Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy [PDF]

The Global Civil Society Yearbook is an annual publication produced by the Global Civil Society Programme at the Centre for the Study of Global Governance at the London School of Economics (LSE). The 387-page volume for 2007-2008 explores advances in technology, stating that they have enhanced global mass media and permitted private worldwide communication while also facilitating civil society’s own global presence. At the same time, the democratic nature of global communication appears very open to question.

Concluding words from the introductory chapter: It is the associational diversity of civil society that provides the basis for communicative democracy and a fertile contrast with the monolithic citizen-state relationship of representative democracy. On past experience the new institutions will only develop and become adequate for the tasks ahead if global civil society debates democracy and communication for itself and the world at large as explicitly as did theorists of democracy for the modern age that has past.

เว็บไซต์ The Communication Initiative Network แนะนำหนังสือ Global Civil Society 2007/8 เอาไว้ แต่ลิงก์ไป PDF เสีย – เมื่อวานเจอลิงก์ให้โหลด ที่เว็บไซต์ Center for Global Communications Studies, UPenn เลยเอามาแบ่งกัน

หรือจะอ่านแบบออนไลน์ (ไม่ใช่ PDF) ก็ได้ ที่ Global Civil Society Observatory

Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy

Introduction: Democracy and the Possibility of a Global Public Sphere – Martin Albrow and Marlies Glasius

Concepts

Democracy

Communicative Power

Records

เว็บไซต์ Global Civil Society Year Books ที่ LSE Global Governance (ย้อนไปถึง 2001) และที่ สนพ. SAGE

technorati tags:
,
,

The most terrifying thing is what people do want

“Television is the first truly democratic culture – the first culture available to everybody and entirely governed by what the people want. The most terrifying thing is what people do want.”

“โทรทัศน์เป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างแรก – วัฒนธรรมอย่างแรกที่ทุกคนเข้าถึงได้และทั้งหมดดำเนินไปโดยสิ่งที่ผู้คนต้องการ. สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือสิ่งที่ผู้คนต้องการจริง ๆ.”

Clive Barnes on Television (New York Times, December 30, 1969)

สิ่งน่ากลัวที่ว่านั้น ไปได้ทุกที่ รวมถึงในสื่อนฤมิตและอินเทอร์เน็ตด้วย

ที่ตายกันบนถนน ก็ไม่ได้เป็นผลมาจาก “สิ่งที่ผู้คนต้องการ” หรือไง ?

แล้วเราจะโทษใครคนอื่น-โดยตัวเองหนีความรับผิดชอบหรือ ?

technorati tags:
,
,

democratic potential of Internet in South Korea, lecture by Yoohee Kim

Democratic Potential of Internet in South Korea
special lecture by Yoohee Kim
Tuesday, July 29, 2008. 15:00-16:30
@ room 3003, SC building, Thammasat University, Rangsit Campus
more info: 0-2564-5000 www.asia.tu.ac.th

ศักยภาพประชาธิปไตยของอินเทอร์เน็ตในเกาหลีใต้
บรรยายพิเศษ โดย ยูฮี คิม (Yoohee Kim)
(บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ)
อังคารที่ 29 ก.ค. 2551 15:00-16:30 น.
@ ห้อง 3033 อาคารกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ข้อมูลเพิ่มเติม: 0-2564-5000 www.asia.tu.ac.th

จัดโดย โครงการเกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ร่วมกับ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หัวข้อ/topics

  • Brief overview of Internet
  • The Internet and Democracy
  • The Internet as a communication tool
  • The Internet in South Korea
  • The Internet and Thailand

technorati tags:
,
,

Protect Our Internet — online petition

จาก http://gopetition.com/online/19589
(ดูต้นฉบับ และร่วมลงชื่อได้ที่ลิงก์ดังกล่าว)


แถลงการณ์จาก
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อพลเมือง
ผู้สนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

29 พฤษภาคม 2551

เรื่อง ขอเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายเทพไท เสนพงศ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ และขอเชิญชวนพลเมืองทุกคนร่วมกันปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยรายชื่อ 29 เว็บไซต์ ว่าเป็นเว็บไซต์อันตรายที่ส่อเค้าหมิ่นเบื้องสูง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการ ตามข่าวทางสื่อมวลชนทั่วไป ความแจ้งแล้วนั้น

พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1. เราเห็นว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ต้องได้รับการเคารพและปกป้อง

สังคมประชาธิปไตยทุกสังคม ที่ปรารถนาความสงบสุข สันติภาพ และความสมานฉันท์ จำเป็นต้อง ส่งเสริม และ ปกป้อง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเต็มที่

เหตุเพราะความเคารพและความเข้าใจอันดีต่อกัน “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่ผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย และหนทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพกันได้ คือสภาพสังคมที่เอื้อให้ทุก ๆ คน มีสิทธิเสรีภาพในแสดงออกด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่

ประตูที่จะนำไปสู่ความยอมรับเคารพซึ่งกันและกัน จะถูกปิดตาย เมื่อปากและใจของเราถูกบังคับให้ปิดลง

2. เราไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

รายชื่อเว็บไซต์และเว็บล็อกส่วนใหญ่ที่ถูกระบุชื่อ มิได้นำเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาที่หมิ่นพระมหากษัตริย์ หลายแห่งนำเสนอข้อมูลทางวิชาการอย่างมีเหตุมีผล การกล่าวหาเว็บไซต์ต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเหมารวมของนายเทพไท เสนพงศ์ จึงเป็นความผิดพลาด ขาดการตรวจสอบข้อมูล เป็นการกดดันเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นของคนอื่นโดยไม่เลือกวิธีการ เป็นการปลุกปั่นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม รวมทั้งเป็นการก่อความแตกแยกของคนภายในชาติ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงการขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตย

พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายนี้ขอเรียกร้องให้นายเทพไท เสนพงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และหยุดการใส่ร้ายป้ายสีเว็บไซต์หรือบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งหยุดกดดันหรือสร้างกระแสให้มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ โดยทันที

และเนื่องด้วยการกระทำเช่นนายเทพไท เสนพงศ์ ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายอื่น ๆ และแม้การกระทำเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ แต่เราก็ยังพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวอยู่เสมอ จากทั้งหน่วยงานรัฐ นักการเมือง และสื่อมวลชน เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดพฤติกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน

พร้อมกันนี้ พวกเราขอเชิญชวนชาวอินเทอร์เน็ตและพลเมืองทุกคน ให้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและรับผิดชอบ และร่วมกันตรวจสอบดูแลและปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แสวงหาปัญญาและยอมรับความคิดอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม

ขอแสดงความนับถือ

(ผู้ลงชื่อ)

สามารถร่วมลงชื่อทางออนไลน์ ได้ที่
http://gopetition.com/online/19589


ช่วยกันรณรงค์

หากเห็นด้วย ช่วยกันบอกต่อ / forward / โพสต์ลงบล็อก / ใส่ลงใน del.icio.us / ใส่เป็นลายเซ็นท้ายอีเมล / ปรินท์ไปแปะหน้าร้านเน็ต ฯลฯ ตามสะดวกครับ 🙂
(ที่ด้านท้ายของแถลงการณ์ในเว็บไซต์ มีลิงก์อำนวยความสะดวกอยู่ สำหรับพวก social bookmarking ทั้งหลาย)

ป้าย “เปิดเน็ต เปิดใจ :)” : 160×90 | 300×165


จะใส่รูปพร้อมลิงก์อย่างด้านล่างในบล็อก MySpace หรือ Hi5 ของคุณ ?
คัดลอกโค้ด HTML ในช่องนี้ไปใส่ได้เลย:


ปกป้องเสรีภาพของเรา
บนอินเทอร์เน็ตของเรา
ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์

technorati tags:
,
,

October 14th student uprising omitted from Museum Siam

ไม่มี ‘14 ตุลา’ ใน มิวเซียมสยาม

รายงานพิเศษ : เที่ยว ‘มิวเซียมสยาม’ เรียนรู้ สยาม อย่างสนุก แต่เรียนรู้ไทยยังไม่สนาน

พิพิธภัณฑ์ ข่าว แบบเรียน คำบอกเล่า

เขียนประวัติศาสตร์ ลบประวัติศาสตร์ แก้ประวัติศาสตร์

technorati tags: , ,

open letter to media

5 พฤษภาคม 2551

เรียน ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนที่เคารพ

ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้คือ สื่อมวลชน

ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ

หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง

คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทางดังนี้

1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง

2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด

3. ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่าง ๆ

เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

สื่อมวลชนเช่นนี้นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิด ๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง

ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ขอแสดงความนับถือ

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


(จากอีเมล “ด่วน จดหมายจากนักวิชาการสันติวิธีถึงสื่อมวลชน” ตัวเน้นโดยผู้โพสต์ลงบล็อก-bact’)

ลิงก์ไม่เกี่ยวข้อง: 3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ จี้รัฐหยุดคุกคาม ระบุสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออก ตามขอบเขตของ กม.และจารีต

แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ? : คำถามถึง ‘3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ’ – กานต์ ณ กานท์

“ทำไมพวกเราถึงไม่สามารถเคารพกันและต่างก็แสดงความเห็นของตัวเองได้” – เสียงหนึ่งจากผู้ประท้วงในฮ่องกง

technorati tags:
,
,

9 reasons why PPP shouldn’t be the government

อะจ๊ากกกก…

กิติภูมิ จุฑาสมิต, ปีกซ้ายพฤษภาฯ : 9 เหตุผลที่ พรรคพลังประชาชน ไม่ควรเป็นรัฐบาล, ประชาไท, 2 ม.ค. 2551

เหตุผลประการที่ 9 มีข่าวว่า พปช.จะทำการเจรจาตกลงต่อรองกับ เผด็จการ ‘คมช.+ครป.’ เพื่อแลกกับการเป็นแกนนำรัฐบาล

ไม่ว่าข่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ขอเรียนกับพลพรรค พปช.ทุกท่านทราบว่า สาเหตุสำคัญที่พวกเราเลือกพรรคของท่านนั้น เพราะเราต้องการประชาธิปไตย เพราะเราต้องการขับไล่เผด็จการ เพราะเราเชื่อในสันติวิธี… เราจึงเลือก พปช.! แต่ถ้าหากท่านทรยศต่อความศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนโดยการยอมอ่อนข้อให้กับเผด็จการ ‘คมช.+ครป.’ แล้วละก็ … เกรงว่า เส้นทางสันติวิธีในการต่อสู้ของประชาชน อาจกลายเป็นเส้นทางร้างที่จะไม่มีใครใช้อีกตลอดไป…

ท้ายที่สุด เราหวังว่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พรรคพลังประชาชน – รวมถึงประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน – จะยังคงยึดมั่นในจุดมุ่งหมายของประชาธิปไตย มากกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าในการเป็นรัฐบาลเท่านั้น

technorati tags:
,
,

Cry with, cry for me, Thailand

อาจจะจริงที่ว่า วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ตระหนักในสิทธิเสรีภาพได้ก้าวหน้าขึ้นบ้าง แต่แน่นอนยิ่งกว่า คือวัฒนธรรมการเมืองบ้านเรายึดติดกับตัวบุคคล และความเชื่อว่ามี ‘เผด็จการโดยธรรม’ นั้น ฝังรากลึกเกินกว่าจะถอนราก

“ สำหรับผมแล้ว วันที่ 20 ธันวา ก่อนวันเลือกตั้ง 3 วัน อันเป็นวันที่ สนช. ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง

เพราะจะเลือกตั้งไปทำไม ในเมื่อทหารยังคงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ”

บทบรรณาธิการประชาไท, 21 ธ.ค. 2550

ถึงเวลาหรือยัง ที่เราต้องเลือกข้างให้ชัดเจน ?

สนับสนุน/ประนีประนอม กับ รัฐประหาร/อำนาจทหาร/อำนาจที่ควบคุมไม่ได้

หรือ

ต่อต้าน/ไม่ประนีประนอม กับ รัฐประหาร/อำนาจทหาร/อำนาจที่ควบคุมไม่ได้

จะเลือกอะไร เลือกด้วยวิธีไหน ก็แล้วแต่คุณ

technorati tags:
,
,
,

beyond policy

[ คำเตือนก่อนอ่าน: ในขณะที่เขียนบทความนี้ ในใจผมอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า จะ “กาช่องไม่เลือกใคร” หรือ “เลือกพรรคพลังประชาชน” (แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไร ก็เพื่อส่งสัญญาณเดียวกัน คือ “ไม่เอารัฐประหาร” ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต) — ดังนั้นข้อเขียนชิ้นนี้ จึงเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องได้รับอิทธิพลจากสิ่งนี้ไม่มากก็น้อย กรุณาใช้ความระมัดระวังในการอ่าน — ติชมใด ๆ ผมถือเป็นกำนัล ขอน้อมรับด้วยความขอบคุณยิ่ง ]


บางที การเลือกตั้งครั้งนี้
อาจไม่ใช่การเลือกพรรคการเมือง อย่างที่แล้ว ๆ มา

ที่ผ่านมา เราบอกว่า สังคมประชาธิปไตยไทย(ไทย)
ได้ก้าวพ้นการเลือกตัวบุคคล มาเป็นการเลือกพรรคแล้ว
โดยชัยชนะของไทยรักไทยอาจเป็นตัวอย่าง (โดยกลไก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่เพิ่งมีใหม่ในตอนนั้น เป็นตัวอำนวยให้เกิดได้)

เลือกบุคคล ก็คือเลือกจากความชอบพอในตัวบุคคล คนนี้เป็นคนดี
เลือกพรรค ก็คือเลือกจากนโยบายของพรรค

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พูดตรง ๆ ผมไม่ได้ตัดสินใจจากทั้งสองอย่าง หลายคนคงคิดเหมือนกัน

ตัวบุคคล ? เรารู้จักใครบ้าง ? ถ้าจะคุ้น ๆ ก็มีนามสกุลกระมัง เดา ๆ ก็คงจะเป็นลูกหลานของนักการเมืองหรือคนใหญ่คนโตสักคนนี่แหละ

นโยบาย ? มองไปทั้งหมด จะมากน้อยอ่อนแก่ สุดท้ายก็ไม่พ้น “ประชานิยม” ปะแป้งเปลี่ยนชื่อใช่ไหม ?

บางทีครั้งนี้ หรือไม่ก็หลังจากนี้ไม่นาน เราอาจก้าวพ้นอีกครั้ง
จากเลือกนโยบาย ไปสู่การเลือกอุดมการณ์

การที่คนกลุ่มต่าง ๆ รณรงค์เรื่อง No Vote (ไม่ไปเลือก) บ้าง Vote No (กาช่องไม่เลือกใคร) บ้าง เลือกพรรคนี้คือเลือกไม่เอารัฐประหารบ้าง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ (รวมถึง “ล้มรัฐธรรมนูญ = ล้มรัฐประหาร” ในการลงประชามติร่างรธน.50 ด้วย)
ผมคิดว่านี่คือการเลือกอุดมการณ์

คนจำนวนหนึ่ง ใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังทางการเมือง
พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเลือกพรรคการเมืองใด
แต่พวกเขาเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาเชื่อ

การแสดงอุดมการณ์ดังกล่าว กระทำผ่านการเข้าร่วมการเลือกตั้ง
ผมใช้คำว่า “การเข้าร่วมการเลือกตั้ง” และไม่ใช้คำว่า “ไปลงคะแนนเลือกตั้ง” ก็เพราะการเข้าร่วมนี้ มีได้หลากหลายมากกว่าการไปลงคะแนน

พวกเขาใช้การเลือกตั้ง แสดงความต้องการ ที่นอกเหนือไปจากช่องสี่เหลี่ยมที่ถูกกำหนดให้ทำเครื่องหมายกากบาท
และพวกเขาต้องการจะเป็นผู้กำหนดเครื่องหมายเอง ไม่ใช่รอเลือกจากช่องที่ถูกกำหนดมาให้

บางคน ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ (อีกทั้งอยากให้คนอื่น ๆ ไปลงคะแนนกันเยอะ ๆ ด้วย) เพราะอยากจะแสดงพลังว่า ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากแค่ไหน และประชาชนไม่ต้องการรัฐประหาร

บางคน ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะอยากจะแสดงพลังว่า ประชาชนไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จัดโดยคณะรัฐประหาร และกกต.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานแปลก ๆ รวมทั้งมีการแทรกแซงจากคมช.

บางคน ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ หรือไปกาช่องไม่เลือกใคร เพราะอยากจะส่งสัญญาณว่า พรรคการเมืองทั้งหมดที่มีมาให้เลือก ต่างก็ไม่ได้จริงใจกับประชาชน ไม่มีพรรคใดที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

บางคน ไปกาช่องไม่เลือกใคร เพราะจะส่งสัญญาณว่า ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550

บางคน ไปเลือกพรรคที่ไม่ใช่พรรคนอมินีของพรรครัฐบาลก่อน เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ‘ขมขื่นเช่นอดีต’

บางคน ไปลงคะแนนเลือกพรรคที่คมช.หมายหัวเป็นศัตรูใหญ่ เพราะอยากจะส่งสัญญาณว่า ประชาชนไม่ต้องการรัฐประหาร และแสดงพลังว่า คุณเอาออกไปได้ ผมก็เอากลับมาได้เหมือนกัน และถ้าคุณจะเอาออกไปอีก ผมก็จะเอากลับมาอีกเช่นกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งลงคะแนนและไม่ลงคะแนน ต่างก็เป็นการเข้าร่วมการเลือกตั้งอย่างหนึ่ง และเป็นการเข้าร่วมการเลือกตั้ง แบบไม่สนใจนโยบายของพรรคการเมืองเสียด้วย

แล้วคนเลือกจากอะไรกัน ?

ผมคิดว่า คนจำนวนหนึ่งในสังคมไทย ได้ตัดสินใจจะเลือกจาก “อุดมการณ์” ของพรรคการเมืองแล้ว

ไม่ใช่เลือกจากความชอบพอ ไม่ใช่เลือกจากนโยบาย แต่เลือกจากอุดมการณ์

ส่วนอุดมการณ์ ในสถานการณ์นี้นั้น ก็ง่าย ๆ คือ

“เราจะเอาหรือไม่เอารัฐประหาร (อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า)”

หรือ

“เรายอมรับได้หรือไม่กับผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

หรือ

“เราจะเอาหรือไม่เอาระบบการเมืองที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน” (ยืมคำสมัชชาคนจน)

ก็แค่นี้เท่านั้น

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง การที่เขาไม่เลือกพรรคใดเลย ก็เพราะเขาเห็นว่าในนโยบายสีสันหน้าตาต่าง ๆ นั้น สุดท้ายแล้วต่างก็ไม่สอดรับกับอุดมการณ์ที่เขาจะรับได้

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง การที่เขาเลือกพรรคพรรคหนึ่ง ก็เพราะอุดมการณ์และแนวทางของพรรคนั้น (ทั้งปัจจุบันและในอดีต) แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนวนหนึ่ง หรือตัวบุคคลบางบุคคลในพรรคก็ตาม

หากคิดว่าแนวนโยบายแห่งรัฐนั้นควรจะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ บนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชน
การเปลี่ยนนโยบายเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ (แน่นอนว่าไม่ใช่จะเปลี่ยนกันบ่อย ๆ) และไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “ถูกหลอก” มากนัก

แต่การเปลี่ยนอุดมการณ์นั้นไม่ใช่

นโยบายมาแล้วก็ไป เปลี่ยนไปตามสภาวะสังคมเศรษฐกิจ แต่อุดมการณ์นั้นอยู่ยาวยืนยงกว่า

Democrat จึงเป็น Democrat
Republican จึงเป็น Republican
SPD จึงเป็น SPD
CDU จึงเป็น CDU
Die Linke จึงเป็น Die Linke
Labour จึงเป็น Labour
Conservative จึงเป็น Conservative
Green จึงเป็น Green

เราสามารถเลือกอุดมการณ์ได้ จะโดยผ่านพรรคการเมือง ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน
ผ่านเครือข่าย ฯลฯ ทางใดกี่ทางก็ได้

ไม่ว่าแต่ละคนจะให้ความหมายของ “เรา” ว่าอย่างไร
และประเทศชาติรัฐบาลแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็น “ของเรา” ได้บ้าง

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวานี้ จะเป็นการแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนชาวไทย
ว่าเขาอยากได้การเมืองและบ้านเมืองแบบไหน ?

“บ้านเมืองที่เป็นของเรา”

หรือ

“บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา”


(สำหรับตัวผมเอง ไม่ว่าสุดท้ายจะเลือกอะไร แต่ที่สุดก็เพื่อส่งสัญญาณเดียวกัน คือ “ไม่เอารัฐประหาร” ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต “ไม่เอาผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” และ “ไม่เอาการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน”)


ชิ่งต่อ:


ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “มองข้ามหัวนโยบาย” ที่เว็บไซต์ อารยชน 21 ธ.ค. 2550 — คลิกดูความเห็นเพิ่มเติมที่เว็บไซต์อารยชน

เพิ่มคำเตือนในการอ่านหัวบทความ และความเห็นท้ายบทความ – 22 ธ.ค. 2550

เพิ่มลิงก์ปิยบุตร – 26 ธ.ค. 2550

technorati tags:
,
,