คนทำงานด่านหน้า-งานจำเป็น ที่จะได้รับวัคซีนลำดับต้นๆ มีใครบ้าง

ลองไล่ๆ ดูในเว็บไซต์หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนโยบายวัคซีนของประเทศต่างๆ ว่าใครคือ “คนทำงานด่านหน้า” (front-line workers) หรือ “คนทำงานสำคัญและจำเป็น” (essential workers) ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพบ้าง (กลุ่มสุขภาพเป็นกลุ่มที่เรานึกถึงและได้ยินกันบ่อยๆ อยู่แล้ว) และใครคือกลุ่มที่จะได้รับวัคซีนลำดับต้นๆ ในวิธีคิดของประเทศนั้นๆ

รวมๆ แล้ว ถ้าเราลองพิจารณาการปฏิบัติงานของคนในอาชีพจำพวก พนักงานคิดเงิน พนักงานส่งของ เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสายตรวจ พนักงานไปรษณีย์ ครูโรงเรียนเด็กเล็ก ผู้คุมเรือนจำ คนเหล่าทำหน้าที่จำเป็น เจอคนเยอะทุกวัน หลีกเลี่ยงสัมผัสลำบาก หรือเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังกลุ่มเปราะบาง

เช่นเด็กเล็กที่ไปโรงเรียนจะเชื่อมหลายครอบครัวเข้าหากัน และเด็กเล็กมีโอกาสสัมผัสกับคนแก่ที่บ้าน หรือผู้คุมเรือนจำที่ไปมาระหว่างภายนอก-ภายในเรือนจำ ซึ่งเรือนจำไทยนี่ก็แออัดมากๆ ไง การป้องกันตัวเองทำไม่ได้อยู่แล้ว

คนเหล่านี้นี่คือคนทำงานที่ด่านหน้า ที่นอกเหนือไปจากคนทำงานด่านหน้าด้านสุขภาพ และควรได้วัคซีนเป็นลำดับต้นๆ ด้วย เนื่องจากมีความเสี่ยงมาก (เป็นไปได้ด้วยว่าจะเสี่ยงกว่าคนที่ทำงานในโรงพยาบาลบางหน้าที่หรือบางพื้นที่ที่ไม่ได้พบเจอคนมากนัก) หรือหากเป็นอะไรไปจะกระทบกับหน้าที่งานที่จำเป็นสำหรับสังคม ซึ่งแต่ละประเทศ/เขตระบบสุขภาพก็ใช้เกณฑ์พิจารณาต่างๆ กันไป

กรมควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) ใช้เกณฑ์ ACIP Categories of Essential Workers ซึ่งแบ่งเป็น (1a) Essential Healthcare Workers (คนทำงานที่จำเป็นด้านสุขภาพ ระบุชัดว่าทั้งที่ได้รับค่าจ้างและไม่ได้รับค่าจ้าง) (1b) Frontline essential workers (Non-Healthcare) (คนทำงานที่จำเป็นที่อยู่ด่านหน้า ที่ไม่ใช่สายสุขภาพ ซึ่งทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานหรือคนทั่วไป เลี่ยงไม่ได้) และ (1c) Other essential workers (อื่นๆ ตามกำหนด)

รัฐบริติชโคลัมเบียในแคนาดา กำหนด Front-line priority workers มาตามภาพ มีทั้งครูโรงเรียนเด็กเล็ก คนดูแลเด็ก พนักงานไปรษณีย์ พนักงานร้านชำ คนทำงานในภาคการผลิต คนทำงานเรือนจำ คนทำงานขนส่งข้ามแดน ฯลฯ

ส่วนไอร์แลนด์จะเน้นที่คนทำงานด่านหน้าด้านสุขภาพเป็นหลัก และมีเพิ่มเติมคือ “key workers essential to the vaccine programme” คนทำงานที่สนับสนุนการจัดหาและกระจายวัคซีน และการฉีดจะเน้นกลุ่มเปราะบาง คนป่วย (มีการกำหนดชื่อโรคและเงื่อนไขของอาการอย่างชัดเจน) และผู้สูงอายุ ก่อนกลุ่มอื่น และหลังจากที่กลุ่มจำเป็นอื่นๆ ได้รับวัคซีนกันไปแล้ว ลำดับที่เหลือจะมีลักษณะไล่ตามกลุ่มอายุ

โดยในแต่ละกลุ่ม ก็จะมีการอธิบายเหตุผล (Rationale) และแจ้งถึงหลักการทางจริยศาสตร์ (Ethical Principles) ที่ใช้พิจารณาด้วย ว่าทำไมแบ่งแบบนี้และมาอยู่ที่ลำดับนี้

กลุ่มบางกลุ่มอาจจะไม่ได้อยู่ด่านหน้าในแง่การปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกกับคนทั่วไปแบบเห็นชัดๆ แต่ก็เป็นกลุ่มที่ทำงานเบื้องหลัง อยู่ในอุตสาหกรรมที่สำคัญ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานหรือที่อยู่อาศัยที่มีความเสี่ยง

ต้นเดือนมีนา 2564 ตอนที่สิงคโปร์ประกาศขยายกลุ่มที่ได้รับวัคซีน ก็ระบุถึงกลุ่มอย่างคนทำงานที่เสี่ยงสัมผัสสูงหรือมีโอกาสส่งต่อได้มาก “Essential workers with higher risk of exposure and onward transmission” ซึ่งรวมครูและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเด็กเล็กด้วย โดยระบุว่าเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กเล็ก การฉีดคนอื่นในโรงเรียนจึงเป็นวิธีป้องกันเด็กที่ทำได้ในตอนนี้

นอกจากนี้ก็มีกลุ่มคนงานข้ามชาติ “Migrant workers living in dormitories” เนื่องจากคนงานข้ามชาติเหล่านี้อาศัยอยู่ในหอพักขนาดใหญ่ที่มีคนมาก (ประกาศของรัฐบาลไม่มีคำว่า “แออัด” แต่ก็นั่นแหละ เข้าใจกันได้ ว่ามันเสี่ยงเพราะคนอยู่เยอะด้วย)

สำหรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในสิงคโปร์ก็น่าสนใจ Grab ประกาศตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนพนักงาน พนักงานส่งของ พนักงานขับรถทั้งหมด ภายในสิ้นปีหน้า (2565) ในทุกประเทศที่ไปทำธุรกิจ (แปลว่ารวมประเทศไทยด้วย) โดยจะช่วยค่าใช้จ่ายให้กรณีที่แผนงานวัคซีนของประเทศนั้นไม่ครอบคลุม (ข่าวไม่ได้บอกว่าจะอุดหนุนยังไงเท่าไร)

ดูของหลายๆ ที่แล้ว แล้วก็น่าจะเป็นการประเมิน/จัดลำดับตาม โอกาสเกิด และ ความเสียหายที่จะเกิด เช่น

  • โอกาสสัมผัส (ลักษณะการทำงาน ระยะห่าง ความสามารถในการป้องกัน)
  • โอกาสกระจายต่อ (จำนวนคนในเครือข่าย ลักษณะเครือข่าย)
  • โอกาสเสียชีวิต (คนป่วย คนแก่ คนที่อยู่ห่างไกลการเข้าถึงการรักษา)
  • ความเสียหายต่อระบบสุขภาพ/ระบบการกระจายวัคซีน
  • ความเสียหายหากไม่มีคนทำงานนี้ (ความสำคัญของงาน จำนวนคนที่ทำงานนี้ได้ ความขาดแคลนหรือเวลาที่ต้องใช้ในการฝึกเพื่อทดแทน)

เกณฑ์เหล่านี้แต่ละประเทศก็จัดระดับความสำคัญต่างกันไป ส่วนหนึ่งก็น่าจะเกี่ยวกับลักษณะทางประชากรและลักษณะความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ว่ามีการพบปะพบเจอกันยังไง พึ่งพาอาชีพไหนมาก ลักษณะการผลิต-การไหลเวียนของสินค้าบริการเป็นยังไง จุดเปราะบางต่อความมั่นคงอยู่ตรงไหน ดังนั้นมันเลยไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่อย่างน้อยการมีเกณฑ์ให้พิจารณาเป็นหลักเป็นการบ้างก็น่าจะดี

ของไทยเองก็มีสิ่งที่คล้ายๆ เกณฑ์อยู่ โดยอิงกับช่วงการฉีด 3 ระยะ (ซึ่งแบ่งช่วงตามปริมาณวัคซีนที่มี) แล้วก็ระบุกลุ่มที่จะได้รับวัคซีนในช่วงนั้นๆ ไว้กว้างๆ เช่น “ผู้ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก” แต่ไม่ได้มีรายละเอียดว่ามีอาชีพอะไรบ้าง (ข้อมูล 27 ม.ค. 2564)

ชอบที่ในเว็บไซต์ทางการของหลายประเทศ นอกจากจะแจ้งว่าลำดับการได้รับวัคซีนมีอะไรบ้าง ใครก่อนใครหลัง ยังพยายามอธิบายเหตุผล ที่มาที่ไปของการตัดสินใจ

ซึ่งพอประกาศล่วงหน้าให้ชัดเจนแบบนี้ นอกจากจะเป็นการสัญญากับสาธารณะ และทำให้คนลดกังวล ลดความสงสัยได้แล้ว เมื่อถึงเวลาดำเนินนโยบาย ก็จะสามารถถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้นด้วย ว่าได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้หรือไม่

เผยแพร่ครั้งแรก 9 เมษายน 2564 บนเฟซบุ๊ก

ชีวิตที่เคลื่อนย้ายและติดขัด

  1. การเคลื่อนที่ของทุน
  2. การเคลื่อนที่ของสินค้า
  3. การเคลื่อนที่ของบริการ
  4. การเคลื่อนที่ของมนุษย์ (คนทำงาน/ผู้บริโภค)

เศรษฐกิจส่วนที่ใหญ่มากของไทย คือการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น (3) ที่อยู่ติดกับสถานที่ (ที่ไม่ติดกับสถานที่ ก็เช่นบริการออนไลน์) และพึ่งพา (4) (นักท่องเที่ยว)

คือทั้งโลกมันก็สะดุดแหละ เมื่อการเคลื่อนย้ายต่างๆ มันทำได้ไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่โรคภัยไข้เจ็บมันกระทบ (4) เยอะสุด เพราะมันติดมนุษย์ รวมถึง (3) ในส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น

(ทำไปทำมา มันก็เกี่ยวกันหมดแหละ เช่น (2) กับ (4) ก็เกี่ยวกัน อย่างที่พบการระบาดของโควิดระลอก “ใหม่” [จริงๆ คือตกสำรวจ] ในคนทำงานอพยพในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ซึ่งมีสภาพการทำงานต่ำกว่ามาตรฐานในเยอรมนี หรือในกลุ่มคนทำงานซึ่งอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในสิงคโปร์ หรือความสัมพันธ์ของการเดินทางของมนุษย์ (4) กับการส่งสินค้า (3) มิตรสหายที่ขายของออนไลน์ให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติ บ่นว่าตอนนี้ค่าส่งแพงขึ้น เพราะปกติของจะถูกฝากส่งไปกับเที่ยวบินที่มนุษย์นั่ง พอมนุษย์เดินทางน้อยลง ค่าส่งสินค้าก็แพงขึ้นไปด้วย)

ดังนั้นในแง่ “ความมั่นคง” (ที่ไม่ใช่การควักปืนขึ้นมาขู่ หรือทำ IO มองประชาชนเป็นศัตรูอยู่ทุกวัน) เรื่องหนึ่งก็คือ จะทำยังไงให้ความมั่งคั่งของประชาชนในประเทศมันมาจากหลายทาง

(สังเกตเลยว่า ธุรกิจที่เฟื่องฟูตอนนี้คือธุรกิจที่ทำให้เกิด (1) (2) (3) ได้ โดยพึ่งพา (4) น้อยที่สุด เช่น จ่ายเงินออนไลน์ ส่งสินค้า ส่งอาหาร เรียนออนไลน์ ประชุมออนไลน์ – คือยังไงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของมนุษย์ แม้จะมีการปรับเปลี่ยน มันก็ยังดำเนินไป ใครหาสิ่งที่ทำให้คนใช้ชีวิตต่อได้ ก็มีคนใช้)

แต่ก็ไม่รู้จะหวังได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเอาจริงๆ ความมั่งคั่งจำนวนมากของตระกูลต่างๆ ในไทยนี่ก็มาจากการจำกัดการเคลื่อนที่โดยเสรีของสิ่งต่างๆ สร้างกำแพงผูกขาดนั่นนี่ ให้ตัวเองค้าขายได้คนเดียว ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูกฎหมายเหล้าเบียร์ หรือแท็กซี่สนามบิน ของที่หลายคนมีประสบการณ์ตรง

(พูดถึงสนามบิน ก็นึกถึงอู่ตะเภาที่เป็นข่าวตอนนี้ การพัฒนาพื้นที่อู่ตะเภา ก็พยายามจะให้กองทัพมีเอี่ยว การแยกสนามบินเชิงพาณิชย์ในจังหวัดต่างๆ อออกจากพื้นที่ทหารก็ไม่คืบหน้าไปไหน ดูสนามบินเชียงใหม่เป็นต้น ถนนที่มันควรจะตัดจากถนนวงแหวนทะลุนิมมานไปหาสนามบินได้ง่ายๆ พูดกันมาเกินสิบปี ไม่เกิด ทำได้แค่ตัดไปสุดที่หน้ากองบิน)

ในระดับประเทศที่เชื่อมกับโลก เราอยู่ในระบบการค้าระหว่างประเทศ โลกาภิวัฒน์นั่นนี่ แต่ภายในประเทศนี่ยังเป็นระบบอาณานิคม เจ้าที่ดิน-ขุนศึก สัมปทาน

อนุญาตให้เรียนไม่สดเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึง + การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างบันทึกการสอน

การสอนออนไลน์ ควรมีการบันทึกการสอนไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีทรัพยากรเพื่อการเข้าถึงจำกัด และในการบันทึกก็มีข้อควรพิจารณาต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้สำหรับทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียน

การสอนออนไลน์แบบสด มีข้อดีคือการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนและผู้สอนโดยทันที หากผู้สอนมีทรัพยากรที่สามารถทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมีเฉพาะแบบสด ควรมีการบันทึกไว้ด้วย ควบคู่กัน เพื่อให้ผู้เข้าเรียนท่ี่ไม่สามารถเข้าเรียนสดได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถเลือกเรียนได้ใน “เวลาที่สะดวก”

เวลาที่สะดวกสำหรับการเรียนที่ขึ้นกับทรัพยากรของผู้เรียน

“เวลาที่สะดวก” ในแง่การเรียนออนไลน์นี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

1) การเข้าถึงอุปกรณ์ที่เหมาะสม (โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถเพียงพอจะเปิดสื่อการสอนได้อย่างครบถ้วน)

2) ความเร็วและความเสถียรของอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม

3) พื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ที่นั่ง ความสงบ (อาจเป็นในที่พักอาศัยหรือที่อื่น เช่น บ้านญาติ ร้านเน็ต)

“เวลาที่สะดวก” คือช่วงเวลาที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) ได้พร้อมกัน

กรณีบ้านเดียวกันมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงเครื่องเดียว แต่มีสมาชิกในบ้านหลายคนที่ต้องทำงานหรือเรียน การเรียนแบบสด (real time) จะสร้างปัญหาการแย่งกันใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด

กรณีมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงพอกับสมาชิกที่ต้องใช้ทุคนในเวลาเดียวกัน แต่บ้านมีพื้นที่เล็ก การต้องเปิดสื่อการสอนพร้อมกันในพื้นที่จำกัดตาม อาจทำให้เกิดการรบกวนสมาธิกันและกันระหว่างสมาชิกในบ้าน กล่าวคือปัจจัยที่ (3) ไม่เกิด หรือการแบ่งความเร็วอินเทอร์เน็ตกันเนื่องจากใช้งานพร้อมกัน ก็ทำให้ปัจจัยที่ (2) ด้อยลงไป

กรณีไม่มีอุปกรณ์ตาม (1) หรืออินเทอร์เน็ตตาม (2) หรือพื้นที่ตาม (3) ที่บ้านอย่างใดอย่างหนึ่ง และผู้เรียนจำเป็นต้องไปใช้อุปกรณ์ เน็ต หรือสถานที่นอกบ้าน เช่น บ้านญาติ หรือร้านเน็ต ก็จะมีเงื่อนไขข้อจำกัดของร้านหรือของบ้านนั้นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย เช่น น้ายินดีให้ยืมคอม เพียงแต่ช่วง 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นน้าก็ต้องทำงานด้วยคอมเครื่องเดียวกัน ถ้าหลัง 5 โมงเย็นนี่ใช้ได้ไม่มีปัญหา หรือการไปใช้เน็ตที่ร้าน ก็ไม่รับประกันว่า ตอนไปถึงร้านจะมีที่นั่งว่างทันที

การมีการสอนสดเพียงอย่างเดียวจะทำให้การจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดทำได้ลำบากขึ้น ทำให้เป็นไปได้ว่าครอบครัวของผู้เรียนอาจจำเป็นต้องดึงเงินที่ตั้งใจจะใช้เพื่อเรื่องอื่น มาซื้ออุปกรณ์ตาม (1) หรือเพิ่มคุณภาพเน็ตตาม (2) ส่วนเรื่องพื้นที่(3) นี่ดูจะเป็นที่จัดการลำบากอยู่

หากมีการบันทึกการสอนเอาไว้ด้วย ก็จะทำให้ผู้เรียนและสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน สามารถจัดการทรัพยากรตาม (1), (2), และ (3) ได้ดีขึ้น มีการแบ่งใช้ทรัพยากรกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เหมาะสมขึ้นหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถหยิบยืมหรือใช้ทรัพยากรจากภายนอกครอบครัวเป็นการชั่วคราวได้สะดวกขึ้น

การบันทึกการสอนเอาไว้ ยังมีประโยชน์กับผู้เรียนสดอีกด้วย เนื่องจากเป็นไปได้ว่าคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบางช่วงอาจมีปัญหา ทำให้พลาดจุดสำคัญบางช่วงไป ถ้ามีการบันทึกไว้ ก็จะสามารถย้อนกลับมาดูได้ในภายหลัง

ทั้งนี้ “เวลาที่สะดวก” ที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) มาได้พร้อมกันนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเวลาที่ต่อเนื่องกัน เช่น สำหรับคาบเรียน 2 ชั่วโมง ในสัปดาห์หนึ่ง ผู้เรียนรายหนึ่งอาจมีเวลาที่สะดวกตอน 11:30-12:30 หนึ่งชั่วโมงในวันจันทร์ และ 20:00-21:00 อีกหนึ่งชั่วโมงในวันอังคาร และเวลานี้อาจเปลี่ยนไปในอีกสัปดาห์

การบันทึกกับพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนการสอน

การบันทึกนี้ ไม่จำเป็นต้องให้สาธารณะหรือบุคคลภายนอกวิชาเรียนในชั้นเรียนดังกล่าวเข้าถึง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ที่ไม่สะดวกสอบถามแลกเปลี่ยนหากมีการบันทึกเสียงหรือภาพหรือสถานะบทจอภาพใดๆ ที่จะทำให้ระบุตัวตนได้

ทุกการเรียนการสอนที่จะมีการบันทึก และมีผู้เรียนเข้าร่วม ผู้สอนจะต้องแจ้งให้กับผู้เรียนทราบก่อนทุกครั้ง ว่าจะมีการบันทึก การบันทึกเริ่มเมื่อใด สิ้นสุดลงเมื่อใด และจะมีใครเข้าถึงการบันทึกได้บ้าง

เนื่องจากผู้เรียนอาจไม่สะดวกที่จะสอบถามแลกเปลี่ยนบางประเด็น ซึ่งอาจเป็นประเด็นอ่อนไหว ในระหว่างการบันทึก ผู้สอนควรแบ่งเวลาบางช่วงในระหว่างการสอนที่จะไม่มีการบันทึกใดๆ ให้ผู้เรียนซักถามแลกเปลี่ยนได้ โดยผู้เรียนจะต้องสามารถรับรู้และสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ขณะเวลาดังกล่าวมีการบันทึกอยู่หรือไม่

หากการบันทึกไม่ได้ทำโดยผู้สอนเอง แต่มีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่สามอื่นทำการบันทึกให้ ในการบันทึก ผู้สอนจะต้องรู้อยู่เสมอด้วยว่ามีการบันทึกอยู่

จำนวนหรือกลุ่มประเภทของผู้เข้าถึงสื่อการสอนที่ได้มีการบันทึกไว้ จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้แจ้งผู้สอนและผู้เรียนเอาไว้ในตอนเริ่มการบันทึก

การเผยแพร่สื่อบันทึกการเรียนการสอนสู่สาธารณะ

หากผู้เรียนและผู้สอนในชั้นเรียนได้ตกลงร่วมกันล่วงหน้า ว่าจะเปิดเผยการเรียนการสอนเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็สามารถทำได้ โดยอาจเลือกตัดไม่เผยแพร่บางช่วงที่เป็นการซักถามแลกเปลี่ยนประเด็นที่ต้องการให้มีเฉพาะผู้ลงเรียนเท่านั้นที่จะดูได้ ทั้งนี้ระหว่างการเรียนการสอน ให้ระมัดระวังการขานชื่อหรือส่งสัญญาณใดในลักษณะที่จะระบุตัวผู้เรียนได้ เว้นแต่กรณีผู้เรียนตั้งใจแสดงตนด้วยตัวเอง

สื่อการสอนดังกล่าว ถือว่าอยู่ในพื้นที่ของห้องเรียน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครอง ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน กรณีศึกษา และสิ่งอื่นใด ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายเป็นส่วนหนึ่งของการสอน ทั้งผู้เรียนและผู้สอนควรมีอิสระเต็มที่ในการอภิปรายเพื่อการศึกษาโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

การคำนึงถึงสมาธิในพื้นที่ทางกายภาพที่ไม่ใช่ห้องเรียนโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ การออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนและสื่อการสอน ที่เป็นออนไลน์ ทั้งแบบสด และแบบบันทึกไว้ล่วงหน้า ยังควรคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้เรียนจะสามารถมีสมาธิและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ห้องเรียน ซึ่งอาจทำได้ต่อเนื่องสั้นกว่า จึงควรพิจารณาแบ่งช่วงการสอนเป็นช่วงที่ไม่ยาวจนเกินไป และกรณีเป็นการสอนสดก็ควรจัดให้มีเวลาพักตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถไปทำธุระส่วนตัว เช่น เข้าห้องน้ำ ได้ เช่นสอน 50 นาที พัก 10 นาที และสอนต่ออีก 50 นาที

การแบ่งเนื้อหาการสอนเป็นช่วงสั้นๆ และมีการเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนในสื่อที่ทำการบันทึก ยังมีประโยชน์เมื่อต้องการดูย้อนหลัง ทำให้ค้นหาเนื้อหาช่วงที่ต้องการได้สะดวกขึ้น

ฝากทางสถานศึกษาต่างๆ พิจารณาสำหรับภาคการศึกษานี้หรือที่จะถึงนี้ครับ

ว่าด้วยการเยียวยา – กรณี #TCAS วารสาร และอื่นๆ ในยุค #COVID19 นี้

การทำงานทั้งที่ตั้งใจและที่ผิดพลาดของผู้มีอำนาจ อาจนำมาสู่ความเสียหายของคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งถ้าสังคมยังพอจะมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ก็ควรมีการเยียวยาตามสมควรในระยะเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป ทั้งนี้ก็ควรคิดด้วยว่ามาตรการเยียวยานั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มใหม่หรือไม่

เช่น จะเลื่อนการบังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อช่วยหน่วยงานที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม ก็ต้องพิจารณาด้วย ว่าหน่วยงานที่พร้อมแล้วและได้ดำเนินแผนงานต่างๆ ในอนาคตตามความเข้าใจว่าจะกฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับใช้ในวันที่กำหนด จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ หากกฎหมายถูกเลื่อนออกไป (เช่นได้ทำสัญญาหรือทำแผนธุรกิจใดๆ ไว้ ต้องปรับแก้แผน หรือการไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลกลางนี้ จะทำให้ต้นทุนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศของเขาเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องไปทำสัญญาลักษณะทวิภาคีต่างหาก ในระยะ 1 ปีตามที่จะเลื่อน จากเดิมที่เขาเคยคิดว่าไม่ต้องทำ หากกฎหมายบังคับใช้ตามกำหนด) – ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าเราลงโทษคนที่แข็งขันเตรียมความพร้อมเพื่อทำตามกฎหมาย

เรื่องประกาศ #TCAS เพื่อรับเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผิดพลาด นี่ก็มีประเด็นเยียวยาอยู่เหมือนกัน และมีแง่มุมของการเยียวยาคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งสมควรได้รับการเยียวยา) ที่อาจสร้างความเดือดร้อนใหม่ให้กับคนอีกกลุ่ม (ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด)

ดูรายละเอียดลำดับเวลาของเรื่องนี้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-52688183

1. จริงๆ แนวทางของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) นั้นช่วยเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มเติมก็จะเป็นแนวทางที่สร้างผลกระทบกับนักศึกษากลุ่มอื่นไปด้วย

2. ถ้าไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนตามประกาศที่ผิดพลาด และ ตัวระบบ TCAS ทั้งหมดไม่ปรับให้พวกเขาได้เข้าเรียนตามลำดับการเลือกอื่นๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็จะไม่มีที่เรียน ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา

3. พวกเขาอาจจะคะแนนไม่เข้าเกณฑ์คณะวารสาร มธ. แต่อาจเข้าเกณฑ์คณะอื่น เขาไม่ควรเสียสิทธิ์ตรงนั้น ต้องมีใครสักคนในระบบการรับเข้านี้ที่จะรับผิดชอบหาทางเยียวยา

4. แต่การที่มหาวิทยาลัยจะ “บังคับ” ให้คณะวารสารต้องรับนักศึกษาเข้า ในจำนวนที่เกินความสามารถที่คณะจะจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญ คณะวารสารไม่ควรต้องแบกรับ และนักศึกษาทุกคนไม่ควรจะต้องเจอ

5. ประเด็นที่อาจมองว่า “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาที่คะแนนถึงเกณฑ์ หากรับนักศึกษาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์เข้าศึกษา นั้นไม่ควรเป็นประเด็น เพราะสุดท้ายการได้เข้าศึกษาหรือไม่ในแต่ละปีก็อยู่ที่จำนวนรับด้วย ถ้าจำนวนรับมากก็เป็นไปได้ที่คะแนนต่ำสุดที่จะเข้าเกณฑ์จะต่ำลง — และในแง่หนึ่ง การเปิดรับนักศึกษาให้มากขึ้น ก็เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย (ดูข้อ 6 ประกอบ)

6. ประเด็นที่จะ “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนในรอบรับล่าสุดนี้ด้วยวิธีหรือเหตุผลใด และนักศึกษาที่มีอยู่เดิม ก็คือคุณภาพในการจัดการศึกษาที่จะลดลง หากต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่ถูกบังคับให้เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้มีแผนรองรับไว้ก่อน ผลกระทบนี้จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาทุกรุ่นและทุกคณะที่ใช้ทรัพยากรและอาจารย์กลุ่มเดียวกันด้วย

7. หากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการให้คณะวารสารศาสตร์ช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการรับนักศึกษากลุ่มนี้เข้าเรียนในปีการศึกษานี้ มหาวิทยาลัยก็จะต้องสนับสนุนให้กับทางคณะวารสารมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับการเยียวยาดังกล่าวรวมถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย การสนับสนุนนี้ เช่น การเพิ่มงบประมาณ เพิ่มจำนวนรับอาจารย์ใหม่ เพิ่มจำนวนจ้างอาจารย์พิเศษภายนอก เพิ่มการสนับสนุนสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามสัดส่วน ซึ่งการเพิ่มนี้ จะต้องเป็นการเพิ่มไปตลอดหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาที่จะรับเข้าปีนี้คืออย่างน้อย 4 ปี ไม่ใช่การเพิ่มเฉพาะปีการศึกษานี้เท่านั้น

8. แต่ในทางหนึ่ง การสนับสนุนให้คณะวารสารสามารถรองรับการเยียวยาได้ ก็คือการให้ทุกคณะร่วมรับผิดชอบความผิดพลาดของมหาวิทยาลัยไปกลายๆ เพราะสุดท้ายอาจมีทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งที่ถูกแบ่งมาเพื่อสนับสนุนการเยียวยานี้ แต่ก็น่าจะดีกว่าให้คณะวารสารแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่การให้รับเข้านั้นเป็นความประสงค์ของมหาวิทยาลัย ในระยะยาว คณะวารสารอาจเปิดวิชาเพิ่มเติมที่นักศึกษาคณะอื่นสามารถลงทะเบียนเรียนได้หรือให้อาจารย์ของคณะร่วมสอนในบางวิชาของคณะอื่นได้ เพื่อเกลี่ยการใช้ทรัพยากรที่พอจะแบ่งปันได้ออกไปให้เป็นธรรมที่สุด

9. มาตรการในการเยียวยาอีกประการก็คือ หากมีการรับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยและคณะ จะต้องไม่แบ่งแยกนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม “รับเข้าตามปกติ” และ “รับเข้าเป็นการเยียวยา” เพื่อให้ตลอดการศึกษาจนจบการศึกษาของนักศึกษาทุกคน ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติเชิงลบ

ทั้งนี้เวลาเราคิดเรื่องการเยียวยา ต้องอย่าลืมว่า การเยียวยาไม่ใช่การทำให้ผู้กระทำพ้นความรับผิด

ผู้กระทำการหรือละทิ้งเพิกเฉยไม่กระทำการ ยังสามารถมีความผิดได้อยู่ และก็ต้องถูกพิจารณาความผิดตามปกติ และการเยียวยาจะต้องไม่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น ไม่ว่ากับคนกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์)

การสืบย้อนคนที่เคยใกล้กัน ที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ในบริบท #COVID19

เขียนไว้ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ชวนคุยเรื่องแอปติดตามผู้เคยอยู่ใกล้ผู้เป็นโรคที่อาจติดต่อได้ (contact tracing) กับความอธิบายได้ทางนโยบาย การเลือกปฏิบัติ และผลกระทบที่อาจอยู่กับเราไปนานกว่าอายุของวิกฤต?

TraceTogether ของสิงคโปร์

ทางสิงคโปร์ที่เราพอได้ยินจากข่าวมาบ้าง วันนี้มีโปรโตคอลกับตัวซอร์สโค้ดออกมาแล้ว

  • BlueTrace เป็นโปรโตคอล ที่เขาใช้คำว่า “privacy-preserving cross-border contact tracing”
  • OpenTrace เป็นแอปที่ใช้ BlueTrace (open source reference implementation)
  • TraceTogether เป็น OpenTrace ที่ปรับแต่งเพื่อใช้ในสิงคโปร์

ทาง GovTech หน่วยงานด้านเทคโนโลยีรัฐบาลของสิงคโปร์ เล่าเรื่องของ OpenTrace ไว้ที่ 6 things about OpenTrace

ไอเดียรวมๆ คือใช้บลูทูธเพื่อเก็บข้อมูลว่า เราเคยไปอยู่ใกล้ใครบ้าง (มือถือของเราเคยไปอยู่ใกล้ใครมือถือเครื่องไหนบ้าง) คือมองว่าต้องการติดตามการติดต่อที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างคนสู่คนโดยตรง ดังนั้นสิ่งที่สนใจ คือการอยู่ใกล้ชิดของคน ไม่สนใจว่าคนนั้นจะไปอยู่ที่ไหน — คือเก็บเฉพาะ who ไม่เก็บ where

เท่าที่ดูในข่าว Channel News Asia เป็นการเปิดให้ใช้ตามความสมัครใจ ไม่บังคับ แต่ก็เชิญชวน

ThaiAlert (รอประกาศชื่อจริง)

ส่วนนี่เป็นแอปโดยกลุ่ม Code for Public ใน GitHub ใช้ชื่อว่า “contact-tracer”

ไอเดียคล้ายกันในส่วนการใช้บลูทูธ แต่เพิ่มเติมการเก็บตำแหน่งที่ตั้งจาก GPS มาด้วย — ก็คือเก็บทั้ง who และ where

NuuNeoi อธิบายแนวคิดไว้ในบล็อกของเขา (ภาษาไทย – เป็นคนไทย)

คุณลิ่วไปทักเรื่องการเปิดเผย user id ระหว่าง broadcast ใครสนใจตามต่อได้ในเฟซบุ๊กของ NuuNeoi

เข้าใจว่าวันศุกร์ที่ 10 เมษายนนี้ จะมีการประกาศใช้แอปจากกลุ่ม Code for Public นี้ในประเทศไทย (มี DEPA และ DGA ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมสนับสนุน)

ระบบอื่นๆ

ตอนนี้ก็มีระบบอื่นที่เสนอกันมาเยอะ เช่น

  • WeTrace เป็นแบบทำนอง TraceTogether จากสวิตเซอร์แลนด์
  • Decentralized Privacy-Preserving Proximity Tracing (DP-3T) จาก EPFL+ทีม
  • Pan-European Privacy-Preserving Proximity Tracing (PEPP-PT) ที่เป็นโครงการระดมสมองออกแบบในทวีปยุโรป
  • หรือวิธีการเก็บตำแหน่งไว้ในเครื่องโดยมีกลไกป้องกันของ MIT Private Kit (ในนั้นมี whitepaper ชื่อ Apps Gone Rogue: Maintaining Personal Privacy in an Epidemic ด้วย ถ้าสนใจลองดูได้)

ระบบเหล่านี้อาจมีแนวคิดในการออกแบบต่างกัน บางระบบรวมศูนย์ (centralized) บางระบบกระจาย (decentralized) บางอันเก็บแค่ ใคร (who) บางอันเก็บ ที่ไหน (where) ด้วย แต่รวมๆ ก็พยายามบันทึกข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะใช้ติดตามผู้ที่เคยอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อได้ ตามที่ผู้ออกแบบเห็นว่าเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ที่จะเข้าไปดูแล

สิ่งที่น่าห่วงกว่าเรื่องเทคนิค — การเลือกปฏิบัติ?

แม้ในทางเทคนิค กว่าจะแปลงจากจากอัลกอริทึมสู่แอปที่รันจริงในมือถือเรา มันก็มีเรื่องต้องระวังกันในแต่ละขั้นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด (ในบริบทของแอปที่จะยิ่งคนใช้เยอะยิ่งมีประโยชน์เยอะ คนใช้น้อยก็ยังมีประโยชน์อยู่แต่ก็น้อยลงไป) อาจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่า รัฐจะใช้วิธีอะไรให้คนมาใช้แอป หรือรู้ข้อมูลแล้วจะทำอย่างไรต่อ รู้แล้วจะมีมาตรการทางสาธารณสุข-สังคม-กฎหมาย อะไรตามมา

ตัวอย่าง:

หากกำหนดว่าใครไม่ลงแอปก็จะไม่รับรักษา หรือจัดลำดับการรักษาไว้ท้ายๆ หรือใช้ข้อมูลที่ได้มาในการจำกัดสิทธิอื่น

เช่น ไม่ให้ใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคม จะรักษาต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด ไม่ให้เข้าถึงบริการสาธารณะ ไม่ให้ใช้ขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ติดต่อราชการ ไม่ให้เข้าร้านค้า (รัฐจะไปบังคับให้ร้านค้าต้องมีมาตรการนี้อีกที) ตัดสิทธิ์การเข้าถึงเน็ต (ซึ่งในบริบทการที่ต้องอยู่บ้านไปไหนไม่ได้สะดวก ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไปจำกัดความสามารถในการทำงานหารายได้ การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อของกินของใช้ การศึกษา การติดต่อกับญาติ และการเข้าถึงข่าวสาร คนตอนนี้คนพึ่งเน็ตมากกว่าปกติ)

เหล่านี้เป็นเรื่องทำได้หรือไม่ เพราะอะไร จะเป็นการขัดต่อสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลหรือไม่ (คือต่อให้ไม่มีข้อมูลว่าเคยไปอยู่กับใคร แต่ถ้ามีอาการเข้าข่าย ก็ควรได้รับการรักษาหรือไม่?)

ตรงนี้นอกจากเรื่องสิทธิพลเมืองแล้ว ในแง่จริยธรรมทางการแพทย์ก็ต้องตอบให้ได้ชัดเจนด้วย

(อันนี้ยังไม่นับเรื่องความเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟน การเข้าถึงโครงข่าย ฯลฯ)

วันศุกร์ที่ 10 เมษานี้ ถ้าจะมีการประกาศใช้แอปจริง รายละเอียดที่น่าติดตามคือ จะใช้อะไรในการ “บังคับ” หรือ “จูงใจ” คนให้ติดตั้งแอป และถ้าไม่มีแอป ไม่มีข้อมูล ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร จะเก็บอะไรขึ้นกับบุคคลนั้น

หน้าที่ในการอธิบายของผู้ใช้อำนาจ

ไม่ว่าจะเลือกใช้มาตรการทางเทคโนโลยี ทางกฎหมาย และทางสาธารณสุขอะไรก็ตาม หน้าที่ในการอธิบายตัวนโยบายและตัวการออกแบบทางเทคนิคต่างๆ ให้คนทั่วไปที่จะได้รับประโยชน์และผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวได้เข้าใจอย่างชัดเจน เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือก

อย่างของ BlueTrace มีอธิบายข้อพิจารณาทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบตัวโปรโตคอลทางเทคนิคที่นี่ https://bluetrace.io/policy/

หากมีหน่วยงานใดก็ตามในไทย ประกาศจะทำ contact tracing ทำนองนี้สำหรับโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็น #COVID19 หรือโรคใดก็ตาม เราก็คาดหวังคำอธิบายอะไรทำนองนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่าการตัดสินใจใช้มาตรการต่างๆ นี้จะทำให้เกิดอะไร มีประโยชน์อะไร จะเอาอะไรไปแลกให้ได้ประโยชน์นั้นมา การเอาสิ่งนั้นไปแลก อาจมีผลกระทบอะไร ป้องกันความเสียหายยังไง เยียวยายังไง คือไม่ใช่ว่าค้านไม่ให้ทำไปเสียหมด ถ้าสมเหตุสมผล อธิบายได้หมด เราในฐานะประชาชนก็ควรสนับสนุน และจริงๆ การตั้งคำถามเหล่านี้ ก็คือการสนับสนุนทางหนึ่ง เป็นการสนับสนุนให้ทำอย่างรับผิดชอบ

ผลกระทบที่จะอยู่กับเราเกินอายุของวิกฤต

ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกสาขาอาชีพ (รวมไปถึงสิ่งที่อธิบายในเชิงอาชีพไม่ได้) ก็ทำในเรื่องที่เขาถนัดเพื่อช่วยเท่าที่ทำได้ สายคอมก็ดูมีเรื่องน่าตื่นเต้นเยอะ เป็นพรมแดนใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ อันนึงที่หลายคนก็ระวังกันอยู่แล้วก็คือ การตัดสินใจในภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน เกี่ยวกับความเป็นความตาย ที่มีแนวโน้มจะทำให้เราเร่งตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาตรงหน้านี้ จะมีผลอยู่กับเรายาวนานกว่าตัววิกฤตเองหรือเปล่า และผลที่ว่านั้นเป็นผลที่เราอยากจะอยู่กับมันไปยาวๆ จริงไหม หรือมันมีวิธีอะไรที่จะจำกัดผลดังกล่าวให้อยู่แค่ช่วงสั้นๆ แค่ในช่วง “ภาวะยกเว้น” นี้ แต่ไม่ใช่ตลอดชีวิตเราและหลังจากชีวิตเรา

Paul-Olivier Dehaye, director of PersonalData.IO, speaks to Open Rights Group about the use of contact tracing surveillance in the global response to Covid-19.

Complain-driven development

Adapting and Adjusting Change Management in an Agile Project

อย่าไปคิดแก้ปัญหาให้ครบถ้วนรอบด้าน มันทำไม่ได้ แก้เฉพาะเท่าที่ “จำเป็น” ก่อน ติดขัดไม่เป็นไร ค่อยๆ แก้ไข (ใครเดือดร้อนระหว่างนั้นก็ “ช่วยไม่ได้” จริงๆ) และต้องให้กำลังใจคนทำงานด้วย

อันไหนเป็นบั๊กแต่แก้ไม่ทัน ไม่อยากแก้ตอนนี้ หรือยังคิดไม่ออก ตอบกลับใน issue tracker เลย ว่า “Works for Me” หรือไม่ก็ให้ AE หรือ PR ช่วยคุยหน่อย บอกว่าจริงๆ มันเป็นฟีเจอร์ lol