกับประเทศใดประเทศหนึ่ง

เมื่อวันสองวันก่อน เพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่งลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเมืองไทยจะลองออกธนบัตร อาจจะเป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพิเศษ เราจะลองเลือกใครมาอยู่ในธนบัตรได้บ้าง ขอเอามาแปะต่อ :

ชุด “ชาวต่างชาติที่ร่วมพัฒนาสยาม” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่าง ๆ

ชุด “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองรัฐธรรมนูญหรือวันชาติ 24 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นในวาระวันเกิดของแต่ละคนก็ได้

ใครสนใจ ลองดูต่อได้ที่วิกิพีเดีย: รายชื่อบุคคลในธนบัตรของประเทศต่าง ๆ

(โพสต์ไปไม่ทันไร มีคนบอกว่า จะเอา “หลินปิง”!!!)

ปรีดี พนมยงค์: “ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร” และ “การแก้ไขวิกฤตประเทศไทย”

นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 50 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย

คลิปเสียง 1, คลิปเสียง 2 จาก Thai E-News

ปรีดี : ผมก็พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง นั่งรถไปทัศนาจรบริเวณใกล้ ๆ บ้าง เขียนหนังสือหรือบทความบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารทั้งของไทยและของต่างประเทศ ฟังวิทยุกระจายเสียงและดูโทรทัศน์บ้าง โดยเฉพาะผม เป็นแฟนของข่าวบีบีซีมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งตอนอยู่ในประเทศจีน และระหว่างอยู่ในฝรั่งเศสนี้ ก็ฟังวิทยุบีบีซี ทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสในตอนเช้าและภาคภาษาอังกฤษในตอนกลางคืนอีก แต่ภาคภาษาไทยฟังไม่ได้เพราะบีบีซี ส่งข้ามไปภาคตะวันออกไกลเสีย

ผู้สื่อข่าวบีบีซี : ผมอยากจะขอความกรุณาให้ท่านมองย้อนหลัง เรื่องประชาธิปไตยในเมืองไทย ในฐานะที่เป็นผู้ก่อการจะได้มั้ยครับ

ปรีดี : ได้ครับ ในฐานะผู้ก่อการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ผมมองย้อนหลังดังต่อไปนี้ ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร 2 ประเภท คือความผิดพลาดบกพร่องที่เหมือนกับทุก ๆ ขบวนการเมือง และความผิดพลาดของคณะราษฎรโดยเฉพาะ

ในส่วนที่ว่าเหมือนกับทุกขบวนการก็คือ ความขัดแย้งภายในขบวนการเมืองทุกคณะพรรคการเมือง ที่ต่อสู้ระหว่างกันตามวิถีทางรัฐสภานั้น ก็มีความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ๆ แม้ว่าคณะพรรคใดได้อำนาจรัฐแล้วก็ดี แต่ความขัดแย้งภายใน ณ พรรคนั้นก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงปรากฏว่าคณะพรรคมากหลาย ได้มีการแตกแยกออกเป็นหลายส่วน หรือสลายไปทั้งคณะพรรค ส่วนคณะพรรคหรือขบวนการที่ใช้วิธีต่อสู้ทางอาวุธนั้น ก็ปรากฏความขัดแย้งและการแตกแยกทำนองเดียวกันดังกล่าวข้างบนและประวัติศาสตร์แห่งสมัยระบบศักดินาแห่งมนุษยชาตินั้น เคยมีตัวอย่างที่คณะบุคคลหนึ่ง ใช้วิธีต่อสู้ทางอาวุธต่อผู้ครองอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว ภายในคณะพรรคนั้นเอง ก็มีบุคคลที่มีความโลภและความริษยา ซึ่งเกิดจากรากฐานแห่งความเห็นแก่ตัวขนาดหนักนั้น ใช้วิธีทำลายคนในคณะเดียวกัน เพื่อตนคนเดียวได้เป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทั้งหลาย หรือที่เรียกว่า Egocentrism

ส่วนจุดอ่อนของคณะราษฎรโดยเฉพาะนั้น ก็แบ่งออกได้เป็น 4 ประการด้วยกันคือ

ประการที่ 1 ขาดการศึกษาถึงกฎแห่งความขัดแย้งในขบวนการเมือง และตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้สมาชิกส่วนมากขาดความระมัดระวัง ต่อการที่สมาชิกจำนวนหนึ่งฟื้นซากทัศนะเผด็จการทาสศักดินา ซึ่งเป็นการโต้อภิวัฒน์ หรือ Counter Revolution ต่อการอภิวัฒน์ ซึ่งตนเองได้เคยพลีชีวิตร่วมกับคณะ

ประการที่ 2 คณะราษฎรคิดแต่เพียงเอาชนะทางยุทธวิธี ในการยึดอำนาจรัฐถะเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบว่าจะรักษาชัยชนะไว้ได้อย่างไร จึงจะไม่ถูกการโต้อภิวัฒน์ ซึ่งจะทำให้ชาติต้องเดินถอยหลังเข้าคลอง

ประการที่ 3 นอกจากท่านหัวหน้าคณะราษฎร 3 ท่าน คือพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ มีความรู้ความชำนาญการทหาร สามารถนำคณะยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว ส่วนสมาชิกหลายคน แม้มีความรู้ทางทฤษฎี เกี่ยวกับการสถาปนาประเทศ แต่ก็ขาดความชำนาญในการปฏิบัติและขาดความชำนาญในการติดต่อกับราษฎรอย่างกว้างขวาง อาทิ “ผม” เป็นต้น

ประการที่ 4 การเชิญท่านข้าราชการเก่ามาร่วมบริหารประเทศนั้น ผมหวังให้ท่านเหล่านั้นก้าวหน้ามากเกินไปกว่าที่ท่านจะทำได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ในขบวนการอภิวัฒน์ ถึงกับมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญถาวร ฉบับ 10 ธันวาคม 2475

ส่วนเหตุที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ยังไม่เกิดขึ้นแท้จริงจนทุกวันนี้ ผมขอตอบว่า แม้คณะราษฎรมีจุดอ่อนหลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่จุดอ่อนดังกล่าวได้ทำให้ ระบบประชาธิปไตยล่าช้าไปถึงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เท่านั้น ที่ผมตอบเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นความที่ผมต้องการแก้ตัว แต่ได้กล่าวตามหลักฐานแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านพิจารณาดังนี้คือ

ก. คณะราษฎรได้ต่อสู้ความขัดแย้งภายในคณะ และการโต้อภิวัฒน์จากภายในคณะและจากภายนอกคณะมาหลายครั้งหลายหน และคณะราษฎรเองได้ปฏิบัติตามหลักทุกประการของคณะราษฎรที่ได้ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ให้สำเร็จไปก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 อันเป็นวันที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทั้ง 6 ประการนี้ ซึ่งได้แก่ ความเป็นเอกราชสมบูรณ์ การให้ความปลอดภัยในประเทศ การดำรงความสุขของราษฎรในทางเศรษฐกิจ การให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน การให้ราษฎรมีเสรีภาพและความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักดังกล่าวข้างต้น และให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ในแง่ของรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 ได้บัญญัติขึ้นตามวิธีการที่บัญญัติไว้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งเป็นแม่บท ท่านผู้มีใจเป็นธรรมโปรดพิจารณาหลักฐานประวัติศาสตร์ระบบรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นได้ว่าถูกต้องสมบูรณ์ และในสาระก็เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะได้ยกเลิกบทเฉพาะกาล ที่ให้มีสมาชิกประเภทที่ 2 ที่ได้รับการแต่งตั้ง

ข. ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหาร ได้ยึดอำนาจรัฐ ล้มระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ ที่ได้สถาปนาขึ้นโดย รัฐธรรมนูญฉบับ 9 พฤษภาคม 2489 ครั้นแล้ว คณะรัฐประหาร ได้สถาปนารัฐธรรมนูญที่มีฉายาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2490 — อันเป็นโมฆะ ทั้งรูปแบบแห่งกฎหมายและในสาระสำคัญของระบบประชาธิปไตย ซึ่งผมได้กล่าวชี้แจงไว้ในหลายบทความแล้ว

อาทิ กรมขุนชัยนาท พระองค์เดียว ไม่มีอำนาจลงพระนามแทนคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม อ้างตำแหน่งผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็เป็นโมฆะ เพราะเป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหารตั้งให้ มิใช่เป็นรัฐมนตรีซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ

ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม ได้บัญญัติให้วุฒิสภา ซึ่งสมาชิกเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง มิใช่โดยการเลือกตั้งของราษฎร จึงมิใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์เหมือนดั่งรัฐธรรมนูญฉบับ 9 พฤษภาคม 2489

รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มดังกล่าว ได้เป็นแม่บทให้รัฐธรรมนูญอีกหลาย ๆ ฉบับต่อ ๆ มา ซึ่งวุฒิสมาชิกได้รับแต่งตั้ง และบางครั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ ส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการแต่งตั้ง หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับในปัจจุบันนี้เรียกระบบปกครองเช่นนั้นว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

ผู้สื่อข่าวบีบีซี : ท่านก็ได้กล่าวถึงอดีตมาแล้ว ผมใคร่ขอเรียนถามถึง อนาคตเมืองไทยในระยะข้างหน้านี้ว่า ท่านเห็นว่ามีปัญหาที่สำคัญอย่างไรบ้าง

ปรีดี : ผมเห็นว่าอนาคตของประเทศไทยในระยะนี้ประสบวิกฤตการณ์หลายประการ ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยการพัฒนาสาระสำคัญ 4 ประการของสังคมประกอบกัน คือ

1. พัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคม ให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตย เศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคมที่มิใช่เศรษฐกิจประชาธิปไตยนั้น ย่อมเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อันทำให้ประชาชนอัตคัดขัดสน ซึ่งเป็นการทำให้รากฐานของสังคมระส่ำระสาย ฉะนั้นมนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มาก เพียงใด เศรษฐกิจที่เป็นรากฐานก็มั่นคงสมบูรณ์มากขึ้นเพียงนั้น

2. พัฒนาการเมืองเป็นการเมืองประชาธิปไตย สมานกับรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองที่ตั้งอยู่บนความนึกคิดที่เลื่อนลอย ย่อมมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคม ทำให้รากฐานนั้นระส่ำระสายและเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นมนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาการเมืองให้ตั้งอยู่บนรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มากเพียงใด ก็จะเป็นการเมืองประชาธิปไตยมากขึ้นเพียงนั้น และจะมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคมให้มีความมั่นคงสมบูรณ์ มากขึ้นเพียงนั้น

3. พัฒนาคติธรรมของมนุษย์ ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย บุคคลที่ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยก็ไม่อาจปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยและการเมืองประชาธิปไตยได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาคติธรรมของบุคคล ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักนำบุคคล ให้มีจิตใจประชาธิปไตย ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และการเมืองประชาธิปไตย มิฉะนั้นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองก็จะเกิดขึ้น

4. พัฒนาวิธีประชาธิปไตยในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ระบบเผด็จการนาซีของฮิตเลอร์ ระบบเผด็จการของคณะนายพลญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นซากตกค้างมาจากระบบเผด็จการทาสศักดินา อันเป็นระบบที่นำชาติไปรุกรานชาติอื่น ผลที่ปรากฏคือ ระบบเผด็จการดังกล่าวได้นำชาติไปสู่ความหายนะ ฉะนั้นเพื่อพัฒนาสังคมไทยให้มีรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองประชาธิปไตย จิตใจ และคติธรรมประชาธิปไตยดังกล่าวแล้วนั้น ก็จำต้องพัฒนา “วิธี” ประชาธิปไตย ในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย มิฉะนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวิธีพิทักษ์สังคมที่เป็นเผด็จการหรือที่ไม่เป็นประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง กับเศรษฐกิจการเมือง คติธรรม ที่เป็นประชาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง วิกฤตการณ์ในสังคมก็เกิดขึ้นทุก ๆ ด้าน และอาจทำให้ชาติเสียความเป็นเอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ โดยเฉพาะยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคปรมาณูนั้น ถ้าใช้วิธีพิทักษ์ชาติซึ่งไม่ใช่วิธีประชาธิปไตยแล้ว ชาติก็อาจประสบอันตรายจากไฟบรรลัยกัลป์ แห่งศาสตราวุธนิวเคลียร์ ศาสตราวุธนิวตรอน ศาสตราวุธเคมี ศาสตราวุธชีววิทยา และศาสตราวุธนอกมาตรฐานและในมาตรฐานชนิดอื่น

ในที่สุดนี้ผมขออวยพรให้พี่น้องประชาชนชาวไทย และมวลมนุษย์ทั้งหลาย ประสบความสุขสวัสดี และปลอดภัยจากภยันตราย จากสงครามนิวเคลียร์ และศาสตราวุธร้ายแรงที่กำลังคุกคามอยู่นั้นเถิด.

source: KonThaiUK.info, InternetFreedom.US

แอนิเมชัน – ประวัติศาสตร์ของอินเทอร์เน็ต

แอนิเมชันเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต

มันไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้นโดยนักประดิษฐ์คนเดียวหรือกลุ่มเดียว แต่เกิดจากความพยายามในการสร้างเครือข่ายเพื่องานวิทยาศาสตร์ ความมั่นคง และเชิงพาณิชย์ ในศูนย์วิจัยต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ต่างคนต่างทำ ด้วยจุดประสงค์แตกต่างกัน เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละคนก็เรียนรู้แนวคิดของกันและกัน สร้างมาตรฐานที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ และเครือข่ายต่าง ๆ ก็เชื่อมต่อกัน และกลายเป็นอินเทอร์เน็ต

แนวคิดการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ได้รับการสนับสนุนโดยโครงการ ARPANET (สหรัฐอเมริกา)

แนวคิด packet-switching ถูกสร้างขึ้นที่ National Physical Laboratory (สหราชอาณาจักร) (พร้อม ๆ กับที่ห้องปฏิบัติการอื่น ๆ) เพื่อหลีกเลี่ยงความคับคั่งของเครือข่าย

แนวคิด distributed computer network ถูกสร้างขึ้นศูนย์วิจัย RAND เพื่อให้มันใจว่าระบบจะยังทำงานแม้โหนดจำนวนหนึ่งในเครือข่ายจะทำงานไม่ได้

แนวคิด inter-networking (การเชื่อมต่อของเครือข่ายกับเครือข่าย) และแนวคิดการส่งผ่านข้อมูลโดย physical layer ถูกสร้างขึ้นในโครงการ CYCLADES (ฝรั่งเศส) ที่ Institut de Recherche d’lnformatique et d’Automatique (ปัจจุบันคือ INRIA)

เทคโนโลยีจาก ARPA ถูกสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ International Telecommunication Union (ITU) นำไปใช้สร้างมาตรฐาน X.25 มาตรฐานนี้ถูกนำไปใช้โดยเครือข่ายต่าง ๆ เช่น SERCnet ซึ่งเป็นเครือข่ายระหว่างสถานศึกษาและหน่วยงานวิจัยในสหราชอาณาจักร (ต่อมาเป็น JANET), International Packet Switched Service (IPSS) ถูกสร้างโดยความร่วมมือของ British Post Office, Western Union International และ Tymnet เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์, เครือข่ายสาธารณะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปโทรศัพท์เข้าไปใช้ อย่าง CompuServe, America Online, Prodigy ก็เกิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีนี้ รวมไปถึง FidoNet

OSI model (Open Systems Interconnection model) ถูกสร้างขึ้นโดย ISO และโปรโตคอล TCP, IP, และเทคโนโลยีต่าง ๆ จากโครงการต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ก็ถูกเอามาประกอบกันในโมเดลนี้ แล้วในที่สุด เครือข่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เชื่อมต่อกัน กลายมาเป็นอินเทอร์เน็ตอย่างทุกวันนี้

ไอคอนต่าง ๆ ในแอนิเมชันข้างบน เอามาจากโครงการ PICOL – PIctorial COmmunication Language ไอคอนสำหรับงานสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ได้ฟรี – เป็นครีเอทีฟคอมมอนส์

via Thai Netizen Network facebook

history and mobility, the mobile personal and the mobile phone

โพสต์รูปเก่า ๆ ลงเฟซบุ๊ก มีเพื่อนคนนึง ว่ารูปนี้ถ่ายจากกล้องอะไร สีสวยดี

มันคือกล้องของมือถือ Sony Ericsson K700i ผมก็ชอบสี ชอบ ‘เกรน’ ของมันด้วย

ผมมีชีวิตช่วงหนึ่งที่ผูกพันกับมือถือเครื่องนี้

จำได้ว่าซื้อมันหลังส่ง dissertation อะไรประมาณนี้ อยากได้มาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อ
พอดีที่ชาร์จมือถือเครื่องเก่าสายมันขาดพอดี ถูกเก้าอี้ในห้องแล็บคอมทับกระจุย
ก็เลยถือโอกาสซื้อเลย

อยากซื้อของแก้เครียดด้วย เป็นอีกเหตุ จำได้ว่าช่วงใกล้ ๆ กันก็ซื้อรองเท้าด้วย
ผ้าใบ Diesel ที่ลดราคาเหลือ 25 ปอนด์ คู่ที่ใส่อยู่ตอนนั้นมันเจ๊งมาก ๆ แล้ว และหน้าหนาวกำลังจะมา

K700i เครื่องนี้เป็นหลายอย่าง

มันถือเป็นกล้องดิจิทัลตัวแรกในรอบสองสามปีนั้นของผม
(ก่อนหน้านี้มีตัวนึง พี่ ๆ ที่ Sun ซื้อให้เป็นของขวัญ แต่โดนงัดจากรถไป พร้อม ๆ กับโน๊ตบุ๊ก โลโม ซาวนด์เบาท์ และปาล์ม!)

มันเป็นวิทยุและเครื่องเล่น mp3
ผมฟังมันบนรถไฟ ฟังมันตอนเดินไปไหนต่อไหน บางทีก็ตอนล้างจานในร้านนี่แหละ

มันเป็นมือถือเครื่องแรกของผมด้วยมั้ง ที่รัน J2ME ได้
ผมทดลองเอา LekLekDict มาโมเป็น WeeDict ก็บนมือถือเครื่องนี้แหละ

แน่นอน มันเป็นโทรศัพท์ด้วย
ผมโทรกลับเมืองไทยบ่อย ๆ ในช่วงนั้น ด้วยโทรศัพท์เครื่องนี้

จะถือว่ามันเป็นมือถือในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ได้

ผมซื้อมันที่เอดินบะระ หลังส่ง dissertation
แล้วก็ย้ายบ้านทีนึง มาอยู่ใกล้ ๆ กับต้นถนน Leith Walk ผมทำ WeeDict ที่บ้านนี้

แล้วก็ย้ายออกจากเอดินบะระ มาอยู่กะญาติที่ลอนดอนพักนึง ระหว่างรอตอบรับสมัครงานและทุนต่าง ๆ
ช่วงนี้มันทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่น mp3 และโทรศัพท์อย่างหนัก รวมถึงเกมเทนนิสด้วย

ลอนดอนช่วงนั้นที่ผมอยู่ ปลายปี 2004 หนาวมาก ๆ หิมะเยอะจนซึมเศร้า มันเป็นอารมณ์ของการรอคอยล่ะมั้ง หลาย ๆ เรื่อง

ผมรอตอบรับอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งวีซ่าหมด ก็ต้องกลับเมืองไทย ตอนนั้นได้งานที่พอตสดัมแล้ว แต่ต้องรอเอกสารอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่ายังไง รู้แต่มันวุ่นวาย ๆ หน่อยตรงที่ผมต้องไปเดินเรื่องกะสถานทูตเยอรมันในลอนดอน คือกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานมันเริ่มตรงนั้น แล้วตอนแรกนึกว่ามันจะเสร็จก่อนวีซ่ายูเคผมหมดมั้ง แต่ปรากฎว่าไม่ทัน แล้วก็โยกไอ้กระบวนการนั่นกลับมากรุงเทพไม่ได้ด้วย ผมเลยต้องกลับกรุงเทพก่อน แล้วค่อยโผล่ไปลอนดอนอีกรอบ เพื่อเอาใบอนุญาตทำงาน แล้วค่อยไปเบอร์ลินได้ คือวุ่นวายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทึ่มมากเรื่องงานเอกสารต่าง ๆ

เจ้า K700i ก็ไปกับผมด้วย

มันน่าจะได้ไปหลายที่อยู่เหมือนกัน จนผมกลับมากรุงเทพ มันก็ยังใช้การได้ดีอยู่

วาระสุดท้ายของ K700i เครื่องนี้ คือที่หน้าลิฟต์ตึกวิศวะคอม ม.เกษตร คิดว่าน่าจะเป็นวันงาน TLUG ล่ะมั้ง ผมรีบ ๆ ออกมาจากห้อง จะไปอีกที่ มือถือมันก็ตกลงมากระจาย หน้าจอแตก

ตอนแรกว่าจะซ่อม เปลี่ยนจอ ร้านที่มาบุญครองบอกว่าไม่คุ้มหรอก เปลี่ยนเครื่องใหม่ดีกว่า ผมก็ลังเล ชั่งใจอยู่นาน คือข้อมูลและเบอร์โทรต่าง ๆ ข้างในก็ยังอยากได้ แต่ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี :p

สุดท้ายก็ซื้อเครื่องใหม่ เป็น Sony Ericsson K510i เลียนแบบ @theniw

ประวัติศาสตร์บุคคล ผ่านโทรศัพท์มือถือ :p

technorati tags:
,
,

(เพื่อ "ภูมิซรอล") [review] ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับยุกติ หนังสือเล่มแรกที่ทุกคนต้องอ่านและวิจารณ์ ก็คือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2544 [2519]).

(ทั้งหมดต้องวิจารณ์สองเล่ม. อีกเล่มนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเล่มไหน, จาก 3-4 เล่มที่ยุกติเลือกมาอีกที, ซึ่งผมเลือก
Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) ตามที่เคยโพสต์แบ่งกันอ่านไว้แล้ว)

ช่วงนี้มีข่าว เรื่องเขมร ๆ โผล่มาบ่อย เริ่มจากการประท้วงของพันธมิตรที่ปราสาทพระวิหาร ตามด้วยเรื่องกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ภูมิซรอล เพราะเป็นคำเขมร :

ควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์

ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลก็ตอกกลับ ให้ไปเปลี่ยนบ้านตัวเองเถอะ ฉันอยู่ของฉันมาดี ๆ จะมายุ่งอะไรชื่อหมู่บ้านฉัน ในข่าวนั้น มีพูดถึง ภาษาส่วย ด้วย

ยังมีความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากมาย เช่นบทความสองชิ้นนี้ :

ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา) โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (Mekong Review) และ

ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนรายสัปดาห์ 25 ก.ค. 2551)

วันนี้เลยเอาตัวที่วิจารณ์ความเป็นมาของคำสยามฯ มาแบ่งกันอ่านด้วย มีเรื่องคำเขมร คำไทย คำส่วย ฯลฯ พวกนี้อยู่บ้าง คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ดาวน์โหลด PDF (196 KB), OpenDocument (27 KB)เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย

จะว่าไปแล้ว รายงานฉบับนี้จะเรียกว่า วิจารณ์ ก็คงจะไม่ถนัดนัก เพราะน่าจะเป็นแค่สรุปเนื้อหาโดยย่อพร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยมากกว่า ส่วนที่เป็นการวิพากษ์จริง ๆ นั้น น้อยมาก. เนื้อหาบางส่วนมีดังนี้ :

ในชื่อของภาคที่หนึ่ง “พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์” ผมไม่แน่ใจว่า จิตรเลือกอธิบายวิธีที่เขาใช้ว่าเป็น นิรุกติศาสตร์ (philology) แทนที่จะเป็น ภาษาศาสตร์ (linguistics) อย่างตั้งใจจะเปรียบต่างกันหรือไม่, ด้วยศาสตร์บางสาขาที่เขาใช้ เช่น สรวิทยา (phonology) นั้นนับเป็นศาสตร์ในภาษาศาสตร์มากกว่า. นิรุกติศาสตร์นั้นสนใจรูปและความหมายของการแสดงออกทางภาษา โดยได้รวมเอาแง่มุมจากสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การตีความอย่างในวรรณกรรมศึกษา และการศึกษาที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างใน ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (historical linguistics) และ ศัพทมูลวิทยา (etymology) มาไว้ด้วยกัน, การใช้คำว่านิรุกติศาสตร์ จึงมีความหมายในทางการศึกษาพัฒนาการเชิงประวัติอยู่ด้วย เป็นการเน้น การศึกษาภาษาผ่านช่วงเวลา (diachronic analysis) เปรียบต่างกับ การศึกษาภาษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (synchronic analysis) ซึ่งถูกทำให้เป็นที่นิยมโดย แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913). เมื่อแนวทาง synchronic analysis อย่างโซซูร์เป็นที่นิยม คำว่า “ภาษาศาสตร์” โดยทั่วไป หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ ก็กลายหมายถึงการศึกษาแบบ synchronic analysis ไปหมด, การใช้คำว่า “นิรุกติศาสตร์” ในยุคหลังจากนั้น จึงเป็นการเน้นความเป็น diachronic analysis.

ตามความเห็นของจิตร ชนชาติที่เจริญกว่าหรือมีฐานะเหนือกว่าทางสังคม มักเรียกชนชาติที่ล้าหลังกว่าหรืออยู่ในอำนาจปกครองด้วยชื่อที่มีความหมายต่ำทรามหรือเหยียดหยามดูถูก ซึ่งการเรียกเหล่านี้ปรากฏออกมาในสองกระแสใหญ่คือ 1) การดูถูกทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์เสมอตน โดยอาจเป็น สัตว์ หรือเป็น อมนุษย์ อย่าง ผี ปีศาจ 2) การดูถูกโดยฐานะทางสังคม คือยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ระดับต่ำกว่า โดยอาจะเป็น ขี้ข้า อย่าง เชลย ทาส หรือเป็น คนป่าเถื่อน ไม่เจริญ มีความผิดปกติไปจากสังคมของตน. เหล่านี้คือชื่อที่ความหมายต่ำทราม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกชนชาติอื่น. ตัวอย่างของการเรียกลักษณะนี้เช่น ชื่อ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกหลายชนชาติ มากจากคำว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นฐานะทางสังคมซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของชนชาติเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง (น. 282-291).

ปฏิกริยาตอบโต้จากชนชาติที่ถูกเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามในสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ปรากฏออกมาให้เห็นในชื่อชนชาติที่เรียกตัวเองว่า 1) เป็นมนุษย์ 2) เป็นมนุษย์ที่เจริญ ซึ่งจิตรจัดให้เป็นความหมายที่ดีงามกระแสที่หนึ่ง. ส่วนกระแสที่สองคือ ชื่อชนชาติที่แสดงความยิ่งใหญ่สูงส่ง ซึ่งอาจเป็น ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองการปกครอง หรือ ความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม. เหล่านี้คือลักษณะของชื่อที่มีความหมายดีงาม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกตัวเอง. ตัวอย่างเช่น นาค “คนแข็งแรง” (น. 257-258), ขมุ “คน”, มระบรี “คนอยู่ป่า”, กะยา “คน” ฯลฯ, หรือการที่ไตหนานเจ้าใช้ตัวอักษร 大 (ไต่, ไต้, ต้า แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มหา) เพื่อติดต่อกับจีนเอง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เทียมจีน (น. 180-183).

เมื่อพิจารณาตามจิตรนี้ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเอง ก็สามารถบอกถึงลักษณะทางสังคมของชนชาตินั้น ในสายตาของชนชาตินั้นเองหรือในสายตาของชนชาติอื่นได้. ส่วนชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกอีกชนชาติหนึ่ง หรือ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเองในภาษาของอีกชนชาติหนึ่ง (เช่นกรณีชื่อที่ไตหนานเจ้าใช้เรียกตัวเองในภาษาจีน) ก็สามารถบอกถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชาติได้.

จิตรอาศัยความรู้ทางสรวิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเสียง อธิบายการเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปของคำ โดยอธิบายว่าแต่ละชนชาติก็ปรับการออกเสียงให้เข้ากับลิ้นของตน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่ทำได้-ทำไม่ได้อยู่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเสียง เช่น กรณีของคำว่า สาม-อาสาม-อัสสัม (น. 117-118). การเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปเหล่านี้ ไม่ได้ทำอย่างไร้หลักเกณฑ์ เช่น การผันเสียงก็มี “กฎธรรมชาติของเสียง” กำกับอยู่ ดังที่จิตรได้กล่าวถึงคือ การตัดเสียงกล้ำทิ้งไป (น. 409), การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ (น. 409-411), และการแยกคำกล้ำออกเป็นสองพยางค์ (น. 411-414).

ส่วนรูปเขียนของคำที่เปลี่ยนไปก็มาจากการพยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่ออก แต่ในบางภาษาก็อาจเป็นได้ว่า เขียนอย่างหนึ่งแต่ออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษารูปคำเดิมที่ยืมมาไว้ เช่น การที่พม่าเขียน ‘ชาม’ แต่ออกเสียง ‘ชาน’ เพราะออกเสียงสะกดแม่กมไม่ได้ จึงต้องออกเสียงแม่กนแทน เป็น ‘ชาน’ แต่ที่เขียน ‘ชาม’ จิตรเสนอว่าก็เพื่อรักษารูปคำเดิมไว้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการยืนยันว่า คำ ‘ชาน’ ในภาษาพม่านั้น มีรากเดียวกับคำว่า ‘ชาม’ ‘ซาม’ ‘เซน’ ‘ชิอาม’ ‘ซ๎ยาม’ ‘ศฺยาม’ และคำในภาษาอื่น ๆ ในบริเวณพม่า-ยูนาน-อัสสัม ที่ใช้เรียกคนไต (ภาคที่หนึ่ง บทที่ 2 “ชานและชาม”) หรืออักขรวิธีของไทยภาคเหนือ ที่เขียน ‘กร-’ แต่ออกเสียง ‘ข-’ เช่นเขียน ‘กรอม’ แต่ออกเสียง ‘ขอม’ (น. 414).

… ที่พจนานุกรมคังซีของจีน ให้อ่านอักษรที่ใช้เรียกชื่อชนชาติส้านหรือเสี้ยน ว่า ‘ถาน’ นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดใน “เค้าเสียง” คือ อ่านเอาตามส่วนผสมที่บอกแนวทางเสียงในประกอบอยู่ในอักษร แต่ในกรณีของชื่อชนชาติส้านนั้น เสียงพยัญชนะที่ออกนั้นห่างจากเค้าเสียงไปไกล ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อชนชาติ อาศัยดูจากเค้าเสียงเพียงอย่างเดียว ก็อาจออกเสียงผิดพลาดได้ (น. 146-148). อีกกรณีที่เกี่ยวข้องคือ การใช้อักษร ‘ถาน’ ในเอกสารจีนยุค พ.ศ. 1400 นั้นก็น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด สับสนกับอักษร ‘ส่าน’ เนื่องจากตัวอักษร ‘ถาน’ และ ‘ส่าน’ (คนละตัวกับ ‘ส้าน’) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก (น. 141, 143, 147). ข้อสังเกตของจิตรในประเด็นนี้ เตือนเราว่าการศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมาหลายต่อ และใช่ว่าบุคคลหรือเอกสารที่ดูมีความน่าเชื่อถือ (authority) สูง อย่างพจนานุกรมที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ จะมีความถูกต้องทุกครั้งไป.

โปรดสังเกตว่าเอกสารฉบับนี้ (ใน PDF) ทดลองใช้มหัพภาคเป็นเครื่องหมายจบ ประโยค และ ญ หญิง แบบไม่มีเชิง (ภาษาไทยปัจจุบันเขียน ญ แบบมีเชิง) เลียนแบบต้นฉบับหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร (หนังสือ วิทยาศาสตร์กับความจริงในวัฒนธรรมไทย โดย เสมอชัย พูลสุวรรณ (กรุงเทพ: คบไฟ, 2544) ที่อ้างถึงในตอนท้ายของบทวิจารณ์ ก็ใช้มหัพภาคจบประโยคเช่นกัน).

สำหรับผู้สนใจเรื่องเชิงของ ญ หญิง สามารถหาอ่านได้โดยละเอียดจากหนังสือ ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2548) (มีรูปให้ดูบางส่วนใน Pantip Topic Stock) และอ่านเรื่องเชิง ญ หญิง กับการแสดงผลในคอมพิวเตอร์จากบล็อกของ เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ (@theppitak): On Descenders of Yo Ying and Tho Than, Thai Script Origin, Phnom Penh Report.

technorati tags: 

Sulak Sivaraksa says ‘NO’ to Kukrit Pramoj

“ … วิธีการเช่นนี้ คุณชายคึกฤทธิ์ใช้มากับผมและบุคคลอื่นๆ ที่เธอรังเกียจก่อนแล้วที่สยามรัฐ ก็ถ้าสื่อมวลชนใช้อคติส่วนตัวของผู้บริหารสูงสุดเป็นตัวกำหนด ว่าควรเอ่ยชื่อใครหรือไม่ และบทความของใครควรลงพิมพ์หรือไม่ โดยที่คนๆ นั้นเป็นคนที่ผู้บริหารสูงสุดรังเกียจเสียแล้วละก็ สื่อมวลชนดังกล่าวมีความเป็นกลางละหรือ รักสัจจะหรืออาสัตย์อาธรรม์กันแน่

แม้อนันตริยกรรมข้อนี้ ประการเดียว บุคคลคนนั้น ยังควรได้รับยกย่องให้เป็นคนสำคัญของโลกอีกละหรือ โดยไม่จำต้องเอ่ยว่าสี่แผ่นดิน นั้นเป็นนวนิยายที่ใช้ล้างสมองให้คนเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นของเลว ราชาธิปไตยเป็นของวิเศษ ชาติวุฒิสำคัญยิ่งกว่าคุณวุฒิของสามัญชนคนธรรมดา และแล้วเราก็ยังถูกสะกดให้อยู่ในอีหรอบนี้อยู่ หรือมิใช่ … ”

ส.ศิวรักษ์ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงบรรณาธิการไทยโพสต์ เพื่อแสดงความเห็นต่อบทความ “คึกฤทธิ์คนสำคัญของโลก” ในคอลัมน์ บังอบายเบิกฟ้า ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2552 แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต่อยูเนสโกเพื่อให้รับรองเป็นบุคคลสำคัญของโลก นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลทำประชามติก่อน หากจะมีการเสนอชื่อผู้ใด ไม่ใช่ทำกันแต่เป็นการภายใน โดยไม่สนใจประชาชน (ถัดจากนี้คือเนื้อความในจดหมายดังกล่าว) :

๑๒๗ ซอยสันติภาพ ถนนนเรศ
บางรัก กรุงเทพฯ ๑๐๕๐๐

๘ มกราคม ๒๕๕๒

เรียนบรรณาธิการไทยโพสต์

ผมรู้จักคุณธรรมเกียรติ กันอริ มาตั้งแต่เขาเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม และนิยมชมชอบสำนวนการเขียนหนังสือของเขามาแต่สมัยนั้น หนังสือของเขาที่ดีที่สุดเมื่อเขายังอยู่ในวัยฉกรรจ์ คือเล่มที่ว่าด้วยคึกฤทธิ์ ปราโมช ลอกคราบคุณชายผู้นั้นอย่างสะใจ และใช้โวหารหลอกล้อ ดังที่คุณชายชอบใช้เล่ห์เช่นนั้นกับมหาชน ให้ใครๆ เห็นว่าคุณคึกฤทธิ์เป็นคนกะล่อน แต่เมื่อมาอ่านบทความของเขาเรื่อง “คึกฤทธิ์คนสำคัญของโลก” ในไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม แล้วรู้สึกอ่อนใจ แสดงว่า คุณธรรมเกียรติ ในวัยที่สังขารเริ่มร่วงโรยไปนั้น กลับเห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเสียแล้ว

ก็การเสนอชื่อบุคคลให้ UNESCO รับรองว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกนั้น คนๆ นั้น น่าจะมีความดีประกอบไปกับความรู้ความสามารถในทางการศึกษา (Education) วิทยาศาสตร์ (Science) และวัฒนธรรม (Culture) ตามชื่อขององค์การแห่งนั้นของสหประชาชาติ ที่ แล้วๆ มา สามัญชนคนไทยที่รัฐบาลเสนอไป ล้วนเป็นปูชนียบุคคลที่ควรแก่การกราบไหว้บูชาทุกท่าน นอกเหนือไปจากอัจริยภาพของท่านนั้นๆ ในทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระยาอนุมานราชธน นายปรีดี พนมยงค์ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือพุทธทาสภิกขุ รัฐบาลไทยไม่เคยเสนอชื่อสามัญชนที่เป็นคนกึ่งดิบกึ่งดี ที่มีความสามารถอย่างฉ้อฉลหรือบิดเบือนไปให้ยูเนสโกพิจารณามาก่อนเลย หาไม่หลวงวิจิตรวาทการ น่าจะเป็นบุคคลสำคัญของโลกไปแล้ว ในฐานะที่มอมเมาคนไทยได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคึกฤทธิ์ ปราโมช

อาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัย (สกว.) ให้เรียบเรียงประวัติปัญญาชนไทย ๑๐ คน ซึ่งมีอิทธิพลกับการสร้างจิตสำนึกให้คนไทยร่วมสมัย ในจำนวนดังกล่าว มีหลวงวิจิตรวาทการ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช รวมอยู่ด้วย ผลงานของเธอ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ว่าบุคคลทั้งสองนี้ใช้เล่ห์เพทุบาย ในการมอมเมาผู้คนยิ่งกว่าให้ข้อเท็จจริงอย่างสุจริตใจ

เมื่อคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาล คมช. ได้เสนอให้คุณชายคึกฤทธิ์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกมาทีหนึ่งแล้ว (โดยที่ภารกิจนี้เคยเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ) และผมได้เขียนคัดค้านไปลงพิมพ์ใน ช่อการเกด ของคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นเหตุให้น้องชายของท่านรัฐมนตรีผู้นั้นสั่งไม่ให้ลงเรื่องที่ผมเขียนหรือ แม้แต่ชื่อของผมในหนังสือพิมพ์และนิตยสารในสังกัดของเขาเอาเลย ตราบเท่าจนบัดนี้

วิธีการเช่นนี้ คุณชายคึกฤทธิ์ใช้มากับผมและบุคคลอื่นๆ ที่เธอรังเกียจก่อนแล้วที่สยามรัฐ ก็ถ้าสื่อมวลชนใช้อคติส่วนตัวของผู้บริหารสูงสุดเป็นตัวกำหนด ว่าควรเอ่ยชื่อใครหรือไม่ และบทความของใครควรลงพิมพ์หรือไม่ โดยที่คนๆ นั้นเป็นคนที่ผู้บริหารสูงสุดรังเกียจเสียแล้วละก็ สื่อมวลชนดังกล่าวมีความเป็นกลางละหรือ รักสัจจะหรืออาสัตย์อาธรรม์กันแน่

แม้อนันตริยกรรมข้อนี้ ประการเดียว บุคคลคนนั้น ยังควรได้รับยกย่องให้เป็นคนสำคัญของโลกอีกละหรือ โดยไม่จำต้องเอ่ยว่าสี่แผ่นดิน นั้นเป็นนวนิยายที่ใช้ล้างสมองให้คนเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นของเลว ราชาธิปไตยเป็นของวิเศษ ชาติวุฒิสำคัญยิ่งกว่าคุณวุฒิของสามัญชนคนธรรมดา และแล้วเราก็ยังถูกสะกดให้อยู่ในอีหรอบนี้อยู่ หรือมิใช่

ทั้งนี้มิใยต้องเอ่ยยถึงว่า ไผ่แดง ก็ดี กาเหว่าที่บางเพลง ก็ดี แม้จน ฮวนนั้ง และซูสีไทเฮา ก็ล้วนลอกเลียนเอามาจากฝรั่ง อย่างหน้าด้านๆ อีกด้วย ในวงวรรณกรรมสากล ถือว่านี่คือการโขมยหรือปล้นสดมภ์มาเลยทีเดียว แล้วบุคคลเช่นนี้ละหรือที่ควรเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ยังการที่เขาดูถูกสาธารณรัฐประชาชนลาว โดยกล่าวหาว่าเลวร้ายและล้าหลัง จนถึงจะข้ามไปเผาเวียงจันทน์ด้วยแล้ว นี่มิเป็นการสร้างความอหังการอย่างผิดๆ ให้นักอ่านไทย ในกระแสชาตินิยมดอกหรือ แล้วเพื่อนบ้านของเราทางฝั่งโขงข้างโน้นจะรู้สึกอย่างไร

ก็บัดนี้ เรามีรัฐบาลที่มีทีท่าว่าจะเป็นประชาธิปไตยยิ่งๆ ขึ้น ในทางเนื้อหา ถ้ารัฐบาลจะเสนอบุคคลใดให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก น่าจะแสวงหาประชามติสนับสนุน ไม่ใช่งุบงิบกันกระทำเป็นการภายใน โดยมองไม่เห็นหัวราษฎรทั้งหลายเอาเลย

รัฐบาลและสื่อมวลชนกระแสหลัก จักรับฟังข้อเสนอของผมดังกล่าวนี้ได้ จำต้องกล้าเผชิญกับสัจจะ และมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยถอนตัวออกมาจากความมอมเมาต่างๆ ที่รับกันเรื่อยๆ มา จาก ม.ร.ว. คึกฤทธ์ ปราโมช เป็นต้นมา

ขอแสดงความนับถือ

(นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์)

… ผมขอเสนอบ้าง จิตร ภูมิศักดิ์

technorati tags: , ,

Chulalongkorn Department of History Seminar 2/2551

(บล็อกไม่ค่อยได้อัป ก็แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ไปพลาง ๆ ก่อนนะครับ :p)

สัมมนาบัณฑิตศึกษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาคการศึกษาปลาย 2551

สถานที่ ห้อง 708 อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวลา 13.00-16.00 น.

จันทร์ 24 พฤศจิกายน 2551
“สถานะทางความรู้ของหนังสือการเมืองภายหลังการปฏิวัติ 2475 (2475-2484)”
โดย ณัฐพล ใจจริง
นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จันทร์ 15 ธันวาคม 2551
“ประวัติศาสตร์และการเมืองของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จันทร์ 26 มกราคม 2552
“สถานะของพุทธศาสนาในสังคมไทย หลัง 14 ตุลา”
โดย มโน เมตตานันโท เลาหวณิช
ประธานมูลนิธิ ชีวันตารักษ์ (ดูแลผู้ป่วยขั้นสุดท้าย) อดีตประธานชมรมพุทธศาสตร์และประเพณีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ

จันทร์ 2 กุมภาพันธ์ 2552
“ประวัติศาสตร์นิพนธ์ พหุชนชาติ: มุมมองจากประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยใหม่”
โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่มีค่าลงทะเบียน
สอบถามเพิ่มเติมที่ ภาควิชาประวัติศาสตร์ โทร. 0-2218-4672

—-

[โฆษณา] มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

technorati tags:
,
,

design/social/tech links at late night

from Tactical Technology Collective:

Ubuntu Eee ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเล็กให้คุ้มค่า

History of Graphic Design 2008 ความเป็นมาของการออกแบบกราฟิกจนถึงปัจจุบัน

Design Matrix of the 20th Century (industrial design) ใครอะไรที่ไหนในแวดวงออกแบบอุตสาหกรรม

[ via anpanpon ]

technorati tags:
,
,

History of TLWG and LTN, by Ott

ประวัติความเป็นมาของกลุ่ม Thai Linux Working Group (TLWG) และเว็บไซต์ Linux.Thai.Net (LTN)
เขียนโดยพี่อ็อท ภัทระ เกียรติเสวี (Ott) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มจัดทำเว็บไซต์ดังกล่าว พี่อ็อทมีส่วนร่วมกับการพัฒนาลีนุกซ์ในเมืองไทยตั้งแต่ช่วงแรก ๆ คือ Linux-SIS

เอกสารนี้คัดลอกมาจาก http://linux.thai.net/plone/about/history ซึ่งปัจจุบันส่วน Plone ซึ่งเป็น CMS ตัวเดิมของ Linux.Thai.Net นั้นเลิกใช้แล้ว ด้วยความกลัวว่าจะสูญหายไป จึงขออนุญาตคัดลอกมาไว้ ณ ที่นี้ครับ

ตามบันทึกเอกสารนี้ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ลิงก์ต่าง ๆ ด้านล่างนี้ เป็นไปตามเอกสารต้นฉบับ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ (บางลิงก์ก็ตายแล้ว เช่น http://linux.thai.net/old-proposal.html) รวมถึงตัวสะกดทุกอย่างก็คงไว้อย่างเดิมด้วย เพื่อเหตุผลในการอ้างอิง — สำหรับลิงก์ที่ผมคิดว่าน่าจะเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อประโยชน์ในค้นคว้าเพิ่มเติม จะรวบรวมเอาไว้ด้านท้ายเอกสารทั้งหมดครับ (หลังคำว่า [จบเอกสาร])

[เริ่มเอกสาร]


History of TLWG and LTN

ความเป็นมา

การใช้ Linux ในประเทศไทยนั้นมีมานานแล้ว ในระยะแรกนั้นการใช้งานส่วนใหญ่จะมีอยู่ตาม สถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย หลังจากนั้นก็ได้แพร่หลายไปยังบริษัทเอกชน ที่ประกอบธุรกิจด้าน Internet และภาคเอกชนอื่นๆ รวมถึงภาครัฐ อย่างไรก็ดี การใช้งาน Linux ในระยะแรกยังเป็นไปอย่างไม่ง่ายดายสำหรับผู้ใช้ทั่วไปนัก เนื่องจากวิธีการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อน และ เอกสารภาษาไทยยังมีไม่มาก ผลิตผลของคนไทยหรือที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยบน Linux มีกลุ่มที่เด่นๆ เช่น ไกวัล ลินุกซ์ เน้นทำ Distribution แบบธุรกิจ, บูรพาลินุกซ์เป็น Distribution จากมหาวิทยาลัยบูรพา และกลุ่ม ZzzThai ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนไทยในมหาวิทยาลัย Electro Communications ที่โตเกียว ทำการพัฒนาด้านภาษาไทย และ Thai Extension (ชุดซอฟต์แวร์ที่ลงเพิ่มบน Linux ปกติแล้วทำให้ใช้งานภาษาไทยได้) นอกจากนี้ยังมีนักพัฒนาอิสระกระจายอยู่ทั่วไป

ในปี 2540 (1997) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดย ห้องปฏิบัติการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ได้มีการนำเอาซอฟต์แวร์ Linux มาพัฒนาเป็น Internet Server สำหรับโรงเรียน เพื่อใช้เป็นเครื่องบริการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของโรงเรียน ใน โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (SchoolNet) ) ภายใต้ชื่อ Linux School Internet Server (Linux SIS) โดยเน้นการพัฒนาให้ง่ายต่อการติดตั้งและการใช้งาน สำหรับครูในโรงเรียน และประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถใช้งานแทนอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ราคาสูง
โดย Linux-SIS 1.0 ได้ออกเผยแพร่ในเดือนเมษายนปี 2540 (1997) เวอร์ชั่น 2.0 ในเดือนมีนาคมปี 2541 (1998)

หลังจากที่ Linux-SIS 2.0 ได้ออกเผยแพร่ ทีมพัฒนา Linux-SIS ของเนคเทค ได้มีโอกาสพบปะกับกับ ผู้ใช้และนักพัฒนาจากสถาบันและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และมีความเห็นตรงกันที่จะรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ Linux ให้เหมาะกับการใช้งานของคนไทยมากขึ้น ให้ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง Thai Linux Working Group และเวบไซต์ http://linux.thai.net (LTN) ในเดือนกันยายน 2541 (1998)

เป้าหมายอันดับแรกของ TLWG และ LTN ก็คือ จัดทำบริการ mailing list ที่มีการเชื่อมต่อกับ newsgroup (โดยความสนับสนุนจากคุณวุฒิชัย ที่ประเทศญี่ปุ่น) และ wwwboard เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้มาสนทนากันได้โดยสะดวก และเปิดเผย ตามวิธีที่ชอบ และมีการรวบรวมงานพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษาไทย ซึ่งตอนแรกนั้นอยู่ กระจัดกระจายกันไป เข้ามาไว้ด้วยกัน และมีแผนหนึ่งปีคร่าวๆ ที่จะทำ Linux Distribution ที่เน้นการใช้งานภาษาไทยบน Desktop โครงร่างแผนการคร่าวๆ สามารถดูได้ที่ http://linux.thai.net/old-proposal.html โดยขณะนั้นยังตั้งชื่อเป้าหมายผลิตภัณฑ์เป็น Thai Linux 1.0 (ภายหลังเมื่อเสร็จแล้ว ถูกตั้งชื่อเป็น MaTEL และ Linux-TLE ตามลำดับ ดังจะกล่าวต่อไป) การทำงานของ TLWG ได้รับการสนับสนุนอย่างมากด้านทรัพยากรจาก NECTEC

งานพัฒนาของกลุ่มคน TLWG ได้เริ่มโดยการปรับปรุง Thai Extension (ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมภาษาไทย ที่จะไปลงเพิ่มเติมบนซอฟต์แวร์ Linux แล้วทำให้ใช้งานภาษาไทยได้) ต่อจากที่ตัวที่ คุณพูลลาภและคุณไพศาล (ขณะนั้นเป็นนักเรียนไทยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น, กลุ่ม ZzzThai ที่กล่าวข้างต้น) ได้พัฒนาไว้ (TE_Jan22.tar.gz ซึ่งประกอบด้วยฟอนต์ไทย, ผังแป้นพิมพ์ไทย, เทอร์มินัลภาษาไทย และอื่นๆ) ให้ใช้งานได้บน Red Hat 6.0/Mandrake 6.0 โดยคุณพูลลาภยังเป็นกำลังสำคัญในการทำงานดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากนักพัฒนาในแหล่งอื่น เช่น NECTEC โดยเฉพาะทางฝ่าย ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาภาษาและวิทยาการความรู้ (Linguistics and Knowledge Science Laboratory) หรือที่รู้จักกันในนามของ LINKS ซึ่งในขณะนั้นมีงานพัฒนาภาษาไทยใน Mule/Emacs (โดย ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช ร่วมกับทาง ElectroTechnical Laboratory (ETL) ประเทศญี่ปุ่น), LaTeX ภาษาไทย (โดย ดร. สุรพันธ์ เมฆนาวิน พร้อมฟอนต์จากการทำงานร่วมกันของ ดร.วิรัช และ Yannis Haralambous ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานชื่อฟอนต์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่า “นรสีห์”), โปรแกรมตัดคำภาษาไทย swath (โดย คุณไพศาล เจริญพรสวัสดิ์), พจนานุกรมไทย-อังกฤษ Lexitron และ th_TH locale หรือข้อกำหนดธรรมเนียมท้องถิ่นไทย (โดยคุณเทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์); คุณวุฒิชัย อัมพรอร่ามเวทย์ ซึ่งพัฒนาเทอร์มินัลภาษาไทยและโปรแกรมตัดคำไทย cttex; คุณพฤษภ์ บุญมา ซึ่งพัฒนาการเรียงคำไทยใน MySQL; คุณ ]d ซึ่งพัฒนา windowmaker และโปรแกรมแสดงสถานะภาษาแป้นพิมพ์ nonlock; ไกวัลซอฟต์แวร์ซึ่งช่วยพัฒนา KDE front-end สำหรับ Lexitron และอื่นๆ อีกพอสมควร รายละเอียดสามารถดูได้ที่
ftp://linux.thai.net/pub/thailinux/software/software.old/TE/redhat-6.0-6.1 (เดิมอยู่ที่ NECTEC FTP:
ftp://ftp.nectec.or.th/pub/thailinux/software/TE/redhat-6.0-6.1/)

หลังจากที่มี Thai Extension แล้ว ก็มีแนวความคิด ที่จะทำให้ใช้งาน Linux กับภาษาไทย ได้ง่ายขึ้นไปอีก โดยจัดทำเป็น Linux Distribution ที่มีการติดตั้ง Thai Extension ไว้ให้เรียบร้อยเลย ตามแผนที่วางไว้คร่าวๆ ในตอนแรก (Thai Linux 1.0) โดยมุ่งจะให้เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไป (ต่างจาก Linux-SIS ที่มุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ดูแลระบบ สำหรับการใช้งานด้าน Server) เน้นการใช้งานเป็นเครื่อง Desktop PC โดยรวบรวมซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยต่างๆ ที่มีและพัฒนาบางส่วนที่ยังขาด

ในเดือนกรกฏาคม 2542 (1999) (ประมาณสิบเดือนหลังจากเริ่มก่อตั้ง TLWG) Linux Distribution ใหม่ ในนาม MaTEL (Mandrake and Thai Extension Linux) ก็ได้ออก
เผยแพร่เวอร์ชั่น 6.0 โดย NECTEC มีการจัดงานสัมมนา Workshop on Open Source/Linux I โดยการสนับสนุนของ ETL และ CICC และ MaTEL-Linux ก็ถูกเผยแพร่ในรูป CD ในงานนั้นด้วย

หลังจากนั้น การพัฒนาได้ดำเนินต่อไป และ MaTEL ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Linux-TLE (Linux Thai Language Extension) เนื่องจากเพื่อไม่เป็นการยึดติดกับ Mandrake Linux
มากเกินไป เวอร์ชั่น 6.01 และ 6.1 ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณชน ต่อมาในเดือน กันยายน 2542

Linux-TLE มีให้ดาวน์โหลดฟรีจาก ftp.nectec.or.th และแจกในรูป CD ในงานสัมมนาต่างๆ เช่น Linux Demo Day (ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) หรือ ตามโอกาสที่มีผู้ให้การสนับสนุน เช่น จาก www.linuxboard.com และนิตยสาร IT Soft

การใช้งาน Linux ในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป ได้เป็นไปอย่างแพร่หลายมากขึ้น Linux มีการสนับสนุนการใช้งานภาษาไทยที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม Linux ยังไม่อยู่ในจุดที่เรียกว่าสมบูรณ์แก่การใช้งาน Desktop ทั่วไป ยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมอีกพอสมควร งานพัฒนา จึงมีดำเนินต่อไป โดยมุ่งพัฒนาปรับปรุงให้การใช้งาน Linux ในงาน Desktop เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ขอบเขตงานของ Linux-TLE ได้ขยายกว้างขึ้น และมีงานที่ต้องทำมากขึ้น เกินแรงที่ทางกลุ่ม TLWG ซึ่งเป็นเพียงอาสาสมัครอิสระจะนำการพัฒนา Distribution และเผยแพร่ได้ ทางเนคเทคซึ่งมีส่วนร่วมในทีมพัฒนา Linux-TLE มาตั้งแต่แรกๆ จึงได้รับช่วงต่อเป็นผู้นำการพัฒนาและเผยแพร่ Linux-TLE ในเวอร์ชั่นถัดๆ มา ตั้งแต่ต้นปี 2543 (2000)

ภายใต้การดูแลของเนคเทค Linux-TLE ได้รับการตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ลินุกซ์ทะเล” และใช้สัญลักษณ์รูปปลาโลมาตั้งแต่เวอร์ชัน 3.0 เป็นต้นมา โดยมาจากแนวคิดของ ดร. วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นอกจากนี้ ยังได้กำหนดชื่อรหัสประจำรุ่นเป็นชื่อทะเลของไทยอีกด้วย

ลินุกซ์ทะเล 3.0 ชื่อรหัส “ตะรุเตา” ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกในงานนิทรรศการของเนคเทค เมื่อ 14 มิถุนายน 2543 (2000) ใช้ RedHat 6.2 เป็นฐาน ซึ่งรุ่นนี้ เริ่มมีการแพตช์ไฟล์บางไฟล์ของ XFree86 แต่ก็โดยอาศัย RPM script ในแพกเกจพิเศษ ยังไม่มีการ patch upstream source โดยตรง

ในระหว่างนี้ ในหมู่ TLWG ได้มีการพบโค้ด XIM (ระบบการป้อนอักขระ) ภาษาไทยในซอร์สของ XFree86 (พบโดย คุณพฤษภ์ บุญมา) ซึ่งยังทำงานไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้เริ่มเห็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเพิ่มใน XFree86 แต่ใน Linux-TLE 3.0 ได้ใช้วิธีขัดตาทัพ เลี่ยงปัญหาไปก่อน

ลินุกซ์ทะเล 4.0 ชื่อรหัส “สิมิลัน” เปิดตัวเมื่อ 13 ตุลาคม 2544 (2001) ดูแลโดยทีมงานของคุณโดม เจริญยศ ตามที่เนคเทคว่าจ้าง โดยคุณโดมได้เปลี่ยนไปใช้ Redmond Linux (ปัจจุบันคือ Lycoris) รุ่น beta เป็นฐาน และได้เผยแพร่ไปกับหนังสือ “ลินุกซ์ทะเล” ซึ่งเขียนโดยคุณกริช นาสิงห์ขันธุ์ จัดพิมพ์โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด นับเป็นลินุกซ์ทะเลรุ่นแรก ที่แพร่กระจายไปสู่ผู้ใช้ทั่วประเทศอย่างทั่วถึง และในรุ่นนี้ ได้รวบรวมงานที่นักพัฒนาใน TLWG ได้ทำงานร่วมกับโครงการต้นน้ำอย่าง XFree86 ไว้ด้วย คือการแก้ไขปัญหาการป้อนอักขระภาษาไทยด้วย XIM โดยใช้ key symbol ของไทยแท้ๆ จากเดิมที่ใช้การ hack ผ่าน symbol ของภาษาละติน รวมทั้งการแก้ไขชื่อรหัสภาษาไทยใน X จาก TACTIS เป็น TIS-620 ด้วย

สำหรับการแก้ไข XIM นี้ ความจริงมองเห็นกันมานานแล้ว แต่ถูกเร่งโดยปัญหาที่เกิดจากการแก้ผังแป้นพิมพ์ไทยของนักพัฒนา Mandrake ทำให้เราใช้ Latin hack ต่อไปไม่ได้ แต่ผลดีที่ได้ ก็คือการป้อนข้อมูลภาษาไทยที่มีการตรวจลำดับตามข้อกำหนด วทท (รายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม) นับเป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดของการทำงานเรื่องภาษาไทยบนระบบเดสก์ทอปขนานใหญ่ในเวลาต่อมา

ลินุกซ์ทะเล 4.1 ชื่อรหัส “พีพี” เปิดตัวเมื่อ 14 มีนาคม 2545 (2002) ในงานประชุม TLUG ที่ Software Park ลินุกซ์ทะเล 4.1 ออกตามรุ่น 4.0 มาติดๆ ด้วยปัญหาเรื่องการตอบคำถามผู้ใช้ เนื่องจากทีมงานไม่คุ้นเคยกับ Redmond Linux และการทำลินุกซ์แผ่นเดียวทำให้ขาดแคลนเครื่องมือหลายอย่าง ลินุกซ์ทะเล 4.1 ได้ย้อนกลับมาใช้ RedHat เป็นฐานอีกครั้ง โดยทำเพิ่มจาก RedHat 7.2 ในรุ่นนี้ เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากบุคคลในชุมชน TLWG ทั้งผ่านเมลส่วนบุคคล และผ่าน mailing list เช่น การแก้ gswitchit applet เพื่อแสดงภาษาไทย (คุณพฤษภ์ บุญมา), การปรับปรุง ThaiLaTeX (คุณชนพ ศิลปอนันต์) ฯลฯ ดังรายนามที่ปรากฏในปกซีดี ทำให้ระบบภาษาไทยสมบูรณ์ขึ้นมาก และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่าง คือการใช้ระบบ apt เป็นครั้งแรก

ลินุกซ์ทะเล 4.1 เป็นรุ่นแรกที่มีกระแสตอบรับผ่านสื่อต่างๆ มากมาย เพราะเป็นช่วงที่มีการตื่นตัวเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศ อันเนื่องมาจากการตรวจจับของ BSA ซึ่งเสียงตอบรับก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะความไม่คุ้นเคยของผู้ใช้ และความไม่พร้อมต่อความคาดหวังของมหาชนในการใช้งานเดสก์ทอปของลินุกซ์นั่นเอง

ท่ามกลางกระแสลินุกซ์และโอเพนซอร์สในประเทศที่ทะลักเข้ามา ชุมชน TLWG ไม่สามารถรองรับผู้ใช้ลินุกซ์ทะเลได้เพียงพอ จึงได้เกิดเว็บ OpenTLE ขึ้นมารองรับโครงการโอเพนซอร์สของเนคเทคโดยเฉพาะ โดยเริ่มเปิดใช้ตั้งแต่ลินุกซ์ทะเล 5.0 เป็นต้นมา

Linux-TLE เวอร์ชั่นถัดๆ มามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Linux-TLE ในปัจจุบันสามารถดูได้ที่ OpenTLE

LTN และ TLWG ยังคงบทบาทที่จะเป็นแหล่งพบปะของนักพัฒนา และสนับสนุนการพัฒนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ เปิดเผยต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบแก้ไข, ปรึกษาสาธารณชน(ในกรณีที่การพัฒนาของท่านมีผลกับคนไทยโดยรวม) และส่งกลับไปยังต้นน้ำ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผลโดยอัตโนมัติในเวอร์ชั่นถัดๆ ไป โดยสนับสนุนการใช้งานในทุกๆ Distribution

ในเดือนสิงหาคมปี 2001 นักพัฒนานำโดยคุณเทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ ได้พัฒนาซอฟต์แวร์
LibThai 0.1.0 เป็นคลังรวมโปรแกรม, ฟังก์ชั่นต่าง (ในรูปที่เรียกว่า Library) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้และสนับสนุนภาษาไทย ในแต่ละ applications เช่น การตัดคำ, การจัดการเกี่ยวกับ character และ string สำหรับภาษาไทย, input และ output method เพื่อให้นักพัฒนาท่านอื่นๆ สามารถนำไปใช้และอ้างอิงได้

TLWG ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนคเทค) ตั้งแต่ก่อตั้ง ในด้านทรัพยากรต่างๆ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตาม TLWG เป็นกลุ่มงานอิสระ ที่ประกอบด้วยนักพัฒนาอิสระจากทั่วทุกมุมโลก ไม่เฉพาะจากองค์กรหนึ่งองค์กรใด และ ดำเนินงานโดยอิสระ ไม่ขึ้นต่อหน่วยงานใดๆ

Created by ott
Last modified 2005-02-21 03:21 PM


[จบเอกสาร]

ลิงก์/บันทึก

  • ott – ผู้เขียน ภัทระ เกียรติเสวี (Ott) หนึ่งในผู้ริเริ่มจัดทำเว็บไซต์ LTN ภัทระมีส่วนร่วมพัฒนาลีนุกซ์ในเมืองไทยตั้งแต่ช่วงแรก ๆ คือ Linux-SIS ปัจจุบันอยู่บริษัทเมตามีเดียเทคโนโลยี ผู้พัฒนาพจนานุกรม Longdo และแผนที่ Longdo
  • Kaiwal Linux โดยบริษัท ไกวัล ซอฟต์แวร์ (เชน) จำกัด (kaiwalsoftware.com – ลิงก์ตาย) ไกวัลเป็นลีนุกซ์ดิสทริบิวชันเชิงพาณิชย์ตัวแรกของไทย ก่อตั้งโดย กานต์ ยืนยง ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น GrandLinux เมื่อปี พ.ศ. 2545; ปัจจุบันกานต์เป็นผู้จัดการธุรกิจ แผนกพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
  • Burapha Linux โครงการบูรพาลีนุกซ์ ลีนุกซ์ดิสทริบิวชันโดยมหาวิทยาลัยบูรพา
  • ZzzThai โครงการสื่อไทย
  • University of Electro-Communications โตเกียว ญี่ปุ่น
  • Thai Extension ส่วนขยายสำหรับลีนุกซ์ เพื่อให้ใช้ภาษาไทยได้
  • SchoolNet โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
  • Linux SIS เดิมชื่อ Linux School Internet Server เป็นลีนุกซ์ดิสทริบิวชันสำหรับโรงเรียน ต่อมาขยายเป็น Linux School or Small Office Internet Server รองรับการใช้งานของสำนักงานขนาดเล็กด้วย
  • “คุณพูลลาภ” ZzzThai (บล็อกเก่า, บล็อกที่ MM) พูลลาภ วีระธนาบุตร ขณะนั้นเป็นนักเรียนไทยที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันอยู่บริษัทเมตามีเดียเทคโนโลยี เช่นเดียวกับภัทระ ปัจจุบันทำงานที่ Tanabutr Photobook
  • “คุณไพศาล” swath ไพศาล เจริญพรสวัสดิ์
    ปัจจุบันศึกษาต่อปริญญาเอกด้านแปลเสียงพูดอัตโนมัติ ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน; swath เป็นโปรแกรมตัดคำภาษาไทย
  • “ดร.วิรัช” เนคเทค Mule/Emacs วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นักวิจัยด้านเทคโนโลยีภาษาและความรู้ที่เนคเทค; Emacs เป็นโปรแกรมแก้ไขข้อความตัวหนึ่งที่นิยมมากบนยูนิกซ์/ลีนุกซ์ สามารถเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ได้สะดวก; Mule (Multilingual Environment) เป็นส่วนขยายให้ Emacs รองรับการใช้งานหลายภาษา
  • “คุณวุฒิชัย ที่ประเทศญี่ปุ่น” วุฒิชัย อัมพรอร่ามเวทย์ ปัจจุบันอยู่บริษัทเมตามีเดียเทคโนโลยี เช่นเดียวกับภัทระ

ตัวผมตอนนี้กำลังทำการบ้านเรื่องชุมชนซอฟต์แวร์เสรี วัฒนธรรมแฮกเกอร์ อะไรทำนองนี้ในเมืองไทยอยู่ครับ ใครมีข้อมูล มีเรื่องเล่า หรือพบเจออะไรน่าสนใจ ก็บอกกันได้นะครับ ขอบคุณมากครับ 🙂

2008.10.01 – ปรับปรุงข้อมูลคุณพูลลาภ จากคุณพูลลาภ

technorati tags:
,
,