Thailand Punkcore

Thailand Punkcore
punk scene ส่วนหนึ่งในเมืองไทย, Oi!Merry แนะนำมาทางเอ็ม

มีเพื่อนคนนึงที่เบอร์ลิน ชื่อ “แฮ็ค” ประกาศตัวชัดเจนด้วยเสียงอันดังว่า เป็นพังค์ (พังค์ที่ตาตี่ที่สุดในโลก)
วัยรุ่นยุโรปดูจะเป็นพังค์กันเยอะ ดูน่ากลัวในทีแรก แต่ส่วนใหญ่พวกเขารักสันตินะ – peace punk

เป็นพังค์ ไม่จำเป็นต้องเป็นอนาธิปัตย์ (anarchist)
เป็นอนาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นพังค์
แต่สองสิ่งนี้ ก็มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง และมีอิทธิพลต่อกันและกัน

เพราะ พังค์ ไม่ได้เป็นแค่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือ พังค์ร็อก นี่นา
ในบทเพลง หากเราไม่ได้ยินเรื่องราว มันก็คงเป็นเพียงเสียงหนวกหูเท่านั้น

Anarcho-punk (อนาธิป-พังค์ ? :P)

ที่ ประชาไท มีเรื่อง Anarcho-Punk ให้อ่านกัน (พร้อมแนะนำอัลบั้มของวง Anti-Flag, อ่ะฮ่า นสพ.ออนไลน์ฉบับนี้มีแนะนำเพลงด้วยนะ!!)
(via สถาบันต้นกล้า)

“ มาถึง Anarcho-punk (อะนาร์โค-พังค์) กันเลยดีกว่า คงไม่ต้องอธิบายไปมากกว่านี้ครับว่า แนวดนตรีของกลุ่มนี้คือกลุ่ม Punk ที่สร้างงานดนตรีโดยเสนอเนื้อหาเชิง อนาธิปไตย ซึ่งจริง ๆ แนว Punk ก็เป็นแนวที่ต่อต้านระบอบแบบแผน และต่อต้านสังคมอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว เนื้อหาที่พูดถึง Anarchy นั้นมาจากงาน Single ชุด “Anarchy in the U.K.” ของ วงพังค์ยุคต้น ๆอย่าง Sex Pistol ที่เนื้อหาออกแนวทำลายล้างแบบทีเล่นทีจริง โดยวง Sex Pistol เองก็ยังไม่ได้จัดว่าเป็นวงแนวAnarcho-Punk วงที่น่าจะจัดว่าเป็นแนวนี้วงแรกคือ Crass อันมีป้ายฉลากเพิ่มเติมว่าเป็น anarcho-pacifism หรือ เหล่าอนาธิปปัตย์ผู้รักสันติ เท่าที่ผมได้ฟังมารู้สึกว่าเป็นวงที่เน้นเนื้อหา ส่วนงานดนตรีจะตรงไปตรงมามาก (และแน่นอนใช้ Chord น้อย เมโลดี้เรียบ ๆ ในแบบพังค์) Peter Rimbaud ผู้ก่อตั้งวง Crass ร่วมกับ Steve Ignorant ยังบอกอีกว่า วงพังค์อย่าง Sex Pistols, The Clash, The Damned เป็นแค่หุ่นเชิดของวงการธุรกิจดนตรี ”

เราโยกหัวได้ เพราะเรามีหัวให้โยก

technorati tags:
,
,

Infoshops in Thailand ?

เมืองไทยมี infoshop ที่ไหนมั่ง ?

ประชาไทเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอินโฟชอปแห่งหนึ่งในบัลติมอร์:
Red Emma’s Bookstore Coffeehouse
(บล็อกถึงเมื่อปีที่แล้ว)

“อินโฟชอป” นี่ ภาษาไทยเรียกว่าอะไรดี ?
… “ร้านเล่า” ได้มะ ? … มีคนใช้แล้วดิ – -“
ร้านข้อมูล ไม่อ่ะ ร้านสาร ร้านข่าว … แงวว

เดี๋ยวนะ งี้ อินโฟชอป ขาย โค้ก ได้ป่ะ ? 😛

technorati tags:

Red Emma’s – collective’s infoshop

หนังสือ กาแฟ และอนาธิปไตย … ใน Red Emma’s Bookstore Coffeehouse โดย วิทยากร บุญเรือง

เมื่อปี ค.ศ. 2005 ที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยจอห์นสฮอปกินส์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้โหวตให้ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเป็นร้านยอดเยี่ยมในใจของพวกเขา
แน่นอนว่าร้านแห่งนั้นต้องมีอะไรที่โดดเด่นกว่าร้านกาแฟทั่วไป

ร้านแห่งนั้นคือร้าน Red Emma’s Bookstore Coffeehouse ซึ่งมีความเป็นร้านหนังสือ ร้านกาแฟ และแหล่งหาความรู้ทางการเมือง ที่คุณก็มิอาจจะสามารถไปเสาะหาได้ในร้านสตาร์บัคส์ 😉

ที่สำคัญร้านแห่งนี้ยังจัดการบริหารแบบ worker ownership ซึ่งทุกคนที่ทำงานในร้านเป็นเจ้าของร้าน และมีส่วนร่วมกันอย่างเท่าเทียม

ร้าน Red Emma’s Bookstore Coffeehouse เป็นสถานที่ที่เรียกว่า ‘infoshop’ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของเหล่านักอนาธิปไตย ที่ใช้เป็นจุดนัดพบแลกเปลี่ยน และพักผ่อน

จุดเด่นของ infoshop คือมีบริการกาแฟ อาหาร รวมถึงหนังสือแนวอนาธิปไตย (ซึ่งจะขาดไม่ได้เลย) และงานศิลปะอื่น ๆ สำหรับใช้เป็นห้องเรียนของเหล่านักเคลื่อนไหวแนวอนาธิปไตย — เพราะนอกจากที่จะมีการพบปะพูดคุยกันธรรมดาพร้อมด้วยหนังสือ งานศิลป์ กาแฟ และอาหารแล้ว ใน infoshop ส่วนใหญ่มักที่จะมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ (work shop) หรือจัดนิทรรศการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง และวิธีการเคลื่อนไหวแบบอนาธิปไตยอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้นในร้าน Red Emma’s Bookstore Coffeehouse คุณจึงจะพบเห็นทุกอย่างดังที่กล่าวไป รวมถึงสินค้าที่มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ (ว่าอยู่ในสหรัฐอเมริกา ใจกลางโลกทุนนิยม!)

น่าไปเยี่ยมนะ

วันนี้เพิ่งไป ร้านหนังสือเดินทาง มา ตรงผ่านฟ้า ชอบ

tags:
|
|
|
|

DIY against the state

จาก ประชาไท:


เมื่อวันที่ 26 – 30 กรกฏาคมที่ผ่านมา กลุ่มอนาธิปัตย์ (anarchists) และนักเคลื่อนไหวทางสังคมกลุ่มต่าง ๆ ร่วมกันจัดกิจกรรม ‘งานสังสรรค์ระดับจักรวาลของคนติดดิน’ (an intergalactic festival of squatters*) ที่เมือง Freiburg ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี
(*squatters : กลุ่มคนที่ชอบบุกเข้าไปยึดพื้นที่รกร้างว่างเปล่าของรัฐ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในแบบฉบับของพวกเขาเอง ซึ่งโดยส่วนมากในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเป็นนักอนาธิปัตย์ที่ท้าทายอำนาจรัฐทุนนิยม , ส่วนในประเทศด้อยพัฒนามักจะเป็นกลุ่มเกษตรกรไร้ที่ทำกิน)

‘DIY against the state festival’ เป็นกิจกรรมที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ได้มาพบปะร่วมวงแลกเปลี่ยนและลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ในแนวทางอนาธิปไตย (anarchism) อาทิเช่น การใช้ชีวิตโดยปฏิเสธอำนาจรัฐ (autonomous living), การต่อต้านระบบทุนนิยม, การต่อต่าน – ขัดขืนอำนาจนิยม, การละเล่น – สังสรรค์ทางศิลปะและดนตรีต่างๆ, รวมถึงการฝึกหัดใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองบนสังคมทุนนิยม

… (อ่านต่อ)


ปีหน้าเขาก็จะจัดกันอีก เวลาเดิม ตั้งตารอได้ 😛

ชื่อเมือง Freiburg, ภาษาเยอรมัน Frei แปลว่า อิสระ (ส่วน burg แปลว่า ปราสาท) ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือบังเอิญ ที่ไปจัดที่เมืองนี้


Do it yourself : ใช้ชีวิตด้วยตัวเราเอง [จากบทความเดียวกัน (ด้านล่าง)]

วัฒนธรรมแบบ DIY (Do it yourself) ถือว่าเป็น ‘กิจกรรมทางการเมืองของคนรากหญ้า’ (grassroots political activism) โดยรูปธรรมในการเคลื่อนไหวแบบจริง ๆ จัง ๆ เริ่มต้นที่สหราชอาณาจักรในยุค 90’s ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงแบบ Direct action, การปิดถนนในเมืองด้วยวิธีแปลก ๆ, การจัดงานเทศกาลของคนรากหญ้าเพื่อประชดประชันชีวิตในระบบทุนนิยม ซึ่งมีพัฒนาการมาจากยุคแสวงหาหรือบุปผาชนในอดีต (ในยุค 60’s)

แต่ในปี ค.ศ. 1994 ฝ่ายปกครอง-นายทุน ของสหราชอาณาจักร พยายามที่จะยับยั้งพัฒนาการทางการเมืองของกลุ่ม DIY โดยออกกฎหมาย ‘Criminal Justice and Public Order Act 1994’ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนบนท้องถนน

วัฒนธรรมแบบ DIY มีแนวทางเคลื่อนไหวที่หลากหลาย เช่น พยายามปฏิเสธการใช้ชีวิตโดยพึ่งพิงกับระบบผลิตแบบ mass ของทุนนิยม, ต่อต้านการค้าแบบผูกขาด, ประยุกต์และใช้เทคโนโลยีทางเลือกเพื่อตอบสนองในชุมชนด้วยราคาที่ถูกที่สุดหรือบางครั้งให้ฟรี (จุดเริ่มของการผลิต ‘ไบโอดีเซล’ ก็เริ่มมาจากการเคลื่อนไหวของ DIY นี้เช่นกัน), การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง, การไหวเพื่อสิทธิสัตว์, กลุ่มอนุรักษ์นิเวศวิทยา (Green) เป็นต้น

แต่นักวิจารณ์บางส่วนกลับวิจารณ์การเคลื่อนไหวของ DIY ว่ามีการพัฒนามาจากแนวทางเสรีนิยมสุดโต่งเกินไป (laissez-faire or libertarianism) ซึ่งข้อกล่าวหานี้ก็มาจากฝ่ายซ้ายยุคโบราณ ที่ขาดวิธีการและแนวทางเสนอให้การเคลื่อนไหวภาคประชาชน ‘มีสีสันที่หลากหลาย’


tags:
|
|
|
|
|

Anarchism Reader

เรื่องเกี่ยวกับ อนาธิปไตย / การปฏิเสธการถูกควบคุม

tags:
|
|

Let’s kick Racism out of Football

ขอเจาะเรื่องนี้ต่อ เกี่ยวกับ การเหยียดชาติพันธุ์ (racism) ในเกมฟุตบอล

หลังจากที่อ่านตัวบทความ รายงานพิเศษ เรื่องราวที่มิอาจมองข้าม การเหยียด ‘สีผิว-ชาติพันธุ์’ (racism) ในเกมฟุตบอล + ความเห็นต่าง ๆ ผมก็ลอง ๆ หาข้อมูลต่อหน่อยนึง

จากเว็บ Kick It Out เค้าบอกว่า แฟน ๆ ฟุตบอลที่มีปัญหาเรื่องการเหยียดผิว เหยียดชาติพันธุ์มากที่สุดในยุโรปก็คือ สโมสร Lazio กับ Verona ในอิตาลี,
Paris Saint-Germain ในฝรั่งเศส และ Real Madrid กับ Real Zaragoza ในสเปน ก็ตรงกับที่พูดถึงในบทความที่ประชาไท (ดูรายละเอียด และกรณีที่เกิดต่าง ๆ ได้ในตัวบทความนั้น)

จากความเห็นของคุณภัควดี (อยู่ท้าย ๆ เลย) พูดถึงมาเตรัซซี:

เมื่อปีก่อนหรือ 2-3 ปีก่อน อินเตอร์มิลานแข่งกับทีมเมสซินา ในทีมเมสซินามีนักเตะผิวดำคนหนึ่ง (จำไม่ได้ว่าชาติอะไร) กองเชียร์ของอินเตอร์ทำเสียงลิงล้อเลียนนักเตะผิวดำคนนี้ เขาก็เลยถือลูกบอลเดินออกจากสนาม (คงทำนองวอล์คเอาท์) นักเตะของอินเตอร์มิลานสนับสนุนการประท้วงของนักเตะผิวดำ (ก็มีกัปตันชื่อซาเน็ตตินี่) มีนักเตะอินเตอร์คนเดียวที่ไปตะโกนใส่นักเตะผิวดำทำนองว่า “แกทำอย่างนี้ อยากดังนักหรือไง?” คน ๆ นี้คือมาเตรัซซี

อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ก็เลยลองกูเกิลคำว่า

messina racism
ก็พบข่าวที่ BBC News

Zoro suffers more racist abuse (27 พ.ย. 2548)
เนื้อข่าวก็คือว่า Marco Zoro ดาวเตะชาวไอเวอรี่โคสต์ของเมสซินา ถูกแฟน ๆ อินเตอร์ตะโกนเสียงลิงใส่ เมื่อคราวที่เมสซินาไปเยือนอินเตอร์ ในเกมกัลโช่ซีเรียอา
โดยก่อนหน้านี้ในนัดเปิดสนามของฤดูกาล Zoro ก็โดนแฟนลาซิโอเหยียดผิวมาเหมือนกัน

โอเค คราวนี้รู้ละ ว่านักเตะผิวสีรายนั้น คือ Marc Zoro, แล้วเรื่องมาเตรัซซีล่ะ ?
ลองหาต่อด้วยคำว่า “materassi messina racism
ได้อันนี้มา:

A Racist Slur at the World Cup?,
by Dave Zirin. Posted July 11, 2006

Earlier this season in a match that pitted Messina against Inter in Sicily, Messina’s star African player Marc Zoro famously picked up the ball and walked off the pitch in protest of the monkey chants rained upon him by Inter supporters. In a stirring act of solidarity, many of the Inter players immediately showed support for Zoro’s actions. But one opponent yelled, “Stop that, Zoro, you’re just trying to make a name for yourself.” That opponent’s name was Marco Materazzi.

เพื่อให้น่าเชื่อถือขึ้น(หน่อย) เราก็ไม่ควรจะอ้างอิงแหล่งเดียว เลยตามลิงก์ในหน้าพูดคุยของวิกิพีเดีย (กดเข้าดูประวัติแกหน่อย อะโห ไม่ธรรมดา สมัยเล่นกับ Everton เจอไล่ออกไป 3 ครั้ง จาก 27 เกม) ก็ไปเจอย่อยข่าว ที่ Guardian
I Denounce You Anti-Christ; and Monkey Chants (28 พ.ย. 2548)
ตรงส่วน “BLACK AND WHITE AND NOT ALL OVER” เค้าว่า:

[…] Other Inter players expressed their support, however. Adriano and Obafemi Martins comforted Zoro and persuaded him to return to the pitch so the match could finish, while Luis Figo and Juan Veron apologised on behalf of the club. Indeed, even club kingpin Massimo Moratti today praised Zoro as “an intelligent man who acted in a brave and intelligent way”. But not everyone at Inter was impressed: “[Centre-back and Everton legend Marco] Materazzi shouted ‘stop that, Zoro, you’re just trying to make a name for yourself’,” revealed Zoro. “I didn’t even argue with him, I’ve no intention of lowering myself to that level.”

เป็นอันว่าตรงกัน (แต่คุณ Dave Zirin อาจจะยกมาจาก Guardian ก็ได้)

ชื่อก็ Marco เหมือนกัน ไม่น่าเลย

มารวมกับกรณีซีดานเข้าไปอีก เออ ท่าจะแย่ (ซีดานน่ะผิดชัดเจน ทำร้ายร่างกายผู้เล่นอื่น แล้วก็สมควรจะโดนใบแดง แต่อีกฝ่ายนี่ยังไม่โดนตัดสิน)

หรือนี่จะเป็นเหตุที่เราไม่ค่อยชอบบอลอิตาลี (นอกเหนือจากตัวเกมที่ไม่ลื่นเอาซะเลย เกมหยุดตลอดเวลา เดี๋ยวฟาวล์ เดี๋ยวพุ่ง ว้อย) ?

เอาน่ะ เค้าได้ถ้วยไปแล้ว (ส่วน “ชนะ” รึเปล่านั้น ก็แล้วแค่คนจะมอง)


ว่าแล้วก็ขอแถมด้วยเรื่องขอแฟนบอลซังเพาลี (FC St. Pauli) ในเยอรมนีหน่อย ด้วยความประทับใจในลักษณะของแฟนบอล (เคยไปอยู่ในกลุ่มแฟนบอลเค้ามาครั้งนึง) และแนวความคิดของพวกเขา

สโมสรซังเพาลี ในฮัมบวร์ก เป็นสโมสรแรกในเยอรมนี ที่สั่งแบนกิจกรรม/การแสดงออกของฝ่ายขวา/ชาตินิยมในสนาม แฟนบอลส่วนใหญ่ของสโมสรถือว่าตัวเองเป็นพวก ต่อต้านการเหยียดชาติพันธุ์ (anti-racism) ต่อต้านฟาสซิสต์ (anti-fascism) และ ต่อต้านการเหยียดเพศ (anti-sexism)
ซึ่งทำให้แฟนบอลซังเพาลีมีปัญหาบ่อย ๆ กับพวก นีโอนาซี และพวกฮูลิแกน

ภาพลักษณ์ของแฟนบอลซังเพาลีในสายตาคนภายนอก คือพวกพังค์ ซึ่งในความคิดคนไทยทั่วไปนั้น อาจจะไม่น่าคบหาเท่าไรนัก (ซึ่งผมเองก็เคยกลัวในตอนแรก) โดยคิดว่าพวกพังค์คือ พวกแต่งตัวตามนักร้องพังค์ร็อก ใส่เสื้อหนัง เจาะหู เจาะจมูก ผมตั้ง ๆ แหลม ๆ ย้อมสีผมแรง ๆ … ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง เพราะนั่นคือการแต่งตัวของวัฒนธรรมย่อยพังค์ (Punk subculture)
แต่นอกจากการแต่งกายแล้ว (ซึ่งก็ไม่จำเป็นว่า พังค์ทุกคน ต้องแต่งตัวแบบพังค์) ยังมีสิ่งที่เรียกว่า มโนคติพังค์ (Punk ideology) ซึ่งจะสนใจเกี่ยวกับสิทธิตามธรรมชาติของปัจเจก ที่จะมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ และ ข้อดีของการสนับสนุนและใช้ชีวิตอย่างมีข้อจำกัดที่น้อยลง
ซึ่งจะเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง ปัจเจกนิยม (individualism), ต่อต้านเผด็จการ (anti-authoritarian), สนับสนุนลัทธิอนาธิปไตยทางการเมือง (political anarchism แต่อาจจะไม่จำเป็น), ความคิดเสรี, จริยธรรม ฯลฯ

เมื่อครั้งที่เยอรมนีทำพิธีระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปีที่แล้ว (2548) ที่เบอร์ลิน
กลุ่มนีโอนาซีได้เดินขบวนมุ่งหน้ามายังบริเวณจัดงาน
ก็เป็นกลุ่มพังค์พวกนี้ ที่เข้ามาขวางการเดินขบวน ด้วยการลงไปนั่ง ๆ นอน ๆ ปิดถนน ร้องรำทำเพลง วาดรูปบนถนน ขวางไม่ให้พวกนีโอนาซีเดินไปซะงั้น ทำให้พวกนีโอนาซีไม่สามารถเข้าไปถึงบริเวณงานได้
เป็นการหยุดขบวนโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

… เริ่มด้วยซังเพาลี แล้วมาจบที่พังค์ได้ไง ? 😛


รวมลิงก์ ฟุตบอลและการเหยียดชาติพันธุ์:


บทความ “ฟุตบอลนอกสนาม” อื่น ๆ

tags: , , , , , , ,