Visualizing power relations of actors (in Data Protection Bill)

วาดกราฟความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (actor) ในกฎหมาย

This whole week I will participate in Internet Policy and Advocacy: Research Methods Workshop for South and Southeast Asia Actors at National Law University Delhi. (Nice way to spend my Songkran :p)

Shown at the bottom of this post is a presentation that I gave yesterday during the Case Study 1: The Power of Mapping Stakeholders, Decision Makers, and Implementers in Thailand’s Cyber Policy session, where we discussed examples of visualizing bills in graph (noun –verb-> noun), how this method can quickly reveal unbalanced power relations of actors(-to-be), and show why data protection mechanism in the current bill is probably structurally designed to fail.

Of course, the examples only rely on one type of source (written laws). Ideally, incorporating also data from other types of source (actual enforcement, unspoken rules, policy ethnographies, etc.) is encouraged, for a more complete picture.

Examples included Data Protection Committee relationships with National Cybersecurity Committee, Data blocking/removal mechanism from Article 20 of 2017 Computer-related Crime Act, media control after the 2014 Coup (NCPO Announcements and Orders), and the Ministry of ICT under NCPO structure.

Actor --Action-> Actor

Draw.io is a nice online drawing tool that you may like to try. No installation is required. Graph can also be drawn in a descriptive way using tools like GraphvizGephi and NodeXL.

lines the dots

(เหตุการณ์สมมติ)

เงียบดีจริง

ห้องที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า เรากำลังอยู่ที่ไหน

ถ้าไม่นับสติ๊กเกอร์ประหยัดไฟเบอร์ห้าที่ตู้เย็นข้างหน้า
และรายละเอียดปลีกย่อย อย่างชนิดของเต้าเสียบปลั๊กไฟ

จากลักษณะเครื่องเรือน และกลิ่นอายบางอย่างแล้ว
เราพอจะพูดได้ว่า ห้องนี้ อยู่ที่ไหนก็ได้ในเอเชีย
โชคร้ายนิดหน่อย ถ้าจะนับไชน่าทาวน์ด้วย ห้องนี้ อยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก

รอบห้องสี่เหลี่ยม มีหน้าต่างเพียงบานเดียว มองออกไปมีแต่ความมืด
เนื่องจากความมืดสนิทนั้นเป็นสากล ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ในการบ่งชี้

ผมนั่งอยู่บนเตียง
เครื่องคอมเครื่องนี้ หอบหิ้วมาจากกรุงเทพ วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

โต๊ะข้างเตียง ในความหมายว่ามันคือ โต๊ะ-ที่อยู่-ข้างเตียง
ว่ากันโดยลักษณะแล้ว มันไม่ใช่โต๊ะข้างเตียงอย่างที่คนทั่วไป (รวมทั้งตัวผมเอง) จะจินตนาการถึง
แต่โต๊ะข้างเตียง (เอ๊ะ หรือ โต๊ะหัวเตียง ?) ที่มีอยู่ในห้องนี้มันเตี้ยเกินไป วางคอมแล้วใช้ไม่ถนัด
ผมเลยลากเอา โต๊ะเครื่องแป้ง (เดาว่าอย่างนั้น มันอยู่หน้ากระจก) มาวางข้างเตียงแทน

สุดท้ายแล้ว คำเรียกขาน ไม่เคยจำกัดประโยชน์ใช้สอยของสิ่งใดได้ หากผู้ใช้ไม่ไปจำกัดมันเสียเอง

 

เป็นการคุยโทรศัพท์ต่อเนื่องครั้งมโหฬารของผม ในรอบ ไม่รู้เหมือนกัน นานทีเดียวล่ะ
ก่อนที่จะทำงานนิดหน่อย เข้าห้องน้ำ แล้วมาพิมพ์ข้อความถึงตรงนี้

ผองเพื่อนทั้งหลาย ต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า – ห้าราย ไม่รวมน้องชาย ที่ไม่รับสาย – เสียงเพลงคงดัง

มีเรื่องไม่สบายใจ ซึ่งสาเหตุมาจากตัวผมเองทั้งสิ้น เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ นั่นแหละ จะมีอะไร

สุดท้ายที่ที่เลือกจะเดินทางมา ก็คือที่นี่

สถานที่นั้น ถึงตั้งแต่เมื่อบ่ายแล้ว เร็วกว่านั่งรถกลับบ้านเสียอีก
ส่วนคนนั้น คงยังไม่ถึงแน่

ในหลายครั้ง ผมมักพูดว่า ผมเดินทางไปสู่ผู้คน ไม่ใช่สถานที่

สำหรับจุดหมายนี้ ทางน่าจะยังอีกไกล หรืออาจจะไม่มีวันถึงเลยก็ได้

 

อยู่ดี ๆ ผมก็มาเชียงใหม่
คิดได้เมื่อตอนเช้า

อยากมาจัด ๆ รอบหนึ่ง เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานี่เอง
แต่คิดอยู่หลายรอบ คงไม่เหมาะ ไม่ดีกว่า
จนกลางดึกเมื่อคืน ก็เริ่มคิดอีก
จนเมื่อเช้า ตื่นขึ้นมา เฮ้ย ไปว่ะ

ตอนบ่ายก็อยู่ที่นี่เสียแล้ว

 

ทุกการเดินทางไปหา มีการเดินทางออกจาก ครั้งนี้ก็เหมือนกัน

ในกราฟ มี จุด และ เส้น เชื่อมกัน เป็นเครือข่าย
การเดินทางในกราฟ ก็คือการเดินจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ผ่านทางเส้นที่เชื่อมจุดสองจุดนั้นอยู่
ในไฟไนต์เสตทแมชชีน ลักษณะเช่นนี้ คือ ทรานสิชั่น – การเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนผ่าน ไม่เพียงจะเป็นการเดินทางไปสู่จุดหนึ่ง และออกห่างจากจุดหนึ่งเท่านั้น แต่ทุกการเปลี่ยนผ่านในไฟไนต์เสตทแมชชีน ยังหมายถึงการเลือก เลือกว่าจะเดินผ่านทางเส้นไหน
เส้นที่เลือกนี้อาจจะนำไปสู่จุดคนละจุดกัน หรือนำไปสู่จุดจุดเดียวกันก็ได้

ในบางครั้ง เมื่อเจอช่วงชีวิตที่ไร้ทางเลือก นั่นก็คือเราเดินทางมาถึงจุดที่มีเส้นเชื่อมออกไปเพียงเส้นเดียว
ส่วนจุดที่ไม่เส้นเชื่อมออกไปเลยนั้น ใช่แล้ว มันคือจุดจบนั่นเอง

กราฟชีวิตของคนเรา น่าจะเป็นกราฟอวัฏจักรระบุทิศทาง เพราะเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้

หากเรามองเห็นกราฟชีวิตของตัวเองทั้งหมดล่วงหน้า
การเปลี่ยนผ่านแต่ละครั้งคงจะง่ายดาย คำนวณมัน ชั่งน้ำหนักมัน ไปตามทางที่เราเห็นว่าดีที่สุด

(จะเรียกว่าโชคชะตาก็ได้ การเลือกทางเดินนี้ ไม่ได้มาจากการตัดสินใจของเราเองทั้งหมด
เช่น หญิงสาวคู่ขนานใน Sliding Doors เดินทางสองทางที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุว่ามีเด็กคนหนึ่งวิ่งมาชนเป็นจุดผลิกผัน อย่างไรก็ดี ทางทั้งสองที่แสนจะต่างกันนั้น กลับมาบรรจบที่จุดที่ใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด-น่าเศร้า)

จุดที่สำคัญในกราฟชีวิตนี้ อาจจะเป็นจุดที่แบ่งแยกกราฟออกเป็นกราฟย่อย ๆ ที่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด
นั่นคือ ณ จุดสำคัญนี้ เมื่อเลือกเดินไปตามเส้นใดก็ตาม จุดและเส้นหลังจากนั้น จะไม่เหมือนกับจุดและเส้นที่อยู่หลังเส้นอื่น ๆ ที่เหลืออีกเลย – ไม่มีทางที่จะไปบรรจบกันอีก ณ จุดอนาคตใด ๆ

ทุกชั่วขณะ เรามองเห็นก็แต่จุดปัจจุบันและเส้นที่เชื่อมออกไปจากจุดปัจจุบันนี้เท่านั้น
จุดและเส้นต่าง ๆ ในอดีต อาจเป็นบทเรียนให้เราได้
แต่ท้ายที่สุด ไม่มีอะไรประกันได้ว่า จุดและเส้นในอนาคต จะเป็นไปในลักษณะที่คาดหวัง มีความไม่แน่นอนเสมอ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อถึงตา ก็ต้องเดิน

ด้วยรู้จากการสังเกตว่า กราฟชีวิตของเราทุกคนนั้น ต่างทับซ้อน หรือ ใช้จุดและเส้นร่วมกัน อยู่ในบางส่วน

หวังว่าเส้นข้างหน้านี้ จะนำไปสู่จุดที่คนคนนั้นกำลังเดินทางเข้าสู่เช่นกัน

ทางใครทางมัน ไม่ต้องเดินเส้นเดียวกัน ขอเพียงได้ไปสู่จุดเดียวกัน ให้มากครั้งที่สุด นั่นก็วิเศษสุดแล้ว

technorati tags:
,
,