rent a house = high mobility ?

เวลานั่งรถไฟฟ้า นั่งรถไปไหนมาไหน มองเห็นตึกแถวใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เยอะแยะมากมายในกรุงเทพ

ตึกแถวต่าง ๆ น่าจะมีการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ากว่านี้ จะได้ไม่ต้องสร้างตึกใหม่ให้เปลืองทรัพยากร
ทำเป็น mixed use ซะ ใช้หลายประสงค์ ถือครองร่วมกันหลายคนหลายครอบครัวหรือเจ้าของตึกแบ่งเช่า

ชั้นล่างให้เช่าเป็นร้านค้า/สำนักงาน
ชั้นบน ๆ แบ่งชั้นให้แต่ละครอบครัวเช่า
ชั้นดาดฟ้าบนสุดใช้ร่วมกัน เป็นลานซักล้าง-ตากผ้า
หรือถ้าตึกข้างเคียงจะตกลงเปิดดาดฟ้าต่อกันก็ได้-ทำเป็นลานนั่งพักผ่อน/ทำกิจกรรม (ข้างล่างไม่มีที่)

ถ้าจะทำ ต้องปรับปรุงเรื่องประตูเข้าออก ทางขึ้นลง ให้สะดวกกับทุกฝ่าย

แบบนี้ ตึกแถวห้องหนึ่งอาจอยู่ได้ถึงสามสี่ครอบครัวเล็ก ๆ ตามลักษณะครอบครัวคนทำงานรุ่นใหม่ในเมือง

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้เรื่องข้างบนเป็นไปได้มากขึ้น คือ
ค่านิยมเรื่อง “เช่าบ้าน = ไม่มั่นคงในชีวิต”
น่าจะปรับเปลี่ยนเป็น “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” มี mobility เคลื่อนย้ายสะดวก
ซึ่งน่าจะเหมาะกับลักษณะชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มากกว่า ที่ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง (ทั้งจากการย้ายองค์กร หรืออยู่ในองค์กรเดิมแต่ต้องเดินทางเปลี่ยนที่ทำงาน) ทั้งตอบสนองความต้องการที่จะมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อความสะดวก ลดค่าเดินทาง ประหยัดเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต (สามารถย้ายบ้านตามที่ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องห่วงเรื่องซื้อขายบ้าน หรือทำสัญญาระยะยาว)

นอกจากนี้ ความคล่องตัว-ไม่ติดกับพื้นที่ น่าจะช่วยเรื่องการย้ายถิ่นฐาน/โยกย้ายบุคลากรที่ขาดแคลนในเขตนอกศูนย์กลาง (กรุงเทพและหัวเมืองใหญ่) เพิ่มโอกาสกระจายงาน กระจายความเจริญได้ด้วย — ไม่ทำให้เมืองหลวงหรือหัวเมืองมันโตเกินไป ซึ่งนำมาสู่ปัญหาการจัดการต่าง ๆ เช่นสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ สร้างยังไงก็ไม่ทัน เช่นที่เชียงใหม่กำลังแย่อยู่ตอนนี้ (ไม่ต้องพูดถึงกรุงเทพ)

ไม่ใช่ว่า ก็ทรัพยากรบุคคลมันอยู่ในกรุงเทพ (หรือหัวเมือง) ย้ายเข้าออกไม่สะดวก บริษัทก็เลยต้องมาตั้งอยู่ในกรุงเทพ แล้วพอบริษัทต่าง ๆ มากระจุกอยู่ในกรุงเทพ คนข้างนอกก็ต้องย้ายเข้ามาเพิ่มอีก เพราะนอกกรุงเทพไม่ค่อยมีงาน ทรัพยากรบุคคลทั้งหลายก็เข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ บริษัทต่าง ๆ จะตั้งบริษัท จะขยายงาน ขยายสาขา ก็ต้องอยู่ในกรุงเทพอีกนั่นแหละ ไปที่อื่นมันไม่มีคน ก็วนไปเรื่อย ๆ เป็นงูกินหาง ไก่กับไข่

เรื่อง workforce mobility หรือความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เป็นนโยบายของสำคัญของการสร้างและรักษาความมั่งคงของสหภาพยุโรป ไม่ให้ความเจริญมันเหลื่อมล้ำ พอคนย้ายได้ง่าย งานก็ย้ายได้ง่ายด้วย ปลดล็อกงูกินหาง

เอกสาร Mobility in Europe [pdf]
โดย มูลนิธิยุโรปเพื่อการปรับปรุงสภาพการทำงานและการใช้ชีวิต
Eurofound – European Foundation for the Improvement of Living and Working Conditions

ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เกี่ยวหลายเรื่อง
แม้ที่เด่นเป็นข่าว มักจะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ
เช่นเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายแรงงาน
แต่เรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องการใช้ชีวิตของแรงงานก็สำคัญ ที่พัก (สัญญาขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ราคาพอรับไหว ไม่ผูกมัดเกิน) ระบบขนส่ง (เมือง-รอบนอก / งาน-ที่พัก) ภาษา (กรณีพูดต่างภาษาควรสื่อสารภาษากลางกันได้) วัฒนธรรม (ที่อดทดอดกลั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่คลั่งชาติ เปิดใจรับความแตกต่าง) คือแรงงานก็เป็นคนน่ะ
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงานดี ๆ แล้ว ก็อยากได้สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่ดี ๆ เช่นกัน

สภาพที่ปราถนา เพื่อเมืองที่มีชีวิต live life :
ที่อยู่อาศัยย้ายเข้าออกคล่องตัว – ระบบขนส่งสะดวก – สื่อสารภาษากลางได้ – วัฒนธรรมเปิดกว้างรับความแตกต่าง
สองอันหลังสำหรับการจะเป็นเมืองระดับภูมิภาค/นานาชาติ

ที่จะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางโน่นนี่ เป็น hub จะดันเมืองนั้นเมืองนี้เป็นเมืองระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ
แต่ทุกอย่างมันก็ต้องอาศัยคนด้วย ทั้งคนภายในประเทศ ภายนอกประเทศ
จะเป็น hub แต่เขาเดินทางเข้ามาทำงาน/ใช้ชีวิตไม่สะดวก ใครเขาจะอยากมา
แล้วจะเป็น hub ได้ยังไง ? จะมีเมืองศูนย์กลางหลาย ๆ เมืองได้ยังไง ? (แนวคิด mobility นี้ไม่ได้ปฏิเสธเมืองศูนย์กลาง แต่ปฏิเสธการมีศูนย์กลางแต่ที่เดียว อะไร ๆ ก็อยู่ในเมืองนี้ – เช่นกรณีกรุงเทพ)

ในแง่สิทธิโดยทั่วไป-ไม่ได้เจาะจงเรื่องแรงงาน เรื่อง mobility นี้เกี่ยวกับ สิทธิในการเดินทาง/เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย mobility rights / rights to travel / freedom of movement

เฮ้ย เริ่มจากตึกแถว มาจบที่เรื่องสิทธิได้ไง

ย้อนกลับไปใหม่ คิดว่า “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” ไหม ?

กลับไปทำงานต่อดีกว่า

ปรับปรุง 2008.07.04: เพิ่มเรื่อง cosmopolitan

technorati tags:
,
,
,
,

(Nearly) Free Speech hosting

เมืองไทยมีอะไรแบบนี้ไหม ? แล้วใครเคยใช้บ้าง จริงไหม ?

กด ๆ ดู invisiblog.net (ซึ่งเหมือนจะหยุดให้บริการไปแล้ว)
ก็ไปเจอบริการเว็บโฮสต์นี้เข้า
NearlyFreeSpeech.Net
น่าสนใจ

นี่นโยบายความเป็นส่วนตัวของเขา: Privacy Policy

ก็ประมาณว่า

  • ไม่ขายข้อมูลที่จะระบุตัวตนบุคคลได้ (คำว่า ข้อมูลที่จะระบุตัวตนบุคคลได้ แปลจาก personally identifiable information ซึ่งเป็นคนละอย่างกับ ข้อมูลส่วนบุคคล personal information — อย่าง IP address บางคนอาจจะว่ามันไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล แต่มันเป็นข้อมูลที่จะระบุตัวตนได้แน่ ๆ)
  • ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวตนได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้บริการ (เว้นว่ากฎหมายกำหนดไว้)
  • จะพยายามแจ้งเตือนผู้ใช้บริการทุกครั้ง ที่มีการบังคับให้เปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ (เว้นว่ากฎหมายห้ามไม่ให้ทำ)
  • จะให้ความร่วมมือในการสืบสวนกับหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา เมื่อตามกฎหมายจำเป็นต้องทำ
  • การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับกฎหมายจากประเทศอื่น และการร่วมมือในกรณีที่ตามกฎหมายแล้วมันไม่จำเป็น
    จะอยู่ที่ดุลยพินิจของผู้ให้บริการ – โดยจะพิจารณาสนับสนุน เสรีภาพและความยุติธรรม และไม่สนับสนุน การกดขี่และความรุนแรง
  • ผู้ให้บริการจะแจ้งผู้ใช้บริการถึงการร่วมมือใด ๆ ที่ผู้ให้บริการมอบให้กับหน่วยงานบังคับกฎหมายใด ๆ (เว้นว่ากฎหมายห้ามไม่ให้ทำ)

นอกจากนี้ เขายังแจ้งเรื่องการใช้คุกกี้ (ไฟล์เล็ก ๆ ที่เครื่องของเรา เว็บไซต์ต่าง ๆ เอาไว้จำข้อมูลของเรา) ไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า:
ผู้ให้บริการใช้ session cookies บนเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ
คุกกี้เหล่านี้ไม่ควรจะถูกบันทึกอย่างถาวรบนเครื่องของผู้ใช้บริการ
ผู้ให้บริการใช้คุกกี้เหล่านั้นเพื่อประโยชน์เหล่านี้ เท่านั้น:

  1. จัดการเรื่องล็อกอินในส่วนสมาชิก (ต้องใช้)
  2. ให้คุณปรับแต่งการใช้งานกระดานสนทนาได้ (ไม่ต้องใช้ก็ได้)
  3. ใช้เพื่อใช้กับ phpMyAdmin (ต้องใช้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้บริการใช้ phpMyAdmin)

บางทีเราในฐานะผู้ให้บริการเว็บไซต์ อยากจะคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการของเรา ก็น่าจะต้องระวังเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บโฮสต์ที่เราใช้บริการด้วย ไม่งั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่า แม้เราจะไม่ละเมิด แต่เว็บโฮสต์อาจจะมาละเมิดผู้ใช้บริการของเราได้ …แบบนี้เป็นไปได้ไหม ?

—-

อยากขออธิบายย้ำตรงนี้หน่อยว่า
แม้จะมีข้อถกเถียงว่า ที่อยู่ไอพี (IP address) เป็น หรือ ไม่เป็น “ข้อมูลส่วนตัว” (personal information)
แต่ที่อยู่ไอพีนี้ (เมื่อประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ) เป็น “ข้อมูลที่จะระบุตัวตนบุคคลได้” (personally identifiable information) แน่ ๆ

และเมื่อที่อยู่ไอพีสามารถนำไปใช้ระบุตัวบุคคลได้แล้ว มันจึงเกี่ยวข้องกับเรื่อง ความเป็นส่วนตัว (privacy) อย่างแน่นอน

ไม่ใช่ว่า ถ้าไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัวแล้ว ก็ไม่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว

คลิปเสียงนี้ เป็นความเห็นจากวิทยุ OUT-LAW.COM ที่พูดคุยกับกลุ่มเฝ้าระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวของอียู เกี่ยวกับเรื่อง IP address และ privacy : Can your internet address be protected under privacy law? (แถมในคลิป มีเรื่องเว็บไซต์เครือข่ายสังคม social network ทั้งหลาย ที่ไม่สนใจผู้ใช้ที่พิการเอาซะเลย) (ลิงก์จากคุณหมวย)

technorati tags:
,

Study in Europe information

ข้อมูลเรียนต่อในยุโรป หาให้น้อง เอามาแปะนี่ด้วย เว็บพวกนี้เป็นเว็บของหน่วยงานรัฐที่ส่งเสริมดูแลเรื่องการศึกษา (ของนักเรียนต่างชาติ) ของแต่ละประเทศ

ใครเจอของประเทศอื่นก็บอกด้วยนะครับ thx 🙂

ปรับปรุง 2009.02.09 : เพิ่มประเทศอีก

technorati tags:
,
,

Safe is Unsafe

“We reject every form of legislation”
“เราปฏิเสธการออกกฎหมายทุกรูปแบบ”
Mikhail Bakunin บิดาแห่งลัทธิอนาธิปไตยสมัยใหม่

ไม่มีป้าย ไม่มีสัญญาณไฟ ไม่มีถนน ไม่มีทางเท้า และไม่มีกฎ — ผู้ใช้เส้นทางเคารพซึ่งกันและกัน
เมือง 7 เมืองในยุโรป ปลดป้ายจราจรทิ้ง

“กฎหลายอย่างได้ฉวยเอาสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไปจากเรา: ความสามารถในการ คิดถึงความคิดของผู้อื่น.
เราได้สูญเสียความสมรรถภาพในการมี พฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อสังคม”
ฮานส์ มอนเดอร์มาน ผู้เชี่ยวชาญการจราจรชาวดัตช์, หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการ, กล่าว
“จำนวนคำสั่งที่ยิ่งมาก ความรู้สึกรับผิดชอบต่อตัวเองของผู้คนยิ่งหดลง”

ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ขับขี่พบว่าตัวพวกเขานั้นถูกล้อมรอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ที่บีบรัด,
ดังนั้นพวกเขาจึงได้พัฒนา “สายตาแบบท่อ” [tunnel vision – อาการพิการทางสายตา มองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง]:
พวกเขาจะค้นหาช่องทางที่จะได้เปรียบอยู่เสมอ และความประพฤติที่ดีก็จะไม่มีความสำคัญสำหรับพวกเขา


แนวคิดเรื่องไม่มีป้ายจราจรนี้ เคยอ่านเจอเมื่อสองสามปีก่อน ในหนังสือชื่อ
Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities, and Software โดย Steven Johnson
เค้าพูดอยู่ตอนหนึ่ง เท่าที่จำได้นะ ถ้าไม่ผิด เขาพูดถึงเมือง ชีวิตของเมือง ข้อเปรียบเทียบระหว่างเมืองที่มีผู้คนเดินไปมา กับเมืองที่มีถนนใหญ่วิ่งผ่าน (และไม่ค่อยมีคนเดิน) แล้วก็มีพูดถึงเมืองเล็ก ๆ (ในเนเธอร์แลนด์?) ที่ไม่มีทางเท้าไม่มีถนน คนและรถใช้ทางร่วมกัน ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ที่สี่แยกก็เป็นวงเวียนแทน ตรงไหนจะให้ขับช้า ก็ทำผิวถนนเป็นอีกแบบ ฯลฯ คือใช้ลักษณะทางกายภาพมาบังคับ/เตือนแทนที่จะเป็นคำสั่ง — แล้วมันก็ทำงานของมันได้ — คุณไม่ต้องไปสร้างกฎอะไรให้ฝูงชนหรอก ขอให้ฝูงชนเหล่านั้นสามารถสื่อสารกันเองได้ ที่สุดฝูงชนก็จะสร้างข้อตกลงเฉพาะหน้า ที่จะทำให้ปัญหาถูกแก้ไขไปได้ทีละเปลาะเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นไปแบบพลวัติ (dynamic)

อ่านเรื่อง “กฎเยอะ ๆ” แล้วนึกถึงบทสัมภาษณ์ อ. เกษม เพ็ญภินันท์ นักวิชาการด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประชาไท: คุยกับนักปรัชญา: เมื่อ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลัง:

“ผมคิดว่าปัญหาศีลธรรมในสังคมไทยคือ การมีข้อบังคับมากกว่าหลักปฏิบัติ มีข้อบังคับห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาที่คนไทยสอนศีลธรรมหรือสอนเนื้อหาทางศาสนา คุณเน้นศีลมากกว่าธรรม เวลาที่คุณห้าม นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่ถูกห้าม คุณก็ทำไป คุณทำได้ ในขณะที่ธรรม ในความหมายของแนวทางปฏิบัติ กลับไม่ได้ถูกสอน ไม่ได้บ่มเพาะให้กับสังคม”

ผมเห็นด้วย


เกี่ยวข้อง: ทาสของกฎ โดย wonam

[ ผ่าน slashdot ]

updated 2007.05.28: Thai Friend Forum เปลือยถนน จนน่าเดิน (มีรูปถนนเปลือยในลอนดอน)

tags:
,
,
,

.cy and .nc.tr

Republic of Cyprus and Turkish Republic of Northern Cyprus

โลกเรานี่มันก็วุ่นวายจริง ๆ

Cyprus reunification referendum, 2004

ประเทศเดียวที่รับรองการมีอยู่ของ “สาธารณรัฐตุรกีไซปรัสเหนือ” ก็คือตุรกี .. ในขณะเดียวกัน ตุรกีก็ไม่รับรอง “สาธารณรัฐไซปรัส” อย่างเป็นทางการซะด้วย

ประเด็นตอนนี้ก็คือ ต้นเดือนตุลาที่กำลังจะมาถึงนี้ สหภาพยุโรปจะเปิดการเจรจากับตุรกีอีกครั้ง เรื่องการรับตุรกีเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป .. ปัญหาคือว่า สาธารณรัฐไซปรัสน่ะ เข้าเป็นสมาชิกอียูตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว .. มันก็จะเป็นเรื่องแปลก ๆ ถ้าเกิดว่าจะมีประเทศสมาชิกนึง ที่ไม่รับรองการมีอยู่ของอีกประเทศสมาชิกนึง ในสหภาพยุโรปเดียวกันนี่แหละ

ตุรกีนี่สนับสนุนการรวมประเทศ ตามแผน Annan Plan เต็มที่ เพื่อที่เรื่องจะได้จบ ๆ ไปซะ รวมกันเป็นประเทศเดียวกันไปเลย แผนการเข้าร่วมอียูของตุรกีจะได้ง่ายขึ้น แต่ชาวกรีกไซปรัส เค้าดันไม่เอาด้วย โดยหาว่าแผนนั้นน่ะ เข้าข้างชาวตุรกีไซปรัสเกินไป ฯลฯ เรื่องก็เลยจบไม่ลงซะที (ในขณะเดียวกัน ชาวตุรกีไซปรัสก็บอกเหมือนกันว่า แผนนั้นเข้าข้างชาวกรีกไซปรัสเกินไป แต่ไม่เป็นไร ยอม)

ทุกวันนี้ อาณาเขตของอียูบนเกาะไซปรัส มีผลแค่ส่วนที่สาธารณรัฐไซปรัสปกครองเท่านั้น แปลว่าพลเมืองสาธารณรัฐตุรกีไซปรัสเหนือ ไม่ได้รับสิทธิต่าง ๆ เหมือนพลเมืองอียู เช่นการเดินทางไปทำงานอะไรแบบนี้ ก็ทำไม่ได้ หรือการช่วยเหลือทางการเงินต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับ

BBC News: Analysis: Turkey’s Cyprus gamble

ศรีลังกา อาเจะห์ ฯลฯ ภาคใต้บ้านเรานี่เรื่องเล็กไปเลย

Vote YES for OpenDocument

open source เปิดรหัสโปรแกรมว่าทำงานอย่างไรอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปิดเผยด้วยว่าเก็บข้อมูลอย่างไร

OpenOffice.org 1.0 format –> Open Office XML –> OpenDocument format

OpenOffice.org 1.0 format นั้นเป็นรูปแบบการจัดเก็บ ที่โปรแกรม OpenOffice.org รุ่น 1.x ทั้งหลายใช้ รวมไปถึง ปลาดาวออฟฟิศ ออฟฟิศทะเล และ StarOffice ด้วย

ต่อมา ทาง Sun Microsystems ก็ได้เสนอรูปแบบนี้ไปยัง OASIS เพื่อพัฒนาเป็นมาตรฐาน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทและองค์กรอื่นๆ ในอุตสาหกรรม และเปลี่ยนชื่อเป็น Open Office XML

และเมื่อเร็วๆ นี้ รูปแบบนี้ก็ได้ถูกเสนอต่อไปยัง ISO เพื่อพิจารณาเป็นมาตรฐานสากล และเปลี่ยนชื่อเป็น OpenDocument

OpenDocument เป็นรูปแบบข้อมูลสำหรับการจัดเก็บเอกสารในสำนักงาน โดยมีพื้นฐานอยู่บนมาตรฐานสากลอย่าง XML และมาตรฐานอื่นๆ เช่น SVG, Dublin Core, MathML คือพยายามจะไม่สร้างอะไรใหม่ขึ้นมาถ้าไม่จำเป็น พยายามใช้ของเดิมๆ ให้มากที่สุด

สหภาพยุโรปเป็นเหมือน ‘ลูกค้า’ รายใหญ่ ที่รอดูอยู่ ว่าจะเลือกใช้รูปแบบไหนดี ระหว่าง Office XML ของไมโครซอฟต์ กับ OpenDocument ซึ่งมีผู้ดูแลคือ OASIS และผู้สนับสนุนมากมายอย่าง OpenOffice.org, KOffice, Sun, IBM, HP, Novell, Adobe, Corel และอีกเพียบ

ทั้งสองรูปแบบ ต่างก็พยายามวิ่งเต้นกับคณะกรรมการของสหภาพยุโรปเป็นการใหญ่ เพื่อหวังจะให้รูปแบบของตนเป็นมาตรฐานในงานภาครัฐทั้งหมดของสหภาพยุโรป
โดยทางอียู ก็ได้มีการพิจารณาทั้งสองรูปแบบ และให้ข้อเสนอแนะกับทั้งสองค่าย เพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบของตนต่อไป ก่อนจะมีการพิจารณาใหม่อีกรอบ

โดยทางสหภาพยุโรปนี่ เค้ามีคณะทำงานเรื่องนี้มานานแล้ว ชื่อโครงการก็คือ 1dok โดย 1dok นี่ก็เป็นสมาชิกของ OASIS ด้วย

นอกจากสหภาพยุโรปแล้ว ทางรัฐแมสซาชูเซตต์ในสหรัฐอเมริกา ก็มีท่าทีแข็งขันต่อเรื่องความโปร่งใสของการจัดเก็บเอกสารอิเลกทรอนิกส์ด้วย

ตอนนี้ ฉบับร่าง ของ OpenDocument 1.0 ก็ออกมาให้สาธารณชนดูกันแล้ว รอรับคำแนะนำต่างๆ เพื่อไปปรับปรุง

อ่านๆ มานี่ ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ ว่าผมเชียร์ OpenDocument 😛

ไม่รู้ว่างานนี้ คุณ James Clark ที่ตอนนี้อยู่ SIPA จะช่วยดันเรื่องนี้กับทางภาครัฐของประเทศไทยได้รึเปล่า

รวมทั้งทาง Sun, IBM, HP, Novell ประเทศไทย จะมีพูดถึงเรื่องนี้กันบ้างมั๊ย?

OpenOffice.org 2.0 และ KOffice 1.4 จะใช้ OpenDocument เป็นรูปแบบหลัก/ปริยาย (native/default)

UEFA Euro 2004 All-Star Squad

Goalkeepers:
Petr Cech – Czech Republic, Antonios Nikopolidis – Greece.

Defenders:
Sol Campbell – England, Ashley Cole – England, Traianos Dellas – Greece, Olof Mellberg – Sweden, Ricardo Carvalho – Portugal, Georgios Seitaridis – Greece, Gianluca Zambrotta – Italy.

Midfielders:
Michael Ballack – Germany, Luis Figo – Portugal, Frank Lampard – England, Maniche – Portugal, Pavel Nedved – Czech Republic, Theodoros Zagorakis – Greece, Zinedine Zidane – France.

Strikers:
Milan Baros – Czech Republic, Angelos Charisteas – Greece, Henrik Larsson – Sweden, Cristiano Ronaldo – Portugal, Wayne Rooney – England, Jon Dahl Tomasson – Denmark, Ruud van Nistelrooy – Holland.

—-

The Adrian Harte XI:

GK Petr Cech – Czech Republic
DR Giourkas Seitaridis – Greece
DC Ricardo Carvalho – Portugal
DC Traianos Dellas – Greece
DL Marek Jankulovski – Czech Republic
MR Cristiano Ronaldo – Portugal
MC Theodoros Zagorakis – Greece
MC Maniche – Portugal
ML Pavel Nedved – Czech Republic
FW Wayne Rooney – England
FW Milan Baroš – Czech Republic