แบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับกติกาในโลกออนไลน์

แบบสำรวจโดยโครงการกฎหมายคอมพิวเตอร์ภาคประชาชน My Computer Law ครับ

คุณคิดว่ากฎกติกาของอินเทอร์เน็ตควรเป็นอย่างไร ?
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในแบบสำรวจ คำถามมีทั้งหมด 6 ข้อ ใช้เวลา 2-10 นาที
ผลสำรวจที่จะเปิดเผยสู่สาธารณะ จะเป็นสถิติภาพรวมที่ระบุตัวตนผู้ตอบไม่ได้

คลิกที่นี่เพื่อทำแบบสำรวจ

พ.ร.บ.คอม คณะกรรมการ และอย่าปล่อยให้ไอติมละลาย

วันนี้ไปคุย “โต๊ะกลม” ที่สำนักงานเนชั่น มีคนจากทีมร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ (ซึ่งรวมถึงที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และนักกฎหมายของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) และตัวแทนจากบริษัทกฎหมายและที่ปรึกษาธุรกิจแห่งหนึ่ง ในฐานะเสียงจากภาคผู้ประกอบการ บนโต๊ะเดียวกันมีนักข่าวเนชั่นอยู่ด้วยสองสามคน รวมถึง @lekasina และ @prartana พร้อมผู้สนใจนั่งฟังอีกจำนวนหนึ่ง

ผมไปถึงห้องช้าเป็นอันดับรองสุดท้าย เพราะไม่รู้ห้องและติดต่อผู้จัดไม่ได้ (เลยถือโอกาสกินไส้กรอกอยู่ข้างล่าง-และโดนจับได้พร้อมของกลาง ระหว่างกำลังจะงับ เสียฟอร์มเป็นอันมาก) บรรยากาศท่ัว ๆ ไปโดยรวมดีทีเดียว ทางนักข่าวก็ดูติดตามเรื่องนี้ ทุกคนที่มาร่วมก็แลกเปลี่ยนซักถามได้น่าสนใจ รวมถึงทีมร่างกฎหมายก็รับว่าจะนำเอาความเห็นต่าง ๆ ไปพิจารณา และหลังจากนี้จะเปิดให้มีประชาพิจารณ์ (ยังไม่ได้กำหนด ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร)

มีประเด็นน่าสนใจเรื่อง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” อยากแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมดังนี้

ทีมร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่ บอกถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เพื่อจะได้คุ้มครองสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงคนที่จะใช้บริการอีคอมเมิร์ซ จะได้มีความมั่นใจในความปลอดภัย

คำถามก็เลยมีอยู่ว่า ความตั้งใจที่ดีอันนี้ มันสะท้อนออกมาในร่างกฎหมายมากน้อยแค่ไหน

(1)

ถ้าเราดูที่มาและสัดส่วนของคณะกรรมการฯ ที่จะตั้งขึ้นตามพรบ.ใหม่นี้ (ตามร่างฉบับล่าสุด 20 เม.ย. 2554) จะเห็นว่า จำนวนกรรมการที่มาจาก “ตำรวจ” และ “ทหาร” เกินครึ่ง (ใส่ “เครื่องหมายคำพูด” เพราะตั้งใจให้หมายถึงหน้าที่ ไม่ใช่สังกัดหน่วยงาน เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติและอำนาจหน้าที่ เราก็จะเห็นว่า เขาก็เหมือนเป็น “ตำรวจ” นั่นแหละ)

  • “ทหาร” 3 คน : ผบ.ทหารสูงสุด, เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ
  • “ตำรวจ” 7 คน : ผบ.ตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, อัยการสูงสุด, ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, ผอ.สำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ก.ไอซีที), ผู้กำกับกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี (สนง.ตำรวจแห่งชาติ), ผู้แทนสำนักคดีเทคโนโลยี (กรมสอบสวนคดีพิเศษ)
  • อื่น ๆ จากรัฐ 6 คน : นายกรัฐมนตรี, รมว.ไอซีที, รมว.ยุติธรรม, รมว.คลัง, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ผอ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ทรงคุณวุฒิ 0-3 คน : ผู้ทรงคุณวุฒินี้ มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี “โดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์ จำนวนไม่เกินสามคน” — โปรดสังเกตว่า ไล่มา 5 หมวดก็จริง แต่สุดท้ายก็ให้ไม่เกิน 3 คนนะ (อาจจะมีคนเดียวก็ได้ หรือจะเป็นนักกฎหมายทั้งสามคน หรือวิศวกรทั้งสามคน ก็ได้เหมือนกัน)

“ทหาร”+”ตำรวจ” 10 คน, บวกอื่น ๆ จากรัฐอีก 6 เป็น 16, บวกผู้ทรงคุณวุฒิอีก 0 ถึง 3 คน, ขนาดของคณะกรรมการก็จะอยู่ที่ 16-19 คน … “ทหาร”+”ตำรวจ” เกินครึ่งในทุกกรณี

ก่อนจะมาถึงตรงนี้ เราพูดถึงว่า เจตนารมณ์ของการแก้ไขนี้ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ต — คำถามคือ แล้วเราเอา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, องค์กรสิทธิต่าง ๆ หรือตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่จะได้รับผลกระทบไปอยู่ตรงไหน และจะให้มีบทบาทหน้าที่อย่างไรกับกฎหมายอินเทอร์เน็ตและคณะกรรมการที่พรบ.คอมฉบับใหม่จะตั้งนี้ ?

จะทำยังไงให้สัดส่วนของคณะกรรมการ มันสะท้อนให้เราเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ในรัฐตำรวจหรือรัฐทหารนะ คือไม่ได้คิดกันในกรอบของการปราบปรามอาชญากร แต่ให้คิดในกรอบของการคุ้มครองสิทธิพลเมือง สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการมีชีวิตอย่างปลอดภัย สิทธิในการติดต่อค้าขาย อะไรก็ว่าไป

iLaw เคยวิเคราะห์สัดส่วนของคณะกรรมการนี้ตามร่างฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2554 ไปแล้วทีหนึ่ง … ตอนนั้นว่าน่าห่วงแล้ว แต่สัดส่วนตามร่างฉบับวันที่ 20 เม.ย. นี้ ต้องถือว่าน่าเป็นห่วงกว่ามาก

(2)

อีกประเด็นต่อเนื่อง เกี่ยวกับคณะกรรมการฯ ก็คือ ทางทีมร่างได้อธิบายว่า คณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่อะไรมากมาย โดยหลักมีไว้เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้านนโยบายเท่านั้น

คำถามก็คือว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มีความจำเป็นแค่ไหน ที่จะต้องให้คณะกรรมการและอนุกรรมการทั้งหมด ได้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาโดยอัตโนมัติ ? (มาตรา 7 ของร่างฉบับวันที่ 20 เม.ย. 2554)

(3)

เราสามารถแบ่งฐานความผิดในพ.ร.บ.คอม (ทั้งฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันและร่างใหม่ของไอซีที) ได้เป็น 2 หมวดกว้าง ๆ คือ 1) ความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ 2) ความผิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงเรื่องเนื้อหา, หมิ่นประมาท

ถ้า ร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่ ยังยืนยัน จะให้มีส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาอยู่ ก็มีอีกคำถามคือ คณะกรรมการนี้ จะมีบทบาทสัมพันธ์อย่างไร กับ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลเนื้อหาเช่นกัน

หรือตัวพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงคณะกรรมการตามพ.ร.บ.ดังกล่าว ควรจะกำหนดขอบเขตให้ไม่รวมถึงเนื้อหา โดยไปเน้นความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์เป็นหลัก (และอาจจะรวมถึงความผิดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเนื้อหา เช่น สแปม ?)

แล้วปล่อยให้การกำกับดูแลเนื้อหาเป็นเรื่อง กสทช. ไปเสีย เพื่อความชัดเจน (พูดอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ตัดมาตรา 14, 15, 16 และ 20 ในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 ฉบับปัจจุบัน หรือมาตราอย่างมาตรา 24 ในร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่ ออกไปเสีย) แบ่งอำนาจหน้าที่กันทำ อย่างประสานกัน

ซึ่งก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจ เพราะถ้าจะให้มีหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่มาดูแลเรื่องเนื้อหา (ข่าวสาร ความคิดเห็น ฯลฯ) ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องและกระทบกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมืองและได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่มา สัดส่วน และกระบวนการสรรหาของหน่วยงานหรือคณะกรรมการดังกล่าว ก็ควรจะมีความหลากหลาย และเป็นตัวแทนของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง กล่าวคือมีความยึดโยงบางอย่างกับประชาชน และไม่มีผลประโยชน์ที่อาจขัดกันกับการปฏิบัติหน้าที่ (เช่นเป็นนายกหรืออยู่ในคณะรัฐบาล แต่ก็มีอำนาจในการควบคุมเนื้อหาในสื่อด้วย)

ถ้าเราพิจารณาสัดส่วนที่มาของกสทช. ก็จะเห็นว่าหลากหลายกว่าตัวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามฯ ของร่างพ.ร.บ.คอมฉบับใหม่อยู่มาก — คือมีทั้งตัวแทนด้านความมั่นคง ด้านวิชาชีพและความรู้เทคนิคที่เกี่ยวข้อง ด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย วัฒนธรรม การศึกษา ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน — พูดอีกอย่างคือสามารถพูดได้ถนัดปากกว่า ว่าเป็นตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกกลุ่ม(กว่า)

ให้กสทช. กำกับดูแลเนื้อหา, ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับต่อระบบคอมพิวเตอร์ ดูแลเรื่องความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์, ให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ดูแลเรื่องสแปม กำกับหลักเกณฑ์การรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัยอะไรพวกนี้ไป อาจจะทำให้อะไร ๆ มันชัดเจนขึ้น ไม่ปะปนกัน ก็เป็นข้อเสนอที่น่าพิจารณา

คือจัดโครงสร้างให้มันชัดเจน กฎหมายตรงไหนอาจจะมีปัญหาได้ก็ทบทวน อะไรไม่จำเป็นก็อย่าใส่ไว้ อะไรจำเป็นต้องมีก็ทำให้รัดกุม จะได้ไม่ต้องมาวนเวียนอยู่กับเรื่อง “เจ้าพนักงานไม่มีความรู้ความเข้าใจ” กันอีก

เพราะข้ออ้างครอบจักรวาลลักษณะนั้น สามารถอ้างกันไปได้เป็นอีกร้อยปี โดยที่ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ

(4)

ณ ตอนนี้ เรามีคนที่ติดคุกเพราะ “เจ้าพนักงานไม่มีความรู้ความเข้าใจ” กันแล้วจริง ๆ และคำเสียใจอะไรทำนองนั้น ไม่ได้ทำให้เขาออกมาจากคุกได้

“ถ้าไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร ?” เป็นข้ออ้างที่ไม่มีความรับผิดชอบที่สุดเท่าที่คณะร่างกฎหมายจะกล่าวอ้างได้

โดยเฉพาะในระบบยุติธรรมที่ประเทศไทยใช้ ซึ่งเป็นระบบกล่าวโทษ ภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตกเป็นของจำเลย กล่าวคือ จำเลยเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ผิด ไม่ใช่ว่า โจทก์เป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ผิด (เช่นคำพิพากษาของคดีหนึ่งเร็ว ๆ นี้ ที่ระบุว่า จำเลยไม่ได้พิสูจน์ว่าไอพีที่มีปัญหาไม่ได้เป็นของตัวเอง โดยที่โจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์แต่อย่างใดว่าไอพีนั้นเป็นของจำเลยจริง แค่กล่าวโทษก็พอแล้ว)

แม้ในวันโชคดี สุดท้ายแล้ว จำเลยจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทุกอย่างได้ ศาลตัดสินว่าไม่ผิด แต่แรง เวลา เงินทอง ชื่อเสียง และโอกาสต่าง ๆ ที่เสียไประหว่างกระบวนการยุติธรรม นั้นเป็นจำนวนเท่าใด แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ฟ้องกลับ แต่ก็นั่นล่ะ แรง เวลา ฯลฯ ที่ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกรอบ

ไอติมที่มาถึงมือเราช้า ก็คือไม่มีไอติม — มันละลายไปหมดแล้ว

ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือไม่มีความยุติธรรมJustice delayed is justice denied

ถ้ารู้ทั้งรู้อยู่แล้ว ว่าระบบยุติธรรมของเรามันเป็นลักษณะนี้ ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำกฎหมายและกระบวนการให้มันรัดกุม อย่าผลักให้คนจำนวนมากตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่มีเหตุอันควร อย่าให้พวกเขาต้องตกไปรับภาระของกระบวนการ “ยุติธรรม” ที่ต้องอาศัยทรัพยากรและเวลาอันยาวนาน เพราะนั่นคือความไม่ยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นเสียแล้ว

หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ ถูกระงับเป็นการชั่วคราว

อ่านบล็อก @lewcpe เกี่ยวกะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็มีประเด็นน่าสนใจอันหนึ่ง คือข้อเสนอที่ว่า :

4. คำสั่งปิดกั้นจะมีได้ต่อเมื่อมีการดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ภายใต้พรบ. คอม หรือไม่ คำสั่งต้องมีวันหมดอายุชัดเจน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ @jittat ก็เคยตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกัน เพราะที่ผ่านมามีแต่คำสั่งบล็อคเว็บ แต่คำสั่งยกเลิกการบล็อคนั้นยังไม่เคยเห็น (หมายถึงตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, กรณีการบล็อคตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อพ้นภาวะฉุกเฉิน ก็มีการสั่งปลดบล็อคไปตามพ.ร.ก.)

ถ้าดูภาษาที่ใช้ในหน้าเว็บที่ถูกเปลี่ยนทางไป เช่นที่ http://58.97.5.29/ict.html :

การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ ถูกระงับเป็นการชั่วคราว โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารเสนเทศและการสื่อสาร

The Ministry of Information and Communication Technology has temporarily ceased the service to access such kind of information.

ก็จะเห็นว่ามีการใช้คำว่า “ชั่วคราว”

ทีนี้ ถ้าเกิดว่าคำสั่งของศาล ไม่ได้ระบุว่า การระงับนี้จะกินเวลาเท่าใด หรือสิ้นสุดลงเมื่อใด จะเรียกว่า “ชั่วคราว” อย่างที่เรียกอยู่ตอนนี้ได้ไหม ?

ถ้าเราเทียบการระงับการเข้าถึงชั่วคราว กับการ “ควบคุมตัว”/”ฝากขัง” จะได้ไหม ?

คือในระหว่างนั้น ผู้ที่ถูกขัง ยังเป็นเพียงผู้ต้องหา ยังไม่มีการตัดสินความผิด แต่อาจจะมีความจำเป็นในทางรูปคดี การสอบสวนอะไรก็ว่าไป เป็นเหตุผลที่ต้องขอควบคุมตัวเอาไว้ในความดูแลของเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม การจะขอควบคุมตัว ก็ต้องขออนุญาตศาล และมีเวลากำหนดเอาไว้ จำกัดว่าได้กี่วัน ถ้าจะเกินก็ต้องขอต่อ เป็นคราว ๆ ไป เท่าที่จำเป็น

โดยในระหว่างนั้นกระบวนการยุติธรรมก็ต้องดำเนินไป ถ้าพิสูจนได้ว่าผิดจริง ก็เอาผิดลงโทษคนทำเว็บหรือสั่งปิดเว็บไซต์เป็นการถาวร แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ก็ต้อง “ปล่อยตัว” หรือยกเลิกการระงับการเข้าถึง ให้เข้าได้ตามปกติ

และถ้าเป็นกรณีหลัง คือพบว่าจำเลยไม่ผิด ก็ต้องเปิดช่องตามกฎหมายไว้ด้วย ว่าจำเลยสามารถฟ้องร้องกลับ เพื่อเรียกค่าเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นทางชื่อเสียง หรือทางเศรษฐกิจ โดยถ้าโจทก์หรือผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความเสียหายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ใช้ช่องทางตามศาลปกครองได้ ถ้าเป็นเอกชนก็น่าจะฟ้องทางแพ่งเรียกค่าชดใช้ได้ — เพราะถ้าปล่อยให้ฟ้องกัน(ชุ่ยๆ)ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ก็เท่ากับว่าสิ่งจูงใจ (incentive) ในการฟ้องนั้นมีมากกว่าการไม่ฟ้อง ทำให้สิ่งจูงใจสองด้านนั้นไม่สมดุลกัน

กลับมาที่ประเด็น “ชั่วคราว” เราจะเห็นว่า การขอควบคุมตัวชั่วคราวนั้น มีความชอบธรรม(ถ้าใช้เท่าที่จำเป็นและสมเหตุผล)ในแง่ที่ว่า มันมีเหตุผลเพื่อระงับความเสียหายหรือการละเมิดสิทธิกับผู้เกี่ยวข้องที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมนั้นดำเนินไปได้โดยสะดวก

ทีนี้ ถ้าเกิดว่าการควบคุม/ระงับการเข้าถึง มันไม่ชั่วคราวเสียแล้ว อะไรคือความชอบธรรมในการทำอย่างนั้น ?

ไอเดียคือว่า การระงับการเข้าถึง หรือการควบคุมตัว จะต้องไม่ใช่การลงโทษในตัวของมันเอง เพราะในบางกรณีเรายังไม่รู้ว่าเนื้อหาที่แสดงในเว็บไซต์นั้นผิดหรือไม่ผิด ต้องรอศาลตัดสิน บางครั้งมันไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น เราก็ต้องถือว่ามันเป็น “เว็บไซต์ต้องหา” ไว้ก่อน ยังเป็น “เว็บไซต์บริสุทธิ์”

และถ้าการระงับการเข้าถึงมันไม่ใช่การลงโทษในตัวมันเอง มันก็จำเป็นต้องมีสภาพชั่วคราว และทำไปเท่าที่จำเป็น ในดุลยพินิจของศาล

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทั้งฉบับปัจจุบัน และร่างใหม่ที่กำลังจะถูกเสนอโดยกระทรวงไอซีที (คาดว่าสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม) ไม่ได้จัดการกับประเด็นนี้เลย เว็บไซต์ที่ “ถูกระงับชั่วคราว” ในทางปฏิบัติก็คือ “ถูกระงับถาวร” ถ้าอยู่ในรายการ block list แล้วก็ยากที่จะถูกถอนออกจากรายการ จนป่านนี้ที่บ้านผมก็ยังเข้าเว็บไซต์วีดิโอ www.vimeo.com ไม่ได้ (ทั้งเว็บไซต์เลยนะครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะคลิป)

ผมชอบลักษณะที่ @lewcpe เขียนบล็อกเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คือบอกว่า อยากเห็นอะไร ไม่อยากเห็นอะไร อะไรรับได้ รับไม่ได้ ในกฎหมายอินเทอร์เน็ต

ใครมีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่เราอยากเห็น กฎหมายอินเทอร์เน็ตที่เราอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซ็นเซอร์ ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ภาระของผู้ให้บริการ สิทธิของผู้ใช้บริการ ฯลฯ ลองเขียนบล็อกดูครับ เอาเป็นไอเดียสั้น ๆ สไตล์ลิ่วก็ได้ หรือถ้าถนัดพรรณนาก็เอา หรือใครจะวาดรูปก็สนุกดี เผื่อเราจะลองรวบรวมไอเดียของแต่ละคน มาเป็นข้อเสนออะไรร่วมกันครับ 🙂

หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

computer crime?

ความผิดตามกฎหมายนั้น มีทั้งที่เป็น ความผิดอาญา (crime) และความผิดที่ไม่ใช่อาญา

หากจะพิจารณาว่า อะไรควรจะนับเป็น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (computer crime) และอะไรที่จะนับเป็นเพียง ความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราจำเป็นจะต้องพิจารณาว่า อะไรคือ ความผิดอาญา และอะไรที่ไม่ใช่

บางส่วนจากบทความ การกำหนดความผิดอาญา ตามกฎหมายเยอรมัน – สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ที่ BioLawCom.de เพื่อการศึกษาแนวคิดในการกำหนดความผิดอาญา ในประเทศอื่น

ในการถกเถียงเกี่ยวกับข้อปรับปรุงกฎหมายอาญาเมื่อสิบปีก่อนนั้น ประเด็นที่ว่า กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองนิติสมบัติเท่านั้น เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก กล่าวคือ กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองเฉพาะ “สมบัติ” (บางประการที่กำหนดไว้เท่านั้น อย่างเช่น ชีวิต (มาตรา 211 เป็นต้นไป), ความปลอดภัยของร่างกาย (มาตรา 223 เป็นต้นไป), ชื่อเสียง (มาตรา 185 เป็นต้นไป)

การที่กฎหมายอาญามีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองนิติสมบัติ หรือสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองนั้น ทำให้ความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นจริงขึ้นมาได้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายอาญาเป็นระเบียบแห่งการคุ้มครองและระเบียบสันติภาพ ที่มีรากฐานมาจากระเบียบแห่งคุณค่าในทางจริยศาสตร์สังคมของรัฐธรรมนูญ

จากรากฐานความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้กฎหมายอาญามีภารกิจในการที่จะให้ความคุ้มครองแก่คุณค่าพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม, การคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม และ ในกรณีที่มีการละเมิดต่อบทบัญญัติในกฎหมายอาญา ก็จะมีมาตรการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย

จากหลักการดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการดังนี้ กล่าวคือ

1. การกระทำที่เป็นแต่เพียงการขัดต่อศีลธรรมอันดี ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับความผิดอาญาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ กล่าวคือ ก่อนปี ค.ศ. 1969 ความผิดเกี่ยวกับรักร่วมเพศของผู้ใหญ่, ความผิดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์, ความผิดเกี่ยวกับการเป็นคนกลางให้บุคคลที่ไม่ได้แต่งงานกันมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน, การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 เป็นต้นมา การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญาอีกต่อไป เหตุผลก็เพราะว่า การกระทำดังกล่าวที่แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่หากได้กระทำโดยบุคคลที่บรรลุนิติภาวะและโดยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายแล้ว อีกทั้งไม่เป็นการรบกวนบุคคลอื่นๆ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่เป็นการทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง

ประเด็นปัญหาว่า การกระทำที่เป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง ควรจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนาน ตามร่างของประมวลกฎหมายอาญาในปี ค.ศ. 1962 ยังถือว่าการรักร่วมเพศเป็นความผิดอาญา ในทางตรงกันข้าม ในมาตรา 2 ของร่างประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นทางเลือกในปี ค.ศ. 1966 ที่ร่างโดยศาสตราจารย์ทางกฎหมายอาญา จำนวน 14 ท่าน บัญญัติไว้ชัดเจนว่า โทษทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ และเป็นการวางรากฐานแนวความคิดทางเสรีนิยม โดยก่อให้เกิดผลที่ทำให้ การกระทำที่เป็นแต่เพียงขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของบุคคลอื่นแล้ว ไม่เป็นการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาอีกต่อไป

ซึ่งในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาในครั้งต่อ ๆ มา ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นในปี ค.ศ. 1969 (25.6.1969) และ ปี ค.ศ. 1973 (27.11.1973) ได้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาโดยวางอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ

2. การกระทำที่เป็นแต่การละเมิดต่อระเบียบ ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้มีเหตุผลมาจากแนวคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติที่มีอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือ เป็นการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชนที่มีอยู่ก่อนที่จะมีรัฐ ส่วนการละเมิดต่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐที่ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ หากแต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาเพื่อให้ภารกิจที่เกี่ยวกับระเบียบสาธารณะ และภารกิจในการที่จะทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นไปได้โดยเรียบร้อยนั้น การละเมิดต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวถือว่าเป็นแต่เพียงการละเมิดต่อระเบียบที่ไม่ควรที่จะนำมาตรการการลงโทษทางอาญามาใช้บังคับ

จากแนวความคิดดังกล่าว จึงทำให้การกระทำบางอย่าง เช่น การทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญา ส่วนการกระทำบางอย่าง เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การไม่แจ้งย้ายเมื่อมีการย้ายที่อยู่ เป็นต้น ไม่เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา เพราะเนื้อหาของข้อห้ามไม่ให้กระทำ หรือ ข้อบัญญัติให้กระทำดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรัฐ กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมก่อนที่จะมีรัฐ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่นิติสมบัติ

technorati tags: , ,

[29 Mar] TNN’s brown bag meeting ชิมไปบ่นไป

เครือข่ายพลเมืองเน็ต นัดคุยไปกินไป ครั้งที่ 1
ณ ห้องประชุม GM Hall ศศนิเวศ (ตรงข้ามเรือนไทย)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ด้านข้าง MBK)
อาทิตย์ 29 มีนาคม 2552
เปิดห้อง 12:30 น. เป็นต้นไป

พบปะในแบบ brown bag meeting ในมื้อเที่ยงวันอาทิตย์ ทุกคนนำของกินที่ชอบติดไม้ติดมือกันมา เราจะคุยกันไปกินกันไป มีเครื่องดื่มง่าย ๆ บริการ

หัวข้อกว้าง ๆ ที่ตั้งไว้คือ “เสรีภาพในโลกออนไลน์ ภายใต้ความย้อนแย้งของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี vs กรอบเก่าๆของสังคมไทย อะไรคือสิ่งที่เราควรเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัว” โดยจะมีหลาย ๆ คนมาคุยกันในเรื่อง

  • “ทำไมเราต้องสนใจเสรีภาพของโลกออนไลน์”
  • อะไรคือความหมายของ วัฒนธรรมเสรี (free culture) และ ความเป็น พลเมือง ‘เน็ต’(netizen)
  • สื่อออนไลน์มีความต่างจากสื่อมวลชน ชุมชนเน็ตคือวัฒนธรรมใหม่ที่ต้องเปิดกว้างแต่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขต
  • เสรีภาพคือเสรีภาพเราไม่ควรยอมจำนนต่อการจำกัดเสรีภาพนั้น
  • บทเรียนจาก “ประชาไท” ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อพื้นที่เสรี
  • เสรีภาพจะมีความหมาย ต้องมาคู่ความรับผิดชอบและการเคารพศักดิ์ศรี เสรีภาพของผู้อื่น
  • ทบทวนหลักการของเสรีภาพ จากนักปรัชญาสู่มาตรฐานสากล สู่แนวทางการปฏิบัติจริง
  • เสรีภาพ – ความรู้ – ความคิด กับจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ก่อนปิดงาน ร่วมระดมความคิดเห็น
“ก้าวต่อไปของเครือข่ายพลเมืองเน็ต”

กติกาเล็กน้อย

  • อยากให้ทุกคนเตรียมประเด็นเขียนใส่กระดาษเล็ก ๆ ถึงข้อเสนอในเรื่องการบังคับใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ดีกว่าในปัจจุบัน คนละ 1 ข้อ เขียนมาจากบ้านหรือมาเขียนที่งานก็ได้ เราจะแปะบนบอร์ดและรวบรวมไปทำเป็นข้อเสนอต่อไป
  • ช่วงพูดคุยกัน ขอให้ทุกคน คุยไปกินไปเป็นหลัก คือแบบว่า ถ้าไม่กางจอคอมพิวเตอร์ได้ก็จะดีมากแต่ถ้าจำเป็นก็ไม่ว่ากันอ่ะ
  • จะมีการถ่ายทำ สัมภาษณ์ ท่านที่สมัครใจเป็นสื่อรณรงค์ของพลเมืองเน็ตต่อไป โปรดเตรียมเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อมถูกถ่ายทำด้วย!

RSVP ที่ 0-2691-0574 (ติดต่อ ต้อม) หรือ freethainetizen (at) gmail,com

technorati tags: ,

STOP ONLINE MEDIA INTIMIDATION

English version here.

แถลงการณ์เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์

สืบเนื่องจากกรณีพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้เข้าจับกุมนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (http://www.prachatai.com) เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552 และได้มีการสืบปากคำพร้อมทำสำเนาข้อมูลในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของ นางสาวจีรนุช และแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้ทำการสนับสนุนผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา เป็นผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยที่จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศ และเผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (3) (5) และ 15

เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) เห็นว่าแม้รัฐอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปภายใต้อำนาจตามที่กฏหมายบัญญัติ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการใช้อำนาจทางกฏหมายในการข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์ ทั้งนี้เว็บไซต์ข่าวประชาไทถือเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่ทำงานบนกรอบของ จรรยาบรรณสื่อออนไลน์ซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนผู้อ่านแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ทางผู้แลเว็บมีมาตรฐานที่เข้มงวดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อยู่แล้วในการที่จะต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ และการลบข้อความที่มีความละเอียดอ่อน และที่ผ่านมาก็ได้ประสานงานและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเสมอมาในการลบข้อความดังกล่าว แต่โดยธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นในการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ที่มีธรรมชาติทาง เทคโนโลยีแตกต่างจากสื่อทั่วไป อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐควรยึดแนวทางการเจรจาประณีประนอมและใช้มาตรการที่ละมุนละม่อมไม่ใช่การปราบปราม

ทั้งนี้ข้อกล่าวหาว่าสื่อประชาไท สนับสนุนให้มีการนำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อความมั่นคงของชาตินั้นเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีการให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การขัดต่อความมันคงของชาติอย่างไร อีกทั้งเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าละเมิดมาตรา 14 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ นั้น ก็มิได้ปรากฏในเว็บข่าวประชาไทแล้วตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551

ในทางตรงข้าม การใช้มาตรการที่อุกอาจเช่นการเข้าจับกุมในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่สร้างเงื่อนไขความยากลำบากในการขอประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหา สะท้อนเจตนาที่จะสร้างแรงกดดันให้เกิดความตึงเครียดและก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว ความหวาดระแวงในสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในที่สุดแล้ว แนวทางของรัฐดังกล่าวจะไม่นำไปสู่การปกป้องสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด

ดังนั้น ทั้ง 3 องค์กรดังกล่าว ซึ่งได้ร่วมกันยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องและคัดค้านการใช้นโยบายประกาศ สงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต (War Room) ให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552 ซึ่งในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีได้รับปากที่จะใช้แนวทางการเจรจาร่วมกันโดยมีรูปธรรมในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อให้ตัวแทนพลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้พูดคุยเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เพื่อแสวงหาแนวทางการปฏิบัติที่ควรจะเป็นร่วมกัน บนพื้นฐานของความเคารพในสิทธิเสรีภาพสื่อและพลเมืองตามหลักการสิทธิมนุยชนสากล

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทาง 3 องค์กรมีข้อเรียกร้องต่อรัฐดังต่อไปนี้

  1. ขอให้รัฐยุตินโยบายการคุกคามสื่อออนไลน์ และ ไม่ใช้แนวทางการประกาศสงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต แต่เน้นการเจรจาและแสวงหาความร่วมมือบนพื้นฐานความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพและเข้าใจธรรมชาติที่เป็นจริงของสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ต
  2. ขอให้รัฐบาลจัดเวทีและสร้างกลไกสำหรับการแลกเปลี่ยนให้ตัวแทนผู้ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงไอซีทีฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในการกำกับดูแลสื่อและชุมชนออนไลน์
  3. ขอให้รัฐยุติการผลิตซ้ำ ตอกย้ำทัศนคติเชิงลบ อันนำไปสู่ความบาดหมาง ตึงเครียดและสร้างรอยร้าวลึกขึ้นในสังคม โดยเฉพาะวิธีใส่ร้ายสื่อออนไลน์เช่นประชาไทว่าเป็น “เว็บหมิ่นฯหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” “เป็นขบวนการทำลายล้าง” “มีคนหนุนหลัง” เป็นต้น เนื่องเพราะการใส่ร้ายดังกล่าวไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด อีกทั้งสะท้อนถึงวุฒิภาวะในการบริหารประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อพลเมืองไทยและประชาคมโลก

ทั้ง 3 องค์กรดังกล่าวข้างต้นมีความปรารถนาดีต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในการที่จะ ประสานความร่วมมือเรื่องสื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์บนการสร้างสมดุลย์ ระหว่างการกำกับดูแลกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องธำรงพันธกิจอันสำคัญนี้

สุดท้ายนี้ เราขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง รวมถึงสาธารณชน ร่วมกันแสดงจุดยืนเรียกร้องรัฐให้ใช้หลักรัฐศาสตร์ในการเจรจามากกว่าใช้กฏหมายปราบปราม เพื่อแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ทดแทนการแก้ปัญหาด้วยการข่มขู่คุกคามอย่างที่ผ่านมา

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของพลเมือง

เครือข่ายพลเมืองเน็ต
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)

วันที่ 8 มีนาคม 2552
วันสตรีสากล

(via Thai Netizen Network: แถลงการณ์เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์, STOP ONLINE MEDIA INTIMIDATION)

technorati tags: , ,

Democrat, the Consistent

“ปรีดีฆ่าในหลวง!”

— เสียงตะโกนของ ‘ไอ้โม่ง’ ในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง พ.ศ. 2489

20 พ.ค 2551 – เทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยรายชื่อ 29 เว็บไซต์ ระบุ ‘หมิ่นเบื้องสูง’ เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการ

29 พ.ค. 2551 – เสียงตอบจากพลเมืองเน็ต: “ไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง”

1 ต.ค. 2551 – พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) กำกับและติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำและเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน กมธ.ทหาร สภาผู้แทนราษฎร เตรียม
เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้เจ้าหน้าที่ไอซีทีฟ้องร้องคดีหมิ่นฯ ได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่งรัฐมนตรี เพิ่มบทลงโทษจำคุก 3-20 ปี ปรับ 3-8 แสนบาท — หนักกว่ากฎหมายอาญา ม. 112

“รัฐบาลนี้มีความเสียใจที่พรรคประชาธิปัตย์บางคนได้ฉวยโอกาส เอาพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสักการะมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในระหว่างที่พระองค์มีพระชนม์อยู่ ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์บางครั้งได้แอบอ้างว่า ในหลวงรับสั่งอย่างนั้นอย่างนี้ จะขอยกตัวอย่างว่า ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ศกนี้ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภาที่พรรคประชาธิปัตย์ลองไปร่วมประชุม ก็คงจะจำได้ว่า วันนั้นใครอ้างพระนามในหลวงไปพูดในที่ประชุมว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งพระองค์เองไม่ทรงทราบเรื่องอะไรเลย พระองค์ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นกลางและเป็นที่สักการะโดยแท้จริง

ครั้นพระองค์สวรรคตแล้ว ก็เอาการสวรรคตของพระองค์เป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไปอีก ได้พยายามปั้นข่าวเท็จตั้งแต่วันแรกสวรรคต ให้ประชาชนหลงเข้าใจผิด ทั้งในทางพูด ทางโทรศัพท์ ทางโทรเลข และทางเอกสารหนังสือพิมพ์ พวกเหล่านี้ไม่ใช่เป็นพวกที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เป็นพวกที่แสวงหาผลประโยชน์จากพระมหากษัตริย์ เพื่อความเป็นใหญ่ของตน และเพื่อการเลือกตั้งที่จะได้ผู้แทนซึ่งเป็นพวกของตน”

— ปรีดี พนมยงค์ กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 9 มิถุนายน 2489

เวลานี้ หากใครพอจะหาอ่านหนังสือ “อ่านก่อนหย่อนบัตร พรรคประชาธิปัตย์ กับประวัติศาสตร์” โดย สุพจน์ ด่านตระกูล จัดพิมพ์โดย สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม ได้ ก็ดูจะเข้ากับยุคสมัยดี โดยเฉพาะคนกรุงเทพสุดสัปดาห์นี้…

Wassana Nanuam, Taskforce 6080 tracks down those who would impugn, Bangkok Post, October 2, 2008

technorati tags: , , , ,

New Blood, New Media in the New City

ไปเชียงใหม่มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีงานสัมมนาเกี่ยวกับสื่อใหม่/สื่อนฤมิต* จัดโดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจอคนเยอะแยะ เดินทางสู่ผู้คน

เลยงอกออกมาเป็นดูโอคอร์ตอนพิเศษ อย่างน่าดีใจ

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ channel.duocore.tv/new-media-in-chiang-mai

ขอบคุณทีมงานคณะการสื่อสารมวลชน + CAMT ทีม minimal gallery ขลุ่ย เมฆ ชา และพี่ปูคนขับรถที่พาเราไปทุกที่

บรรยากาศเชียงใหม่เปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่ช้างคลานผมเห็นร้านที่เคยไปปิดลง หลายร้านบนถนนนั้นก็ปิดด้วย คนที่นั่นว่ามันไม่บูมเหมือนสองปีก่อน ที่มีงานพืชสวนโลก
แต่รวม ๆ มันก็ยังเป็นเชียงใหม่นั่นแหละ ไม่ได้ต่างจากเดิม

จริง ๆ ที่ไหน ๆ มันก็เปลี่ยนทั้งนั้น และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอ เหมือนใครซักคน (วิชา?) พูดระหว่างฝนตกหน้าร้าน minimal

“คนที่บอกว่าปายเปลี่ยนไปไม่ดีเลย ก็คนเชียงใหม่คนกรุงเทพนั่นแหละ คนปายเขาชอบ”

หรือที่แพทว่า

“คนเชียงใหม่ไม่รู้หรอกว่านิมมานเปลี่ยนไป คนเชียงใหม่เขาไม่ได้มานิมมาน มีแต่คนกรุงเทพแหละที่มาเที่ยว”

ใช่ หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงมันโหดร้าย แม้กระทั่งกับ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
ไปนอนบ้านริมน้ำ ซื้อของตลาดน้ำ ตกค่ำ ๆ ก็นั่งเรือไปดูหิ่งห้อย มันก็ยังเป็นปัญหาได้
ถึงขนาดชาวบ้านบางคนลงมือตัดต้นลำพูริมบ้านตัวทิ้ง เพราะรำคาญนักท่องเที่ยว ที่มักจะล่องเรือมาดูหิ่งห้อยตอนเขาเข้านอนแล้ว หรืออาจยังไม่นอนแต่รู้สึกว่าเสียความเป็นส่วนตัว

จะว่าไป การพยายามจะหยุดเวลาหรือสร้างหน้าตาให้เหมือน “เดิม ๆ” อย่าง อัมพวา มันก็คือการเปลี่ยนแปลง คือความไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง อย่างปฏิเสธไม่ได้

มันไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยน

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่ เปลี่ยน หรือ ไม่เปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น คนท้องถิ่น-ซึ่งต้องอยู่ที่นั่นทุก ๆ วัน เพราะมันเป็นบ้านเขาไม่ใช่แค่ที่ตากอากาศ-เขายินดีกับมันแค่ไหน การที่คนนอกจะไปกะเกณฑ์ว่า เชียงใหม่ต้องเป็นแบบนี้ ปายต้องเป็นแบบนั้น อัมพวา สามชุก ฯลฯ ต้องเป็นต่าง ๆ นานา

แต่ดูเหมือนแนวคิดคำว่า “วัฒนธรรม” ในสังคมไทย จะยังยึดอยู่กับคำว่า “อนุรักษ์” ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงเป็นปัญหาเสมอ

ของใหม่อะไรก็ตามมักจะเป็นตัวปัญหา สื่อใหม่/สื่อนฤมิตก็เป็นตัวปัญหาในสายตาสังคมและรัฐ ผมว่าไว้อย่างนั้นในงานสัมมนา

ที่เป็นตัวปัญหา เพราะสังคมและรัฐยังไม่รู้จะทำความเข้าใจและจัดการกับมันอย่างไร

สังคมไทยในจินตภาพของเรา เป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ผู้คนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือเป็นมิตรกัน
เมื่อเกิดเหตุเด็กฆ่าแท็กซี่ เราช็อก ไม่รู้จะอธิบายมันด้วยคำอธิบายที่เราเชื่อกันใช้กันมานานได้อย่างไร

ทางออกที่สะดวกที่สุด (และมักง่ายที่สุด) ก็คือ โยนความผิดบาปไปให้ของใหม่

เมื่อก่อนบ้านเราไม่มี “เกมออนไลน์” ไม่เคยมีปัญหาอะไร ไม่มีเด็กฆ่าแท็กซี่
มาวันนี้บ้านเรามี GTA แล้วก็มีเด็กฆ่าแท็กซี่ เฮ้ย GTA มันต้องเป็นต้นเหตุแน่ ๆ !!

ง่ายดีไหมครับ

สื่อใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ ทีวี วิทยุ เหล่านี้สังคมและรัฐรู้วิธีจัดการกับมัน รัฐเองมีกฎหมายไว้ควบคุม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหา สื่อนฤมิตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา อินเทอร์เน็ตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พ.ร.บ.ฉบับแรกที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-อนุรักษ์นิยมที่มาจากการรัฐประหาร หยิบมาพิจารณาและผ่านอย่างรวดเร็ว ก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์-ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ — เขา้ต้องมีเครื่องมืออะไรมาควบคุม เพื่อให้เขาพ้นจากความกลัวดังกล่าว

ดู ๆ ไป ก็เป็นสังคมที่ปกครองกันด้วยความกลัวตั้งแต่รากฐานจริง ๆ คือ รัฐก็ออกกฎหมายเพราะกลัว ผู้คนก็ทำตามกฎหมายเพราะกลัวความผิดตามกฎหมาย (หรือถ้าเป็นสมัยศาสนามีอำนาจ ก็คือทำ “ดี” เพราะกลัวบาป กลัวตกนรก) เราจะเรียกสังคมแบบนี้ว่าสังคมอารยะ (civic society) ไหม ? ผมว่าไม่นะ

คุยหลายเรื่อง จบไม่ลง ไม่ได้เขียนนาน เอาเป็นว่าตั้งคำถามหย่อนไว้เท่านี้แล้วก็หนีก่อนละกัน ลองคุยกันดูนะครับเพื่อน ๆ (ผมอาจจะไม่ได้ร่วมวงอย่างทันใจ แต่เชิญคุยกันเองได้เลยครับ)


* ผมค่อนข้างมีปัญหากับการใช้คำว่า “สื่อใหม่” เพื่อแทน New Media
และอยากจะใช้คำอื่นแทน เช่น “สื่อนฤมิต” หรืออะไรก็ได้ที่มันมีความเจาะจงกว่า และไม่กำกวมอย่างคำว่า “สื่อใหม่” — คือ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่า เขาต้องการหมายถึงอะไร [สื่อ-ใหม่] (สองคำต่อกัน, ใหม่ ขยาย สื่อ) หรือ [สื่อใหม่] (คำเดียวกัน) — ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้วิธี capitalize มันได้ ก็เขียน New Media ไปซะ ในบริบทที่ถ้าเขียน new media แล้วมันจะเป็นปัญหา — หรือในภาษาเยอรมันก็จะชัดเจนว่า เขาใช้คำว่า Neue Medien แทนที่จะเป็น neue Medien (คำนามในภาษาเยอรมันตัวแรกจะเขียนเป็นตัวใหญ่หมด ส่วน neue นั้นเป็นคำวิเศษณ์ ปกติต้องเขียนตัวเล็ก แต่ในที่นี้ คำว่า Neue Medien มันเป็นคำนามคำเดียวกัน ไม่ได้แยก) — แต่ภาษาไทยไม่มีกลไกระดับ typography อย่างนั้น (หรือ morphology ด้วย?) ทางที่ทำได้ก็น่าจะเป็นการเลี่ยงไปใช้คำอื่นซะ ข้อจำกัดพวกนี้-ประกอบกับเรื่อง ๆ อื่น น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้มีการคิดศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้น แทนที่จะใช้คำเดิม ๆ

technorati tags: , ,

Netizen Unite!

ศิริพร สุวรรณพิทักษ์ (ปุ๊ก) เว็บมาสเตอร์ 212cafe.com ได้ประกันตัวแล้ว — หลังนอนในห้องขังหนึ่งคืน

อ่านบล็อกของปุ๊ก: 212cafe.com เป็นข่าว!

เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ มติชน ออนไลน์ และ ผู้จัดการ ออนไลน์ ลงข่าวชวนเข้าใจผิด และตัดสินปุ๊กไปแล้วในข่าว-โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานที่ปรากฎ

มติชนพาดหัวว่า “จับเว็บมาสเตอร์เว็บโป๊ แพร่ภาพคลิปลับว่อนเน็ต” ถ้านักข่าวมติชนใช้เวลาสักหนึ่งนาทีดูเว็บไซต์ 212cafe.com เสียหน่อย ก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เว็บโป๊ (เว็บไซต์ที่มีแต่ภาพโป๊หรือเนื้อหายั่วยุทางเพศ)

ผู้จัดการพาดหัวว่า “ปดส.จับเจ้าของเว็บลามก แพร่ภาพเริงรักหนุ่มสาว” พร้อมลงรูปประกอบข่าว รูปหนึ่งเป็นภาพจับหน้าจอจากเว็บโป๊แห่งหนึ่ง-ซึ่งไม่ใช่ 212cafe.com ชวนให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่านั่นเป็นภาพที่จับหน้าจอมาจากเว็บ 212cafe.com (ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนรูปแล้ว-แต่ไม่ได้แจ้งว่ามีการเปลี่ยนเกิดขึ้น)

อันนั้นเป็นเรื่องของการนำเสนอในสื่อ-การตัดสินโดยพาดหัว

อีกเรื่องก็คือ มาตรฐานในการจับกุมดำเนินคดีหรือการ “ขอความร่วมมือ” เรื่องที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ที่ผ่านมาการ “ขอความร่วมมือ” มีในลักษณะด้วยจาวาทางโทรศัพท์บ่อย ๆ คำถามคือ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ไหม กับการบอกกล่าวด้วยวาจา ทางโทรศัพท์ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า อีกฝากหนึ่งของโทรศัพท์ ที่ขอความมือมานั้น เป็นใคร มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ หรือไม่ ?

mormmam ในฐานะบล็อกเกอร์ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต และตัวเองก็มีสิทธิ์ที่จะถูก “ขอความร่วมมือ” ได้เช่นเดียวกับชาวเน็ตอื่น ๆ ก็ตั้งคำถามถึงมาตรฐานและขั้นตอนวิธีในการดำเนินคดีเช่นกัน ในบล็อกของเขา:
Cyber law, Process and Standard in Thailand

ที่ผ่าน ๆ มา เราก็จะเห็นเสมอ ๆ ว่า
ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายใหม่ ๆ อย่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทรัพย์สินทางปัญญา ที่คนจำนวนมากยังไม่ทราบกฎหมาย หรือยังสับสนกับกฎหมาย หรือขั้นตอนการดำเนินคดี และสิทธิของตน
ก็มักจะมีมิจฉาชีพ (ทั้งที่เป็นคนทั่วไปและที่เป็นเจ้าหน้าที่เสียเอง) ใช้ช่องว่างความสับสนลักลั่นตรงนี้ ไปหลอกลวงหากินกับประชาชนและผู้ประกอบการต่าง ๆ ตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการทำทีเป็นล่อซื้อ แล้วก็จับกุม จากนั้นก็บอกว่า ถ้ายอมจ่ายเงินจำนวนที่กำหนด ก็จะทำให้เรื่องเงียบปล่อยตัวได้ (ข่มขู่) เช่นกรณีร้านหนังสือที่ถูกจับเรื่องขายหนังสือแนะนำเกมที่แถมซีดีที่มีเกมละเมิดลิขสิทธิ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการกลั่นแกล้งอ้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องขอเข้าตรวจค้นบ่อย ๆ ให้รำคาญ จนทำมาหากินไม่สะดวก จนต้องยอมจ่ายค่าคุ้มครอง ให้ไม่มารบกวน เช่นกรณีร้านเน็ตร้านเกม ถูกกลุ่มคนที่อ้างว่าได้รับมอบหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์เข้ามาตรวจค้น เรียกค่าเสียหาย … ที่สุดท้ายอาจกลายเป็น “ค่าโง่”

พวกเราได้ยินได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้กันไม่รู้กี่ครั้งแล้วในสังคมนี้ ในบ้านเมืองของเรานี้

กลุ่มคนเหล่านั้นหลายกลุ่ม ที่ทนการกลั่นแกล้ง หรือการใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ก็ได้มีการรวมตัวกันเพื่อปกป้องตัวเอง และช่วยเหลือเพื่อน ๆ ชะตากรรมเดียวกัน ต่อสู้

กลุ่มร้านเน็ต ร้านเกม (ปัญหาลิขสิทธิ์ ปิดดึก เด็กนักเรียนเล่นเกม) ก็มีการรวมตัวกัน
กลุ่มผู้ประกอบการคาราโอเกะ (ปัญหาลิขสิทธิ์ และการจัดเก็บซ้ำซ้อน) ก็มีการรวมตัวกัน
กลุ่มร้านหนังสือ (ปัญหาลิขสิทธิ์) ก็มีการรวมตัวกัน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนเล่นอินเทอร์เน็ต ชาวเน็ตทั้งหลาย จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองเช่นกัน

ตั้งแต่สิทธิในทางเศรษฐกิจ สิทธิในการทำมาหากินอย่างสุจริต ที่จะได้รับการคุ้มครองให้แข่งขันในกติกาที่เป็นธรรม ไม่มีตุกติก เช่น โกงจำนวนฮิตส์ สิทธิของผู้บริโภค ที่ควรจะได้รับบริการอย่างที่โฆษณา เช่น เว็บไซต์มีเนื้อหาที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ค้น หรือที่จ่ายเงินค่าอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ก็อยากจะได้บริการที่ดี ได้ความเร็วตามที่โฆษณาไว้ ไม่ถูก shape แบนด์วิธ โหลดบิทไม่ได้ เน็ตไม่ล่มบ่อย ๆ และเข้าเว็บไซต์ที่ถูกกฎหมายได้ทุกเว็บไซต์ – ไม่ใช่ว่าพอถูก “ขอความร่วมมือ” หน่อยเดียว ก็เข้าเว็บนั้นเว็บนี้ไม่ได้เสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้มีคำสั่งศาลเลย

ในฐานะผู้บริโภคอินเทอร์เน็ต ที่จ่ายเงินรายชั่วโมง รายเดือน พวกเราก็ต้องคาดหวังกับบริการที่ดีเช่นที่ว่า ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องเรียกร้องบริการที่ดีกว่า หรือหากตกลงกันไม่ได้ ก็เคลื่อนไหว หรือพึ่ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อะไรก็ว่าไป — ทำไมเพื่อนเราจ่ายเงินค่าบริการเท่ากันกับเรา แล้วเขาได้อินเทอร์เน็ตคุณภาพน้อยกว่าเรา ? (หรือเราไม่ได้เดือดร้อน ไม่ต้องสนก็ได้ ?)

ในฐานะที่ชาวเน็ต ก็เป็นพลเมืองเช่นกัน พวกเราก็ต้องปกป้องสิทธิในความเป็นพลเมืองของพวกเรา ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ

สิทธิเสรีภาพที่จะคิด พูด อ่าน เขียน ในทุกสิ่งที่ต้องการ ตราบเท่าที่ไม่ไปรบกวนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ไม่ใช่ให้ใครมาปิดเว็บไซต์เอาตามอำเภอใจ — คนจะเขียนก็ถูกละเมิด คนจะอ่านก็ถูกละเมิด

ไม่ใช่ให้ใครมากล่าวหาว่าเป็นเว็บไซต์ผิดกฎหมายกันได้ชุ่ย ๆ — อย่างที่นักการเมืองของพรรคเก่าแก่เพิ่งทำ

ไม่ใช่ให้ใครมาใช้กฎหมายข่มขู่หาประโยชน์ได้ง่าย ๆ — กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่มีปัญหา แต่ต้องอธิบายได้ และพยายามเข้าใจปัญหา และถือหลักที่ว่า จนกว่าจะพิสูจน์ได้หรือมีพยานหลักฐานชัดเจนซึ่งหน้าว่ากระทำผิด ผู้ต้องหาคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน (ไม่ว่าจะโดยสื่อ โดยเจ้าหน้าที่ หรือใครก็ตาม) หรือที่แย่หนักคือ จับไปซะเฉย ๆ ก่อนแล้วค่อยแจ้งข้อหาแบบ 2 บล็อกเกอร์ พระยาพิชัย กับ ท่อนจัน

พวกเรา ชาวเน็ต บล็อกเกอร์ ผู้สื่อข่าวพลเมือง และพลเมืองทุกคน มาร่วมมือร่วมใจกัน รวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของเรา บนพื้นที่ออนไลน์แห่งนี้ และทุก ๆ ที่

(ไม่ว่าคุณจะเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย คิดเหมือน คิดต่าง เราอยากได้ยินเสียงของคุณ เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบล็อกของคุณ ตามความคิดของคุณ 😉 )


ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง:

technorati tags: , , , , ,

New German Data Retention Act

เชกูวาราเขียน เยอรมันสอดแนม ที่ BioLawCom.de
เป็นเรื่อง กฎหมายใหม่ของเยอรมนี ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องเก็บข้อมูลจราจรของผู้ใช้บริการ เป็นเวลา 6 เดือน
(คุ้น ๆ เหมือนพ.ร.บ.คอมฯ ของบ้านเรามั๊ยครับ ?)

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2007 รัฐสภาเยอรมันผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่าง ๆ เพื่อควบคุมตรวจสอบการติดต่อสื่อสาร
และเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนความผิด มาฉบับหนึ่งครับ
ท่ามกลางเสียงประท้วงจากคนเยอรมันนับพันนับหมื่นคน
เพราะในกฎหมายฉบับดังกล่าว มีบทบัญญัติใหม่ ที่กระทบสิทธิพวกเขาอย่างมากบรรจุอยู่ด้วย

“Vorratsdatenspeicherung” (Data-Retention) เป็นคำเรียกรวม ๆ ที่หมายถึง
การกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการการโทรคมนาคม ต้องเก็บสำรอง “ข้อมูลจราจรทางการติดต่อสื่อสาร” (Traffic Data) ของประชาชนผู้ใช้บริการทุกคนเอาไว้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนการกระทำความผิด …ก็คือข้อกำหนดเจ้าปัญหาที่ว่า

ข่าวจาก European Digital Rights และ Deutsche Welle:

technorati tags:
,
,