#CAMRA องค์กรเพื่อ #สิทธินักดื่ม

Campaign for Real Ale (CAMRA) logo

กินเหล้ากันได้จริงจังมากครับ

Campaign for Real Ale (CAMRA) หรือ “กลุ่มรณรงค์เพื่อเอลของแท้” เป็นองค์กรผู้บริโภคที่โปรโมตเรื่อง เอลของแท้ ไซเดอร์ของแท้ ผับบริติชแบบดั้งเดิม และสิทธิของนักดื่ม เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทำประเด็นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร และเป็นสมาชิกก่อตั้งของสหภาพผู้บริโภคเบียร์แห่งยุโรป (European Beer Consumers’ Union – EBCU)

เอลนี่คือเบียร์ชนิดหนึ่ง ส่วนไซเดอร์คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำผลไม้หมัก โดยมากจะเป็นน้ำแอปเปิล

จุดประสงค์ของ CAMRA นั้นเพื่อ

  1. คุ้มครองและพัฒนาสิทธิผู้บริโภค
  2. ส่งเสริมคุณภาพ ตัวเลือก และความคุ้มค่า
  3. สนับสนุนผับในฐานะศูนย์รวมของชีวิตชุมชน
  4. รณรงค์เพื่อให้คนเห็นคุณค่าของเบียร์ ไซเดอร์ และแพรี่* แบบดั้งเดิม ในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีของชาติ
  5. ผลักดันการปรับปรุงร้านขายเบียร์ทุกแห่ง ตลอดจนทั่วทั้งอุคสาหกรรมผลิตเบียร์

(* perry เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากน้ำลูกแพร์หมัก บางทีก็เรียกว่า pear cider – แต่ CAMRA ไม่ยอมให้เรียกแบบนั้นนะครับ)

ทุกปี CAMRA จะจัดพิมพ์หนังสือแนะนำผับและโรงเบียร์ Good Beer Guide และยังมี Good Cider Guide และ Good Bottled Beer Guide เป็นรายสะดวก

นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนเทศกาลเบียร์และไซเดอร์ทั่วประเทศ และจัดงาน Great British Beer Festival เป็นประจำทุกปี ที่ Earl’s Court (แถวนั้นผับดีๆ เยอะมาก / ไม่นับผับไทยนะ / ไม่ใช่ว่าผับไทยไม่ดี แต่มันคนละอย่างอ่ะ / วงเล็บมรึงยาวแซบซ้อนแมรก)

แล้วก็มีมอบรางวัล National Pub of the Year โดยกระบวนการตัดสินในรอบแรกจะให้สมาชิกในแต่ละสาขาโหวตผับที่ชอบมาก่อน แล้วผับที่ชนะโหวตก็จะเข้าสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค ซึ่งจะมีกรรมการแวะไปนั่งกิน แล้วก็เลือกผับที่คิดว่าดีที่สุด มีรางวัล Pub Design Awards (จัดร่วมกับ English Heritage และ The Victorian Society) และรางวัล Champion Beer of Britain

ในทางหนึ่ง CAMRA ก็เรียกร้องสิทธิของนักดื่ม ที่จะได้เบียร์ดีๆ ผับดีๆ รวมไปถึงการยอมรับจากสังคมว่า การดื่มก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนะเว้ย ไม่ใช่เรื่องบาปหนาสาหัส และโดยตัวการดื่มเองก็ไม่ใช่ปัญหาสังคม ในอีกทางหนึ่งองค์กรอย่าง CAMRA ก็ช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ที่ผลิตของมีคุณภาพ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด ผ่านการส่งเสริม งานเทศกาล และการให้รางวัล ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะเป็นผลดีกับทั้งอุตสาหกรรมภาพรวมและกับผู้บริโภคเองด้วย

#สิทธินักดื่ม สุดๆ ครับ

แต่อะไรแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเรายากครับ เพราะกฎหมายยังไม่อนุญาตให้มีบริเวอรีขนาดเล็ก คือสุราแช่อะไรทำได้หมด แต่ถ้าเป็นเบียร์นี่ต้องทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป และผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปี ก็เลยมีแต่สิงห์ ช้าง ไฮเนเก้น หรือโรงเบียร์ขนาดใหญ่อย่างตะวันแดง

ที่ตลกคือ ตอนนี้ตลาดเบียร์จากไมโครบริเวอรีในเขตเมืองเขตนักท่องเที่ยวโตขึ้นมาก มีการนำเข้าเบียร์จากไมโครบริเวอรีเล็กๆ ในเบลเยียม นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นมาขายในเมืองไทย บางล็อตนี่ทำแบบน้อยมากๆ จากบริเวอรีแบบกิจการครอบครัว ซึ่งหลายอันถ้ามาทำในเมืองไทยก็คงทำไม่ได้ แต่เรานำเข้าของพวกนี้ได้ :p กิจการที่โตในเมืองไทย ก็เลยเป็นกิจการนำเข้าเบียร์พวกนี้ครับ บริโภคอย่างเดียว ผลิตไม่ได้

เลยนึกถึงที่ กานดา นาคน้อย เขียนไว้เรื่องนี้ (เปิดเสรี “ข้าว เหล้า ไวน์” ก้าวให้พ้นจำนำข้าว) ว่าตลาดข้าวไทยจะพัฒนากว่านี้ ถ้าเปิดโอกาสให้ชุมชนแปรรูปข้าวเป็นเครื่องดื่มได้หลากหลาย รองรับตลาดภายในประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสตลาดต่างประเทศ

ตะกี้นึกได้อีกเรื่อง ว่าเราควรจะมีงานวิจัยเรื่อง ร้านเหล้าต๊อกในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เพราะบ้านเราก็ไม่ได้มีวัฒนธรรม public house ร้านเหล้าต๊อก ร้านน้ำชา ร้านของชำปากซอย อะไรพวกนี้น่าจะเข้ากะบริบทสังคมไทยมากกว่า

หลายเรื่องปนๆ กันครับ โพสต์นี้

ข้อมูล CAMRA จากวิกิพีเดีย โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’  6 ก.ค. 2556

NME: 50 Greatest Indie Anthem Ever

50 “เพลงชาติ” อินดี้ยอดเยี่ยมตลอดกาล

  1. Oasis – ‘Live Forever’
  2. Nirvana – ‘Smells Like Teen Spirit’
  3. Pulp – ‘Common People’
  4. The Smiths – ‘There Is A Light That Never Goes Out’
  5. The Libertines – ‘Don’t Look Back Into The Sun’
  6. The Libertines – ‘Time For Heroes’
  7. The Smiths – ‘How Soon Is Now?’
  8. The Stone Roses – ‘I Am The Resurrection’
  9. The Strokes – ‘Last Nite’
  10. Arctic Monkeys – ‘I Bet You Look Good On The Dancefloor’
  11. The Smiths – ‘This Charming Man’
  12. The Stone Roses – ‘She Bangs The Drums’
  13. The Libertines – ‘Can’t Stand Me Now’
  14. Oasis – ‘Don’t Look Back In Anger’
  15. Blur – ‘Song 2’
  16. Franz Ferdinand – ‘Take Me Out’
  17. The Stone Roses – ‘I Wanna Be Adored’
  18. The Verve – ‘Bitter Sweet Symphony’
  19. Joy Divison – ‘Love Will Tear Us Apart’
  20. Joy Division – ‘Transmission’
  21. The Smiths – ‘Panic’
  22. The Breeders – ‘Cannonball’
  23. The Gossip – ‘Standing In The Way Of Control’
  24. Babyshambles – ‘Fuck Forever’
  25. Oasis – ‘Supersonic’
  26. Radiohead – ‘Creep’
  27. Oasis – ‘Wonderwall’
  28. Pavement – ‘Cut Your Hair’
  29. Arcade Fire – ‘Rebellion (Lies)’
  30. Manic Street Preachers – ‘A Design For Life’
  31. Oasis – ‘Cigarettes & Alcohol’
  32. The Stone Roses – ‘Fool’s Gold’
  33. The Killers – ‘Mr Brightside’
  34. Radiohead – ‘Just’
  35. Pixies – ‘Monkey Gone To Heaven’
  36. Kaiser Chiefs – ‘I Predict A Riot’
  37. Kasabian – ‘LSF’
  38. Pixies – ‘Gigantic’
  39. Oasis – ‘Champagne Supernova’
  40. Klaxons – ‘Golden Skans’
  41. Blur – ‘Parklife’
  42. The Cribs – ‘Hey Scenesters’
  43. Suede – ‘Animal Nitrate’
  44. The Stone Roses – ‘Love Spreads’
  45. The La’s – ‘There She Goes’
  46. Dinosaur Jr – ‘Freak Scene’
  47. The Libertines – ‘Up The Bracket’
  48. Sonic Youth – ‘Bull In The Heather’
  49. The Rapture – ‘House Of Jealous Lovers’
  50. My Bloody Valentine – ‘You Made Me Realise’

เราอยากใส่ Motorcycle Emptiness

[ ลิงก์ NME ]

technorati tags:

music abroad abroad

BozzaNova ถามมาว่า ตอนอยู่สกอตแลนด์ ฟังเพลงใหม่ ๆ ที่ไหน

จริง ๆ เป็นคำถามที่แปลก

ตอนอยู่เมืองไทย เราเองก็ฟังพวกดนตรีจากเกาะนั้นอยู่แล้ว แต่พอไปอยู่โน่นจริง ๆ กลับไม่รู้จะไปหาอะไรฟังที่ไหน ทั้ง ๆ ที่อยู่ในถิ่นเขาแท้ ๆ ตลกไหม

ผมเองก็มีปัญหานะตอนแรก ๆ แต่พอมั่ว ๆ ได้ซักพัก ก็โอเค

Fopp (@wikipedia), Radio 1 (@wikipedia), และตามผับ น่าจะเป็นที่ ๆ ผมได้ฟังอะไร “ใหม่” (คือใหม่สำหรับตัวเราเอง แต่จริง ๆ มันอาจจะเก่าแล้วล่ะ)

Fopp เป็นร้านซีดี/หนัง/หนังสือ ที่ผมชอบแวะไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเค้าชอบเอาของเก่า ๆ ดี ๆ มาลดราคา 5 ปอนด์มั่ง 3 ปอนด์มั่ง มันอยู่ในเส้นทางไปร้า่นอาหารไทยที่ทำงานด้วย ก็แวะก่อนเข้าร้าน
Fopp ทั้งสองสาขาในเอดินบะระ อยู่ใกล้ที่ทำงานหมดเลย คือร้านไทยที่ทำงานนี่มีสองสาขา ที่นึงบน Cockburn Street ใน Old Town อีกที่นึงตรง Rose Street, New Town .. Fopp ทั้งสองสาขาก็ตั้งอยู่บนถนนสองแห่งนี้ สบายเลย 😀

จริง ๆ มันมีร้านซีดีดี ๆ อีกเยอะเลยนะในเมือง ใกล้ ๆ มหาลัยก็แยะ แต่ก็ไม่ค่อยได้แวะไปเท่าไหร่ เหมือนมันไม่ได้อยู่ในเส้นทางไง แล้ว Fopp มันก็เดินแล้วสบายใจดีด้วย (HMV หรือ Virgin ก็ใหญ่และเสียงดังเกินไป) ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

ซื้อแผ่น Belle & Sebastian เป็นของตัวเองแผ่นแรก (ชุด If You’re Feeling Sinister) น่าจะจากร้านใกล้ ๆ มหาลัย จำชื่อร้านไม่ได้ จำได้แค่ว่าทาสีเหลือง ๆ อยู่บน West Nicholson Street ถนนที่มีผับเยอะ ๆ อาจารย์และนักเรียนชอบแวะไปนั่งแถวนั้นหลังเลิกเรียน ร้านประจำของ “language people” คือร้าน The Blind Poet ร้านเก่า ๆ ไม่ได้แต่งอะไร หน้าตาเหมือนผับอังกฤษทั่วไป (เอ้อ ผับสก็อตทั่วไปสิ) แต่บรรยากาศผู้คนมันดีน่ะ

Radio 1 เป็นสถานีวิทยุที่น่าติดตาม วงดี ๆ เจ๋ง ๆ หลายวง แจ้งเกิดจากที่นี่ – ผมรู้จัก Radio 1 น่าจะเพราะวง The Wedding Present และ Cinerama (ซึ่งรู้จักผ่านคนใน Audiogalaxy อีกที – โปรแกรมแชร์เพลง p2p) สองวงนั้นเค้ามี Radio 1 session แล้วก็รู้จัก John Peel จาก Radio 1 session นี่แหละ ตอนที่ John Peel ตายนั้น เป็นอะไรที่คนแถวนั้นเศร้าจริง ๆ โอเคมันไม่ใช่ทุกคนหรอก แต่อย่างน้อยบรรยากาศของสื่อที่ผมรับ มันก็เป็นอย่างนั้น หนังสือพิมพ์ลงข่าว ลงประวัติของเขา รวมถึง NME และนิตยสารดนตรีอื่น ๆ ไม่ต้องนับเรดิโอวันบ้านของเขา ศิลปินหลายคน (ซึ่งหลาย ๆ คนก็ยอมรับว่าตัวเอง ‘เกิด’ ในวงการได้ ก็เพราะ John Peel session) ออกมา tribute ให้กับเขา – นี่คือตัวอย่างของคนที่เจ๋ง

ผมซื้อแผ่น Stereolab – BBC Radio 1 Sessions จาก Fopp สาขา Rose Street เงินจากทำงานร้านอาหารนั่นแหละ

ส่วนเงินที่เหลือเหรอ ก็เอาไปเข้าผับไง กินเบียร์ คุยกับเพื่อน รู้จักเพลงใหม่ ๆ

ทำงานหาตังค์ เอาไปซื้อหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง กินเบียร์ เที่ยวกับเพื่อน เดินทาง และไปหาตังค์ที่ใหม่

ผ่านไปหลายปี ผมก็เหมือนจะยังทำแบบเดิมอยู่

ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ เพื่อน ๆ ที่เคยทำอะไรอย่างนั้นด้วยกัน มันค่อย ๆ หายไปแล้วน่ะสิ

 

พอรึยังนะ

 


BozzaNova ยังถามว่า “ดีเจสยาม มีคนขายดีๆ รู้เรื่องจริงๆ หน่อย แล้วไม่กวนตีน ทำเก๋าจีบสาวบ้างไหม ตอนนี้”

เออ เนอะ แต่ที่โอเคก็มีนะ อย่างน้อยก็คนนึงล่ะ ผมคุยกะเค้าค่อนข้างบ่อย ก็แค่ทัก ๆ กันแหละ คนที่ผอม ๆ หัวฟู ๆ น่ะ เมื่อก่อนมีพี่คนนึงที่เจ๋ง ๆ โอย แต่นานมากแล้ว ไม่รู้หายไปไหนละ หน้าตาประมาณโป้โยคี กับอีกคนนึงใหม่หน่อย ผิวคล้ำ ๆ ออกไปอยู่อีกร้านแล้ว ใต้โรงหนังสยาม ร้านที่ไม่ใช่ร้านตรงข้ามกาโตว์น่ะ — ถ้าอ่านแล้วรู้เรื่องว่าผมหมายถึงใครมั่งก็โคตรเก่งเลยนะเนี่ย ผมมีปัญหากับการจำชื่อคน หรืออธิบายถึงผู้คนน่ะ เครือข่ายสังคมของผม ท่าจะได้แค่ออนไลน์เท่านั้น เผลอ ๆ จะได้ด้วยแค่ นามจอ เท่านั้นด้วย ดูอย่างตัวผมเองประไร บอกชื่อจริงไปทุกคนทำหน้าเหวอ เอานะ สงสัยจะต้องจีบกันออนไลน์ — แต่เธอคนนั้นก็ไม่ออนไลน์มานานเท่าไหร่แล้วล่ะเนี่ย (หัวเราะ)

technorati tags:

Our generation. Alienation.

เคยโพสต์ถึงเพลงนี้ไว้เมื่อ 16 ก.ค. 2547 เพลงจากหนัง Human Traffic หนังอีกเรื่องที่ชอบ ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่มันมันดี

ทำนองเพลง เอามาจากเพลงชาติสหราชอาณาจักร “God Save the Queen”
แต่ท่าทางเนื้อเพลงชาติ มันก็ควรจะเป็นเรื่องของคนในชาติ หนังเรื่องนี้เลยจัดการเปลี่ยนเนื้อร้องเสียใหม่ ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่บอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนหนึ่งช่วงอายุหนึ่งในชาติ (กรณีนี้คือวัยรุ่น) อย่างที่ตัวละครในเรื่องพูดไว้:

“I think it’s time for a new national athem, you know, one I can relate to.”

“ผมว่ามันถึงเวลาสำหรับเพลงชาติเพลงใหม่แล้ว คุณรู้ไหม เพลงที่ผมสามารถสัมพันธ์ตัวผมกับมันได้”

I’m trying to be myself.
Understand everyone.
It’s a mission and a half.

Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It’s hard being cool.

Our generation.
Alienation.
Have we a soul?

Techo emergency.
Virtual reality.
We’re running out of new ideas?

Who is the Queen?

ฉันพยายามที่จะเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจทุก ๆ คน
มันเป็นงานที่ได้รับมอบหมาย งานหนึ่ง และอีกครึ่ง

มองไปยังทุก ๆ คน
พยายามที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่าง
แต่ฉันกลับสับสนมากขึ้น
มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นคนดี

คนรุ่นเดียวกับเรา
ความห่างเหิน
เรามีวิญญาณไหม?

เทคโนโลยี ภาวะฉุกเฉิน
ความจริง เสมือน
เรากำลังจะไม่เหลือความคิดใหม่ ๆ แล้ว?

ใครคือราชินี?

ผมกดย้อนกลับเพื่อฟังเพลงนี้ซ้ำหลายรอบ เมื่อเกือบสามปีก่อน

technorati tags:
,
,
,
,
,
,
,

Media Lens

จับตาสื่อ

Media Lens is an online, UK-based media watch project providing detailed and documented criticism of bias and omissions in the British media. Media Lens provide free detailed analysis of news reporting in the UK media, concentrating on the ‘quality’ liberal print and broadcast media.

Media Lens’s aim is to expose bias, inconsistencies, inaccuracies, omissions and untruths. They challenge journalists and editors by email and invite their response. They then collate and analyse the material and distribute a Media Alert (free mailing list) to members of the public who have signed up for the service.

โครงการ “แว่นสื่อ” (มีเดียเลนส์ Media Lens) เป็นโครงการจับตาสื่อ ที่นำเสนอบทวิจารณ์และวิเคราะห์อย่างละเอียด เกี่ยวกับคุณภาพ, ความละเลย และความไม่เป็นกลาง ของสื่อในสหราชอาณาจักร ตัวโครงการจะท้าทายและขอคำอธิบายจากบรรณาธิการของผู้สื่อข่าวและสื่อเกี่ยวกับข่าวที่นำเสนอ จากนั้นจะรวบรวมข้อเท็จจริงดังกล่าว วิเคราะห์ และกระจายจดหมายข่าวไปยังสมาชิกที่บอกรับ

PressJargon.org น่าจะสนใจ 🙂

tags:

Great British Design

vote your favorite Great British Design

แผนที่ London A-Z เป็นแผนที่ที่จะทำให้คุณนึกสงสัยเสมอ ว่าที่แล้วมา คุณเดินทางไปไหนมาไหนในลอนดอนได้โดยไม่มันได้ยังไง ?,
Raleigh Chopper นี่เป็นจักรยานที่เวลาขี่แล้วมือเราจะคล้าย ๆ ชะนี แต่มันฮิตมาก แถวเบอร์ลินนี่ก็ฮิต,
K2 phone kiosk นี่เป็น “ไอคอน” ของอังกฤษไปแล้ว เอามันไปตั้งในซาฮารา ก็อาจจะมีคนถามว่า “อ้าว ซาฮาราอยู่ในอังกฤษเหรอ ?” (แทนที่จะเป็น “ใครขนตู้ไปตั้งในซาฮาราเนี่ย ?”),
หนังสือปกอ่อนราคาถูก Penguin Paperback คือผู้สร้างวัฒนธรรมการอ่านบนเกาะบริเตน ไม่มีสำนักพิมพ์อื่นใด จะมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของโลกตะวันตกไปมากกว่าสำนักพิมพ์นี้อีกแล้ว,
หน้าปกอัลบั้ม Sgt Peppper ของสี่เต่าทองเป็นหนึ่งในการออกแบบที่ถูก “ผลิตซ้ำ” มากที่สุด,
รถเมล์สองชั้นรุ่น Routemaster เป็นอีกสัญลักษณ์ของลอนดอน ที่สำคัญต่อจิตใจของคนลอนดอนอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ตอนนี้มันจะถูกปลดระวางอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของชาวลอนดอน รถจำนวนหนึ่งก็ยังคงวิ่งอยู่ บนเส้นทางสายประวัติศาสตร์/ท่องเที่ยว ผู้คนส่วนใหญ่รักรถรุ่นนี้ ด้วยความรู้สึกที่ว่า มันเป็นรถเมล์ที่ “มีความเป็นมนุษย์” มากกว่ารถรุ่นอื่น ๆ,
โฆษณาเครื่องดูดฝุ่น Dyson ความยาว 30 วินาที สามารถทำให้ชายหนุ่มผู้ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะทำความสะอาดห้อง ก็ยังอยากเป็นเจ้าของมันซักเครื่อง (ผมก็อยาก),
แผนที่รถไฟ London Underground ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแผนผังที่ออกแบบได้ดีที่สุด
แผนที่นี้ช่วยให้การเดินทางไปในระบบเครือข่ายรถไฟใต้ดินที่ยุ่งเหยิงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้”

มากกว่านี้ ที่ งานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ของบริเตน

Fish and Chips … and another one

เพื่อนอังกฤษส่งมาให้ ท่าทางมันคงสะใจมาก …

London 2012

ไม่กี่วันก่อน ปธน.ฝรั่งเศสปากดี ไปบ่นว่าอาหารอังกฤษไม่ได้เรื่อง … เจอหยั่งงี้เข้า เป็นไงล่ะ 😛

thanks John! 😉

Top 100 UK Box Office Films

Warning: This Channel 4 Ultimate Film is not a guide to good films nor a list of films you must watch before you die. But a list of the most successful films in UK, in terms of the numbers of tickets sold.

rank. Title (release year) estimated admissions, in millions

  1. Gone With the Wind (1940) ~35m, also won 10 Oscars.
  2. The Sound of Music (1965) ~30m, one of the popular musical of all time.
  3. Snow White And The Seven Dwarfs (1938) ~28m, a classic animation, the last one in a supervision of the legendary Walt Disney.

Never have a chance to watch number one nor two. But I think I used to watch Snow White at least once, not sure if it’s the original version or not.

Other big films of my age in the list, below.

  1. Star Wars Episode IV: A New Hope (1978) ~20.76m
  2. The Jungle Book (1968) ~19.8m (in Thai: “เมาคลี ลูกหมาป่า”)
  3. Titanic (1998) ~18.91m. Used to have it on HBO for several times, but never watch it from the beginning til its end.
  4. Harry Potter And The Philosopher’s Stone (2001) ~17.56m. Don’t BOO me, .. never watch or read Harry Potter. I’m sorry 🙁
  5. Grease (1978) ~17.2m. I never see this film, but can rekon many songs from it. My sister have its soundtracks album.
  6. Jaws (1976) ~16.2m
  7. Jurassic Park (1993) ~16.17m. Every kids love dinosaurs, I’m not an exception.
  8. Lord Of The Rings: The Fellowship Of The Ring (2001) ~15.98m
  9. Thunderball (1966) ~15.6m
  10. Lord Of The Rings: The Return Of The King (2003) ~15.22m
  11. Lord Of The Rings: The Two Towers (2002) ~14.4m
  12. The Full Monty (1997) ~14.19m
  13. Harry Potter And The Chamber Of Secrets (2002) ~14.18m
  14. Goldfinger (1964) ~13.9m
  15. Star Wars Episode I: The Phantom Menace (1999) ~13.59m
  16. Ben Hur (1959) ~13.2m. Watched it once at my highschool days, very epic.

FYI, Thunderball and Goldfinger are James Bond film

UK Music Hall of Fame

Announced yesterday, November 13, 2004, at the Hackney Empire, London.

5 Honourary Founding Members

  • The Beatles
  • Madonna
  • Bob Marley
  • Elvis Presley
  • U2

Vote Winners

  • 1950s – Cliff Richard
  • 1960s – Rolling Stones
  • 1970s – Queen
  • 1980s – Michael Jackson
  • 1990s – Robbie Williams

Noted that this award is not about “Who is the best”, but it’s about who has the most influence to the way of life and thinking of the UK people.

previous related blog: UK Music Hall of Fame – The 90’s