more bact’ updates on Twitter

Get more quick microupdates + recommended links from my Twitter at http://twitter.com/bactI still keep update this blogs, with rather original/longer writings.

ช่วงที่ผ่านมา อัปเดตข่าวคราวผ่าน Twitter (ทวิตเตอร์) บ่อยกว่าทางบล็อก ยังไม่เลิกเขียนบล็อกนะครับ แต่คงจะเป็นงานเขียนแบบยาวหน่อย ส่วนสั้น ๆ หรือแชร์ลิงก์ ทวิตเตอร์มันเร็วดี ยังไงก็ติดตามได้ทาง http://twitter.com/bact อีกช่องทางหนึ่งครับ 🙂

ทวิตเตอร์คืออะไร ? ไม่รู้แฮะ ลองไปดูว่ามันทำอะไรได้บ้างละกัน

btw, according to this quiz, I’m 93% addicted to Twitter (ouch, that’s sad).

technorati tags:
,

rt @shelisrael The Power of ReTweeting

power of retweeting in action – พลังรีทวีต ในสถานการณ์

put #pad, #thaigov, or #thpol tag in your tweets about recent conflicts on Bangkok street. they will appear in bangkok51.morphexchange.com (similar to election.twitter)

ใส่แท็ก #pad, #thaigov, หรือ #thpol ในทวีตของคุณเกี่ยวกับสถานการณ์พันธมิตรล้อมสภา ทวีตเหล่านั้นจะไปปรากฏใน bangkok51.morphexchange.com

วันนี้เพิ่งตามทวิตเตอร์ ของ @mediabistro (ซึ่งเจอจากการตามทวิตเตอร์ของอีกคน) ก็ได้เจอลิงก์ที่น่าสนใจอันนี้:
The Power of ReTweeting

เลยขอถอดความมาให้อ่านกันครับ. อาจจะพอให้เราจินตนาการเชื่อมโยงทวิตเตอร์ ในฐานะเครื่องมือสื่อพลังสังคม (social media).

สั้น ๆ ก่อนว่า รีทวีต (retweet ย่อว่า rt) คืออะไร. รีทวีต ก็คือการทวนข้อความหรือทวีตของคนอื่นนั่นเอง ไม่มีอะไรมาก, ทำนองว่า บอกต่อ.

เช่น ผมเห็น @facthai แจ้งว่า:
“เข้าเว็บ xxx ไม่ได้ เมื่อ 00:00”
ผมก็อาจจะบอกต่อข่าวนี้กับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ที่ตามอ่านทวิตเตอร์ของผมได้, ด้วยการส่งข้อความว่า:
“rt @facthai เข้าเว็บ xxx ไม่ได้ เมื่อ 00:00”
คนอื่น ๆ ที่จะได้รับข่าวนั้นต่อไป, พร้อมกับรู้ว่า อ๋อ ต้นข่าวมาจาก @facthai นะ.

(ทวีต? ทวิตเตอร์? .. ดูอธิบายสั้น ๆ ที่วิกิพีเดีย; สมัครใช้ที่ Twitter.com; อยากตามข่าวสารทวิตเตอร์ภาษาไทย ไปเว็บ TwitThai)

Shel Israel ผู้เขียนชิ้นบล็อก “พลังของการทวนทวีต” ดังกล่าว เสนอว่า การรีทวีต (retweet) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า rt เนี่ย ทำให้พลังของเครือข่ายมันเกิดขึ้นได้, ในลักษณะเกือบจะเหมือนกับที่การทำลิงก์ไปหาบล็อกอื่นสามารถขยายวงการสนทนา จากบล็อกเกอร์คนเดียว ออกไปหาผู้คนมากมายมหาศาล, บางครั้งก็ในอัตราเร็วมาก ๆ.

“Retweeting allows the power of the network to take place, in pretty much the same way a blog link can extend the conversation from one blogger to a great many, sometimes at a very rapid rate.”

ถ้าเราทวีตหรือส่งข้อความอะไรออกไปสักอย่าง…

แล้วเรามีคนตามอ่าน (follow) ทวีตเราซัก 10, 100, หรือ 1,000 คน … แต่ถ้าไม่มีคนรีทวีตเลย มันก็ไปได้แค่นั้น. หมด. จบ.

แต่ถ้าเราจะมีคนตามอ่าน 10 คน … แล้วหนึ่งในนั้น, ซึ่งเขามีคนตามอ่านซัก 100 คน, รีทวีตข้อความเรา … ข้อความนั้นมันก็จะไปได้ไกลอีก, มีคนรีทวีตอีก ก็ไปได้ไกลอีก.

ปกติเขารีทวีตเพราะมีคนพูดเรื่องที่เขาเชื่อว่าคนที่ตามอ่านทวีตของเขาบางคนน่าจะสนใจ.
ซึ่งปกตินั่นก็หมายถึงว่า เขาชอบที่คนนั้นพูด และอยากจะให้เครดิตคน ๆ นั้น.
แต่บางครั้งมันก็หมายถึงว่า เขาไม่เห็นด้วยอย่างมากกับที่คน ๆ นั้นพูด แล้วก็อยากจะรู้ว่าคนอื่น ๆ จะว่ายังไงบ้าง.
บางครั้ง เมื่อมีภิบัติภัย อย่างไฟไหม้ แผ่นดินไหว หรือทีมกีฬายักษ์ใหญ่แพ้ คนจำนวนมากก็จะรีทวีตข่าวสารเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว.

ข่าวแผ่นดินไหวในซานฟราน หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เมืองจีน แพร่ไปรอบโลกหลายรอบก่อนที่สื่อดั้งเดิมจะหยิบไปทำข่าว.
แม้บางครั้งข่าวพวกนี้จะมีข้อมูลผิดพลาด, แต่ตัวกระบวนการรีทวิตก็ดูจะทำการกรองเพื่อหาความจริง.
อันที่จริง ปัจจุบันนี้องค์กรข่าวดั้งเดิมหลายแห่งตามอ่านทวิตเตอร์เพื่อติดตามข่าวสารใหม่ ๆ ก่อนใคร, บ่อยครั้งจากผู้คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ.

“While sometimes this news contains factual errors, the process seems to filter for truth.”

การทวนทวีตเปิดโอกาสให้พลังของเครือข่ายเกิดขึ้นได้. มันทำให้เสียงอันโดดเดี่ยวถูกขยายให้ดังด้วยเสียงของฝูงชน.
และสำหรับเขาแล้ว การทวนทวีตนั้นเป็นแง่มุมที่ทรงพลังที่สุดของทวิตเตอร์.

ถอดความจาก The Power of ReTweeting โดย Shel Israel (@shelisrael) 4 ต.ค. 2551 จากบล็อก Global Neighborhoods

คิดว่าไงครับ ? ทวิตเตอร์ผมคือ @bact, คุยกัน.

รีทวีตบล็อกนี้ไหม ? 😉

technorati tags:
,
,
,

flooded Planet (global warming!)

พี่เทพเตือนมาเรื่องการอัพเดทโพสต์เก่า ซึ่งจะทำให้โพสต์นั้นจะกลับไปแสดงในหน้า Planet TLWG อีกรอบ และถ้าโพสต์มันยาว (หรือมีหลาย ๆ อันต่อ ๆ กัน) ก็เท่ากับเป็นการ flood พลาเน็ตไปเลย

ต้องขอโทษทุกคนที่อ่าน Planet TLWG ด้วยนะครับ จะพยายามอัพเดทโพสต์เก่าให้น้อยที่สุด
– โดยปกติแล้วการอัพเดทโพสต์เก่าของผม จะเป็นสองลักษณะ คือ

  1. จะเป็นการแก้คำผิด หรือลิงก์ที่ตายแล้ว (แทนด้วยลิงก์ใหม่ หรือแคช) หรือเพิ่มเติมลิงก์หรือ tag/label ที่เกี่ยวข้อง พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นกรณีโพสต์ที่นานแล้ว แล้วบังเอิญกลับไปเจอ (เช่นมีความเห็นใหม่เข้ามา ทำให้ได้มีโอกาสไปอ่านอีกรอบ)
  2. อีกลักษณะคือ เพิ่มเติมตัวอย่างหรือคำอธิบายให้ชัดเจนขึ้น (แต่ไม่ได้มีประเด็นใหม่อะไรเพิ่มเติม จึงไม่โพสต์เป็นอันใหม่) พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นโพสต์ที่ไม่ค่อยนานนัก บางทีก็ภายใน 5 นาที หรือวันสองวัน ประมาณนี้

แต่ไม่ว่าจะเป็นลักษณะไหน ก็จะก่อปัญหา flood เหมือน ๆ กัน (จะเว้นก็แต่กรณีอัพเดทหลังจากโพสต์ทีแรกไปแล้วในเวลาสั้น ๆ อันนี้อาจจะรอด เพราะพลาเน็ตยังไม่ได้ดูดไป หรือดูดไปแล้ว แต่เผอิญยังไม่มีโพสต์จากคนอื่นตามมา – อันนี้ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ก่อปัญหานะครับ มันก่อปัญหาเหมือนกัน แค่ปัญหามันไม่ได้ถูกมองเห็นเท่านั้น)

ทางออกสำหรับเรื่องนี้ ที่ผมคิดออกตอนนี้มีสองอย่าง คือ

  1. เลือก feed ตามป้าย (label) ซึ่งผมใช้วิธีนี้กับ Planet Ubuntu Club โดยจะ feed ไปที่นั่นเฉพาะโพสต์ที่มีป้าย “Ubuntu” เท่านั้น วิธีนี้แก้ปัญหาในลักษณะที่ว่า ลดจำนวนโพสต์ที่ไปโผล่ในพลาเน็ตให้น้อยลง เมื่อโพสต์น้อยลง โอกาสที่จะ flood พลาเน็ตมันก็น้อยลงตามไปด้วย (แม้ตามจริงแล้ว หากมีการอัพเดทอะไรไป มันก็จะยังไปกลับขึ้นไปที่พลาเน็ตอยู่ดี ถ้าเกิดโพสต์นั้นมีป้ายที่กำหนดด้วย – แต่จำนวนก็จะน้อยลง)
  2. อัพเดทให้น้อยลง หรือไม่อัพเดทเลยหลังจากโพสต์ อันนี้เป็นวิธีที่ชัวร์ที่สุด แต่ก็มีโอกาสจะพลาดมากกว่าวิธีแรก ถ้าคนโพสต์ยังไม่ระวังเหมือนเดิม

วิธีแรกนั้นเป็นการแก้ทางเทคนิค ทำทีเดียวจบ ซึ่งดูง่ายดี แต่พอลอง ๆ ดูแล้ว ก็พบว่าไม่ค่อยเวิร์กสำหรับกรณี Planet TLWG เท่าไหร่ เพราะโอเปอเรเตอร์สำหรับการเลือกป้ายนั้น มีแต่ AND ไม่มี OR ซึ่งแปลว่าถ้าผมอยากจะได้โพสต์ที่ติดป้ายอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ “programming”, “Linux”, “free software movement”, “Ubuntu”, “Fedora” พร้อมกัน ก็ไม่สามารถทำได้ (ผมเข้าใจเอาเองว่า Planet TLWG มีขอบเขตความสนใจที่กว้างกว่า Planet Ubuntu Club จากการอ่านโพสต์ของเพื่อน ๆ ร่วม “ดาวเคราะห์” ใบนี้) ทางแก้ ซิกแซก ที่ทำได้คือ เพิ่มป้ายขึ้นมาใหม่อันหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่นให้ชื่อว่า “Planet-TLWG” แล้วโพสต์ไหนที่ผมอยากให้เข้า Planet ก็ติดป้ายที่ว่านี้เข้าไปซะ (ซึ่งเรื่องการตัดสินใจว่า แล้วโพสต์ไหนจะติดป้ายนี้ล่ะ? ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ขอข้ามไป) แต่ก็อย่างที่บอกไปตอนต้น การติดป้ายนี้ มันก็ยังไม่ใช่การแก้ที่ตัวปัญหาอยู่ดี เป็นเพียงแต่การเลี่ยงเท่านั้น

ส่วนทางที่สอง ก็คือ ผมควรจะต้องรอบคอบถี่ถ้วนมากขึ้นก่อนจะโพสต์อะไรลงไป คือเอาให้ชัวร์ก่อน ดูให้ครบก่อน แล้วค่อยโพสต์ จะได้ไม่ต้องมาอัพเดททีหลังบ่อย ๆ (ซึ่งจะทำให้เกิดการ flood) — ซึ่งการมาอัพเดทหรือแก้ไขอะไรบ่อย ๆ จริง ๆ แล้วอาจจะผิดธรรมชาติไปหน่อยสำหรับบล็อก ที่ควรจะเป็นงานที่ “สด” ไม่ใช่งานที่มีการแก้ไข (edit) บ่อย ๆ (ที่ผ่านมา ผมจะเขียนในลักษณะค่อย ๆ เพิ่มเนื้อหาเข้าไป คือบางครั้งจะรีบ ๆ โพสต์ไปก่อน เป็นโครง ๆ ประเด็นที่อยากจะเขียน แล้ว publish ไปก่อน จากนั้นก็ค่อยกลับมาจัดหน้า เติมลิงก์ เพิ่มคำอธิบายในครั้งต่อ ๆ มา – แต่เพิ่งรู้จริง ๆ ว่า การเพิ่ม label จากหน้าคอนโทรลพาเนล นี่มันเท่ากับอัพเดทโพสต์ด้วย — ลองค้นเรื่องนี้เมื่อสักครู่ ก็พบว่า พี่เทพได้เตือนเรื่อง label นี้เอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว แต่ผมดันไม่ได้อ่านซะนี่)

ในตอนนี้ผมจะเลือกทางที่สองดู เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย โดยโพสต์ไหนที่มีความจำเป็นจะต้องอัพเดทจริง ๆ ก็จะทำการเน้นข้อความ หรือเขียนให้เห็นเด่นชัด ว่ามีการอัพเดทแก้ไขตรงไหนไป เพื่อความอ่านง่าย (ตามที่พี่เทพได้แนะนำมา และผมก็เคยเห็นบล็อกคนรู้จักหลายคนทำ แต่ผมเองที่ผ่านมาก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง) ซึ่งรวมถึงเรื่อง label ด้วย ที่จะติดให้เรียบร้อยให้หมดก่อน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ดูแลหรือผู้อ่าน Planet TLWG (รวมถึง Ubuntu Club ด้วย) เห็นว่ายังมีอาการลักษณะ flood อยู่อีก ก็ขอให้พิจารณาตัด feed บล็อกนี้ออกจากพลาเน็ตได้ทันที จนกว่าผมจะแก้ไขให้แน่ใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เพื่อเป็นการไม่ไปรบกวรผู้อ่านพลาเน็ตครับ – ขอบคุณมากครับ

technorati tags:
,
,

On various little and BIG things

ปรับปรุง 2008.03.31: แก้สะกดผิด (สระเกิน ที่มองไม่เห็นบนวินโดวส์) เพิ่มลิงก์พี่ไตร แสงศตวรรษ และ technorati แปะคลิป / และตกลง network interface ไม่ได้เจ๊งครับ ปรากฎว่าสงสัยจะ update package อะไรไปแล้วมันเจ๊ง พอลงโอเอสใหม่ มันก็ใช้ได้เหมือนเดิมครับ เน็ตเวิร์ก (ตอนนี้ใช้ Ubuntu 8.04 Beta อยู่)

คลิป Kapook ชวนคุย วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2550 ที่บ้านไร่กาแฟ ขึ้นแล้วนะครับ (ตั้งแต่เมื่อวานเที่ยง ๆ ได้ ผมเพิ่งจะต่อเน็ตได้ network interface โน๊ตบุ๊คเจ๊ง)

ที่ Duocore http://duocore.tv/ (ตอนพิเศษ xxx.kapook.com)
ที่ FukDuk http://fukduk.tv/ (รอ 1 เม.ย. รายการ “กำไข่ ใส่ข่าว”)

เชิญดูและพิจารณานะครับ ความเห็นของผู้คนต่าง ๆ น่าจะพอเห็นใน blogosphere บ้างแล้ว

ความเห็นของผมสั้น ๆ ตอนนี้ ก็คือ งานนี้ คุณปรเมศวร์ แฟร์ ตอบทุกคำถาม แม้จะยืดยาวกินเวลาไปหน่อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และออกนอกเรื่องไปไกลหลายทีในช่วงถัด ๆ มา แต่ยังไงคุณปรเมศวร์ก็พยายามตอบทุกข้อ และทุกข้อก็พอฟังได้ – เป็นข้อ ๆ ไป – แต่อย่าเอาคำตอบทั้งหมดมาร้อยกัน เพราะมันจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นัก บางข้อมันขัดกันเอง – แต่โดยรวมไม่น่าเกลียดครับ ฟังได้ (เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คนนะครับ ก็พิจารณาเป็นข้อ ๆ ไป)

แต่ที่(ผม)ฟังไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะเป็นทีมงานของ Kapook คนหนึ่ง (เสื้อดำในวิดีโอ) และบางคำที่พี่ไตร-ชีพธรรม (เสื้อ eBay) พูด ลองดูในวิดีโอเองนะครับว่าเป็นอย่างไร (ผมไม่ได้รู้จักพี่ไตรเป็นการส่วนตัว แต่ก็ติดตามผลงานมาตลอด ตั้งแต่สมัยผมทำงานใหม่ ๆ และต้องไปเกี่ยวข้องเรื่องจัดอบรมที่ซอฟต์แวร์ปาร์ค และก็ชอบลีลาการอบรมของพี่เขามาก รู้สึกว่าคนนี้เกิดมาเพื่อสื่อสารเพื่อเป็นโค้ชจริง ๆ ผมเลยรู้สึกผิดหวังในทัศนคติของพี่เขาเรื่อง “ขี้อิจฉา อวดดี อยากเด่น” ฯลฯ – แต่นั่นก็เป็นเรื่องของตัวผมเอง ไม่ได้เป็นความผิดของพี่เขา)

อยากให้ดูคลิปที่ว่าจนจบนะครับ จะได้ฟังความเห็นของทุก ๆ คนอย่างรอบด้าน (เพิ่งดูคลิปของ Duocore จบ พบว่ามีตัดไปบ้างบางส่วน แต่เหมือนเป็นการตัดต่อให้ภาพมันต่อเนื่องมากกว่า เท่าที่ดู ไม่น่าจะมีประเด็นสำคัญอะไรถูกตัดออกไป ยกเว้นช่วงสุดท้ายที่ อดัม FukDuk ซักถามคำถามหลายคำถาม พร้อมข้อมูลประกอบที่ปริ๊นท์ออกมาหลายหน้า — คุณออย Duocore แจ้งว่า ตอนท้ายนี้ไม่ได้เป็นการตัด แต่ที่หายไปน่าจะเป็นเพราะแบตหมดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ยังไงดูได้ที่เว็บ fukduk.tv ครับ 1 เม.ย. นี้)


(ข้างล่างนี้เกี่ยวข้องกับเรื่อง Kapook น้อยมาก ๆ)

เมื่อคืนได้แลกเปลี่ยนกับ MacroArt, jittat และ sugree ผ่าน twitter (บนรถเมล์ ผ่านมือถือ) ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าควรจะต้องย้ำตรงนี้ก็คือ ไม่ใช่เรื่องทุกเรื่องที่เราจะจัดการกับมันแบบ ‘ ส่วนตัว’ ได้ (และหลายครั้งถึงทำได้ ก็ไม่ควรทำ) — ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว ความเสียหายส่วนตัว แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าจัดการกันแบบส่วนตัวได้ แต่เมื่อไรที่มันเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ ความเสียหายสาธารณะ ผมไม่คิดว่าการจัดการแบบส่วนตัวจะสามารถทำได้ (และถึงทำได้ ก็ต้องไม่ทำ)

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ถ้าเห็นว่ามีปัญหาอะไร ก็รายงานไปที่ผู้ต้องหาสิ (เอาจริงสิ ? รายงานไปที่ ผู้ต้องหา นะ) — ผมเห็นเหมือน sugree ว่าเราควรจะมีที่กลางที่เราสามารถเชื่อใจเชื่อถือได้ เพื่อที่เราจะได้รายงานไปที่ดังกล่าวได้ และกระบวนการทุกอย่างต้อง มีส่วนร่วมได้-โปร่งใส-ตรวจสอบได้ (ทำนองเดียวกับการแจ้งไปที่ Bugzilla หรือส่ง support ticket หรือติดตามพัสดุผ่านเว็บ FedEx) —
ซึ่งตอนนี้ผมเห็นว่าไม่มี — จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะวิ่งไปแจ้งสื่อมากกว่าแจ้งตำรวจ หรือถนนพังก็แจ้งทีวี เพราะแจ้งทางการมาแล้วห้าปีไม่เห็นมีใครมาทำอะไร แจ้งแล้วก็เงียบหาย แจ้งทีวีสิเร็วดี ออกอากาศปุ๊บ รุ่งขึ้นมาเลย หรือในกรณีทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นช่องทางหนึ่ง ที่เราสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ มาได้มากกว่า กว้างกว่าเดิม อย่างง่าย ๆ — ซึ่งก็มีทั้งเรื่องบอกเล่า ชื่นชม เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยนั้น คนเขียนก็อาจจะไม่ได้หวังให้ไปเอาผิดอะไรกับใครด้วยซ้ำ เพราะหลายทีที่มันไม่ได้ผิดกฎหมาย (และเพราะไม่ผิดกฎหมายจึงไปแจ้งตำรวจไม่ได้ อย่างเรื่อง SEO ตำรวจเขาคงงง ๆ มันไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว) แต่เขียนไปเพื่อแจ้งให้คนอื่นได้ทราบสิ่งที่เกิด และบอกเล่าความคิดเห็นของเขากับสิ่งเหล่านั้น ว่าเขาไม่เห็นด้วยนะ เพราะอะไร ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน และแต่ละคนก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

อินเทอร์เน็ตมีคุณค่า เพราะมันไม่ได้บรรจุแต่เพียง “ความจริง” แต่มันยังมี “บทสนทนาเพื่อแสวงหาความจริง” บรรจุรวมอยู่ด้วย (เราเรียกมันสั้น ๆ ว่า “ความคิดเห็น”)

ไม่ว่าเราจะมีระบบแจ้งเหตุที่น่าเชื่อถือแล้วหรือไม่ อินเทอร์เน็ต/มณฑลสาธารณะจะต้องเป็นที่ที่เราสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นธรรมต่อเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเสรี ถ้าสิ่งที่เราพูดนั้นมีมูล มีเหตุที่เชื่อถือได้อันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น และเราพูดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เราก็ควรจะได้รับการปกป้องทางกฎหมายด้วย (ดูกรณี ชินคอร์ป vs สุภิญญา ที่ชินคอร์ปฟ้องสุภิญญา หลังเธอให้สัมภาษณ์ถึงการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจครอบครัวของอดีตนายก ซึ่งสุดท้ายศาลอาญามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง “เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกล่าวแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นวิสัยของบุคคลและประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ได้เป็นการมุ่งประสงค์ใส่ความบริษัทให้ต้องเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่น เกลียดชังแต่อย่างใด” [ผมหวังให้พี่ไตรได้อ่านตรงนี้])

เมื่อคืนตอนที่ผมแลกเปลี่ยนกับทุก ๆ คน (อย่างทุลักทุเล จิ้ม ๆ บนมือถือ) ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเว็บใดเว็บหนึ่ง หรือกระทั่งเป็นเรื่องเจาะจงเฉพาะอินเทอร์เน็ต แต่ผมคิดถึงกรณีทั่วไปทั้งหมดเลย (คิดว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะประมาณนี้) เป็นเรื่องของสิทธิในการ(ไม่)สื่อสาร สิทธิที่จะ(ไม่)รู้ และสิทธิที่จะ(ไม่)พูด แน่นอนว่าในกรอบที่จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่(ต้องพูดแต่ไม่)พูดด้วย – แต่ย้ำว่านี่เป็นการรับผิดชอบต่อสาธารณะ

สิทธิในการสื่อสารเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ เราทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิอันนี้ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องถูกรับรองโดยกฎหมาย
เราทุกคนนั้นเมื่อเกิดมาก็ดู ก็ฟัง ก็พูดได้เหมือนกันหมด การกระทำใด ๆ ที่จะทำให้เราดูไม่ได้ ฟังไม่ได้ พูดไม่ได้ (เช่น ดูไม่ได้เพราะเขาเห็นว่าเราโง่เกินไปที่จะดูพระเล่นกีต้าร์ หรือพูดไม่ได้เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือกลัวว่าจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท) ย่อมเป็นการริดรอนสิทธิโดยธรรมชาติของเราอันนี้ทั้งสิ้น

คุณ MacroArt สนใจประเด็น code of conduct จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์/สื่อพลเมือง จึงขอเสนอลิงก์ด้านล่างอีกรอบครับ

(เมื่อวาน tweet หลายเรื่องมาก เช่น เรื่องหลักฐาน การทำลายหลักฐาน ความเสียหายที่เกิดต่อสาธารณะแล้ว ฯลฯ ยังไงไปกดหาใน twitter นะครับ ปวดฉี่ ไปแล้ว อยู่ร้านเน็ต หวัดดีครับ)

technorati tags:
,
,
,
,
,
,
,

Bloggers’ Code of Conduct (3)

CyberJournalist.net นำ จรรยาบรรณของสมาคมผู้สื่อข่าวสหรัฐ มาปรับ
เป็น จรรยาบรรณบล็อกเกอร์

ซึ่งอันนี้จะเน้นที่ตัวเนื้อหามากกว่าที่ทิมเสนอ (อันนั้นจะเน้นที่ความเห็น)

เน้น 3 หลัก

Be Honest and Fair – ซื่อตรง เท่าเทียม
ซื่อตรง จริงใจ ยุติธรรมและเท่าเทียม ในการเสาะหา รายงาน และตีความข้อมูล

Minimize Harm – ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
ปฏิบัติตัวต่อแหล่งข่าว และบุคคลในข่าว ในฐานะมนุษย์ ซึ่งสมควรได้รับความเคารพ

Be Accountable – อธิบายได้ โปร่งใส รับผิดได้
ไม่ลำเอียง เปิดเผยอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ จุดประสงค์และนโยบายของเว็บ ผลประโยชน์ทับซ้อน วาระส่วนตัว ความชื่นชอบส่วนตัว

ผมว่าก็ชัดดี
ดูรายละเอียดที่ A Bloggers’ Code of Ethics


เรื่องในชุดนี้: Bloggers’ Code of Conduct: (1) (2) (3)

ขอเชิญทุกคนที่สนใจ คุยเรื่องนี้ต่อที่ เมลกลุ่ม YouFest — hunt กับ mk ตอบกลับมาแล้ว

technorati tags:
,
,

Bloggers’ Code of Conduct (2)

จรรยาบรรณสื่อใหม่ ที่ตอบโต้ได้

iTeau เปิดประด็นเอาไว้-นานแล้ว

อันนี้คือสิ่งที่ Tim O’Reilly เสนอ
ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับ “บล็อกเกอร์” เป็นหลัก ไม่ได้หมายถึง “ผู้สื่อข่าวพลเมือง” โดยตรง
เอามาให้ดูเป็นไอเดีย ให้ต่อประเด็นได้ (ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด และเห็นด้วยกับ Cory Doctorow พูดไว้ว่า จรรยาบรรณชุดนี้ “แลกเสรีภาพกับความสุภาพ”)

  1. รับผิดชอบ ไม่เพียงแค่สิ่งที่คุณพูด แต่รวมถึงความเห็นที่คุณอนุญาตให้แสดงบนบล็อกของคุณ
  2. บอกระดับความอดกลั้นของคุณต่อความเห็นหยาบคาย
  3. พิจารณานำความเห็นนิรนาม*ออกไป
    (* นิรนามในที่นี้ หมายถึงตามไม่ได้ว่าเป็นใคร – แต่ยังสามารถปกปิดตัวตนได้ – เช่นให้อีเมลจริงกับเจ้าของบล็อก แต่ไม่แสดงชื่อ/อีเมลแก่คนอ่านคนอื่น)
  4. เพิกเฉยต่อความเห็นที่จงใจก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
  5. คุยกันออฟไลน์ คุยกันโดยตรง หรือหาคนกลางที่จะทำอย่างนั้นได้
  6. ถ้าคุณรู้จักใครที่ทำตัวไม่ดี บอกเขา
  7. ถ้าคุณไม่พูดสิ่งไหนต่อหน้าคนอื่น อย่าพูดสิ่งนั้นออนไลน์

อ่านดูแล้ว ก็จะพบว่าเกือบทั้งหมด จะเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่นำเสนอออนไลน์
(ถ้าพูดถึงกรณีข่าว ก็จะไม่ได้เกี่ยวกับ “ตัวข่าว” โดยตรง แต่เกี่ยวกับ “ความเห็นท้ายข่าว”)

ตรงนี้ดู ๆ ไป ในตอนแรกผมคิดว่า ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับ “จรรยาบรรณสื่อ”
แต่ดูอีกที การมองแบบนั้น เพราะเราไปดูจรรยาบรรณสื่อของสื่อเก่า-ที่มันตอบโต้ไม่ได้รึเปล่า?

“จรรยาบรรณสื่อพลเมือง” ควรจะโยงไปถึง “จรรยาบรรณสื่อใหม่” ไหม?
สื่อใหม่ ที่ผู้สื่อข่าวพลเมืองใช้ มันตอบโต้ได้นะ“
งั้นในจรรยาบรรณนอกจากจะพูดถึง “การพูด” แล้วยังต้องพูดถึง “การฟัง” (ซึ่งก็คือการพูดของคนอื่น) ด้วยไหม?


เรื่องในชุดนี้: Bloggers’ Code of Conduct: (1) (2) (3)

ขอเชิญทุกคนที่สนใจ คุยเรื่องนี้ต่อที่ เมลกลุ่ม YouFest — hunt กับ mk ตอบกลับมาแล้ว

technorati tags:
,
,

Bloggers’ Code of Conduct

ในอีเมลกลุ่มพลวัต กำลังถกกันเรื่อง “สื่อพลเมือง” และคิด ๆ กันว่า น่าจะมีเรื่องจรรยาบรรณสื่อพลเมืองด้วย
ตอนนี้ก็ดู จรรยาบรรณบล็อกเกอร์ เทียบเคียงไปก่อน

จดกันลืม (แต่เดี๋ยวก็จะลืมว่าเคยจดอยู่ดี)

คิดว่าเรื่องไหนสำคัญบ้าง ที่จะทำให้สิ่งที่เขียนบนบล็อก หรือ รายงานทางอินเทอร์เน็ต/เว็บไซต์ มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงรับผิดชอบต่อผู้อ่าน


เรื่องในชุดนี้: Bloggers’ Code of Conduct: (1) (2) (3)

ดูเพิ่มเติมเรื่อง “สื่อพลเมือง” ที่
“We Media” สื่อเรา เราสื่อเองได้
(ในนั้นมีลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ ด้วย ทั้งของ คนชายขอบ, mk, และคนอื่น ๆ – ปรับปรุง 27 ส.ค. 2550)

ขอเชิญทุกคนที่สนใจ คุยเรื่องนี้ต่อที่ เมลกลุ่ม YouFest — hunt กับ mk ตอบกลับมาแล้ว

technorati tags:
,
,

Blogger Ethics ?

จรรยาบรรณและมารยาทของการเขียนบล๊อก
นำเสนอ จรรยาบรรณ+มารยาท ของบล็อกเกอร์ในมุมมองต่าง ๆ ทั้งจากสายวิชาการ สายนักข่าว กรณีบล็อกเกอร์เมืองไทย เมืองนอก

tags: , , ,

แรงดึงดูด

วิธีนึงที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดี กับผู้คนที่เราพึงใจ และอยากคบหากันไปนานๆ ก็คือ การรักษาระยะห่าง

ทำตัวสนิทกันมากๆ บางทีมันก็สนุก ดูจริงใจ แต่บางทีเยอะๆ มันก็อึดอัด ทุกคนต้องการความเป็นส่วนตัว และมีโลกอีกหลายใบที่เค้าต้องไปอยู่ ทั้งโลกส่วนตัวของเค้าเอง โลกของที่บ้าน โลกของเพื่อนที่โรงเรียน โลกของเพื่อนที่ทำงาน เราตามเค้าไปทุกโลกไม่ได้ ไม่ต้องทำ และไม่มีใครต้องการ

แต่ละโลกมีแรงดึงดูดไม่เท่ากัน ระยะห่างที่พอดีระหว่างวัตถุก็ไม่เท่าตาม แต่ละโลกประกอบด้วยธาตุไม่เหมือนกัน คุณสมบัติของวัตถุก็แตกต่าง

การคบเพื่อนในที่ทำงาน ระยะห่างจึงไม่เหมือนกับคบเพื่อนที่ไล่เตะกันมาแต่เด็ก รวมทั้งเรื่องที่จะคุยแล้วจะเกิดปฏิกริยากันได้ ก็เป็นหัวข้อที่ไม่เหมือนกัน

เรื่องบางอย่างพูดได้กับคนไม่กี่คน และไม่ใช่ทุกเรื่องที่เพื่อนเล่าให้เราฟัง ต้องการคำตอบ .. เค้าแค่ต้องการปลดปล่อยพลังงานออกจากระบบ ไม่ให้ภายในตัวเค้าต้องวุ่นวายมากเท่านั้น — เราไม่ต้องป้อนพลังงานกลับ

อยู่ในจักรวาลออนไลน์ ใหญ่เหลือเกิน รวมโลกของใครต่อใครเอาไว้เต็มไปหมด แถมกองทัพอุกกาบาตที่ผ่านมาเป็นพักๆ อีก (มาจากไหนไม่รู้ แต่เวลาเถียงกันยาวๆ อย่างใน pantip.com นี่ชอบเห็นมีชื่อแปลกๆ โผล่มาแจมเรื่อย) ถ้าไม่รักษาระยะห่างเอาไว้หน่อย ก็ตูมกันได้ง่ายๆ

เรื่องเทคนิค และเรื่องที่คนอื่นอ่านไม่รู้เรื่อง ไกลตัว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ผมบล็อกเยอะสุด 😛

โอ้ น้ำ มาหลงคารมอะไรกับปลารูปหล่อ…