บอลประเพณีครั้งที่ 69 นศ.ล้อการเมือง ชูป้าย #freewifi หนูจะไม่ทนเน็ตกาก!!

FREE WIFI

บอลประเพณีครั้งที่ 69 นิสิตนักศึกษาจุฬาธรรมศาสตร์ ร่วมแปรอักษร “FREE WIFI” เรียกร้องอินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับประชาชนทุกคน

ผู้จัดชี้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลไม่เคยเหลียวแล – เผยเน็ต ICT Free Wifi สุดกาก ถึงต่อติดก็เล่นเน็ตไม่ได้ ไม่รู้จะมีทำแมวน้ำอะไร – นิสิตปี 1 ตะโกนก้องสนาม “หนูจะไม่ทน!!!”

O’Neill’s Leicester City

ตามไปดูลิงก์ขำ ๆ (มุขควายฟุตบอล) ที่น้องโพสต์ไว้ที่เว็บบอร์ดคณะ

แล้วก็เจอกับชื่อที่ไม่ได้เจอเสียนาน สตีฟ กัปปี้ (Steve Guppy)

ได้รู้จักกับ สตีฟ กัปปี้ ครั้งแรก ตอนที่เขาเล่นกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สมัยที่ มาร์ติน โอนีล ยังคุมทีมอยู่
ตำแหน่งของเขาคือวิงแบ็กด้านซ้าย

เลสเตอร์ในสมัยนั้น เล่นระบบ 3-5-2 มีวิงแบ็กสองตัววิ่งขึ้นลง เป็นทีมเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ ผู้เล่นไม่ได้มีเทคนิคแพรวพราว แต่เล่นกันง่าย ๆ เล่นอย่างมีระบบ และมักจะเล่นได้ดีในบอลถ้วย ที่เน้นผลการแข่งขันเป็นนัด ๆ ไป โดยประสบความสำเร็จได้แชมป์ลีกคัพสองครั้ง เมื่อปี 1997 และปี 2000 และได้โควต้าไปเล่นฟุตบอลยุโรป

ผู้เล่นที่น่าสนใจในยุคนั้น ที่ผมจำได้ก็คือ เคซีย์ เคลเลอร์ โกล์สุดหนึบชาวอเมริกัน มุซซี่ อิสเซ็ต กองกลางตัวทำเกมตัวเก่ง ที่ทำสถิติจ่ายให้เพื่อนยิงมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2003-2004 อิสเซ็ตยืนในแดนกลางคู่กับ นีล เลนนอน กองกลางตัวรับที่ดุดันแต่ไม่โฉ่งฉ่าง และ ร็อบบี้ ซาเวจ กลางตัวรับพันธุ์ดุ (สมชื่อ) อีกคน สองคนนี้เป็นตัวหยุดบอลก่อนจะถึงแนวรับ ที่มี แมตต์ เอเลียต ปราการหลังร่างใหญ่กัปตันทีมยืนคุมอยู่ พร้อมเพื่อนกองหลัง เจอร์รี่ แท็กการ์ต สตีฟ วอลช์ และ แฟรงก์ ซินแคลร์

แมตต์ เอเลียต นี้นอกจากจะเล่นตำแหน่งกองหลังตัวกลางแล้ว ยังสามารถขึ้นไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าได้อีกในยามฉุกเฉิน (เช่นเดียวกับ สตีฟ วอลช์) ส่วนคู่กองหน้าตัวจริง ก็คือ โทนี่ ค็อตตี้ และ เอมิล เฮสกี สองคู่หูเล็ก-ใหญ่ ที่รายหลังมักจะโหม่งพักบอลให้รายแรกอยู่เสมอ

(แสตน คอลลีมอร์ กองหน้าพรสวรรค์เจ้าปัญหา เคยเล่นให้กับเลสเตอร์ในยุคนี้พักหนึ่งสั้น ๆ ก่อนจะโชคร้ายขาหัก และไม่ได้มีส่วนกับความทรงจำของเลสเตอร์เท่าไหร่นัก)

และตัวสำคัญจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากวิงแบ็กฝั่งซ้าย สตีฟ กัปปี้ ที่คอยเปิดบอลสวย ๆ จากกราบซ้ายนั่นเอง สถิติการเปิดบอลจากกราบของ สตีฟ กัปปี้ นั้นดีมาก ในระดับยุโรปจะเป็นรองก็เพียง เดวิด เบ็คแฮม เท่านั้น ซึ่งในทีมชาติอังกฤษยุคนั้นเบ็คแฮมยังเล่นเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาอยู่ และทีมก็มีปัญหาเรื่องผู้เล่นริมเส้นฝั่งซ้ายมาก ที่เปลี่ยนเท่าไรก็ไม่ลงตัวสักที ผลงานของ สตีฟ แม็คมานามาน ที่เป็นผู้เล่นหลักในตำแหน่งนี้ (หรือบางครั้งแทนด้วย แกรม เลอ โซ) ก็ไม่เด่นเท่าไหร่นัก ในตอนนั้นหลายคนก็ถามถึงโอกาสของ สตีฟ กัปปี้ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็มีโอกาสเล่นให้ทีมชาติแค่ครั้งเดียว ส่วนนึงก็คงเป็นเพราะไม่ได้อยู่ในสโมสรใหญ่

ความโดดเด่นของกัปปี้ ทำให้โอนีลเรียกใช้บริการของเขาอีก เมื่อย้ายไปคุมทีมเซลติก (เช่นเดียวกับ นีล เลนนอน)

(ส่วนวิงแบ็กฝั่งขวานั้นคือ แอนดี้ อิมปีย์ ซึ่งไม่ค่อยเด่นนัก)

สมัยนั้น ในคราวที่เลสเตอร์ไม่ได้แข่งกับอาร์เซนอล ผมมักจะเชียร์ทีมนี้อยู่เสมอ ๆ ตอนที่เล่นเกม Championship Manager ก็มักจะเลือกเล่น เลสเตอร์ ซิตี้ (หรือไม่ก็ทีมดิวิชั่นล่าง ๆ ไปเลย) รู้สึกว่าเป็นทีมที่น่าสนใจ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ ก็อาจจะประมาณ เอเวอร์ตัน หรือ พอร์ตสมัธ ได้มั๊ย ? (แต่ผมว่าไม่เหมือน แอสตัน วิลล่า นะ ถึงจะมี มาร์ติน โอนีล คุมอยู่ก็เถอะ)

เกมของเลสเตอร์ไม่มีอะไรมาก ไม่กัปปี้เปิดจากริมเส้นให้เฮสกีโหม่ง ก็เป็นอิสเซ็ตแทงบอลให้ค็อตตี้อาศัยความถึก+คล่องวิ่งทะลุไปยิง หรือไม่ก็โยนจากด้านหลังมาให้เฮสกีพักบอลให้ค็อตตี้ แต่แค่นี้ก็ทำให้ทีมเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีเงินเยอะนักทีมนี้ ยึดตำแหน่งในสิบอันดับแรกของตารางมาตลอด แถมได้แชมป์ถ้วยเล็กในบางปี

ดีกว่าทีมใหญ่บางทีมที่ยังไม่ได้แชมป์อะไรเลยมาหลายปีแล้ว (เปล่าแซวนะ)

technorati tags:
,

Social network football map

Football field social network

วาดข้อมูล แสดงคุณภาพเครือข่ายในสนามฟุตบอล โดยแสดงเส้นทาง (path) ของลูกฟุตบอลระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ ในสนาม จากรูปข้างบน ซึ่งเป็นเกมฟุตบอลโลก 2006 คู่ อังกฤษ-โปรตุเกส เราจะเห็นได้ชัดว่า
บอลทางฝั่งอังกฤษจะวิ่งไปมาอยู่กลางสนาม คือจาก เทอร์รี่ (กองหลังตัวกลาง) ไป เฟอร์ดินานด์ (กองหลังตัวกลาง)
และจาก เจอร์ราร์ด (กองกลางตัวกลาง) ไป แลมพาร์ด (กองกลางตัวกลาง)

ดูภาพวิเคราะห์อื่น ๆ ได้ที่ Network Analysis and the soccer worldcup ที่ FAS.research

[ลิงก์ fas.at | ผ่าน information aesthetics, pasta and vinegar]

tags:

Football Coup!!

เมื่อใคร ๆ ก็เรียกหา รัฐประหาร

งั้นขอที่ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย มั่งได้มั๊ย ?

เอาออกมันให้หมด ตั้งกรรมการสอบสวน เอาผิด ลงโทษ ยึดทรัพย์ ฯลฯ

เย้!

ไม่ได้สิ แบบนี้เรียก รัฐประหาร ไม่ได้ ต้องบอก ปฏิวัติ แล้ว
เพราะระบอบการปกครองฟุตบอลไทยปัจจุบันนี่ มันระบอบเผด็จการนี่หว่า 😛
แล้วแฟนบอลจะปฏิวัติไปเป็นระบอบอะไรดี ?

tags: , ,

Let’s kick Racism out of Football

ขอเจาะเรื่องนี้ต่อ เกี่ยวกับ การเหยียดชาติพันธุ์ (racism) ในเกมฟุตบอล

หลังจากที่อ่านตัวบทความ รายงานพิเศษ เรื่องราวที่มิอาจมองข้าม การเหยียด ‘สีผิว-ชาติพันธุ์’ (racism) ในเกมฟุตบอล + ความเห็นต่าง ๆ ผมก็ลอง ๆ หาข้อมูลต่อหน่อยนึง

จากเว็บ Kick It Out เค้าบอกว่า แฟน ๆ ฟุตบอลที่มีปัญหาเรื่องการเหยียดผิว เหยียดชาติพันธุ์มากที่สุดในยุโรปก็คือ สโมสร Lazio กับ Verona ในอิตาลี,
Paris Saint-Germain ในฝรั่งเศส และ Real Madrid กับ Real Zaragoza ในสเปน ก็ตรงกับที่พูดถึงในบทความที่ประชาไท (ดูรายละเอียด และกรณีที่เกิดต่าง ๆ ได้ในตัวบทความนั้น)

จากความเห็นของคุณภัควดี (อยู่ท้าย ๆ เลย) พูดถึงมาเตรัซซี:

เมื่อปีก่อนหรือ 2-3 ปีก่อน อินเตอร์มิลานแข่งกับทีมเมสซินา ในทีมเมสซินามีนักเตะผิวดำคนหนึ่ง (จำไม่ได้ว่าชาติอะไร) กองเชียร์ของอินเตอร์ทำเสียงลิงล้อเลียนนักเตะผิวดำคนนี้ เขาก็เลยถือลูกบอลเดินออกจากสนาม (คงทำนองวอล์คเอาท์) นักเตะของอินเตอร์มิลานสนับสนุนการประท้วงของนักเตะผิวดำ (ก็มีกัปตันชื่อซาเน็ตตินี่) มีนักเตะอินเตอร์คนเดียวที่ไปตะโกนใส่นักเตะผิวดำทำนองว่า “แกทำอย่างนี้ อยากดังนักหรือไง?” คน ๆ นี้คือมาเตรัซซี

อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ก็เลยลองกูเกิลคำว่า

messina racism
ก็พบข่าวที่ BBC News

Zoro suffers more racist abuse (27 พ.ย. 2548)
เนื้อข่าวก็คือว่า Marco Zoro ดาวเตะชาวไอเวอรี่โคสต์ของเมสซินา ถูกแฟน ๆ อินเตอร์ตะโกนเสียงลิงใส่ เมื่อคราวที่เมสซินาไปเยือนอินเตอร์ ในเกมกัลโช่ซีเรียอา
โดยก่อนหน้านี้ในนัดเปิดสนามของฤดูกาล Zoro ก็โดนแฟนลาซิโอเหยียดผิวมาเหมือนกัน

โอเค คราวนี้รู้ละ ว่านักเตะผิวสีรายนั้น คือ Marc Zoro, แล้วเรื่องมาเตรัซซีล่ะ ?
ลองหาต่อด้วยคำว่า “materassi messina racism
ได้อันนี้มา:

A Racist Slur at the World Cup?,
by Dave Zirin. Posted July 11, 2006

Earlier this season in a match that pitted Messina against Inter in Sicily, Messina’s star African player Marc Zoro famously picked up the ball and walked off the pitch in protest of the monkey chants rained upon him by Inter supporters. In a stirring act of solidarity, many of the Inter players immediately showed support for Zoro’s actions. But one opponent yelled, “Stop that, Zoro, you’re just trying to make a name for yourself.” That opponent’s name was Marco Materazzi.

เพื่อให้น่าเชื่อถือขึ้น(หน่อย) เราก็ไม่ควรจะอ้างอิงแหล่งเดียว เลยตามลิงก์ในหน้าพูดคุยของวิกิพีเดีย (กดเข้าดูประวัติแกหน่อย อะโห ไม่ธรรมดา สมัยเล่นกับ Everton เจอไล่ออกไป 3 ครั้ง จาก 27 เกม) ก็ไปเจอย่อยข่าว ที่ Guardian
I Denounce You Anti-Christ; and Monkey Chants (28 พ.ย. 2548)
ตรงส่วน “BLACK AND WHITE AND NOT ALL OVER” เค้าว่า:

[…] Other Inter players expressed their support, however. Adriano and Obafemi Martins comforted Zoro and persuaded him to return to the pitch so the match could finish, while Luis Figo and Juan Veron apologised on behalf of the club. Indeed, even club kingpin Massimo Moratti today praised Zoro as “an intelligent man who acted in a brave and intelligent way”. But not everyone at Inter was impressed: “[Centre-back and Everton legend Marco] Materazzi shouted ‘stop that, Zoro, you’re just trying to make a name for yourself’,” revealed Zoro. “I didn’t even argue with him, I’ve no intention of lowering myself to that level.”

เป็นอันว่าตรงกัน (แต่คุณ Dave Zirin อาจจะยกมาจาก Guardian ก็ได้)

ชื่อก็ Marco เหมือนกัน ไม่น่าเลย

มารวมกับกรณีซีดานเข้าไปอีก เออ ท่าจะแย่ (ซีดานน่ะผิดชัดเจน ทำร้ายร่างกายผู้เล่นอื่น แล้วก็สมควรจะโดนใบแดง แต่อีกฝ่ายนี่ยังไม่โดนตัดสิน)

หรือนี่จะเป็นเหตุที่เราไม่ค่อยชอบบอลอิตาลี (นอกเหนือจากตัวเกมที่ไม่ลื่นเอาซะเลย เกมหยุดตลอดเวลา เดี๋ยวฟาวล์ เดี๋ยวพุ่ง ว้อย) ?

เอาน่ะ เค้าได้ถ้วยไปแล้ว (ส่วน “ชนะ” รึเปล่านั้น ก็แล้วแค่คนจะมอง)


ว่าแล้วก็ขอแถมด้วยเรื่องขอแฟนบอลซังเพาลี (FC St. Pauli) ในเยอรมนีหน่อย ด้วยความประทับใจในลักษณะของแฟนบอล (เคยไปอยู่ในกลุ่มแฟนบอลเค้ามาครั้งนึง) และแนวความคิดของพวกเขา

สโมสรซังเพาลี ในฮัมบวร์ก เป็นสโมสรแรกในเยอรมนี ที่สั่งแบนกิจกรรม/การแสดงออกของฝ่ายขวา/ชาตินิยมในสนาม แฟนบอลส่วนใหญ่ของสโมสรถือว่าตัวเองเป็นพวก ต่อต้านการเหยียดชาติพันธุ์ (anti-racism) ต่อต้านฟาสซิสต์ (anti-fascism) และ ต่อต้านการเหยียดเพศ (anti-sexism)
ซึ่งทำให้แฟนบอลซังเพาลีมีปัญหาบ่อย ๆ กับพวก นีโอนาซี และพวกฮูลิแกน

ภาพลักษณ์ของแฟนบอลซังเพาลีในสายตาคนภายนอก คือพวกพังค์ ซึ่งในความคิดคนไทยทั่วไปนั้น อาจจะไม่น่าคบหาเท่าไรนัก (ซึ่งผมเองก็เคยกลัวในตอนแรก) โดยคิดว่าพวกพังค์คือ พวกแต่งตัวตามนักร้องพังค์ร็อก ใส่เสื้อหนัง เจาะหู เจาะจมูก ผมตั้ง ๆ แหลม ๆ ย้อมสีผมแรง ๆ … ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง เพราะนั่นคือการแต่งตัวของวัฒนธรรมย่อยพังค์ (Punk subculture)
แต่นอกจากการแต่งกายแล้ว (ซึ่งก็ไม่จำเป็นว่า พังค์ทุกคน ต้องแต่งตัวแบบพังค์) ยังมีสิ่งที่เรียกว่า มโนคติพังค์ (Punk ideology) ซึ่งจะสนใจเกี่ยวกับสิทธิตามธรรมชาติของปัจเจก ที่จะมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ และ ข้อดีของการสนับสนุนและใช้ชีวิตอย่างมีข้อจำกัดที่น้อยลง
ซึ่งจะเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง ปัจเจกนิยม (individualism), ต่อต้านเผด็จการ (anti-authoritarian), สนับสนุนลัทธิอนาธิปไตยทางการเมือง (political anarchism แต่อาจจะไม่จำเป็น), ความคิดเสรี, จริยธรรม ฯลฯ

เมื่อครั้งที่เยอรมนีทำพิธีระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปีที่แล้ว (2548) ที่เบอร์ลิน
กลุ่มนีโอนาซีได้เดินขบวนมุ่งหน้ามายังบริเวณจัดงาน
ก็เป็นกลุ่มพังค์พวกนี้ ที่เข้ามาขวางการเดินขบวน ด้วยการลงไปนั่ง ๆ นอน ๆ ปิดถนน ร้องรำทำเพลง วาดรูปบนถนน ขวางไม่ให้พวกนีโอนาซีเดินไปซะงั้น ทำให้พวกนีโอนาซีไม่สามารถเข้าไปถึงบริเวณงานได้
เป็นการหยุดขบวนโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

… เริ่มด้วยซังเพาลี แล้วมาจบที่พังค์ได้ไง ? 😛


รวมลิงก์ ฟุตบอลและการเหยียดชาติพันธุ์:


บทความ “ฟุตบอลนอกสนาม” อื่น ๆ

tags: , , , , , , ,

rhythm of football

ย่อหน้าสุดท้าย กัดเจ็บจริง ๆ 😛

เกมแห่งจังหวะและเสียงดนตรี

อ. ชาญวิทย์ ผลชีวิน เคยพูดหลายครั้งว่า ฟุตบอลคือกีฬาของจังหวะ เกจิฟุตบอลชาวต่างชาติคนหนึ่งก็เคยพูดไว้ว่า ฟุตบอลผูกพันแนบแน่นกับดนตรีประจำชาติ หากเรามองดูลีลาการเล่นของแต่ละประเทศ ชาติที่ยิ่งใหญ่ในกีฬาฟุตบอลมักมีจังหวะและดนตรีประจำเกมของตัวเอง แน่นอน จังหวะของบราซิลคือแซมบ้า อาร์เจนตินาคือแทงโก้ อังกฤษคือพังค์ร็อค เยอรมนีจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากเพลงมาร์ช ฝรั่งเศสในยุครุ่งโรจน์เปรียบเสมือนซิมโฟนีออร์เคสตร้า และฮอลแลนด์คือแจ๊สหรือนิวเอจ

ประเทศที่น่าจะยิ่งใหญ่ในกีฬาฟุตบอล แต่กลับหาจังหวะดนตรีประจำเกมของตนไม่ได้อย่างน่าประหลาดใจคือ สเปน เหตุผลนี้เองที่ทำให้สเปนไม่เคยก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดของเกมนี้เสียที นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะสเปนเป็นชาติที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมเก่าแก่ และมีประวัติศาสตร์ที่เคยยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประเทศอื่น แต่สเปนต้องประสบกับความผุกร่อนภายใน เพราะลัทธิพาณิชย์นิยมสมัยโบราณและเผด็จการฉันใด ทีมฟุตบอลของสเปนก็ต้องสะดุดขาตัวเองล้มร่ำไปฉันนั้น

ในเมื่อมี thesis แล้ว ก็คงขาด antithesis ไปไม่ได้ อิตาลีคือสุดยอดของความเป็นขั้วตรงข้ามในเสียงดนตรี ขณะที่ทีมอื่นพยายามบรรเลงดนตรีและจังหวะของตนให้ไพเราะเพราะพริ้ง อิตาลีกลับทำตัวเหมือนฉิ่งฉับทัวร์ คอยเคาะกะโหลกกะลาแหกปากทำลายสมาธิคนอื่น การฟาดแข้งกับอิตาลีคือการช่วงชิงสมาธิในการคุมจังหวะ ดูอิตาลีเล่นฟุตบอลก็เหมือนดูหนังตลกร้าย และมนตร์เสน่ห์ไม่เสื่อมคลายของทีมอิตาลีก็คือความทุเรศของวิธีเล่นนั่นเอง

จาก เกร็ดเกี่ยวกับฟุตบอลที่คุณอาจไม่รู้ และอะไรจะดีไปกว่าฟัง โรนัลดินโญ พูด

บทความ “ฟุตบอลนอกสนาม” อื่น ๆ

tags: ,

football as an instrument

“Someone said ‘football is more important than life and death to you’ and I said ‘Listen, it’s more important than that’.”

a larger-than-life play … ฉลองชัยอิตาลี (เฮ่อ) ด้วยฟุตบอลนอกสนาม..

ตอนนี้ทั้งที่ โอเพ่นออนไลน์ และ ประชาไท มีบทความเกี่ยวกับฟุตบอลดี ๆ เยอะแยะเลย ลองเข้าไปอ่านกันดู:

เลือก ๆ กันมานิดหน่อย พอเป็นตัวอย่าง ด้านล่างนี้:

จากบทความแรก

ฟุตบอลโลกอาจเป็นมหกรรมกีฬาอีกอย่างหนึ่ง ที่มีไว้หันเหความสนใจของประชาชนไปจากการเมืองที่แท้จริง
ดังที่ นอม ชอมสกี เคยกล่าวไว้

แถม: แบบนี้ถ้ารัฐบาลไทยอยากให้คนไทยลืม ๆ ปัญหางี่เง่าในประเทศซะบ้าง ก็ต้องสนับสนุนบอลไทยกันซะหน่อย ? 😛
คนไทยบ้าบอล (แต่ไม่ใช่ ฟุตบอลไทย), ที่บล็อก “ปัญหาในประเทศไทย”

update: Let’s kick Racism out of Football .. เจาะเพิ่มเกี่ยวกับกรณี มาเตรัซซี่ และการเหยียดผิวในเกมฟุตบอล

via pressjargon

tags: , , , , , ,

England fans drinking Gelsenkirchen dry

เยอรมนีน่ะเป็น “เมืองเบียร์” แต่ “ไอ้ตัวกินเบียร์” น่ะ คือ คนอังกฤษ!

‘ถ้ายังเป็นหยั่งงี้ไปเรื่อย ๆ มันจะต้องหมดเร็ว ๆ นี้แน่ ๆ เราคงต้องปิดร้านในอีกสองสามชั่วโมง’ Ulrich Schiefele ผู้จัดการร้านสะดวกซื้อบอก ร้านของเขาขายเบียร์ไป 500 ลัง (20 ขวด ขวดละครึ่งลิตร) ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

‘เรารู้ว่าแฟน ๆ ชาวอังกฤษขึ้นชื่อเรื่องความกระหาย แต่นี่มันจะเกินไปหน่อย’ เขาบอกอย่างเหงื่อตก ระหว่างพยายามจะเติมตู้เย็นใบใหญ่ให้เต็ม

‘เรามีสำรองอยู่ 1,500 ลิตร’ Zdenka Tunjic ห้วหน้าพนักงานเสิร์ฟที่โรงเบียร์ ‘Brauhaus Hibernia’ บอก
นั่นคือ 4 เท่าของปริมาณที่ขายได้ในวันที่ทีมท้องถิ่น ‘Schalke 04’ แข่ง

กินเสร็จแล้วก็โวยวาย เล่นขำไปเรื่อย ดื่มเป็นดื่ม เชียร์เป็นเชียร์ … นี่แหละแฟนฟุตบอลอังกฤษ แหกปากร้องเพลงได้ตลอดเกม 😛

แต่ถึงไม่มีบอล ท่านผู้ดีทั้งหลายก็กินกันตะพึดตะพืออยู่ดี – -” เมากันได้ทุกศุกร์เสาร์ เห็นได้ตามถนนทั่วไป – -“

tags: