คิดเงิน “ตามตัวอักษร” แฟร์ไหม?

เช็คอะไรนิดหน่อย ไปเจออันนี้ วิธีการคิดเงินของ Google Cloud Translation API ก็แฟร์ระดับหนึ่งนะ คือคิดตามจำนวนตัวอักษร (code point) แทนที่จะคิดตามปริมาณข้อมูลจริงๆ (byte)

Charged characters

To calculate usage, Google counts usage on a per character basis, even if a character is multiple bytes. Each character corresponds to a code point.

You are charged for all characters that you include in a Cloud Translation request, even untranslated characters. This includes, for example, whitespace characters. If you translate <p>こんにちは</p> to English, it counts as 12 characters for the purposes of billing.

Google also charges for empty queries. If you make a request without any content, Google charges one character for the request.

—-

คือในทางคอมพิวเตอร์ มาตรฐานตัวอักษรที่แพร่หลายในปัจจุบัน คือมาตราฐาน Unicode และวิธีการจัดเก็บตัวอักษรที่นิยมและเข้ากันได้กับแอปบนอินเทอร์เน็ตต่างๆ ก็คือ UTF-8 ซึ่งในตัวอักษรในแต่ละระบบการเขียนอาจใช้จำนวนไบต์ไม่เท่ากัน ตัวละตินที่ไม่มีเครื่องหมายประสม (อย่างที่ใช้ในภาษาอังกฤษ มาเลย์ อินโด) จะใช้เพียง 1 ไบต์ต่อ 1 ตัวอักษร (code point) ส่วนตัวอักษรไทยจะใช้ 3 ไบต์ต่อ 1 ตัวอักษร

จากการตัดสินใจในขั้นการออกแบบ มันเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกปฏิบัติ มีความ “ไม่เท่าเทียม” หรือความ “ไม่ปลอดภัย” หรือความใดๆ ที่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มี ฝังอยู่ในระบบสถาปัตยกรรมของระบบ บางอย่างไม่ได้อยากให้มี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีจำกัดกว่าหรือสมมติฐานของบริบทการใช้งานในตอนที่ออกแบบ ก็เลยตัดสินใจว่าใช้แบบนี้ไปละกัน มันโอเคสำหรับตอนนั้น – แต่พอเวลาผ่านไป ย้อนกลับไปพิจารณา ก็อาจตัดสินใจอีกแบบได้ (จะมีโอกาสแก้ไขไหมก็อีกเรื่อง)

ตัวอย่างหนึ่งก็เช่นระบบอีเมลและ www ที่ไม่ได้มีการเข้ารหัสลับมาในระดับมาในโปรโตคอลแต่แรก ซึ่งก็อาจเป็นการตัดสินใจทางวิศวกรรมที่สมเหตุสมผลสำหรับบริบทการใช้งานขณะนั้น ที่เป็นการใช้งานระหว่างหน่วยงานที่เชื่อใจกันอยู่แล้ว และการจะเข้าสู่ระบบได้ต้องให้ผู้ดูแลระบบสร้างบัญชีให้ รู้ตัวตนกันแน่นอน ดังนั้นอาจจะไม่ต้องห่วงเรื่องดักฟังหรือการยืนยันตัวตนมาก ที่ต้องห่วงมากกว่าคือจะส่งข้อมูลยังไงให้เล็กให้เร็ว เพราะแบนด์วิธสมัยนั้นมันต่ำ ทางยังแคบ

แต่ต่อมาเมื่อสมมติฐานความปลอดภัยนั้นไม่เป็นจริงแล้ว หรือข้อจำกัดทางเทคโนโลยี/เศรษฐกิจนั้นได้คลายลงแล้ว ก็มีการคิดวิธีเข้ารหัสลับให้กับข้อมูลขึ้นมา โดยยังทำงานอยู่บนโปรโตคอลเดิม มีความเข้ากันได้กับระบบเก่าๆ (backward compatible)

การออกแบบคอมพิวเตอร์ดิจิทัลยุคแรก นอกจากจะมีแต่ตัวละตินแล้ว ยังไม่มีกระทั่งตัวอักษรพิมพ์เล็ก เพราะพื้นที่หน่วยความจำและจัดเก็บมีขนาดจำกัด และยังต้องกันที่สำหรับอักขระพิเศษเพื่อควมคุมเครื่องพิมพ์เข้าไปด้วย (จอภาพอาจไม่ใช่ส่วนแสดงผลหลักของระบบคอมพิวเตอร์หลายๆ ระบบในตอนนั้น และการแสดงผลกราฟิกที่แม่นยำที่สุด ก็คือพล็อตเตอร์ ที่เป็นแขนกลวาดรูปด้วยปากกา)

แม้จะมีข้อจำกัด แต่มันก็พอใช้ได้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงบริบทว่าในสมัยนั้น “ผู้ใช้” ระบบคอมพิวเตอร์ก็มีแนวโน้มจะเป็น “ช่างเทคนิค” ในที่ได้รับการอบรมมาในระดับหนึ่งสำหรับการใช้เครื่องระบบดังกล่าว (พูดอีกแบบคือ คนต้องปรับตัวให้เข้ากับเครื่อง เครื่องยังไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับคน)

เมื่อระบบเหล่านี้ขยายใหญ่ขึ้น มีการนำไปใช้กับหลากหลายภาษาวัฒนธรรรมมากขึ้น มีผู้ใช้จำนวนมากขึ้น จากหลากหลายภูมิหลังขึ้น ใช้กับหลากหลายบริบทความปลอดภัยมากขึ้น สมมติฐานหลายๆ อย่างที่เคยใช้ได้ ก็เปลี่ยนไป

แต่จะเปลี่ยนการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ระดับพื้นฐานไปทั้งหมดเลยมันก็ลำบาก เพราะก็ยังมีระบบเก่าๆ ที่ยังต้องใช้งานหรือมาเชื่อมประสานกันอยู่ เลยไม่ได้รื้อระบบทำใหม่หมด แต่ขยายเพิ่มเติมแทน

เช่น เดิมใช้ 7 บิตเพื่อแทนชุดตัวอักษร 128 ตัว ก็ขยายมาเป็น 8 บิต 16 บิต ฯลฯ โดยพยายามทำให้มันรองรับระบบเดิมอยู่ โดย 128 ตัวแรก ยังใช้ตัวอักษรชุดเดิมอยู่อะไรงี้ ซึ่งวิธีที่เก็บตัวอักษรที่ใช้บนอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ตอนนี้ใช้วิธีนี้อยู่ ชื่อมาตรฐานคือ UTF-8

UTF-8 นี่เป็นวิธีการแปลงรหัสเพื่อบันทึกตัวอักษรแบบที่เรียกว่า “variable-width encoding” คือ ตัวอักษรแต่ละตัวอาจใช้จำนวนข้อมูล (คิดเป็นไบต์) ในการเก็บไม่เท่ากัน — พวกตัวอักษรละตินและสัญลักษณ์พื้นฐาน 128 ตัวแรก จะใช้ 1 ไบต์ ตัวละตินอื่นๆ เกือบทั้งหมดที่เหลือ (ซึ่งภาษาจำนวนมากในยุโรปใช้ รวมถึงภาษาอย่างเวียดนาม ก็ใช้ตัวเขียนเหล่านี้) รวมถึงตัวอักษรกรีก ฮีบรู อารบิก คอปติก พวกนี้ใช้ 2 ไบต์ ตัวอักษรที่เหลือเกือบทั้งหมดจะใช้ 3 ไบต์ ในกลุ่มนี้มีตัวอักษรจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย รวมอยู่ด้วย ส่วนพวก 4 ไบต์นี่จะเป็นตัวอักษรที่ไม่พบบ่อยนัก หรือเป็นส่วนขยาย/กรณีพิเศษของตัวอักษรบางตัว

วิธีคิดของคณะออกแบบ UTF-8 ก็คือ ตัวอักษรไหนมีแนวโน้มจะใช้บ่อย ใช้มาก ก็พยายามให้ใช้จำนวนไบต์น้อยๆ เพื่อที่ว่าในภาพรวมจะได้ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ เว้นเสียว่าจะทำไม่ได้จริงๆ อย่างกลุ่มตัวอักษรจีน​ญี่ปุ่นเกาหลี (CJK) ที่จำนวนตัวอักษรมันเยอะ จะยัดลง 2 ไบต์ก็ไม่ไหว ก็ใช้ 3 ไบต์ไป

ซึ่งในแง่นี้ การให้ตัวอักษร ASCII ใช้เพียง 1 ไบต์ ก็เข้าใจได้มาก ๆ เพราะตัวอักษรในชุดนี้ถูกใช้เป็นคำสั่งและคำสำคัญต่างๆ ในโปรโตคอลการรับส่งข้อมูลและมาตรฐานข้อมูลอื่น ๆ ในระดับพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ถ้าเกิดตัวอักษรชุดนี้ใช้จำนวนไบต์เยอะ ทุกอย่างในระบบก็จะพองขึ้นทันที ซึ่งผลพลอยได้ก็คือ พวกภาษาที่ใช้ตัวอักษรที่อยู่ในกลุ่มตัวละติน (A-Z, a-z) ก็เลย “โชคดี” ไปด้วย (หรือมองอีกมุม ก็เป็นเพราะคนที่ใช้ภาษาที่ใช้อักษรละติน เป็นคนกำหนดมาตรฐานคอมพิวเตอร์ไง ผลที่ตามมาเลยเป็นแบบนี้)

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามแหละ ว่าเอ๊ะ แล้วเอาเฉพาะชุดตัวที่ใช้บ่อยๆ ของตัวอักษรที่ตอนนี้ถูกจัดอยู่ในหมวด 3 ไบต์ (อย่าง CJK) ไปอยู่ใน 2 ไบต์ก็ได้รึเปล่า อย่าง ฮันกึลของเกาหลี หรือ คะนะของญี่ปุ่น พวกนี้ก็ไม่ได้เยอะมากแบ่งไปใส่ในชุด 2 ไบต์ได้ไหม แล้วพวกฮันจาหรือคันจิ (ตัวจีน) ค่อยใส่ในชุด 3 ไบต์ ไม่ต้องยกกันไปทั้งยวงก็ได้

หรืออย่างตัวอักษรไทย มันก็ไม่ได้เยอะอะไร รวมพยัญชนะ รูปสระ วรรณยุกต์ เครื่องหมายวรรคตอน ตัวเลขไทย มีประมาณ 80-90 ตัวได้ ไม่ได้เยอะมาก และคนใช้ตัวอักษรไทยก็ไม่ได้น้อย น่าจะมากกว่าคนใช้ภาษาคอปติกในชีวิตประจำวันแน่ ทำไมอักษรไทยถึงได้เป็น 3 ไบต์ และคอปติกได้ 2 ไบต์

คำว่า “บ่อย ๆ” นี่เอาอะไรวัด จากมุมของใคร หรืองานแบบไหน

แต่เอาล่ะ มาตรฐานมันก็กำหนดมาแบบนี้แล้ว ไปแก้อะไรไม่ได้ (จริงๆ ก็แก้ได้ แต่ต้องไปตามแก้ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไปแล้วทั้งหมด ก็ลำบากมากๆ อยู่) ก็เลยกลายเป็นว่ามีบางภาษา พอออกมาเป็นรูปตัวเขียน ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่าภาษาอื่น เพราะต่อ 1 ตัวอักษร ใช้จำนวนไบต์มากกว่า

กลับไปประเด็นตั้งต้น ถ้าบริการไหนคิดค่าบริการตามจำนวนไบต์ (ขนาดพื้นที่จัดเก็บ/รับส่งข้อมูลจริงๆ) มันก็เป็นประเด็นได้ว่า ทำให้ผู้ใช้ภาษาบางภาษาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ่ายแพงกว่าภาษาอื่น

วิธีการคิดค่าบริการตามจำนวนตัวอักษร แทนที่จะเป็นจำนวนไบต์ข้อมูลที่จะต้องใช้เก็บตัวอักษรนั้น ก็เลยถูกมองได้ว่าแฟร์ขึ้นมาอีกนิดนึง

แต่ก็อาจมองต่อไปได้ว่า พอถัวเฉลี่ยกัน ก็เลยกลายเป็นว่าคนที่ใช้ภาษาที่ใช้จำนวนไบต์น้อย แทนที่จะได้จ่ายถูก ก็ต้องมารับภาระจ่ายแพงขึ้นหลังจากการถัวรึเปล่า แบบนี้ก็ไม่แฟร์สิ

หรือถ้าไปให้สุดๆ เฮ้ย บางภาษา 1 ตัวอักษร มันเก็บความหมาย อุ้มความหมายเอาไว้ได้เยอะกว่า 1 ตัวอักษรในอีกภาษา ภาษาญี่ปุ่นเขียน 1 ตัว 空 ภาษาไทยต้องเขียน 7 ตัว เพื่อจะได้ความหมายว่า ท้องฟ้า เท่ากัน แบบนี้คนไทยก็ต้องจ่ายแพงกว่าคนญี่ปุ่นรึเปล่า (แบบ 280 ตัวอักษรบนทวิตเตอร์ คนจีนแทบจะเขียนเรื่องสั้นได้แล้ว คนไทยแค่รายงานข่าวอาจจะไม่พอ) แบบนี้การคิดค่าบริการตามตัวอักษรก็ไม่แฟร์อยู่ดีปะ

แต่มันก็คงยากไปอีก ไม่รู้จะคิดเงินกันยังไง ถ้าไปถึงขั้นนั้น การมานับที่หน่วยนับที่พอจะนับได้ อย่าง ตัวอักษร ก็น่าจะพอใช้ได้สุดแล้วมั้ง อย่างน้อยก็ดีกว่าการนับด้วยจำนวนไบต์ แล้วกูเกิลก็เลือกวิธีนี้

ตราบใดที่การสร้างมันเกิดการกระบวนการตัดสินใจเลือก การเลือกปฏิบัติมันมีอยู่แน่ๆ ในผลงานทางวิศวกรรม

มันไม่จำเป็นต้องเป็นการเลือกปฏิบัติในทางลบ (ภาษากฎหมายระหว่างประเทศใช้คำว่า “การเลือกประติบัติ”) มันอาจเป็นทางบวกก็ได้ (จริงๆ การคำนึงถึงความถี่ในการใช้และพยายามให้ตัวอักษรที่พบบ่อย ใช้จำนวนไบต์น้อยๆ ก็เป็นการเลือกปฏิบัติที่พยายามจะให้เกิดผลบวกในภาพรวม ทำให้ในภาพรวมใช้พื้นที่จัดเก็บน้อยลง ส่งข้อมูลได้ไวขึ้น ประหยัดขึ้น)

และหลายครั้งก็ไม่ได้เป็นเรื่องตั้งใจให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกับกลุ่มคนแบบนั้นแต่แรก แต่อาจมาจากความไม่รู้ ไม่ได้อยู่ในความคิด-อันเนื่องมาจากการติดต่อข้ามวัฒนธรรมยังมีจำกัดในอดีต พอมารู้แล้วในตอนหลังจะให้รื้อทำใหม่หมดก็มีข้อจำกัด ก็เลยยังต้องใช้ของที่มีมาแต่เดิมผสมอยู่ด้วย รื้อหมดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งตกค้างที่ไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นไปหมดได้เหล่านี้ ก็เป็นไปได้ว่าจะนำไปสู่การมอบอำนาจและทรัพยากรที่ไม่เท่ากันระหว่างคนแต่ละกลุ่มได้ (เช่นในตัวอย่างนี้ การใช้จำนวนไบต์ต่างกันของตัวอักษร อาจทำให้คนที่ใช้ภาษาต่างกันจ่ายถูกแพงต่างกันได้) ทีนี้คนออกแบบจะรู้ตัวได้อย่างไร และเมื่อรู้ตัวแล้วจะหาทางลดผลกระทบ ให้ทุกคนพอจะอยู่ด้วยกันได้แบบโอเคๆ ยังไง โดยระบบก็ยังทำงานต่อไปได้โดยสะดวก คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพด้วย

เผยแพร่ครั้งแรก 7 เมษายน 2564 บนเฟซบุ๊ก

พอโพสต์เรื่องข้างต้นจบ ก็นึกถึงอีกประเด็นในสัปดาห์ก่อนหน้า ที่คนพูดถึงบทความ When Binary Code Won’t Accommodate Nonbinary People ซึ่งก็คิดๆ ไปก็น่าจะเป็นเรื่องของ encoding นี่อยู่เหมือนกัน เป็นการเอาการจัดประเภทฝังลงไปในระบบ

ถ้าได้อ่านในบทความนั้น คิดว่าหลักใหญ่ใจความประเด็นมันคือเรื่องการออกแบบตัวระบบ — ทั้งระดับโครงสร้างพื้นฐานและระดับส่วนติดต่อผู้ใช้ — ไม่ว่าจะเป็น database schema ช่องหรือปุ่มที่มีให้กดในหน้าจอ UI หรือวิธีการทำ data validation ที่ทำให้ข้อมูลที่อยู่นอกเหนือไปจากที่ผู้ออกแบบระบบอนุญาต มันกรอกไม่ได้ รวมไปถึงคู่มือใช้งาน/การอบรมการใช้งานที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้กรอกยึดอยู่กับคุณค่าบางอย่าง แม้ตัวระบบจะไม่ได้บังคับ (ในระบบที่ตัวเจ้าของข้อมูลไม่ได้เป็นผู้กรอกเอง)

ส่วนตัวมีประสบการณ์นี้ตอนไปทำบัตรประชาชนนานมาแล้ว ตอนผมกรอกข้อมูลในฟอร์มกระดาษ ช่องศาสนาผมไม่กรอก เว้นว่าง แต่พอเจ้าหน้าที่ไปกรอกในฟอร์มคอมพิวเตอร์ เขาใส่เป็น “พุทธ” ให้ (คงคิดว่าผมลืมกรอก เลยเติมให้)

ผมแย้ง ให้เว้นว่าง เขาบอกว่าเว้นว่างไม่ได้ ต้องใส่ค่าอะไรบางอย่าง ไม่งั้นจะคลิกไปต่อไม่ได้ จะเลือก “ไม่มี” ก็ไม่มีให้เลือกใน drop-down list สุดท้ายเลยมาดูจอกัน แล้วค่อยพบว่า เราสามารถกรอก “-” เพื่อให้คลิกต่อได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็เพิ่งรู้

พาดหัวมันเล่นกับคำ หลายคนอาจจะ อิหยังวะ เพราะอาจคิดไปถึงเลขฐานสองตรงตัว แต่ถ้าอ่านข้อถกเถียงข้างใน ประเด็นมันก็ตามที่ว่าไว้ข้างบนน่ะ

ซอฟต์แวร์เป็นสถาปัตยกรรมที่กำหนด (อนุญาต/ไม่อนุญาต) ทางที่เราจะใช้ชีวิต{ใน/กับ/ด้วย}สภาพแวดล้อมนี้ได้ ไอเดียเดียวกับที่เลซสิกเสนอว่า code is law น่ะแหละ

เผยแพร่ครั้งแรก 31 มีนาคม 2564 บนเฟซบุ๊ก

กีดกันคนแก่?

จริงๆ การเลือกปฏิบัติด้วยอายุ ไม่ได้มีเฉพาะการกีดกันเพียงเพราะอายุเยอะ ยังมีเรื่องกีดกันเพียงเพราะอายุน้อยด้วย

เช่น การระบุในกฎหมาย ว่ากรรมการนั่นนี่ ตำแหน่งต่างๆ จะต้องมีอายุขั้นต่ำ ขั้นสูง เท่าใด ซึ่งขั้นต่ำของไทยนี่สูงมาก ตัวอย่างเช่น กรรมการกสทช. ต้องอายุ 40 ขึ้นไป เท่ากับว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และรัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน ในวันที่พวกเธอเข้ารับตำแหน่ง (34, 37, และ 35 ปี) คุณสมบัติไม่พอจะเป็นกสทช.บ้านเรานะ

(พ.ร.บ.กสทช.ปี 2553 กำหนดไว้ที่ 35 ปี ต่อมาเมื่อปี 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการรัฐประหาร ได้แก้ไขกฎหมายในสาระสำคัญหลายส่วน รวมถึงวิธีการสรรหาและคุณสมบัติกรรมการ และขยับอายุขั้นต่ำจาก 35 ไปเป็น 40 ปี — เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ เทียบกรรมการหลายชุด)

จะบอกว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ไม่ชอบคนแก่ กีดกันคนสูงอายุ ไม่นิยมคนอายุมาก แต่ถ้าไปดูทางความคิด ผมเห็นคนอายุน้อย เขาก็ชื่นชมคนอย่าง Bernie Sanders (79 ปี), RBG (เพิ่งตายไปตอน 87 ปี), สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (62 ปี) อะไรแบบนี้นะ หรือคนกลุ่มอย่าง ชัชชาติ ธราธร พวกนี้ก็ 50++ 40++ (อายุในกลุ่มที่มีคนโอดครวญว่า แค่ใกล้ๆ จะ 40 ก็ถูกเรียกว่าลุงกันแล้ว)

ก็เลยคิดว่า เรื่องที่เราตีโพยตีพายกัน ติดป้ายกันว่านี่เป็นแบ่งแยกช่วงอายุ จริงๆ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะอายุ

ถามว่าการเลือกปฏิบัติกับคนอายุเยอะมีไหม จริงๆ มันมีกรณีที่ “เกิดขึ้น” โดยไม่ตั้งใจและจริงๆ ไม่ได้เจาะจงกับคนอายุเยอะ เพียงแต่ว่าคนอายุเยอะนั้นอาจมีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติที่ไปตรงกับเรื่องที่ทำให้ถูกกันออกไป

เช่น วัฒนธรรมปาร์ตี้ดึกหรือการไปเที่ยวค้างคืนของที่ทำงาน ซึ่งอาจจะกันคนจำนวนหนึ่งออกไปโดยไม่รู้ตัว-โดยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงานและความก้าวหน้าในองค์กร (ซึ่งก็คือการเลือกปฏิบัติ)

แก่แล้วก็นอนดึกไม่ไหว มีครอบครัวแล้วก็ต้องแบ่งเวลา มีภาระทางการเงินมากขึ้นก็ต้องจัดสรรให้ได้ส่วน สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถร่วมกิจกรรมหลายอย่างได้ในองค์กรที่อายุเฉลี่ยของพนักงานค่อนข้างน้อย และถ้าไม่จัดการให้ดี ก็จะเป็นความกดดันต่อพนักงานในกลุ่มที่รู้สึกว่าถูกกันออกไป

คนจำนวนนั้นมีแนวโน้มจะเป็นคนที่มีอายุมาก มากกว่าคนอายุน้อย โดยเปรียบเทียบ แต่คนอายุน้อยที่มีภาระครอบครัว มีข้อจำกัดทางกายภาพ หรือกระทั่งก็แค่ไม่ชอบปาร์ตี้ ชอบอยู่บ้าน ไม่อยากเจอคนที่ทำงานนอกเวลางาน ก็มีอยู่ ดังนั้นกรณีลักษณะข้างต้น มันจึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติกับคนอายุมาก แต่มันเลือกปฏิบัติกับคนที่นอนดึกไม่ได้ เลือกปฏิบัติกับ introvert เลือกปฏิบัติกับคนไม่กินเหล้า เลือกปฏิบัติกับคนไม่สามารถกันเงินไปสังสรรค์ .. ซึ่งเป็นปัญหา และเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มว่าถ้านับจำนวนหัว คนแก่จะได้รับผลกระทบมากกว่า แต่คนหนุ่มสาวก็โดนได้ไม่ต่างกัน — ดังนั้นอย่าเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าการเลือกปฏิบัติกับคนแก่

(อย่างผมนี่ ก่อนหน้านี้ทำอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง ออกแนวเทคโนโลยี+การตลาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่คนหนุ่มสาวมากมาย และผมก็อายุเยอะกว่าคนในทีมทั้งหมด คือตอนผมเข้ามหาลัยคนในทีมบางคนอาจจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำ 5555 แต่ผมไม่มีภาระ ไม่มีครอบครัวต้องดูแล ชอบปาร์ตี้ นอนดึกยังพอได้ ผมเลยพอไปกันได้กับเพื่อนร่วมงานจำนวนหนึ่ง แต่ก็จะมีเพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่งเลย ที่อายุอาจจะน้อยกว่า แต่มีภาระทางบ้าน มีภาระการเงิน มีครอบครัว บ้านอยู่ไกล ไม่ชอบไปกินร้านที่มีบุหรี่ ฯลฯ ก็ต้องพยายามหาพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้ด้วย ไม่อย่างนั้นผมก็จะคุยแต่กับพวกสายปาร์ตี้ บางทีกินข้าวแล้วแหละ แต่เพื่อนชวนกินข้าวแถวออฟฟิศ ก็ไปกินอีกรอบ เพราะรู้ว่าคนนี้เราไม่มีโอกาสคุยมาก ไม่ใช่สายกลับดึกๆ)

ประเด็นพวกนี้ ในคนที่อยู่ในฐานะผู้ดูแลชุมชนหรือความเป็นอยู่ของคนในองค์กร ควรจะระมัดระวัง สังเกต ทบทวน และพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่จะรวมคนเข้ามาให้ได้มากที่สุด (ซึ่งจะเป็นหน้าที่มอบหมายเฉพาะเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ เช่น ฝ่ายบุคคล แต่จริงๆ ก็อยากให้มองเป็นเรื่องที่ทุกคนในชุมชนเดียวกันต้องช่วยกัน)

แต่ผมคิดว่าป้าย “กีดกันคนแก่” “เลือกปฏิบัติเพียงเพราะเขาอายุมาก” สำหรับเมืองไทยตอนนี้ น่าจะเป็นข้ออ้างในลักษณะ แบบ คนสูงอายุจำนวนหนึ่งอาจจะรู้สึกว่า แทบจะไม่เหลือที่ให้ฉันยืนแล้ว ไม่เหลืออะไรให้ฉันป้องกันตัวเองอีกต่อไปแล้ว เลยหยิบเอาลักษณะติดตัว (อายุ) อันนี้ขึ้นมาพูด ทำเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อ โดยอาจจะไม่ได้พิจารณาว่า เอ๊ะ ที่เขาไม่เอาเรา เป็นเพราะเราแก่ หรือเป็นเพราะเราทำตัวไม่น่าคบ

การเลือกปฏิบัติในทางลบ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ต้องป้องกันไม่ให้เกิด ถ้ารู้ว่าเกิดต้องแก้ไข เยียวยา ลดโอกาสเกิดซ้ำ แต่ตั้งต้นนี่มันต้องเอาให้แน่ใจก่อน ว่าต้นเหตุมันมาจากเรื่องอะไร

(เขียนในฐานะคนอายุ 41 ขวบครึ่ง)

“or less able to stand”

Priority seat

Priority seat
For people who are disabled, pregnant or less able to stand

ผมชอบคำหลังสุด คือผมก็ไม่พิการ ไม่มีทางท้อง แต่บางวันก็ยืนไม่ค่อยไหว และน่าจะอ่อนแอกว่าคนแก่บางคนซะอีก ก็อยากนั่งบ้างอ่ะนะ “less able to stand” มันก็ครอบคลุมมาถึงผมได้บ้าง

ก็รู้สึกว่าเป็นการใช้คำที่ไม่เลือกปฏิบัติกับคนอ่อนแอชั่วครั้งชั่วคราวดี

ภาพถ่ายโดย Leo Reynolds สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 2.0 (CC by-nc-sa)

วิทยากร บุญเรือง: การไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงาน + การเลิกจ้างที่เป็นธรรม

รวมบทความแรงงาน เรื่องการไม่เลือกปฏิบัติและการเลิกจ้างที่เป็นธรรม โดย วิทยากร บุญเรือง เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (http://prachatai3.info/)

การไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงาน

การเลิกจ้างแรงงานที่เป็นธรรมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

Knowledge WITH Borders

ความรู้มีเชื้อชาตินะ

Thai Digital Collection … เป็นโครงการที่มุ่งสนับสนุนการศึกษา … สำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น … คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามต่อไปนี้: ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ประโยคต่อไปคือ … เพื่อป้องกันชาวต่างชาติใช้งาน … แต่จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องผลงานของคนไทยให้คนไทยใช้งานเท่านั้น

เอาน่ะ อย่างน้อยเขาก็มี ประชารัฐ ให้เลือก, ไม่ใช่ ราชอาณาจักร

technorati tags:
,
,

จัด-จำ-แยก Categorization and Discrimination

This passage [in Borges] quotes a ‘certain Chinese encyclopedia’ in which it is written that ‘animals are divided into: (a) belonging to the Emperor, (b) embalmed, (c) tame, (d) sucking pigs, (e) sirens, (f) fabulous, (g) stray dogs, (h) included in the present classification, (i.) frenzied, (j) innumerable, (k) drawn with a very find camelhair brush, (l) et cetera, (m) having just broken the water pitcher, (n) that from a long way off look like flies.’ In the wonderment of this taxonomy, the thing we apprehend in one great leap, the thing that, by means of the fable, is demonstrated as the exotic charm of another system of thought, is the limitation of our own, the start impossibility of thinking that.

— Foucault’s The Order of Things [read on Google Books]

สารานุกรมจีนโบราณฉบับหนึ่ง แบ่งสัตว์เป็นประเภทต่าง ๆ เช่น สัตว์ดอง, สัตว์ของจักรพรรดิ, สัตว์เชื่อง, สัตว์คลั่ง, พรายน้ำ, สัตว์วาดด้วยพู่กันขนอูฐ (!?!?)

ตราบใดที่เราจำเป็นต้องมีหน่วยในการคิด เพื่อที่จะคิด เราย่อมไม่สามารถคิดโดยไม่จัดจำแนก(แบ่งหน่วย)ได้

พร้อม ๆ กับที่การจัดจำแนกช่วยในการคิดของเรา มันก็จำกัดความเป็นไปได้ในการคิดอื่น ๆ ของเราด้วย

เพื่อจะคิดถึงความรู้ใหม่ ๆ ที่พ้นหรือต่างไปจากกรอบที่มีอยู่ เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงการจัดจำแนกที่เราคุ้นเคย และตั้งคำถามกับมัน การจัดจำแนกไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากคติของเราและสังคม ดังนี้แล้ว การจัดจำแนกจึงมีความเป็นการเมืองอยู่ในตัวของมันเอง

ลองมองไปในห้องสมุด ไม่ว่าจะออนไลน์หรือออฟไลน์ สถานที่ที่เราถือเป็นแหล่งเก็บรวบรวมความรู้ การวางผัง ตำแหน่ง การจัดชั้นหนังสือในห้องสมุด และระบบการจัดจำแนกหนังสือ ก็มีคติ-ที่เป็นอัตวิสัย-บางอย่างซุกซ่อนอยู่

หมวดหัวข้อ “ผู้หญิง” เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้ามาในระบบจัดจำแนกหนังสือในห้องสมุดเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1980 นี้นี่เอง — นั่นคือ ก่อนหน้านี้ “ผู้หญิง” ไม่ได้ถูกนับเป็นความรู้

การจัดจำแนก categorization และการแบ่งแยก/เลือกที่รักมักที่ชัง discrimination เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก

น่าสนใจว่า นักคอมพิวเตอร์ นักสารสนเทศ คนทำงาน informatics ทั้งหลาย รวมถึงนักการศึกษา จะคำนึงถึง ความเป็นการเมือง นี้เพียงใด?

ระบบ เทคนิค และมาตรฐาน ในการพัฒนา(เว็บไซต์)ห้องสมุด ในฐานะบริการสาธารณะ

technorati tags:
,
,