Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy [PDF]

The Global Civil Society Yearbook is an annual publication produced by the Global Civil Society Programme at the Centre for the Study of Global Governance at the London School of Economics (LSE). The 387-page volume for 2007-2008 explores advances in technology, stating that they have enhanced global mass media and permitted private worldwide communication while also facilitating civil society’s own global presence. At the same time, the democratic nature of global communication appears very open to question.

Concluding words from the introductory chapter: It is the associational diversity of civil society that provides the basis for communicative democracy and a fertile contrast with the monolithic citizen-state relationship of representative democracy. On past experience the new institutions will only develop and become adequate for the tasks ahead if global civil society debates democracy and communication for itself and the world at large as explicitly as did theorists of democracy for the modern age that has past.

เว็บไซต์ The Communication Initiative Network แนะนำหนังสือ Global Civil Society 2007/8 เอาไว้ แต่ลิงก์ไป PDF เสีย – เมื่อวานเจอลิงก์ให้โหลด ที่เว็บไซต์ Center for Global Communications Studies, UPenn เลยเอามาแบ่งกัน

หรือจะอ่านแบบออนไลน์ (ไม่ใช่ PDF) ก็ได้ ที่ Global Civil Society Observatory

Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy

Introduction: Democracy and the Possibility of a Global Public Sphere – Martin Albrow and Marlies Glasius

Concepts

Democracy

Communicative Power

Records

เว็บไซต์ Global Civil Society Year Books ที่ LSE Global Governance (ย้อนไปถึง 2001) และที่ สนพ. SAGE

technorati tags:
,
,

democratic potential of Internet in South Korea, lecture by Yoohee Kim

Democratic Potential of Internet in South Korea
special lecture by Yoohee Kim
Tuesday, July 29, 2008. 15:00-16:30
@ room 3003, SC building, Thammasat University, Rangsit Campus
more info: 0-2564-5000 www.asia.tu.ac.th

ศักยภาพประชาธิปไตยของอินเทอร์เน็ตในเกาหลีใต้
บรรยายพิเศษ โดย ยูฮี คิม (Yoohee Kim)
(บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ)
อังคารที่ 29 ก.ค. 2551 15:00-16:30 น.
@ ห้อง 3033 อาคารกลุ่มสังคมศาสตร์ (SC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
ข้อมูลเพิ่มเติม: 0-2564-5000 www.asia.tu.ac.th

จัดโดย โครงการเกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ร่วมกับ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หัวข้อ/topics

  • Brief overview of Internet
  • The Internet and Democracy
  • The Internet as a communication tool
  • The Internet in South Korea
  • The Internet and Thailand

technorati tags:
,
,

Science Culture in Thailand – Translators as Cultural Workers

นักแปล คือ ผู้ทำงานทางวัฒนธรรม (ผมยืมมาจากชื่อหนังสือ “ครูในฐานะผู้ทำงานทางวัฒนธรรม” – Teachers as Cultural Workers) เป็นผู้เชื่อมวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเข้าหากัน
ไม่ว่าจะแปลจากภาษาฝรั่งเศสไปเป็นเยอรมัน เยอรมันไปเป็นอังกฤษ หรือภาษาเฉพาะกลุ่มไปเป็นภาษาทั่วไป (จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่“นักแปล” ทุกคนที่แปลนั่นแหละ – การแปล คือ กิจกรรมทางวัฒนธรรม จะว่าแบบนี้ก็ได้)

สำคัญนะครับ แนวคิดจากวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ไหลเวียนหากันนี่ มันทำให้เกิดการปะทะสังสรรค์ของแนวคิด และเปลี่ยนแปลงโลกในทุกยุคสมัย แนวคิดปรัชญาธรรมชาติจากยุครู้แจ้งของสกอตแลนด์ พวกฮูม ไหลเข้าสู่เยอรมนี แนวคิดสัญญวิทยาจากฝรั่งเศส ไหลไปสู่เยอรมนี (จากที่ก่อนหน้านี้งานของพวกนิทเช่หรือคานท์ ก็ไปมีอิทธิพลต่อแนวคิดของฟูโกต์) แนวคิดของมาร์กซจากเยอรมนีไหลกลับไปสู่อังกฤษ (จากที่ก่อนหน้านี้แนวคิดของ อดัม สมิธ ก็ไหลไปมีอิทธิพลต่อแนวคิดของมาร์กซ) การไหลเวียนพวกนี้มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิทยาการทั้งนั้น มันมีการนำเข้าและปรับใช้เกิดขึ้นตลอดเวลา เฟืองเล็ก ๆ ที่สำคัญในกระบวนการนี้ คือการแปลครับ

การแปลข่าววิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก ยิ่งได้ลองทำแล้วยิ่งได้รู้ว่ามันยาก
เอาแค่เรื่องเดียวคือเรื่องศัพท์เทคนิค ที่พอไปค้นความหมายมาแล้ว เข้าใจว่ามันคืออะไรแล้ว ก็ยังต้องค้นต่อไปว่า เขาเรียกว่าอะไรในภาษาปลายทาง เช่น carbon nanotube ภาษาไทยเรียก ท่อคาร์บอนนาโน, nanowire เรียก ลวดนาโน หรือจะใช้ตัวสะกดแบบไหน ซึ่งค้นในพจนานุกรมก็ไม่มี ต้องไปหาแหล่งอ้างอิงจากที่อื่น และลำพังแปลจากภาษาต่างประเทศเป็นไทยเองก็ลำบากอยู่แล้ว ถ้าคิดจะสื่อสารกับคนทั่วไป ก็ต้องพยายามแปลไทยเป็นไทยอีกทีด้วย

มีโอกาสได้ลองในเว็บ foosci.com หลังจาก moleculark เอ่ยปากชักชวนทุก ๆ คน

ลองทำ ๆ ดูแล้ว ก็พบว่า เรื่องการสื่อสารวิทยาศาสตร์นี้เป็นเรื่องยากจริง ๆ (นี่แค่แปลจากแหล่งที่เขาไปหามาให้แล้วนะ ยังไม่ได้ต้องออกไปหาข่าวมาเขียนเอง) แม้จะรู้ว่าจะพูดอะไรแล้วก็เถอะ มันยังมีเรื่องว่าจะพูดยังไง แบบไหนอีก ให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจ แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ยังไงก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราอยากจะสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” แบบที่ไม่ใช่แค่ “วัฒนธรรมเทคโนโลยี” (ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ไฮเทคาถาปาฏิหารย์”)

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็เห็นความสำคัญตรงนี้ เลยตั้ง ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (ThaiSMC) ขึ้นมาเป็นสะพานระหว่างนักวิทยาศาสตร์และสื่อมวลชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลักดันสังคมไทยเป็นสังคมที่มีเหตุผลไม่งมงาย โดยจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การให้ข้อมูลและอบรมนักข่าวจากสื่อต่าง ๆ ให้เข้าใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น และพยายามผลักดันเพื่อเพิ่มพื้นที่ข่าววิทยาศาสตร์ในสื่อ (แข่งกับพื้นที่ขอหวยงูสองหัว หรือมนุษย์ต่างดาวถุงลดไข้)

ของที่ทำดี ๆ ตอนนี้ ผมเห็นมีของ ผู้จัดการออนไลน์ (วิทยาศาสตร์) ครับ อัพเดทสม่ำเสมอ มีแบ่งหมวดหมู่ มีคอลัมน์พิเศษ ของเจ้าอื่นสู้ไม่ได้เลย (เพื่อนผมบอกว่าข่าวของผู้จัดการดีทุกด้านน่าอ่าน ยกเว้นอะไรที่เกี่ยวกับการเมือง) ที่เด่นอีกอันเป็นของ สำนักข่าวไทย (ข่าวเทคโนโลยี-วิทยาศาสตร์) โดยรวมสู้ของผู้จัดการไม่ได้ แต่มีวิดีโอคลิปให้ดูครับ เหมือนดูทีวีเลย เด่นกว่าตรงนี้ คือเรื่องบางอันมันยาก เห็นภาพเคลื่อนไหวแล้วเข้าใจง่ายกว่า ส่วนของ กรุงเทพธุรกิจ (ไอที-นวัตกรรม: วิทยาศาสตร์) นั้นข่าวน้อยมาก นาน ๆ มาที ประชาไท นี่ยิ่งไม่มีเลย

นอกจาก ThaiSMC แล้ว งานด้านการให้ความรู้วิทยาศาสตร์ทั่ว ๆ ไป ก็มี ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STKS) ซึ่งก็เป็นอีกหน่วยงานในสวทช. ดูแลอยู่เหมือนกัน

งานด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์นี้ ปัจจุบัน สวทช. เองก็สนับสนุนการจัดทำนิตยสารวิทยาศาสตร์อยู่หลายหัว เช่น “สนุกวิทย์” และ “Science in Action” ทำได้ดีเลยล่ะ น่าอ่าน แต่ปัญหาคือ ถ้าผมไม่ไปซื้อที่สวทช. ก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน มีปัญหาเรื่องการจัดจำหน่ายจริง ๆ ครับ มันก็เลยกระจายอยู่แค่ในวงจำกัด ไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ (ถ้าหาซื้อไม่ได้ สามารถอ่านออนไลน์ได้ทั้งคู่ครับ – แต่ก็ต้องมีอินเทอร์เน็ต)

น่าเสียดายนะครับ นิตยสารดี ๆ เหล่านี้ รวมถึงหนังสือหลาย ๆ เล่มของสวทช.ด้วย ที่พิมพ์ออกมาแล้วก็กองอยู่ในร้านหนังสือสวทช. ไม่ได้มีโอกาสไปถึงมือคนที่สนใจ ผมเพิ่งได้หนังสือ “ท่องแดนวิทยาศาสตร์” มาเมื่อสัปดาห์ก่อน คนเขียนคือ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติ เขียนหนังสือดีครับ อ่านเพลินมาก ผมเพิ่งรู้ว่า ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นลุงของอ.ยงยุทธ ก็จากเล่มนี้ … เล่มนี้ผมเคยเห็นแค่สองที่ครับ งานสัปดาห์หนังสือ (กรุงเทพ) กับที่ร้านหนังสือสวทช. (ปทุมธานี) ที่อื่นไม่เคยเห็นเลย ไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นจะมีไหม น่าเสียดายนะครับ

เคยอ่านจากไหนซักที่ ไม่ แทนไท ก็ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นี่แหละ บอกว่าตัวเองอยากเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ เอาใจช่วยครับ ทำได้ดีแน่ เขียนหนังสือเก่ง ๆ แบบนั้น

จะส่งเสริม วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ก็ต้องหาคนมาทำงานด้านวัฒนธรรมครับ ทำเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่ได้


ลิงก์ไม่เกี่ยวข้อง: Translate.eipcp.net Beyond Culture: The Politics of Translation โครงการวิจัยของ European Institute for Progressive Cultural Policies

technorati tags:
,
,
,

New German Data Retention Act

เชกูวาราเขียน เยอรมันสอดแนม ที่ BioLawCom.de
เป็นเรื่อง กฎหมายใหม่ของเยอรมนี ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องเก็บข้อมูลจราจรของผู้ใช้บริการ เป็นเวลา 6 เดือน
(คุ้น ๆ เหมือนพ.ร.บ.คอมฯ ของบ้านเรามั๊ยครับ ?)

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2007 รัฐสภาเยอรมันผ่านกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่าง ๆ เพื่อควบคุมตรวจสอบการติดต่อสื่อสาร
และเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนความผิด มาฉบับหนึ่งครับ
ท่ามกลางเสียงประท้วงจากคนเยอรมันนับพันนับหมื่นคน
เพราะในกฎหมายฉบับดังกล่าว มีบทบัญญัติใหม่ ที่กระทบสิทธิพวกเขาอย่างมากบรรจุอยู่ด้วย

“Vorratsdatenspeicherung” (Data-Retention) เป็นคำเรียกรวม ๆ ที่หมายถึง
การกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการการโทรคมนาคม ต้องเก็บสำรอง “ข้อมูลจราจรทางการติดต่อสื่อสาร” (Traffic Data) ของประชาชนผู้ใช้บริการทุกคนเอาไว้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนการกระทำความผิด …ก็คือข้อกำหนดเจ้าปัญหาที่ว่า

ข่าวจาก European Digital Rights และ Deutsche Welle:

technorati tags:
,
,

Innovative Communication @ ITU Copenhagen

ITU Copenhagen เค้าเปิดรับสมัครปริญญาเอกอยู่นะครับ มีทุน ใครสนใจก็ไปดูรายละเอียด

ผมเห็นหัวข้อของกลุ่ม Innovative Communication แล้ว โอว น่าเรียนจริง (โดยเฉพาะ 5. “Uses of online media genres in political communication” กับ 7. “User generated content (identity/interpersonal relations/fiction/storytelling)”)

ส่วน FMKJ – Danish National Research School for Media, Communication, and Journalism ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

IT + new media + communication and media studies + digital culture studies

ไปถึงนั่นกันแล้ว เดนมาร์ก เดนมาร์ก

technorati tags:
,
,

Design Police

Design Police alarm

“Bring bad design to justice.”

ออกแบบมึน ๆ อย่าเผลอ ไม่งั้นจะเจอตำรวจดีไซน์จับ!

Design Police ไอเดียเก๋ ๆ เพื่อสุขภาพทางสายตา

Design Police ชวนคุณมาร่วมเป็นตำรวจดีไซน์ ด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ รูปลอก 5 ชุด แต่ละชิ้นมีข้อความแจ้งข้อผิดพลาดที่มักพบบ่อย ๆ ในงานออกแบบ เช่น “อย่าใช้ faux bold” “พิมพ์ผิด” “เฮลเวติก้าอีกแล้วเหรอ ?” “ใช้กริดซะ” “สงสัยต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง” “ไร้บุคลิก” หรือ “หยุดใช้ Word Art เดี๋ยวนี้” — เกือบทั้งหมดจะเน้นที่ communication design

ใครอยากเล่นก็ไปดาวน์โหลดมาเล่นกันได้ แปะมันให้ทั่วเมืองเลย (น่ากลัวว่า ถ้ามันฮิตจริง ๆ ที่เมืองไทย information graphic ป้ายต่าง ๆ ที่สุวรรณภูมิคงจะโดนหนักไม่ใช่น้อย!)

แถม: ดีไซน์คัลเจอร์ ในมติชนสุดฯ สัปดาห์นี้ มีเรื่อง “The Bubble Project” (anpanpon บอกว่าคล้าย ๆ กัน แต่เราว่าคนละแนวนะ โอเคมันเป็นเรื่อง spotting แล้วตัวสื่อที่ใช้ก็เป็นรูปลอกเหมือนกัน แต่สารที่ส่งมันเป็นคนละเรื่องกัน) — และอย่าลืมติดตาม รวมเล่ม ดีไซน์คัลเจอร์ น่าจะภายในมีนานี้ ข่าวว่าเขาแก้เลย์เอาท์ใหม่หมดเลย งานนี้เนี้ยบจริง ออกปุ๊บ ‘ขึ้นหิ้ง’ ปั๊บ!

[ ลิงก์: Design Police | ผ่าน: OSNews.com, glyphobet, glyphobet ]

technorati tags:
,
,

See All Scene 2007

See All Scene 2007
creative exhibits from KMITL Communication Arts students
September 14-16, 2007
@ Esplanade, Ratchada (MRT station Thailand Cultural Center)

100%cotton wrote:

14 ถึง 16 กย. มีงาน see all scene ของนิเทศศิลป์ลาดกระบังน่อ..
เป็นงานรวมผลงานของเด็กนิเทศศิลป์ลาดกระบังมาจัดแสดง..ดนตรี หนังสั้น แฟชั่น…
(ก็เอาเป็นว่าเป็นผลงานของพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ เฮาเอง-*- …)
จัดที่เอสพานาด รัชดาน่อ…
ว่างๆ ก็มาน๊า…!!!!
รายละเอียดบางส่วนไปอ่านได้ที่บลอคของ เพื่อนเฮาได้…
http://browny.exteen.com/

[ via 100%cotton ]

technorati tags:
,
,

Don’t put all your eggs in the Internet

อย่าแม้แต่จะคิดพึ่งพิงช่องทางใดช่องทางหนึ่งเป็นหลัก เตรียมหาทางเลือก ทางสำรองเอาไว้ตลอดเวลา

เมื่อวานและวันนี้ อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังอยู่ในสภาพพิการ เข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง และช้าอืด

พื้นที่สาธารณะ สื่อพลเมือง เวทีประชาธิปไตย ฯลฯ อะไรก็ตาม
อินเทอร์เน็ตคือโอกาส แต่ไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จที่จะโถมตัวเข้ามาหมด
วิทยุชุมชน ทีวีชุมชน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ศาลาประชาคม วัด โรงเรียน เหล่านี้ยังมีความสำคัญเสมอ
นอกจากจะมองมันเป็น “ทางสำรอง” สำหรับคนเมืองผู้มีอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แล้ว
มันยังเป็น “ทางหลัก” ในอีกหลายพื้นที่ ที่แม้แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่มีด้วย (เลิกหวังกับ แลปทอปร้อยเหรียญ ได้แล้ว — รัฐบาลกลัวอะไร?)

ส่วนตัวการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของไทยเอง ก็ควรจะทบทวนด้วยไหม ว่าได้เทน้ำหนักการเชื่อมต่อออกต่างประเทศไปกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง มากเกินไปไหม
มีเส้นทางสำรอง เส้นทางทางเลือก ที่พอเพียงหรือไม่ ?

หากเกิดภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายให้กับเส้นทางบางเส้นทาง เส้นทางที่เหลือจะยังรองรับการจราจรที่เพิ่มขึ้นคับคั่งขึ้นได้หรือไม่ ?
ทั้งที่เพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ จากการที่ต้องแบกรับการจราจรจากเส้นทางอื่นที่เสียไป และที่เพิ่มขึ้นจากความตื่นตระหนกของผู้คน เช่น ตอนที่เกิดสึนามิเมื่อสองปีก่อน การจราจรบนอินเทอร์เน็ตก็พุ่งขึ้นสูงทันที ทุกคนอยากรู้ข่าว

แน่นอนว่า เส้นทางสำรอง เส้นทางทางเลือก เหล่านี้ คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าคำนึงว่า อินเทอร์เน็ตคือสาธารณูปโภคพื้นฐานของสังคมเรา (ส่วนหนึ่ง เป็นส่วนน้อยของประเทศอยู่ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ) ไปแล้ว การมีหลักประกันตรงนี้ ก็น่าจะเป็นความมั่นคงของประเทศด้วย
หน่วยงานที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เกี่ยวกับความมั่นคง น่าจะให้ความสนใจตรงนี้ด้วย (คิดว่าเขาคงดูกันอยู่แล้วแหละ)
ใครจะแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ? ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการช่องทางสื่อสาร รัฐ หรือใคร หรือจะแบ่งกันยังไง

และเมื่อช่องทางการสื่อสารทุกช่องทาง โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ มีความสำคัญต่อชีวิตของผู้คนในสังคม
ก็ควรจะมีการจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ไปอย่างเป็นธรรมด้วยไหม ?
คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ คลื่นโทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์ เวลารายการโทรทัศน์ เวลารายการวิทยุ วงโคจรดาวเทียม อินเทอร์เน็ต ฯลฯ
เหล่านี้ ผู้คนในสังคมทั้งหมด ควรจะมีส่วนในการจัดสรรจัดการด้วยไหม ? ในเมื่อสุดท้ายแล้ว ก็คือพวกเขาที่เป็นผู้ได้/เสียผลประโยชน์

คำถามที่อยากถามก็คือ ทุกวันนี้ เรา, ประเทศไทย รัฐที่เขาว่าปกครองด้วยระบอบประชาชนเป็นใหญ่น่ะ, มีช่องการสื่อสารอะไรบ้าง ที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ที่จะเป็นพื้นที่สาธารณะของประชาชนได้จริง ๆ น่ะ

ที่เห็นอยู่ ก็กระจุกอยู่แค่กับ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ รัฐ และ กองทัพ — หรือกล่าวรวมก็คือ ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ทั้งหลายนั่นเอง

“ประชาชนคือเจ้าของประเทศ” พูดก็อย่างหนึ่ง ทำก็อย่างหนึ่ง … ก็เห็นกันอยู่อย่างนี้ คิดว่าเขาจริงใจไหมล่ะ ?

หรือจริง ๆ จะจัดสรรทรัพยากรสื่อสารไปก็เท่านั้น เพราะครื้มอกครื้มใจเมื่อไหร่ เขา ๆ ทั้งหลาย ก็จัดสรรรถถังไปยึดทีวียึดโน่นนี่ได้อยู่แล้ว ใครจะทำไม ?

มีดอกไม้แถมให้ด้วย!

technorati tags:
,
,
,

Wasting Collaboration

😛

WASTE is an anonymous, secure, and encryped collaboration tool which allows users to both share ideas through the chat interface and share data through the download system. WASTE is RSA secured, and has been hearalded as the most secure P2P connection protocol currently in development.

Not so related, read about Mesh network research at Microsoft Labs.