ว่าด้วยการ “อยู่เฉยๆ”

อำนาจมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีระเบียบ

อำนาจจึงมักเรียกร้องระเบียบ

(ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะใช้ประสิทธิภาพที่ได้มานั้นกับเรื่องอะไร)

การจัดตั้งของคนอำนาจน้อยก็เป็นระเบียบแบบหนึ่ง และการจัดตั้งเพื่อนำไปสู่การทำให้เสียระเบียบในความสัมพันธ์กับอำนาจใหญ่ ก็เป็นแบบแผนแบบหนึ่งเพื่อต่อต้านอำนาจใหญ่ที่ตั้งอยู่ได้ด้วยระเบียบ
การทำให้เสียระเบียบ ด้วยการ “อยู่เฉยๆ” เป็นเครื่องมือพื้นฐานของคนที่มีอำนาจน้อย

ในฐานะผู้บริโภค ก็หยุดบริโภค (สินค้าที่เราว่าไม่โอ)
ในฐานะคนทำงาน ก็หยุดงาน
ในฐานะพลเมือง ก็หยุดทำตามกฎหมาย (ข้อที่เราว่าไม่โอ – คำเรียกสวยๆ คือ civil disobedience)
ในฐานะผู้เสียภาษี ก็หยุดเสียภาษี
ในฐานะเจ้าของข้อมูล ก็หยุดให้ข้อมูล
(ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ “ใส่เกียร์ว่าง” lol)

การหยุดต่างๆ มันไม่ใช่เพียงการหยุดกิจกรรมเท่านั้น ความสำคัญของการหยุดต่างๆ ข้างต้นนั้นไม่ใช่การหยุดกิจกรรม แต่คือการระงับความสัมพันธ์ชั่วคราว

คือเราเป็นผู้บริโภคก็เพราะเราบริโภค เราเป็นพลเมือง ก็เพราะเรากับรัฐมีสัญญาประชาคมระหว่างกัน การหยุดนี้คือ หยุดความสัมพันธ์ และพอไม่มีความระหว่างกัน สถานะเราก็จะถูกรีเซต กลับมาตั้งคำถามว่า เออ ตกลงกูคือใคร และกูเป็นอะไรกับมึง เราเป็นอะไรกัน แล้วที่ทำๆ อยู่ทุกวันนี่ มันสร้างคุณค่าอะไร หรือมึงเห็นกูเป็นของตาย

เอาจริงๆ ก็น่าหัวเราะอยู่ คือมีปัญญาทำเท่านี้แหละ ในฐานะปัจเจกหนึ่งหน่วย อาวุธห่าอะไรอื่นก็ไม่เหลือแล้ว (การใช้อำนาจผ่านผู้แทนในระบบ ถ้ามี ก็สิ้นหวังแล้ว) ซึ่งระบบจะไม่รู้สึกอะไรหรอก จนกว่าจะมีคน ” อยู่เฉยๆ” หรือ “ไม่ทำตามที่กำหนด” เยอะพอ

แต่ของหลายอย่างมากเลย ที่หยุดแล้วก็จะคนจำนวนมากก็จะมีชีวิตที่ผิดปกติไป หยุดเดินรถ แล้วคนอื่นจะเดินทางยังไง แบนสินค้า เอ้า แล้วคนจะตกงานไหม หยุดเสียภาษี จะไปกระทบกับสวัสดิการสังคมและสาธารณูปโภคไหม แบบนี้จะทำยังไง เพราะคนที่ได้รับผลกระทบแต่ละคนมีความสามารถในการรับมือไม่เท่ากัน (ถ้าตกงานแล้วมีประกันการว่างงานรองรับ ก็จะกระทบน้อยกว่านี้)

ถ้าเราปฏิเสธการ “อยู่ฉยๆ” หรือการทำให้เสียระเบียบทางสังคมโดยชั่วคราว ดังที่ว่ามานี้ ไปทั้งหมดเลย ด้วยเหตุผลจากย่อหน้าที่แล้ว ก็จะกลายเป็นว่า คนที่มีหลักประกันทางสังคมน้อยที่สุด-ได้รับผลกระทบง่ายสุด กำลังถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อปกป้องคนที่มีอำนาจมากกว่า-ได้รับผลกระทบน้อยกว่า แล้วคนอำนาจน้อยก็จะเหลือเครื่องมือในการต่อสู้น้อยลงไหม?

ReadCamp logo and Free Culture movement

ในที่สุดก็มีคนวงกว้างออกไปทักเรื่องโลโก้รี้ดแคมป์ ในประเด็นลิขสิทธิ์ ที่เชื่อมถึงเรื่องคอมมอนส์ .. เย่ 🙂

ตอบในฐานะผู้ออกแบบโลโก้นะครับ

เรื่องลิขสิทธิ์นี้มีคนถามกันมาตลอด ตั้งแต่โลโก้ยังเห็นกันอยู่แค่สองคน ระหว่างการออกแบบ พอเมลไปขอความเห็นคนอื่น ๆ ว่าพอใช้ได้ไหม ก็มีทักเรื่องลิขสิทธิ์เช่นกัน

แต่ผมก็ยังยืนจะเอาอันนี้แหละ จะมีปรับก็แค่เรื่องช่องไฟนิด ๆ หน่อย ๆ แต่แนวคิดหลักคงเดิม ไม่ได้เปลี่ยน

พอเผยแพร่ออกไป ก็มีคนทักอีกเหมือนเคย จนในวันงานก็มีพี่คนนึงจากกองทุนไทยมาทัก และชวนคุยเรื่องนี้กัน ก็คุยกันอยู่ได้น่าจะครึ่งชั่วโมง ซึ่งที่คุยไปก็คล้าย ๆ กับที่เขียนลงในบล็อกนี้ครับ เดี๋ยวอ่านกันด้านล่าง พี่เขาเสนอให้เปิดเซสชันเรื่องนี้ด้วย (เอาป้ายบอกทางที่มีโลโก้รี้ดแคมป์ มาวงที่โลโก้ เขียนว่า “Is this freeware?” แปะที่ผนังเสนอหัวข้อ) แต่สุดท้ายได้คะแนนโหวตไม่ถึง เลยไม่ได้ถูกจัดลงตาราง ผมเองก็อยากจะคุยเหมือนกัน ตอนหลังเลยเอาไปแปะไว้ห้องสองต่อจากหัวข้อสุดท้ายในตาราง แต่ก็วิ่งไปวิ่งมา จนงานเลิกพอดี เป็นอันว่าไม่ได้คุย

วันอาทิตย์วันรุ่งขึ้น ตื่นมา ก็เลยจะเขียนบล็อกแทน เปิดคอนโทรลพาเนลของเวิร์ดเพรส ก็เห็นลิงก์เข้ามาจากบล็อกคุณ mnop พอดี
ในเมลกลุ่มรี้ดแคมป์ Ford ก็แจ้งมาว่ามีคนทักนะ

โอเค มีคนรับประเด็นแล้ว เรามาคุยกัน

ในโลโก้นี้มีความประสงค์อยู่หลายอย่าง (บางอันก็กึ่ง ๆ วาระซ่อนเร้น ไม่ได้บอกคนอื่นก่อน :p)

อันแรกก็คือ ชวนดูว่าข้างในมันมีอะไร มันล้ออะไรอยู่บ้าง แล้วทำไมเราเห็นถึงมัน แล้วบางคนอาจจะไม่เห็น (ใครไม่เคยเห็นโลโก้พิซซ่าฮัทมาก่อน ก็คงไม่นึกถึง หรือในเรื่องเจ้าชายน้อยเอง ก็ยังมีคนเห็นไม่เหมือนกัน) อันนี้ก็ตามแนวคิดของงาน ของแต่ละอย่างอ่านได้หลายแบบ แล้วแต่คนอ่าน อำนาจอยู่ที่คนอ่าน-ด้วย

อันสองก็คือแนวคิด rip/read mix burn* ต่อจาก read แล้ว คุณ mix ดัดแปลงมันออกมาเป็นงานใหม่ได้ไหม สร้างเป็นของใหม่ที่อยู่บนฐานเก่า อันนี้เป็นฐานคิดของคอมมอนส์ที่อยู่บนเรื่องของทรัพย์สินร่วมกัน และการสร้างสรรค์งานดัดแปลง derivatives ตัวโลโก้ก็จะสื่อถึงว่า นี่ไง งานดัดแปลง อยู่บนฐานของความคิดคนอื่น ออกมาเป็นงานใหม่ (ซึ่งตัวมันเองก็จะถูกดัดแปลงต่อไปอีก เช่นที่ PRADT ทำ)

อย่างไรก็ตาม ครีเอทีฟคอมมอนส์ ไม่ได้สนับสนุนให้ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะถึงอย่างไรกลไกของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ก็ต้องทำงานอยู่บนกฎหมายลิขสิทธิ์ และภาพประกอบของเจ้าชายน้อยยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์อยู่

จึงนำไปสู่ประสงค์ที่สาม ที่เป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกกรอบของครีเอทีฟคอมมอนส์ที่เป็นสัญญาอนุญาต แต่อยู่ในเป้าหมายของขบวนการวัฒนธรรมเสรี Free Culture movement คือ ท้าทายระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบันที่คุ้มครองผลงานกว้างและยาวจนเกินพอดี

ในกรณีนี้ การท้าทายคือการจงใจนำงานอันมีลิขสิทธิ์ มาดัดแปลงเป็นงานใหม่ ว่าง่าย ๆ คือ จงใจทำผิดกฎหมาย และจะยอมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อไป – ดังเช่นที่ Rosa Parks หญิงผิวสี เคยทำผิดกฎหมาย ปฏิเสธคำสั่งของคนขับรถเมล์ ที่สั่งให้เธอลุกให้คนผิวขาวนั่ง เมื่อ ค.ศ. 1955 เธอถูกดำเนินคดี และเหตุการณ์นี้จุดประกายการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิพลเมือง (หรือถ้าเกิดกลายเป็นว่า การแก้ไขดัดแปลงนำมาใช้เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย นี่ก็จะเป็นการทดสอบลิมิตขีดจำกัด ว่าเส้นกฎหมายจำกัดถึงแค่ไหน เพื่อสร้างความชัดเจน และไม่ตกอยู่ในความคลุมเครือ-กลัว)

แน่นอนว่าการทำผิดกฎหมาย ย่อมได้รับการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วย แม้จากแนวคิดผู้ที่สนับสนุนแนวคิดครีเอทีฟคอมมอนส์

จึงนำไปสู่คำถามที่สี่ – คำถามพิเศษเพื่อทบทวนตัวเองต่อผู้สนับสนุนสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แต่ยังลังเลกับขบวนการวัฒนธรรมเสรี – คือ หากเราเห็นว่าไม่ควรนำงานในเจ้าชายน้อยมาใช้ในรูปแบบใด ๆ เลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนแล้วก็ตาม จะด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผูกพันรักชอบหรืออะไรก็แล้วแต่ หากใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ กับกรณีดิสนีย์ ขบวนการวัฒนธรรมเสรีที่นำมาสู่ครีเอทีฟคอมมอนส์จะไม่เกิดขึ้นเลย

กรณีการ ‘abuse’ บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมายลิขสิทธิ์ ด้วยการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ของตัวออกไปเรื่อย ๆ ของดิสนีย์และบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง นำมาสู่การต่อต้านและพัฒนาเป็นขบวนการวัฒนธรรมเสรี
ต้นกำเนิดของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (เป็นเรื่องโจ๊กเสียดสี ที่มีมูลความจริง ว่า กฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐจะถูกแก้ไขเพื่อขยายเวลาคุ้มครองทุก ๆ ครั้งที่การคุ้มครองตัวละครมิกกี้เมาส์ใกล้จะหมดอายุ จนกฎหมายขยายเวลาดังกล่าว มีชื่อเล่นว่า Mickey Mouse Protection Act)

คำถามที่สี่นี้ เป็นคำถามที่เตือนหรือตั้งคำถามว่า ครีเอทีฟคอมมอนส์จะดำเนินไปได้โดยไม่สนใจวัฒนธรรมเสรีอันเป็นรากของตัวหรือไม่ ? ถ้าได้ ไม่สนใจ แล้วครีเอทีฟคอมมอนส์จะเดินทางไปสู่อะไร ? สุดท้ายแล้วอะไรคือเป้าหมายของครีเอทีฟคอมมอนส์ ?

โดยภาพรวมของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี Free Culture ก็คือ การปกป้องระบบนิเวศของการสร้างสรรค์เอาไว้ ด้วยการปกป้องผู้สร้างสรรค์อย่างพอดี ๆ ไม่น้อยเกินไปจนคนไม่อยากสร้างสรรค์อะไร แต่ก็ไม่มากเกินไปจนเสมือนไม่มีที่สิ้นสุด (ทั้งในแง่เวลาและแง่ความครอบคลุม) จนไปจำกัดการสร้างสรรค์ของคนใหม่ ๆ หรือทำให้เจ้าของงานเก่า ๆ รู้สึกว่าไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ อีกแล้ว

ในเรื่องการจำกัดความครอบคลุมของการคุ้มครอง นำมาสู่แนวคิด “สงวนสิทธิ์บางประการ” some rights
reserved แทนที่จะเป็น “สงวนสิทธิ์ทั้งหมด” all rights reserved

ซึ่งการสงวนสิทธิ์ประการนี้ จะคุ้มครองสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ของผู้สร้างสรรค์เอาไว้ ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้ผู้อื่น ๆ นำงานดังกล่าวไปใช้ไปแก้ไขดัดแปลงต่อเติมเป็นงานใหม่ได้ในทางปฏิบัติ (คือนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะการขออนุญาตนั้นมีราคาโสหุ้ย overhead ที่อาจจะไม่สามารถจ่ายได้ไหว ทั้งในรูปของเงินหรือเวลา เช่นกรณีศึกษาที่พบว่า การทำหนังเรื่องหนึ่งอาจมีต้นทุนทางกฎหมายและการดำเนินการขออนุญาตต่าง ๆ ถึงกึ่งหนึ่งของต้นทุนสร้างหนังทั้งหมด)

แนวคิดการสงวนสิทธิ์บางประการนี้ นำมาสู่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ที่ใช้ความสมัครใจเข้าร่วม ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะให้แนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการดังกล่าวมีตำแหน่ง fit in สวมอยู่ในระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบัน และใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการนำแนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการให้เป็นความจริงได้นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เท่านั้น ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่จะทำให้มันเป็นความจริงได้

พูดอย่างสรุป คือ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ จะเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ ด้วยการผลักดันให้งานเกิดใหม่มาใช้สัญญาอนุญาตแบบนี้ พร้อมชักชวนให้งานเก่า ๆ เปลี่ยนมาด้วย ตามความสมัครใจ – ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในระบบลิขสิทธิ์เดิม-ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวกฎหมายตัวระบบ คือโลกเดิมมันแย่แล้ว สร้างโลกใหม่ละกัน แล้วของเก่า ๆ ก็ค่อย ๆ อพยพ migrate มาเท่าที่จะทำได้
แบบนี้ก็เนียน ๆ หน่อยค่อยเป็นค่อยไป – เป็นวิวัฒนาการ evolution

ส่วนเป้าสูงสุดของขบวนการเคลื่อนไหววัฒนธรรมเสรีนั้น จะท้าทายระบบเดิม เพื่อนำไปสู่ระบบใหม่ ที่เชื่อว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่ายกว่าเดิม คือจะเปลี่ยนโลกเดิมทั้งใบให้เป็นโลกใหม่เลย แบบนี้ก็รุนแรงหน่อย (และเป็นธรรมดาที่จะได้รับการต่อต้านมากหน่อย) – เป็นการปฏิวัติ revolution

“นักปฏิวัติท้ายที่สุดแล้วจะเป็นนักปฏิรูปที่ขยันที่สุด ก้าวหน้าที่สุด
ในทางตรงข้าม นักปฏิรูปหากทำการปฏิรูปเพียงลำพังโดยปราศจากเป้าในการปฏิวัติ
ก็จะเป็นผู้รักษาระบบแห่งการกดขี่ที่ขยันที่สุด อย่างขันแข็งที่สุดเช่นกัน”

โรซา ลุกเซมบวร์ก, นักทฤษฎีมาร์กซิสม์และนักปรัชญาสังคมชาวยิวเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์ (สำนวนแปลโดย กลุ่มประกายไฟ)

หมายเหตุ : แม้ตัวผมเองนั้นได้ไปช่วยงานทางกลุ่มทำงานครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยด้วย แต่การทำโลโก้และจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดประเด็นถกเถียง-ทบทวน จากประเด็นโลโก้นี้ ไม่ได้สอบถามทางกลุ่มครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยมาก่อนครับ

* คำว่า “Read Mix Burn” นี้ ที่เคยเกริ่น ๆ กับทีมงานไว้ในเมลฉบับหนึ่งช่วงเตรียมงาน (ช่วงคุยเรื่องชื่องาน) ว่าอยากให้งานมันเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง : Read ก็ตามรี้ดแคมป์นี้ อ่าน วิพากษ์ ตีความ Mix คือเอางานมาผสมเล่าใหม่ในสื่อแบบต่าง ๆ Burn จะเป็นประเด็นสิ่งที่คนไม่อยากให้อ่าน หนังสือต้องห้าม หนังโดนแบน เว็บโดนบล็อค – Read Mix Burn นี้ ล้อสโลแกนในโฆษณา iPod+iTunes ของ Apple ที่ว่า Rip Mix Burn

[ จาก บล็อก ReadCamp ]

technorati tags:
,
,
,

can’t be more straightforward than this

ผู้นำพันธมิตรฯ ควรมอบตัวแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายศาล เพื่อให้เผชิญกับกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ส่วนการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปได้ในที่อื่นที่เหมาะสมกับการ แสดงออกตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย (ที่ไม่ใช่เพื่อยึดอำนาจรัฐ)

ในสังคมไทย แม้แต่พระมหากษัตริย์ยังอยู่ใต้กฎหมาย ผู้นำพันธมิตรฯเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหนกันจึงวางอำนาจบาตรใหญ่เหนือกฎหมายได้

เกลียดทักษิณ ก็อย่าทำตัวอย่างเดียวกับที่ตนกล่าวหาทักษิณ ”

ธงชัย วินิจจะกูล : ทางออกธรรมดาๆ ที่ตรงไปตรงมา

อ่าน อารยะขัดขืน ตามแนวทางของคานธี (แปลจากวิกิพีเดีย โดย @jittat)

วันนี้จะไปงานปาร์ตี้อำลา-ปิดร้าน ‘always love & never say good-bye’

technorati tags:
,
,
,

เรื่องเกี่ยวข้องจาก โรตี:

Kudos

มาตรา 65
บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำ ใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

อาจารย์จุฬาฯ ฉีกบัตรประท้วงการเลือกตั้ง
อ. ไชยันต์ ไชยพร (หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ลงคะแนนโดยกาช่องไม่ประสงค์จะเลือกใครในบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ แล้วชูให้สื่อมวลชนดู หลังจากนั้นได้ฉีกบัตรเลือกตั้งจนขาด (ผิดกม.เลือกตั้ง มาตรา 108 – ทำลายบัตรเลือกตั้ง) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการปฏิเสธอำนาจรัฐ

สัมภาษณ์ อ. แก้วสรร อติโพธิ ถึงกรณีนี้ (wmv)
การยุบสภาที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีประโยชน์เพื่อสาธารณะ ถ้ารัฐไม่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ อาจารย์ไชยันต์ก็ไม่มีหน้าที่จะต้องเป็นพลเมือง ซึ่งการฉีกบัตรเลือกตั้ง ก็เป็นการเลือกทำผิดกฎหมายอย่างสงบ เพื่อประท้วงขัดขืน ในกรอบที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 65 อนุญาต

หนุ่มใหญ่ฉีกบัตรเลือกตั้ง ไม่ประกันตัว-ขอนอนคุกแทน
ขอเป็นเพื่อน เป็นกำลังใจให้อาจารย์ไชยันต์ และไม่ให้อาจารย์โดดเดี่ยว


อารยะขัดขืน (หรือ การแข็งข้อไม่ยอมเป็นพลเมือง หรือ สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย) เป็นการเรียกกิจกรรมรวม ๆ ของการเคลื่อนไหวที่จะไม่กระทำตามกฎหมาย หรือ ความต้องการและคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้อยู่ในอำนาจ โดยไม่มีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้อธิบายคุณลักษณะ 7 ประการของ “อารยะขัดขืน” ในฐานะของปฏิบัติการทางการเมือง คือ

  1. เป็นการละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจจะละเมิดกฎหมาย
  2. ใช้สันติวิธี (ไม่ใช้ความรุนแรง)
  3. เป็นการกระทำสาธารณะโดยแจ้งให้ฝ่ายรัฐรับรู้ล่วงหน้า
  4. ประกอบด้วยความเต็มใจที่จะรับผลทางกฎหมายของการละเมิดกฎหมายดังกล่าว
  5. ปกติกระทำไปเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล
  6. มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง
  7. มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรม ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม

เพิ่มเติม:


คำแถลง รศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร 2 เมษายน 2549
(ขอบคุณพี่ป๊อกครับ ผมยังหาลิงก์ต้นฉบับไม่ได้เลย)

ร่วมให้กำลังใจแด่อาจารย์ไชยันต์ ที่เว็บนสพ.ประชาไท

Traffic Jam is not affordable, it’s CHEAP !

สืบเนื่องจาก โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี (อ้างถึงข้อเขียนเกี่ยวกับ อารยะขัดขืน ของ คนชายขอบ “อารยะขัดขืน: ทางออกสุดท้ายของประชาชน?”

รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก

เวลามีงานศพคนใหญ่คนโต ตรงวัดเทพศิรินทร์ใกล้ ๆ บ้านผมนี่ รถอย่างติด เพราะเค้าปิดถนนไปเส้นนึงเลย เอาไว้จอดรถ เพราะจอดในวัดมันไม่พอ
ถ้านั่งรถเมล์กลับจากที่ทำงาน หรือไปสยามมา (ปอ. 8, 15, 47, 48, 204) บางทีลงเดินยังเร็วกว่า

ถัดมาหน่อยนึง หน้าโรงพยาบาลกลาง คืนศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายมาวางแผงแบกะดินขายของจิปาถะ เครื่องครัว/เตาแก๊สใหญ่ ๆ แบบที่ใช้ตามร้านอาหาร/โรงแรม วีซีดี วัสดุก่อสร้าง หนังสือเก่า เสื้อผ้า สารพัด รองเท้าข้างเดียวก็ขาย (หลาย ๆ อย่างก็เป็นของขโมยมา รถที่บ้านเคยถูกขโมยกระจกข้าง แจ้งความตำรวจ เค้าบอกให้ไปตามหาเอาที่ตลาดนี่แหละ อยู่หลังบ้าน เออ เจอเว้ย เลยซื้อคืนมา ไม่รู้จะทำไง) คนเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งคนขาย คนซื้อ คนล้นลงมาถึงถนน เพราะทางเท้ามันเต็ม รถเมล์ก็จอดป้ายไม่ได้ เพราะรถเข็น/ขนของจอดเต็มเลนซ้ายสุด จะติดอย่างนี้ไปจนถึงดึก ๆ เลย

หรือตรงตลาดโบ๊เบ๊ ไม่ไกลจากบ้าน เวลาเช้า ๆ ก็จะรถติดเหมือนกัน เพราะเป็นช่วงที่เค้าขนของส่งของ รวมทั้งพวกแผงขายเสื้อผ้าบนทางเท้าก็จะเก็บของกลับบ้านช่วงนั้น (แผงพวกนี้เค้าขายกันตอนเช้ามืด) ก็จะมีทั้งรถเข็น รถลาก สามล้อ รถกระบะ อีรุงตุงนังไปหมด เมื่อก่อนตอนยังเรียนประถม-มัธยมอยู่ ต้องผ่านเส้นนี้บ่อย ๆ ตอนไปโรงเรียน ยังจำได้

หรือเวลาห้างใหญ่ ๆ เค้ามีลดราคา ซัมเมอร์เซล มิดไนท์เซล ไทยแลนด์แกรนด์เซล (ที่ไม่ได้แปลว่า ขายชาติ นะ) รถก็จะมหาติดเหมือนกัน อย่างถ้าวันไหนเซ็นทรัลชิดลมมีลดราคานี่ รถมันจะติดไปถึงโน่นเลย เพชรบุรี ตรงซอยก่อนถึงช่อง 3 เก่าน่ะ (อาคารวานิช) บางครั้งพ่อก็จะปล่อยให้พวกผมกะแม่เดินลงไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปเจอกันในห้าง จะได้ไม่เสียเวลา

ประสบการณ์ที่ใกล้ ๆ กว่านั้น ก็คงเป็น ตอนรับปริญญา ทั้งของรุ่นพี่ ของตัวเอง ของเพื่อนของน้อง รถติดเหลือเกิน จำได้ว่าแค่จะเอารถออกจากสนามหลวงได้เนี่ย หมดไปแล้วหนึ่งชั่วโมง มองไปทางไหนก็มีแต่รถ รถ รถ และต้นมะขาม (ส่วนผีขนุนนั้น เค้าเป็นผีที่ดี ปฏิบัติตนตามจรรยาผี คือไม่ออกมาโต๋เต๋ตอนกลางวัน ผมก็เลยไม่เห็น)

นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีอื่น ๆ อย่างตอนที่มีปิดถนนจัดงานออกร้านขายของ (ที่ช่วงนึงนิยมจัดบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อแนว ๆ “ถนนคนเดิน” แรก ๆ ก็เน้นเรื่องศิลปะวัฒนธรรม มีการแสดงต่าง ๆ ทำไปทำมา หลัง ๆ ก็ไม่ต่างกับร้านออกร้านขายของซะเท่าไหร่) หรืองานใหญ่ ๆ โต ๆ อื่น ๆ ทั่วไป

งานบอลธรรมศาสตร์-จุฬานี่ก็ทำให้รถติดพอสมควร แต่ไม่ค่อยสาหัสมาก เนื่องจากเดี๋ยวนี้ พวกที่มีรถเค้าหนีไปจอดกันไกล ๆ แล้วโหนรถไฟฟ้ามา ไม่งั้นเพื่อนล้อแย่

ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามา ทำให้รถติดมั๊ย ? ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมั๊ย ?

ติดสิ รวม ๆ กันแล้ว เอาแค่แถวบ้านผม ปีนึงนี่ต้องเกินสองอาทิตย์แน่ ๆ

แล้วเราได้ประโยชน์อะไรมั๊ย ?

ส่วนใหญ่ที่ว่ามาข้างบนนั่น ผมไม่ได้แฮะ แล้วในกรณีที่ผมได้เนี่ย ผมก็คิดว่าผมเป็นคนส่วนน้อยน่ะ คือต้องมีคนเดือดร้อนเพราะไอ้งานที่ผมได้ประโยชน์นี่แหละ (อย่างวันที่ผมรับปริญญา ก็คงมีหลายคนนั่งหงุดหงิดอยู่ในรถ .. ซึ่งรวมจำนวนแล้วน่าจะเยอะกว่าคนที่รับปริญญานะ)

ก็แล้วทำไม เรายังยอมกันได้ ?

ขอยกคำพูดนี้อีกทีเถอะ:

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน
พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ
พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ
การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน
อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง
มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”

— เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

ถ้ารถมันจะติดซักหนึ่งเดือน จีดีพีจะหดไป 1% แต่เราได้ปลุกสำนึกของคนในชาติ ได้กระตุ้นให้คนออกมาหาความรู้ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ถกเถียง เรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้อง ได้ืทำให้คนทั่วไปรู้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่ การเลือกตั้ง .. ซึ่งที่สุดจะนำไปสู่พัฒนาการทางการเมืองที่ก้าวหน้าขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ..
มันก็โคตรจะคุ้มเลยไม่ใช่หรือ ?


หลาย ๆ คนชอบพูดว่า บริหารประเทศ ก็ไม่ต่างอะไรกับบริหารบริษัท
แม้ผมจะไม่เห็นด้วย เพราะคิดเสมอว่า จุดหมาย และการมอง ประโยชน์ และ ต้นทุน ของสอง ‘กิจการ’ ที่ว่านั้น มันต่างกัน
แต่วันนี้จะลองเห็นด้วยดูสักครั้ง

.. แล้วก็เลยสงสัยต่อ ..

ความมั่งคั่ง ที่ยั่งยืน ของบริษัททั้งหลาย ล้วนต้องมาจากการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
แล้วความมั่งคั่งของประเทศล่ะ ? ต้องการสิ่งเหล่านั้นมั๊ย ? หรือไม่ต้อง ?
บริษัทต่าง ๆ ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชี หรือเดี๋ยวนี้ก็มีฮิต พวกกระบวนการก็ต้องผ่านมาตรฐานต่าง ๆ อย่าง ISO 9000, ISO 14000 ถ้าเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ก็ต้อง CMM กัน ต้องผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพมากมาย มอก. ISO JIS DIN FCC บางอันเค้าไม่ได้บังคับ ก็ยังเต็มใจไปสอบไปเรียกเค้ามาตรวจกัน
แล้วประเทศไม่ต้องมีอะไรพวกนี้เลยหรือ ?
ถ้าเผื่อไม่ได้สังเกต ก็ขออนุญาตชี้ให้เห็นว่า ทั้งหมดข้างบนนั่นน่ะ เป็นการตรวจสอบจากภายนอกทั้งสิ้น นั่นคือ ผู้ตรวจสอบอยู่นอกการควบคุมของผู้ถูกตรวจสอบ

หรือเราอยากเห็นประเทศโตแบบก้าวกระโดด ร่ำรวยใหญ่โต .. แต่มีจุดจบอย่าง Enron, Worldcom และ Livedoor ?

อาจจะเป็นเรื่องขำ ๆ ของเมืองไทย ที่คำว่า “ธรรมภิบาล” ฮิตกันในวงการธุรกิจมากกว่าวงการการเมือง

แต่ไม่รู้จะหัวเราะท่าไหนดี


ผมเห็นด้วยว่า การไปเดินขบวนบนท้องถนนน่ะ มันทำรถติด มีคนเดือดร้อน
แต่ผมก็เห็นว่า มันถูก ไม่ว่าจะมองแง่ไหน
ทั้งถูกต้องชอบธรรม และ ราคาถูกคุ้มค่า

ผมยอมจ่าย


Links:

No Free Lunch

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน
พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ
การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน
อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”
เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

คนชายชอบ : อารยะขัดขืน: ทางออกสุดท้ายของประชาชน?

Civil Disobedience 2549

อารยะแข็งขืน = อารยะขัดขืน = การดื้อแพ่งแข็งขืนแบบอารยะ = การแข็งขืนแบบอารยะ = civil disobedience

อารยะแข็งขืน 10 ประการ

บทวิเคราะห์: เปิดองค์กรรากหญ้า เปิดแนวรบใหม่รุกไล่ทักษิณ | กรุงเทพธุรกิจ 12 มีนาคม 2549

โฆษกพันธมิตรฯ ชี้ พร้อมดื้อแพ่ง ถ้าใช้ พรก.ฉุกเฉิน | กรุงเทพธุรกิจ 14 มีนาคม 2549

related: การเดินขบวนวันจันทร์ในเยอรมนีตะวันออก

Monday demonstrations

การเดินขบวนวันจันทร์ในเยอรมนีตะวันออก | Monday demonstrations in GDR | Montagsdemonstrationen 1989/1990 in der DDR

การเดินขบวนวันจันทร์ เมื่อ พ.ศ. 2532/2533 (ค.ศ. 1989/1990) ในเมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนีตะวันออก เป็นชุดของการประท้วงทางการเมืองอย่างสงบจำนวนหลายครั้ง เพื่อประท้วงรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก

การเดินขบวนเริ่มต้นหลังจากการสวดมนต์เพื่อสันติภาพกับบาทหลวง Christian Führer ที่โบสถ์นิโคไล และขยายจนเต็มใจกลางเมือง Karl Marx Platz ที่อยู่ใกล้ ๆ. หลังจากที่ทราบว่าโบสถ์สนับสนุนท่าทีของพวกเขา ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากที่ต้องการออกไปจากประเทศก็ได้เข้าร่วมในสนามของโบสถ์ และการเดินขบวนอย่างสงบก็ได้เริ่มขึ้น เพื่อเรียกร้องสิทธิ เช่น อิสระในการเดินทางไปต่างประเทศ และสิทธิเลือกตั้งรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อได้ทราบเรื่องนี้ จากโทรทัศน์และปากต่อปาก ประชาชนในเมืองอื่น ๆ ก็เริ่มการเดินขบวนอย่างในไลป์ซิก ชุมนุมกันที่จตุรัสเมืองทุก ๆ เย็นวันจันทร์. เมื่อถึงเดือนตุลาคม 2532 มีผู้เข้าร่วมชุมนุมถึง 250,000 คน

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เมืองไลป์ซิกได้รับการขนานนาม (อย่างไม่เป็นทางการ) ว่า Heldenstadt หรือ เมืองวีรชน เพลงที่โด่งดังจากการเดินขบวนครั้งนี้คือ Wir sind das Volk! – เราคือประชาชน.

แม้รัฐบาล SED (Socialist Unity Party of Germany) จะได้ขู่ว่าอาจจะใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง แต่ในที่สุดก็ได้ยับยั้งการกระทำใด ๆ ดังกล่าวเอาไว้. การเดินขบวนสิ้นสุดลงในที่สุด เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2533 ในเวลาใกล้เคียงกับการเลือกตั้งหลายครั้ง ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนี


อ่า … ผิดกฎหมายนะครับ เดินขบวนแบบนี้เนี่ย 😛


Updated 2006.03.28:

Winter Olympics in THAILAND

ถึงจะไม่ค่อยเห็นด้วย ที่บางพรรคบอกว่าจะไม่ส่งผู้สมัคร
แต่ก็ยังสงสัยว่า การคว่ำบาตรไม่ลงเลือกตั้งนี่ มันผิดกติกายังไงเหรอ ?

และยังไงก็ตาม การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน กับการเคลื่อนไหวของคนที่ไปชุมนุม ก็เป็นคนละการเคลื่อนไหวกันนิ

จะบอกว่า พรรคฝ่ายค้าน “เล่นนอกกติกา” ก็ไม่ได้แปลว่ากลุ่มเคลื่อนไหวอื่น ๆ ไม่ได้เล่นตามกติกา

หรือ บอกว่าพรรคฝ่ายค้านไม่มีความชอบธรรม แล้วพรรครัฐบาลจะชอบธรรมขึ้นมา

ผมว่าตอนนี้ 3 ฝ่ายหลัก ๆ ก็หงี่พอ ๆ กันนั่นแหละ บ้าบอคอแตก ตั้งแง่ เล่นเกมกันอยู่ได้
ทั้ง รัฐบาล ฝ่ายค้าน และกลุ่มพันธมิตรฯ

กติกา ?

เออ ว่าแต่กติกาอะไรล่ะ ?
เรารู้กันไหม ว่าประชาชนนั้น มีสิทธิดื้อแพ่งต่อกฎหมายนะ (รวมทั้งการดื้อแพ่งต่ออำนาจรัฐด้วย)
(ดื้อแพ่ง นะ ไม่ใช่ ละเมิด)

Civil disobedience

โดยพื้นฐานทั่วไปแล้ว เราควรจะเชื่อมั่นในกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมาย
แต่เมื่อกฎหมายขัดกับความชอบธรรม ขัดกับวิจารณญาน
เราก็มีสิทธิที่จะดื้อแพ่งต่อกฎหมายนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป (สุดท้ายแล้วก็อาจนำไปสู่การแก้กฎหมาย)

กฎหมายก็ผิดได้

ยัง อย่าเพิ่งคิดว่า อย่างนี้ก็เท่ากับ บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปสิ
เพราะใครไม่พอใจอะไร ก็ไม่ต้องทำตามกฎหมายก็ได้ ดื้อมันดะ

เพราะการดื้อแพ่งนั้น ก็มีกรอบของมันอยู่
เช่น ต้องเป็นการกระทำในพื้นที่สาธารณะ อย่างเปิดเผย หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
มุ่งที่การปฏิเสธความชอบธรรมของกฎหมาย หรือต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริงบางประการ

ไม่เกี่ยวกัน:
อย่าง ผมว่านะ จะปฏิรูปวงการฟุตบอลไทยเนี่ย ก็ต้องเอาวีเจออกไปก่อนอ่ะ – – คนอาไร้ ท้น ทน