ข่าวลือ

“ข่าวลือ” ในความหมายของการกระจายข่าวที่ไม่อาจยืนยันที่มาและความแม่นยำได้ ถ้ามันเป็นเป็น “ข่าวลือ” เกี่ยวกับบุคคลสาธารณะหรือสถาบันทางสังคม มันก็มีประโยชน์สาธารณะได้นะ จะไปบอกว่าข่าวลือทุกชนิดทุกชิ้นไม่มีประโยชน์กับสาธารณะก็ไม่ใช่

เนื่องจากบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมมีอำนาจมาก การกระจายข่าวเกี่ยวกับคนหรือสถาบันเหล่านั้นในลักษณะที่สืบย้อนที่มาได้อย่างเปิดเผย ก็ทำได้ลำบากกว่า เนื่องจากอาจเป็นอันตรายกับแหล่งข่าวหรือคนที่เปิดหน้าเผยแพร่

ดังนั้นลักษณะของเนื้อข่าวก็จำเป็นจะต้องทำให้ที่มาของข่าวมีลักษณะคลุมเครือหรือปกปิด และลักษณะของการเผยแพร่ ก็อาจทำไม่ได้ในทางช่องทางปกติ ก็ออกไปทางพูดปากต่อปากบ้าง คุยกันในวงเล็กหรือวงที่พอเชื่อใจกันอยู่บ้าง ไม่สามารถทำได้ในสื่อสารมวลชนที่เข้าถึงคนได้ทีละมากๆ ในเวลาสั้นๆ

หากเราเอามาตรฐานทางวารสารศาสตร์ไปพิจารณา “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็อาจจะพบว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นการรายงานที่ไม่ครบถ้วน ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือไม่น่าจะเป็นธรรมกับผู้อยู่ในข่าว
แต่เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่และทรัพยากรของบุคคลสาธารณะและสถาบันทางสังคมแล้ว “ข่าวลือ” เหล่านี้ ก็น่าจะถือได้ว่า โดยเปรียบเทียบ ยังเป็นธรรมอยู่กับบุคคลในข่าว

เนื่องจาก

– ในแง่ความครบถ้วน บุคคลและสถาบันเหล่านั้น มีอำนาจ(และหน้าที่)ที่จะทำได้อยู่แล้ว ที่จะทำให้ข้อมูลมันครบถ้วนขึ้น ให้สาธารณะเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ทำให้สาธารณะหายสงสัยได้

– ในแง่ความน่าเชื่อถือ ความเป็นบุคคลสาธารณะหรือสถาบัน ยังไงก็มีเครดิตมีความน่าเชื่อถือในการอธิบายเหนือกว่า และการที่ไม่ได้นิรนามก็อนุญาตให้สะสมความน่าเชื่อถือได้ และ

– ในแง่ทรัพยากร บุคคลและสถาบันเหล่านั้นก็มีทรัพยากรเพียงพอ (และในหลายครั้งก็เป็นทรัพยากรของสาธารณะด้วยซ้ำ) ในการจะเผยแพร่แก้ไข หรือยืนยันข้อมูลต่างๆ อยู่แล้ว

ดังนั้นถ้าพิจารณาทั้งแง่อำนาจ หน้าท่ี และทรัพยากร การที่ “ข่าวลือ” จากผู้มีอำนาจน้อยต่อผู้มีอำนาจมาก จะมีมาตรฐานในทางวารสารศาสตร์หย่อนกว่าปกติ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ “แฟร์” หรือ “เป็นธรรม” อยู่ — โดยเฉพาะถ้า “ภาระในการพิสูจน์” ให้สาธาณะเห็นความโปร่งใสในการทำงาน นั้นถือเป็นหน้าที่อยู่แล้วของสถาบันทางสังคมนั้นๆ

(ลองคิดถึง “การแจ้งความ” กับตำรวจดู จริงอยู่ว่า ถ้ามาตรฐานในการรับแจ้งต่ำไป ก็จะเป็นเกิด “การใส่ความ” ได้ง่ายๆ แต่ถ้าสูงมาก ต้องมีหลักฐานพยานครบถ้วน โอกาสที่คนอำนาจน้อย ทรัพยากรน้อย จะแจ้งความได้ ก็จะลดลงไปมาก โอกาสตรวจสอบอำนาจใหญ่ก็จะลดลง)

นอกจากนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเกี่ยวกับการทำงาน มันก็สามารถใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ ให้มีเหตุมีผลรัดกุม ลดความเคลือบแคลงสงสัย เป็นมิตรเป็นธรรม พวกนี้ก็เป็นประโยชน์กับสาธารณะด้วย
“ข่าวลือ” ต่อสถาบันทางสังคมและบุคคลสาธารณะ จึงเป็นทั้งเสียงสะท้อนเพื่อปรับปรุงการทำงานและเป็นกลไกความรับผิด (accountability) หรือการที่ต้องสามารถรายงานและอธิบายการใช้อำนาจของตัวเองให้ได้

แน่นอนว่ามันมีการกุข่าวเพื่อใช้โจมตีกัน ซึ่งคนที่อยู่ในอำนาจมากก็ใช้วิธีนี้มาทำลายคนอำนาจน้อยด้วย เช่น การดิสเครดิตอย่างเป็นระบบ (ภาษาปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอทหารคือ “ด้อยค่า” lol) หรือเล่าเรื่องในรูปแบบหรือลำดับที่ชวนให้สาธารณะเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักกิจกรรม (เคยเห็นกับตัวจากสไลด์นักวิชาการสถิติประยุกต์ท่านหนึ่งที่ไปบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้า) ดังนั้นมันก็จำเป็นต้องมีการจัดการกับข่าวลือ ไม่ใช่ปล่อยไปหมด เพราะในสถานการณ์ที่ไม่มีการจัดการอะไรเลย คนที่มีอำนาจน้อย มีทรัพยากรน้อย จะตกที่นั่งลำบากกว่า

เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่า “ข่าวลือ” ไม่ว่าจะแง่ดีหรือแง่บวก ที่สนับสนุนอำนาจนำ ทำลายผู้ท้าทายอำนาจ จะแพร่กระจายได้สะดวกกว่า (แต่ไม่รับประกันว่าจะไกลกว่าและนานกว่านะ เพียงแต่ตอนเริ่มแรกนั้นทำได้สะดวกกว่า) เพราะมีปัจจัยหลายอย่างส่งเสริม เช่น

– คนพูดสามารถเปิดหน้าปล่อยข่าวได้ ใช้พื้นที่สื่อกระแสหลักหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ก็ได้ เนื่องจากอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบกว่าในทางอำนาจ มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่จะถูกดำเนินคดี

– กลไกปิดกั้นหรือ “ตรวจสอบ” ข่าวสารของรัฐ (อย่างศูนย์ข่าวปลอมกระทรวงดิจิทัล) ก็อาจจะเลือกไม่ทำงานกับข่าวลือที่เป็นประโยชน์กับรัฐ

– ผู้เผยแพร่ ซึ่งอยู่ฝั่งอำนาจนำ มีแนวโน้มที่จะมีทรัพยากรจำนวนมาก (ทั้งในมิติทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม) ในการเผยแพร่เนื้อหา ทั้งการเผยแพร่ทางคลื่นความถี่สาธารณะ (ที่เป็นสมบัติของประชาชน) การขอทุนจากกองทุนที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจนำ (ทั้งของรัฐและเอกชน) มาทำเนื้อหา ทำหนัง ทำเวิร์กช็อป ผลิตซ้ำข่าวลือ

ข่าวลือจึงสามารถเป็นกลไกที่ผู้มีอำนาจน้อยใช้ส่งเสียงและตรวจสอบเพื่อให้อำนาจใหญ่เปลี่ยนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ผู้อยู่ในอำนาจนำ มีอำนาจมาก ใช้ได้อย่างสะดวกมือ(กว่า) เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง

การพิจารณา “ข่าวลือ” และการรับมือกับข่าวลือ จึงไม่ควรละเลยมิติของอำนาจ

เมื่อคืนดู Spotlight อีกรอบ สนุกดี ทีมข่าวพยายามจะขุดกรณีล่วงละเมิดทางเพศของเด็กโดยพระคาทอลิก แต่ไปทางไหนก็เจอตอ เพราะสถาบันทางสังคมต่างๆ ในเมืองมี “ความสัมพันธ์อันดี” ต่อกัน การไปท้าทายโบสถ์ ก็เหมือนท้าทายความเป็นอยู่ของสถาบันอื่นๆ ไปด้วย การพยายามจะใช้กลไกคานอำนาจอื่นๆ ของสังคมมาช่วย จึงทำได้ยากมาก ตำรวจเองก็ไม่อยากยุ่ง บก.ใหญ่สุดบอกว่า ถ้าไปเจาะรายงานเป็นกรณีๆ ตัวระบบของโบสถ์ก็จะทำให้เรื่องเงียบไปเองได้เหมือนที่ผ่านๆ มา ต้องทำข่าวที่ตีไปที่ตัวระบบให้ได้ ให้เห็นว่าโบสถ์รู้เห็นเรื่องนี้และได้มีการทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องพระที่ทำผิด ประเด็นที่สถาบันทางสังคม “มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” ก็ดีมาก มีบทสนทนานึงในหนังที่บอกว่า สื่อต้องเป็นอิสระจากสถาบันเหล่านี้ จึงจะทำงานได้ หนัง 2 ชั่วโมง สร้างจากเรื่องจริง — ใน Netflix มี

(เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 25 ก.ค. 2563)

Internet of Opinions

อ.ย่า อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เคยพูด*ว่า พื้นที่สื่อสารทุกชนิดไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับข้อเท็จจริง (ทั้งที่จริงและไม่จริง) แต่เป็นพื้นที่ของความคิดเห็นด้วย (ไม่สามารถระบุได้ว่าจริงหรือไม่จริง มีแค่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย)

ดังนั้นถ้าจะให้พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สำหรับข้อเท็จจริงเท่านั้น เรากำลังทิ้งอีกครึ่งนึงไป และถ้าจะให้มีเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเท่านั้น เราจะเหลือพื้นที่แค่ 1/4

คำถามก็คือ แล้วทำไมต้องไปให้พื้นที่ 1/4 สำหรับข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จด้วย ให้ใครสักคนมากรองมันทิ้งไปเลยไม่ได้หรือไง คนที่เหลือจะได้สบาย ไม่ต้องกรองเอง

ก็เพราะของที่เป็นเท็จวันนี้ บางอย่างมันอาจจะจริงพรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อมีวิธีการพิจารณาโลกแบบใหม่ หรือการที่จะเห็นว่าอะไรจริง มันจำเป็นต้องมีคู่เทียบที่เป็นเท็จมาทำให้เรามองชัดขึ้น หรือในการเรียนรู้เพื่อจะแยกแยะจริง-เท็จ (โดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ) มันจำเป็นมีตัวอย่างให้เราเห็นว่า อ๋อ เท็จมันเป็นแบบนี้ เพื่อว่าในวันข้างหน้า เราจะรู้ได้เองว่า ของทำนองนี้มันน่าจะเท็จ

สำหรับพื้นที่ความคิดเห็น ระบบการกรอง (ด้วยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มหรือด้วยการเลือกติดตามของคนเอง) ก็อาจนำไปสู้การที่พื้นที่ความคิดเห็น หดเหลือครึ่งเดียวได้ (เหลือเฉพาะความคิดเห็นที่เราชอบหรือที่เราเห็นด้วย)

Get full, 1/2, or 1/4 of the Internet?

ปัญหาต่อเสรีภาพการสื่อสารคือ มีคนที่อยากจะได้เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (1/4) และความคิดเห็นที่เราเห็นด้วย (1/4) ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นสภาวะที่ “ปลอดภัย” ที่อยู่แล้ว “สบายใจ” – แต่ปัญหาคือ กระบวนการที่จะไปทำให้เกิดสภาวะนั้น มันไปทำลายความปลอดภัยระยะยาว ของทุกๆ คน

เหมือนการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าแมลงแรงๆ ฆ่าเชื้อทุกอย่าง เราจะได้สภาวะสะอาดปลอดภัยขึ้นมา แต่สภาวะนั้นจะอยู่กับเราเพียงชั่วคราว หลังเชื้อต่างๆ เริ่มดื้อยา และยาก็ไปทำลายระบบนิเวศที่จะมาจัดการเชื้อหรือศัตรูทางธรรมชาติกันเอง — และตัวเราเองก็ไม่ได้พัฒนาภูมิต้านทานขึ้นมาเองเสียที — ความพยายามจะมีพื้นที่ “ปลอดภัย” ในระยะสั้นและชั่วคราว ทำให้เราเสียความปลอดภัยในระยะยาวและยั่งยืนไป

เป็นความปลอดภัยแบบหลอกตัวเอง เป็นความปลอดภัยแบบเห็นแก่เฉพาะคนรุ่นเรา ไม่เผื่อความปลอดภัยเอาไว้ให้คนรุ่นต่อๆ ไป

เราไม่ได้ต้องการเฉพาะความจริง (truth) หรือข้อเท็จจริงที่เป็นจริง (true fact) เราต้องการข้อเท็จจริงอื่นๆ รวมถึงความคิดเห็นด้วย ทั้งที่เราชอบและไม่ชอบ ความคิดเห็นนั้นไม่เพียงมีคุณค่าในตัวเอง แต่ยังเป็นเครื่องมือพาเราไปหาความจริงและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในอนาคต (หรือกลับไปทบทวนข้อเท็จจริงที่เราเคยเชื่อว่าจริงในอดีต) ได้อีก


*จำได้ว่าในที่ประชุมคปส.ที่ตึกมอส.เมื่อนานมาแล้ว หลังรัฐประหาร 2549 สักปีสองปี ตอนนั้นตื่นเต้นมาก – เหมือนตอนนั้นมันจะเป็นช่วงที่คปส.ขยายมาทำประเด็นสื่อใหม่ ซึ่งก็หลังจากวิทยุชุมชน ก็มีอินเทอร์เน็ต และภาพยนตร์ สนช.ชุดนั้นเสนอกฎหมายจัดระเบียบสื่อใหม่หลายฉบับ รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 และพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2551 – ผมเริ่มเข้ามาทำงานประเด็นพวกนี้บ้างก็น่าจะจังหวะนั้น

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก

“อยากกด Like จนมือสั่น”

สืบเนื่องจากกรณีตำรวจอยากดูข้อมูลการพูดคุยกันของประชาชนบนโซเชียลมีเดีย

นิตยสาร Way สัมภาษณ์ประมาณสิงหาปีที่แล้ว ฉบับสั้น “5 คำถาม” ตีพิมพ์ลงฉบับ 56 ธีมเล่ม “Human 2.0”

ส่วนฉบับยาวเพิ่งออกมาเมื่อเดือนนี้ (ก.พ. 2557) ในชื่อว่า “อยากกด Like จนมือสั่น” ว่าด้วยความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงบนสื่อสังคม การแสดงออกทางการเมือง การควบคุมสื่อ และสิทธิมนุษยชน

ภาพประกอบนี้ถ่ายที่ชั้น 2 ตึกคณะนิติ จุฬา หน้าร้านถ่ายเอกสาร – โซฟานี่ก็ไปยืมมาจากร้านถ่ายเอกสาร ช่วยกันยกกับพี่ช่างภาพ

eh?

(ข้ออ้าง) “hate speech” กำลังทำลายอินเทอร์เน็ต

ความหมายของ “hate speech” หรือ “คำพูดแสดงความเกลียดชัง”/”คำชัง” นี่ ถ้าไม่จัดการมันให้แคบ จำกัด ชัดเจน และเคร่งครัด จะอันตรายมาก พูดอะไรไปสักอย่างนี่มันมีโอกาสไม่ถูกใจใครคนใดคนหนึ่งอยู่แล้ว ถ้าใครๆ ก็อ้าง “hate speech” ได้ จิตใจฉันหวั่นไหว แล้วโวยต่อไปด้วยว่า อะไรที่เป็น “hate speech” จะต้องแบน เราก็คงต้องแบนทุกสิ่งอย่าง

ประเด็น “hate speech” ถูกพูดถึงกันมากขึ้นๆ ในสังคมไทย โดยเฉพาะในบริบทความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีการทำร้ายบาดเจ็บล้มตายกัน คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าสื่อมีบทบาทสำคัญ ถึงขนาดที่ว่าทำให้เกิดความเกลียดชัง และในยุคสื่อใหม่แบบนี้ อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมก็เป็นจำเลยเก๋ๆ ให้โดนรุมด่า พร้อมๆ กับยกตัวอย่างคลาสสิก (จน cliche ไร้ความหมาย) อย่าง “Radio Rwanda” และ “วิทยุยานเกราะ” ว่านี่ไงๆ เห็นไหม มันเกิดขึ้นได้จริงๆ นะ โดยไม่แม้แต่จะคิดสักวินาทีว่าลักษณะของสื่อที่เอามาเทียบมันคนละอย่างกัน ใจคอจะเทียบกันตรงๆ เลยหรือไง (หรือกระทั่งว่า มันมีงานศึกษาว่า Radio Rwanda อาจจะไม่ได้มีอิทธิพลมากมายอย่างที่เราเข้าใจก็ได้)

จิลเลียน ซี. ยอร์ก (@jilliancyork) จาก Electronic Frontier Foundation เขียนบทความ “Facebook Should Not be in the Business of Censoring Speech, Even Hate Speech” หลังจากที่เฟซบุ๊กทนแรงกดดันจากกลุ่มรณรงค์ต่อต้านคำพูดแสดงความเกลียดชังต่อผู้หญิงไม่ไหว ต้องยอมแบนเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชัง เหยียด หรือเล่นโจ๊กในเชิงดูถูกผู้หญิง

ประเด็นของยอร์กก็คือ มันสมควรแค่ไหนที่จะให้บริษัทเอกชนตัดสินใจว่า อะไรคือ “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” ?

โดยชี้ว่า แม้เนื้อหาจำนวนมากที่กลุ่ม Women, Action & the Media (WAM!) กดรีพอร์ตนั้นจะน่าขยะแขยง (จนอาจนับว่าเป็น “hate speech” ได้) แต่ตามกฎหมายสหรัฐ (ซึ่งเฟซบุ๊กตั้งอยู่) มันไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ถ้าจะแบนมัน นั่นแปลว่า เรากำลังมอบอำนาจเหนือกฎหมายให้กับบริษัทเอกชนใช่หรือไม่?

อีกข่าวนึงติดกันที่อ่านเจอวันนี้ ก็ว่าด้วยเนื้อหา “น่ารังเกียจ” บนสื่อเช่นกัน

หลังเหตุการณ์ฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่วูลวิช รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หรือ โฮมออฟฟิศ ของสหราชอาณาจักร เธเรซ่า เมย์ จากพรรคอนุรักษ์นิยม ก็ออกมาบอกว่า ทีวีวิทยุควรจะต้องแบนไม่ให้คนที่มี “มุมมองน่ารังเกียจ” มาออกอากาศ และต้องตรวจข้อความก่อนจะให้เผยแพร่ออนไลน์

ทีโมธี การ์ตัน แอช (@fromTGA) ศาสตราจารย์ด้านยุโรปศึกษาที่ออกซ์ฟอร์ด ก็เขียนโต้ว่า ความคิดที่จะเอาการเซ็นเซอร์มาแก้ปัญหานี่ ‘ทั้งปฏิบัติจริงไม่ได้ เป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพ มองอะไรแบบสั้นๆ และจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี’ (“What May proposes is impractical, illiberal, short-sighted and counter-productive.”)

บทความของเขามีชื่อว่า “After Woolwich, don’t ban hate speech, counter it. Hate it, too” หรือ “หลังจากวูลวิช อย่าแบนคำพูดเกลียดชัง ตอบโต้มัน และให้เกลียดมันด้วย”

ทีโมธียกตัวอย่างนโยบายในสมัยนายกมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ที่พยายามแบนไม่ให้โฆษกของของพรรคซินน์เฟน/กองกำลังไออาร์เอได้ออกทีวี ที่ล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น และจะยิ่งล้มเหลวในยุคนี้ ยุคที่มีกูเกิลและยูทูบ

นอกจากนี้ ทีโมธียังยกคำกล่าวของ แจ็ค สตรอว์ อดีตรัฐมนตรีโฮมออฟฟิศจากพรรคแรงงาน ที่ชี้ว่าการแบนพรรคซินน์เฟน/ไออาร์เอในยุคนั้น ยิ่งเป็นการช่วยเกณฑ์คนเข้ากองกำลังไออาร์เอ

ย่อหน้าสุดท้ายนี่ชอบมาก ทีโมธีอ้างเอ็ดมันด์ เบอร์ก นักคิดสาย modern conservatism/classical liberalism ว่า ความเกลียดนั้นมีประโยชน์ และเราควรเรียนรู้ที่จะเกลียด เก็บความเกลียดเอาไว้ ทำนองว่า เพราะความเกลียดก็เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่จะทำให้เราพัฒนาความนึกคิดของเรา ไปในทางที่เราเลือกจะเป็น

“คนจะไม่รักสิ่งที่เขาต้องรัก คนจะไม่เกลียดสิ่งที่เขาต้องเกลียด”

ทีโมธีเคยมาพูดที่ไทยด้วย เมื่อมกราปีนี้เอง ในเวทีอียูเรื่องความปรองดองและเสรีภาพการแสดงออก เขาพูดถึงกรณีการตัดสินจำคุกสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ไว้ว่า โทษตามมาตรา 112 ที่สมยศโดนไปสิบปีนี่ “เกินสัดส่วนไปอย่างไม่รู้จะพูดยังไง จนถึงขั้นว่าคนๆ นึงจำเป็นต้องแสดงออกถึงความโกรธแค้นของเขา” (“so wildly disproportionate that one has to express one’s sense of … outrage”)

จะ (อ้าง) “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” หรือ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถ้ามันทำให้เราละเว้นการใช้เหตุผล ละทิ้งความได้สัดส่วนในการใช้มาตรการกำกับดูแล มันก็แย่พอกัน

อาญาไม่พ้นเกล้า – อาชญากรรมทางความคิด

[David] Streckfuss says a number of possible solutions in the form of “braking mechanisms” on lèse majesté cases have been discussed by some academics. They include possibly requiring cases to be approved by the Bureau of the Royal Household before going to court, bringing the law in line with standard libel laws, as well as reducing sentences. “The problem with proposing reform is that anyone who proposes it also runs the risk of being accused of disloyalty — or actually being charged with lèse majesté,” says Streckfuss. The challenge for Thailand’s leaders is to find the courage to allow open, reasoned and respectful debate in order to preserve what they are so determined to defend.

[เดวิด] สเตร็คฟัส กล่าวว่านักวิชาการบางคนได้ถกเถียงหารือกันถึงทางออกที่เป็นไปได้จำนวนหนึ่ง ที่สามารถใช้เป็น “กลไกกลั่นกลอง” การฟ้องคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ได้. ทางออกเหล่านี้รวมถึง การที่การฟ้องศาลต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักพระราชวังก่อน, การรวมกฎหมายดังกล่าวเข้ากับกฎหมายหมิ่นประมาทมาตรฐาน, และการลดโทษลง*. “ปัญหาของการเสนอการปฏิรูปก็คือ ไม่ว่าก็ตามที่เสนอการปฏิรูป จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี — หรือถูกฟ้องด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เสียเอง” สเตร็คฟัสกล่าว. ความท้าทายของบรรดาผู้นำประเทศไทยก็คือ การรวบรวมความกล้าหาญ ที่จะเปิดให้มีการถกเถียงอย่างเปิดเผย ด้วยเหตุผล และด้วยความเคารพกัน เพื่อที่จะรักษาสิ่งที่พวกเขามุ่งมั่นเหลือเกินที่จะปกป้อง.

จากบทความ What’s Behind Thailand’s Lèse Majesté Crackdown? โดย Robert Horn. TIME, 2 มิ.ย. 2554.

* โทษปัจจุบันคือ จำคุกขั้นต่ำ 3 ปี สูงสุด 15 ปี และเจ้าหน้าที่/ศาลมักอ้างเหตุว่า เนื่องจากโทษสูง จึงให้ประกันตัวไม่ได้ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ส่วนใหญ่ ไม่ได้รับการประกันตัว — effectively, การฟ้องใครก็ตามด้วยข้อหานี้ จะมีโอกาสเอาเขาคนนั้นเข้าไปอยู่ในที่คุมขังได้มาก เว้นแต่ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนมีชื่อเสียง high profile หน่อย อันนี้ก็จะได้รับ “การยกเว้น” ให้ประกันตัวได้

ซึ่งมันน่าเศร้า ที่เราจำเป็นต้องใส่ “เครื่องหมายคำพูด” ครอบคำว่า /การยกเว้น/ เพราะสิทธิในการได้รับการประกันตัว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนควรจะต้องได้รับการพิจารณา — ไม่ใช่ว่า ตั้งให้ไม่ได้ประกันเป็น default แล้วได้ประกันเป็น exception ได้ประกันทีนึงผู้ถูกกล่าวหาต้องขอบคุณศาล ต้องตื้นตันนายก หรือรัฐบาลเอาไปอวดในที่ประชุมนานาชาติว่า “นี่ไง ๆ คดีนี้เขาได้ประกันนะ เห็นไหม ๆ” (โดยทำเป็นลืมคดีที่เหลือส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้ประกัน)

สิ่งที่เราควรจะทำ คือเลิกโทษอาญาที่ไม่สมเหตุผลต่าง ๆ ทั้งหมดเสีย เลิกโทษอาญาหมิ่นประมาท เลิกโทษอาญาละเมิดลิขสิทธิ์ เลิกโทษอาญาคดีเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น ให้เหลือแต่โทษทางแพ่ง เปิดโอกาสให้มีการยอมความไกล่เกลี่ยและเยียวยา

[20-22 ก.ย.] follow #ial2010 ตามงาน Internet at Liberty 2010

Internet at Liberty 2010 เวิร์กช็อปและสัมมนา สองวันครึ่ง เรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ต จัดโดย Google และมหาวิทยาลัย Central European University ที่บูดาเปสต์ ฮังการี

หัวข้อเกี่ยวข้องถึงนโยบายการกำกับอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาสังคม ประชาธิปไตย และการศึกษา

มีนักเทคโนโลยี นักกฎหมาย นักนโยบายอินเทอร์เน็ต นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม บล็อกเกอร์ และนักหนังสือพิมพ์จากทั่วโลก เข้าร่วม โดยเฉพาะจากประเทศและภูมิภาคที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม ทั้งในพื้นที่ออฟไลน์และรุกเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์

ชมสด — 21-22 กันยายน 2553, 14:00-23:15 เมืองไทย (9:00-18:15 UTC+2)

ทวีตติดแฮชแท็ก #IAL2010

มีชาวบ้านแถวนี้ไปร่วมอย่างน้อยสามคน @bact (ผม เครือข่ายพลเมืองเน็ต/โอเพ่นดรีม) @jiew (จีรนุช เปรมชัยพร หนังสือพิมพ์ประชาไท) และ @supinya (สุภิญญา กลางรณงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ)

แถม: ชมบันทึกจากงาน Internet Governance Forum ครั้งที่ 5 ลิทัวเนีย

technorati tags: , , ,

Lao44 – Free the Lao documents

Lao44 or Coalition for Lao Information, Communication and Knowledge is the largest repository of documents in Lao language.

The number 44 in Lao44 refers to Article 44 in the Constitution of Lao PDR, which says: Lao citizens have the right and freedom of speech, press and assembly; and have the right to set up associations and to stage demonstrations which are not contrary to the laws.

ลาว44 เป็นเว็บไซต์ที่เก็บรวมรวมเอกสารสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นภาษาลาว

เลขที่ 44 หมายถึงสิทธิพื้นฐานอันหนึ่งของพลเมืองลาวดังที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของ ส.ป.ป.ลาว มาตรา 44 ที่ว่า: พลเมืองลาวมีสิทธิเสรีภาพในการพูด, ขีดเขียน, รวมชุมนุม, จัดตั้งสมาคมและเดินขบวนที่ไม่ขัดกับระเบียบกฎหมาย

ຍີນ​ດີ​ຕ້ອນຮັບ​ເຂົ້າສູ່ ລາວ44.

ເລກທີ 44 ຫມາຍ​ເຖີງສິດ​ພື້ນຖານ​ອັນ​ຫນື່ງຂອງ​ພົນລະ​ເມືອງ​ລາວ​ດັ່ງ​ທີ່​ລະບຸ​ໄວ້​ໃນ​ ລັດຖະທຳ​ມະນູ​ນ ຂອງ ສ.ປ.ປ ລາວ
ມາດ​ຕາ​44 ທີ່​ວ່າ: “ພົນ​ລະ​ເມືອງ​ລາວ​ມີ​ສິດ​ເສ​ລີ​ພາບ​ໃນ​ການ​ປາກ​ເວົ້າ​, ຂີດ​ຂຽນ​, ໂຮມ​ຊຸມ​ນຸມ​, ຈັດ​ຕັ້ງ​ສະ​ມາ​ຄົມ​ແລະ​ເດີນ​ຂະບວນ​ທີ່​ບໍ່​ຂັດ​ກັບ​ລະ​ບຽບ​ກົດ​ໝາຍ​”

ໂດຍ ​ອີງ​ໃສ່​ນະ​ໂຍບາຍ​ຂອງ​ພັກ ແລະ ລັດຖະບານດ້ານ​ຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ ແລະ ການ​ສື່ສານ ດັ່ງ​ທີ່​ໄດ້​ລະບຸ​ໃນ​ແຜນ​ພັດທະນາ​ເສດຖະກິດ-ສັງຄົມ (2006-2010), ລາວ 44 ປະກອບສ່ວນ​ເຂົ້າ​ໃນ​ການ​ສ້າງ​ຄວາມ​ເຂັ້ມ​ແຂງ​ພ້ອມ​ທັງ​ຊຸກຍູ້​ການ​ມີ​ສ່ວນ​ ຮ່ວມ​ຂອງ​ປວງ​ຊົນ​ເຂົ້າ​ໃນ​ວຽກງານ​ການປົກ​ປັກ​ຮັກສາ ແລະ ສ້າງສາ​ປະ​ເທ​ດຊາດ ໂດຍ​ການ​ເປັນແຫ​ລ່ງຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ​ພາສາ​ລາວ ຂອງທຸກໆຂະ​ແຫນງ​ການ​ທົ່ວ​ປະ​ເທດ ເຊັ່ນ: ກະສິກຳ-ປ່າ​ໄມ້, ສຸຂະພາບ, ການ​ສຶກສາ, ພູມ​ປັນຍາ​ທ້ອງ​ຖີ່​ນ, ບົດບາດ ​ຍີ​ງ-ຊາຍ ແລະ ຮວມ​ໄປ​ເຖີງລະບຽບກົດ​ຫມາຍ, ແຜນການ ແລະ ນະ​ໂຍບາຍຕ່າງໆຂ​ອງ ລັດຖະບານ. ຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານ​ປະກອບມີ​ຫລາຍ​ຮູບ​ຫລາຍ​ສີ​ເຊັ່ນ: ຟ້າຍເອກະສານ, ວິ​ດິ​ໂອ, ຮູບ​ພາບ ແລະ ການ​ສົນທະນາ​ກະທູ້​ຕ່າງໆ ເຊິ່ງຂໍ້​ມູນ​ຂ່າວສານທັງ​ຫມົດ​ເປັນ​ຮູບ​ແບບ​ດິຈີ​ຕ້ອນ.

ລາວ 44 ໄດ້​ຖືກ​ສ້າງ​ຂື້ນ ແລະ ບໍລິຫານ​ຮ່ວມ​ກັນໂດຍອົງການ Helvetas, ອົງການ​ບ້ານ​ຈຸດ​ສູ​ມສາກົນ (VFI), CRWRC, ອົງການ​ມິ​ດຕະພາບ​ເມັນ​ໂນ​ນາຍ (MCC), CIDSE, DED, ອົງການພັດທະນາປະເທດເນເທີແລນ (SNV), ກູ່​ມພັດທະ ນາບົດບາດ​ຍີ​ງ- ຊາຍ (GDG), ສະມາຄົມພັດທະນາກະສິກຳ ແລະ ສີ່ງແວດລ້ອມແບບຍືືນຍົງ (SAEDA), ສະມາຄົມພັດທະນາ ແລະ ຫລຸດຜ່ອນຄວາມທຸກຈົນ (PORDEA), ບໍລິສັດ ທີ່ປຶກສາດ້ານພັດທະນາ & ວິສາຫະກິດ ຈຳກັດ (EDC), ແລະ ສູນອົບຮົມຮ່ວມພັດທະນາ (PADETC) ໂດຍການສະຫນັບສະຫນູນຈາກກອງ​ສົ່ງ​ເສີມ​ກະ​ສິກຳ ແລະ ປ່າ​ໄມ້ (NAFES), ສະ​ຖາ​ບັນ​ຄົ້ນຄວ້າ​ວິທະຍາສາ​ດ ແລະ ເຕັກນິກກະ​ສິກຳ ແລະ ປ່າ​ໄມ້ (NAFRI) ແລະ ​ໂຄງການສົ່ງເສີມກະສິກຳ (LEAP).

ขอบคุณเพื่อน ๆ ในทวิตเตอร์ @tewson @au8ust @kengggg @amaudy @lewcpe สำหรับคำอ่านคำแปลพาสาลาวครับ 🙂

แถม: อ่านลาว – Chrome extension แปลงอักษรลาวเป็นอักษรไทย

technorati tags: , ,