การสืบย้อนคนที่เคยใกล้กัน ที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ในบริบท #COVID19

เขียนไว้ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ชวนคุยเรื่องแอปติดตามผู้เคยอยู่ใกล้ผู้เป็นโรคที่อาจติดต่อได้ (contact tracing) กับความอธิบายได้ทางนโยบาย การเลือกปฏิบัติ และผลกระทบที่อาจอยู่กับเราไปนานกว่าอายุของวิกฤต?

TraceTogether ของสิงคโปร์

ทางสิงคโปร์ที่เราพอได้ยินจากข่าวมาบ้าง วันนี้มีโปรโตคอลกับตัวซอร์สโค้ดออกมาแล้ว

  • BlueTrace เป็นโปรโตคอล ที่เขาใช้คำว่า “privacy-preserving cross-border contact tracing”
  • OpenTrace เป็นแอปที่ใช้ BlueTrace (open source reference implementation)
  • TraceTogether เป็น OpenTrace ที่ปรับแต่งเพื่อใช้ในสิงคโปร์

ทาง GovTech หน่วยงานด้านเทคโนโลยีรัฐบาลของสิงคโปร์ เล่าเรื่องของ OpenTrace ไว้ที่ 6 things about OpenTrace

ไอเดียรวมๆ คือใช้บลูทูธเพื่อเก็บข้อมูลว่า เราเคยไปอยู่ใกล้ใครบ้าง (มือถือของเราเคยไปอยู่ใกล้ใครมือถือเครื่องไหนบ้าง) คือมองว่าต้องการติดตามการติดต่อที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างคนสู่คนโดยตรง ดังนั้นสิ่งที่สนใจ คือการอยู่ใกล้ชิดของคน ไม่สนใจว่าคนนั้นจะไปอยู่ที่ไหน — คือเก็บเฉพาะ who ไม่เก็บ where

เท่าที่ดูในข่าว Channel News Asia เป็นการเปิดให้ใช้ตามความสมัครใจ ไม่บังคับ แต่ก็เชิญชวน

ThaiAlert (รอประกาศชื่อจริง)

ส่วนนี่เป็นแอปโดยกลุ่ม Code for Public ใน GitHub ใช้ชื่อว่า “contact-tracer”

ไอเดียคล้ายกันในส่วนการใช้บลูทูธ แต่เพิ่มเติมการเก็บตำแหน่งที่ตั้งจาก GPS มาด้วย — ก็คือเก็บทั้ง who และ where

NuuNeoi อธิบายแนวคิดไว้ในบล็อกของเขา (ภาษาไทย – เป็นคนไทย)

คุณลิ่วไปทักเรื่องการเปิดเผย user id ระหว่าง broadcast ใครสนใจตามต่อได้ในเฟซบุ๊กของ NuuNeoi

เข้าใจว่าวันศุกร์ที่ 10 เมษายนนี้ จะมีการประกาศใช้แอปจากกลุ่ม Code for Public นี้ในประเทศไทย (มี DEPA และ DGA ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมสนับสนุน)

ระบบอื่นๆ

ตอนนี้ก็มีระบบอื่นที่เสนอกันมาเยอะ เช่น

  • WeTrace เป็นแบบทำนอง TraceTogether จากสวิตเซอร์แลนด์
  • Decentralized Privacy-Preserving Proximity Tracing (DP-3T) จาก EPFL+ทีม
  • Pan-European Privacy-Preserving Proximity Tracing (PEPP-PT) ที่เป็นโครงการระดมสมองออกแบบในทวีปยุโรป
  • หรือวิธีการเก็บตำแหน่งไว้ในเครื่องโดยมีกลไกป้องกันของ MIT Private Kit (ในนั้นมี whitepaper ชื่อ Apps Gone Rogue: Maintaining Personal Privacy in an Epidemic ด้วย ถ้าสนใจลองดูได้)

ระบบเหล่านี้อาจมีแนวคิดในการออกแบบต่างกัน บางระบบรวมศูนย์ (centralized) บางระบบกระจาย (decentralized) บางอันเก็บแค่ ใคร (who) บางอันเก็บ ที่ไหน (where) ด้วย แต่รวมๆ ก็พยายามบันทึกข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะใช้ติดตามผู้ที่เคยอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อได้ ตามที่ผู้ออกแบบเห็นว่าเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ที่จะเข้าไปดูแล

สิ่งที่น่าห่วงกว่าเรื่องเทคนิค — การเลือกปฏิบัติ?

แม้ในทางเทคนิค กว่าจะแปลงจากจากอัลกอริทึมสู่แอปที่รันจริงในมือถือเรา มันก็มีเรื่องต้องระวังกันในแต่ละขั้นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด (ในบริบทของแอปที่จะยิ่งคนใช้เยอะยิ่งมีประโยชน์เยอะ คนใช้น้อยก็ยังมีประโยชน์อยู่แต่ก็น้อยลงไป) อาจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่า รัฐจะใช้วิธีอะไรให้คนมาใช้แอป หรือรู้ข้อมูลแล้วจะทำอย่างไรต่อ รู้แล้วจะมีมาตรการทางสาธารณสุข-สังคม-กฎหมาย อะไรตามมา

ตัวอย่าง:

หากกำหนดว่าใครไม่ลงแอปก็จะไม่รับรักษา หรือจัดลำดับการรักษาไว้ท้ายๆ หรือใช้ข้อมูลที่ได้มาในการจำกัดสิทธิอื่น

เช่น ไม่ให้ใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคม จะรักษาต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด ไม่ให้เข้าถึงบริการสาธารณะ ไม่ให้ใช้ขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ติดต่อราชการ ไม่ให้เข้าร้านค้า (รัฐจะไปบังคับให้ร้านค้าต้องมีมาตรการนี้อีกที) ตัดสิทธิ์การเข้าถึงเน็ต (ซึ่งในบริบทการที่ต้องอยู่บ้านไปไหนไม่ได้สะดวก ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไปจำกัดความสามารถในการทำงานหารายได้ การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อของกินของใช้ การศึกษา การติดต่อกับญาติ และการเข้าถึงข่าวสาร คนตอนนี้คนพึ่งเน็ตมากกว่าปกติ)

เหล่านี้เป็นเรื่องทำได้หรือไม่ เพราะอะไร จะเป็นการขัดต่อสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลหรือไม่ (คือต่อให้ไม่มีข้อมูลว่าเคยไปอยู่กับใคร แต่ถ้ามีอาการเข้าข่าย ก็ควรได้รับการรักษาหรือไม่?)

ตรงนี้นอกจากเรื่องสิทธิพลเมืองแล้ว ในแง่จริยธรรมทางการแพทย์ก็ต้องตอบให้ได้ชัดเจนด้วย

(อันนี้ยังไม่นับเรื่องความเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟน การเข้าถึงโครงข่าย ฯลฯ)

วันศุกร์ที่ 10 เมษานี้ ถ้าจะมีการประกาศใช้แอปจริง รายละเอียดที่น่าติดตามคือ จะใช้อะไรในการ “บังคับ” หรือ “จูงใจ” คนให้ติดตั้งแอป และถ้าไม่มีแอป ไม่มีข้อมูล ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร จะเก็บอะไรขึ้นกับบุคคลนั้น

หน้าที่ในการอธิบายของผู้ใช้อำนาจ

ไม่ว่าจะเลือกใช้มาตรการทางเทคโนโลยี ทางกฎหมาย และทางสาธารณสุขอะไรก็ตาม หน้าที่ในการอธิบายตัวนโยบายและตัวการออกแบบทางเทคนิคต่างๆ ให้คนทั่วไปที่จะได้รับประโยชน์และผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวได้เข้าใจอย่างชัดเจน เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือก

อย่างของ BlueTrace มีอธิบายข้อพิจารณาทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบตัวโปรโตคอลทางเทคนิคที่นี่ https://bluetrace.io/policy/

หากมีหน่วยงานใดก็ตามในไทย ประกาศจะทำ contact tracing ทำนองนี้สำหรับโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็น #COVID19 หรือโรคใดก็ตาม เราก็คาดหวังคำอธิบายอะไรทำนองนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่าการตัดสินใจใช้มาตรการต่างๆ นี้จะทำให้เกิดอะไร มีประโยชน์อะไร จะเอาอะไรไปแลกให้ได้ประโยชน์นั้นมา การเอาสิ่งนั้นไปแลก อาจมีผลกระทบอะไร ป้องกันความเสียหายยังไง เยียวยายังไง คือไม่ใช่ว่าค้านไม่ให้ทำไปเสียหมด ถ้าสมเหตุสมผล อธิบายได้หมด เราในฐานะประชาชนก็ควรสนับสนุน และจริงๆ การตั้งคำถามเหล่านี้ ก็คือการสนับสนุนทางหนึ่ง เป็นการสนับสนุนให้ทำอย่างรับผิดชอบ

ผลกระทบที่จะอยู่กับเราเกินอายุของวิกฤต

ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกสาขาอาชีพ (รวมไปถึงสิ่งที่อธิบายในเชิงอาชีพไม่ได้) ก็ทำในเรื่องที่เขาถนัดเพื่อช่วยเท่าที่ทำได้ สายคอมก็ดูมีเรื่องน่าตื่นเต้นเยอะ เป็นพรมแดนใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ อันนึงที่หลายคนก็ระวังกันอยู่แล้วก็คือ การตัดสินใจในภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน เกี่ยวกับความเป็นความตาย ที่มีแนวโน้มจะทำให้เราเร่งตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาตรงหน้านี้ จะมีผลอยู่กับเรายาวนานกว่าตัววิกฤตเองหรือเปล่า และผลที่ว่านั้นเป็นผลที่เราอยากจะอยู่กับมันไปยาวๆ จริงไหม หรือมันมีวิธีอะไรที่จะจำกัดผลดังกล่าวให้อยู่แค่ช่วงสั้นๆ แค่ในช่วง “ภาวะยกเว้น” นี้ แต่ไม่ใช่ตลอดชีวิตเราและหลังจากชีวิตเรา

Paul-Olivier Dehaye, director of PersonalData.IO, speaks to Open Rights Group about the use of contact tracing surveillance in the global response to Covid-19.

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล – "เฮ็ดในสิ่งเซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด"

ผมไม่ได้รู้จัก ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด เป็นการส่วนตัว

วันนี้ตอนเช้า ผมไปศาลอาญา รัชดา ซึ่งศาลจะอ่านคำพิพากษาดารณี (คดีเลขที่ อ.3959/2551 อัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) คดีนี้การพิจารณาคดีถูกทำเป็นการลับ ไม่เปิดเผยดังปกติ

ผมไม่ได้อยู่ในห้อง พิจารณาคดี ที่เขาจะอ่านคำพิพากษา ห้องมันเล็กมาก เต็ม ไม่มีที่ ผมยืนอยู่ข้างนอก กับนักข่าวมากมาย

ผมอยากรู้ ว่าบ้านเมืองนี้กำลังเป็นอะไรกันอยู่ โชคดีที่บ้านไม่ได้ไกลมาก พอจะไปได้ ก็ไป

ดารณี ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี ในคดีนี้

10:36น. เธอเดินออกจากห้องพิจารณาคดี 904 ทั้งสองมือชูสองนิ้ว ให้กับช่างภาพสื่อมวลชน

ก่อนจะเดินไปยังห้องพิจารณาคดี 908 เพื่อเป็นพยานให้ตัวเอง ในอีกคดีที่ถูกฟ้อง (อ.4767/2551 หมิ่นประมาท สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ-คมช./คณะรัฐประหาร)

ห้องนี้คนไม่เยอะเท่าห้องที่แล้ว / คนไม่ได้สนใจมากนัก ผมคิดว่า / ผมเข้าไปนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกมาเพราะรู้สึกเหนื่อย

กำลังใจเธอดีมาก ให้การอย่างฉะฉาน ชี้แจ้งข้อเท็จจริง และมั่นคงในความเชื่อของตัวเอง

ในทุกคำให้การ ผมรู้สึกได้ถึงความเชื่อมั่นของเธอ ดารณีคือคนที่ต้านรัฐประหาร ไม่ว่าจะที่ลานกว้างใหญ่สนามหลวง ที่มีผู้คนมากมายด้านล่างเวทีส่งเสียงสนับสนุนเธอ หรือในคอกเล็ก ๆ ในห้องพิจารณาคดี ที่ด้านบนคือผู้พิพากษาและทั้งห้องมีแต่ความเงียบงัน

เมื่อผู้พิพากษาซักถาม คำให้การของเธอทุกคำ ต่อสู้เพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ทิ้งความเชื่อของตัวเอง สำหรับเธอ รัฐประหารคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ถึงจะเห็นโอกาสถูกลงโทษที่เชื่อเช่นนั้นอยู่ตรงหน้า ถึงจะถูกตัดสินลงโทษไปแล้วในสองคดีก่อนหน้า แต่ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ก็ยังเชื่อในสิ่งที่ทำ และยังทำในสิ่งที่เชื่อ

กระบวนการ ยุติธรรม เชื่ออย่างไรก็ตามคำตัดสิน คดีที่เหลืออยู่คำตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร คดีที่ตัดสินไปแล้วจะอุทธรณ์ได้ว่าอย่างไร อีกไม่นานก็จะได้เห็นกัน แต่ในหัวใจวันนี้ ในตอนที่ผมนั่งฟังเธอให้การ หัวใจผมคำนับผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว

เพราะไม่ต้องรอเวลาอะไรกันอีก เราก็ได้เห็นแล้วว่า ในความเชื่อเพื่อสังคมประชาธิปไตยในอุดมคติของเธอ เธอเคยเชื่ออะไร กำลังเชื่ออะไร และจะยังเชื่ออะไรต่อไป — ไม่ว่าเราจะเชื่อเหมือนเธอหรือไม่ก็ตาม

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

technorati tags:
,
,

openmind

openmind.ueuo.com เว็บคนไทยที่สนใจเรื่อง ความซับซ้อน (complexity) ทฤษฎีความปั่นป่วน (chaos theory) และ ระบบที่จัดการตัวเอง (self-organizing system)
มี เว็บบอร์ด ด้วย (แต่เว็บบอร์ดนี่ยังไม่ self-moderated แฮะ :P)

ช่วยเค้าโฆษณา เว็บเค้าเพิ่งตั้งได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ก็เอาใจช่วย .. ฝีมือ คุณโจ และ kijjaz

เว็บไทยอีกที่ที่คุยกันเรื่องนี้เยอะ ๆ ก็คือ นอกกรอบ.คอม ตอนนี้เห็นว่ากำลังจะปรับปรุงเว็บใหม่

มีแต่คนทำเรื่องน่าสนใจทั้งนั้น … นี่เรามัวทำอะไรอยู่เนี่ย – -“

tags:

Modeling self-organization of communication and topology in social networks

Modeling self-organization of communication and topology insocial networks
M. Rosvall and K. Sneppen, 2006.

(ถ้าใช้ Safari/Mozilla + Adobe Reader plug-in แล้วมีปัญหา ดูไฟล์ PDF ในเบราเซอร์ไม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนเบราเซอร์ หรือดาวน์โหลดมาดูนอกเบราเซอร์แทน)

This paper introduces a model of self-organization between communication and topology in social networks, with a feedback between different communication habits and the topology. To study this feedback, we let agents communicate to build a perception of a network and use this information to create strategic links. We observe a narrow distribution of links when the communication is low and a system with a broad distribution of links when the communication is high. We also analyze the outcome of chatting, cheating, and lying, as strategies to get better access to information in the network. Chatting, although only adopted by a few agents, gives a global gain in the system. Contrary, a global loss is inevitable in a system with too many liars.

ผู้เขียนทั้งสองคน มาจากภาควิชาฟิสิกส์เชิงทฤษฎี (Umeå University สวีเดน) โดยที่คนหลังทำงานอยู่ที่ Niels Bohr Institute (เดนมาร์ก) ด้วย
… เอ๊ะ หรือว่า “ฝูงชน” ก็เหมือน “อนุภาค” ?

คิดถึง สถาบันสถาปนา
(ผมกลัว “มโนมัย” นะ :P)

via นอกกรอบ.คอม

tags:

broken sound iTunes

ช่วงนี้ iTunes มันแย่ ๆ เปิดเพลงแล้วเสียงตะกุกตะกัก ยิ่งกว่าแผ่นเสียงตกร่อง (counter digital มาก)

ตอนแรกก็นึกว่าเป็นเพราะซีพียูทำงานหนักไป ก็ไล่ปิดโปรแกรมอื่น ๆ มันก็ยังไม่หาย
พวกโปรแกรมที่สงสัยว่าจะอ่านเขีัยนดิสก์บ่อย ๆ อย่าง Google Desktop, TortoiseSVN, antivirus ฯลฯ ก็ปิดหมดแล้ว มันก็ไม่ดีขึ้น

เลยคิดว่า อาจจะเป็นเพราะไฟล์เพลงมันเสีย แต่ไปเล่นใน Songbird หรือ Windows Media Player มันก็ไม่มีปัญหานี่นา .. เอ๊ะ ยังไง

ลง iTunes ใหม่หลายรอบแล้ว รุ่นล่าสุดเลย (ที่หนีบ QuickTime 7.1 มาด้วยน่ะ) + uninstall ไอ้พวก codec add-ons (เช่น AC3 Filter) ทั้งหลายก็แล้ว ก็ไม่มีทีท่าว่ามันจะหายไอค่อกแค่ก

ใครผ่านไปผ่านมา มาช่วยกันเดาหน่อยครับ ทำไมน้อ…

tags:

The Single-Minded Thai Wikipedia ?

ด้วยเห็นว่า การเป็น ผู้ดูแล (admin) หรือไม่เป็น ก็ไม่ได้กระทบกับการเขียนเนื้อหาของผมในวิกิพีเดียซะเท่าไหร่
ประกอบกับมีกรณีในอดีตที่ผ่านมา (กรณีหัวข้อการเมือง) ที่การเป็นผู้ดูแลนั้น ดูจะเป็นผลเสียซะอีก ในการเข้าไปปรับเนื้อหาอะไร เพราะหากไม่ถูกใจใคร ก็จะมีผลกระทบไปถึงตัววิกิพีเดียว่า ไม่เป็นกลาง ลำเอียง หรือมีข้อครหาว่า ผู้ดูแล ลุแก่อำนาจ

บวกกับอีกหลาย ๆ ครั้ง ที่ผมเห็นว่า การเอาชื่อผมไปแปะอยู่กับการแก้ไขอะไร อาจจะทำให้มีคนมองไปที่ชื่อผม มากกว่าการแก้ไขของผม — สุดท้ายแล้วก็ไม่เป็นผลดีต่อเนื้อหาอีก

บวกกับช่วงที่ผ่านมา ไปใช้คอมที่โน่นที่นี่มั่วไปหมด ทำงานหลายที่ เปลี่ยนคอม/ฟอร์แมตหลายครั้ง ที่ผ่านมาเลยเลือกที่จะไม่ล็อกอิน เพราะส่วนตัวไม่เห็นความจำเป็นอะไรมากมาย (การแก้ไขทุกครั้งมีบันทึกไอพีอยู่แล้ว) และเห็นว่าการไม่ล็อกอินเสียอีก ที่จะเป็นผลดีต่อวิกิพีเดีย ในกรณีของผม

ออกตัวไว้ก่อนว่า ไม่ได้มีเจตนาจะปกปิดตัวตนแต่อย่างใด เพราะเวลาไปตอบคำถาม ก็จะมีเขียนวงเล็บเป็นระยะ ๆ ว่า นี่ bact’ นะ ถ้าเกิดว่าคุยกับคนที่เรารู้จัก แล้วถ้าแทร็กไปจากชื่อ+ไอพีอันนั้น ก็จะรู้ว่าไอพีนี้เป็นใคร (ในการแก้ไขครั้งก่อน ๆ) หรือกรณีถ้าจะนับคนเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วยอะไร ผมก็จะเตือนอยู่ ว่าไอ้ไอพีที่ไม่เหมือนกันอันนั้นอันนี้น่ะ มันเป็นผมคนเดียวหมดนะ

คือผมไม่ได้มีปัญหาอะไรมากกับการจะมีใครรู้ว่าผมแก้หรือไม่แก้อะไรหรอก แต่ถ้ามันมีผลกระทบต่อเนื้อหา/ทัศนคติ ก็อย่ารู้เลย

พักหลัง ๆ เหมือนวิกิพีเดียไทย จะสมบูรณ์ขึ้น แต่ขาดมิติอะไรไปบางอย่าง

ผมยังจับจุดชัด ๆ ไม่ได้ จะเห็นก็แต่ว่า ความหลากหลายทางความคิดลดลง เกรงใจกันมาก (ผมก็เป็น เลยเขียนอย่างเดียว ขี้เกียจไปยุ่ง ถ้าไม่จำเป็น) มากเกินไปรึเปล่าก็ไม่รู้ หรือบางทีไปอ่านหน้าพูดคุย ก็รู้สึกว่าจะให้ความสนใจ อย่างที่พูดไปแล้วข้างบน ว่าใครเป็นคนพูด มากกว่าพูดอะไร หรือถ้าอ่านข้อความที่ตอบ ก็จะเห็นน้ำเสียงที่แตกต่างกันชัดเจน ระหว่าง A ตอบ B กับ A ตอบ C … ความขยันผ่าน ไอคิวผ่าน อีคิวตก

จะว่าไปก็เหมือนทักษิณ ?

ถึงเวลาพิจารณา “ตำแหน่ง” ผู้ดูแล ในวิกิพีเดียไทยกันใหม่รึยัง ?
(อย่างของผมนี่ ถ้าดูความสม่ำเสมอในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ก็สมควรถูกถอดถอน)

ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยมีพลังงานเท่าไหร่นัก แบนมาก

ช่วงนี้พลังงานเริ่มฟื้น จะชวนไปอารยะขัดขืนวิกิพีเดียไทยกัน 😛

อาจจะด้วยความโรคจิต ผมรู้สึกว่า “ความสมานฉันท์” นี่มันจะเฟ้อไปหน่อยแล้ว ไม่สนุกวัยรุ่นตอนปลายเลย

หมายเหตุ: วันนี้ล็อกอินเข้าไปหนึ่งครั้ง เพื่อ ย้ายหน้า
มหาวิทยาลัยรัฐบาล
ไปเป็น
มหาวิทยาลัยรัฐ
ด้วยตัวเอง (แน่นอน อยากได้อะไรก็ต้องทำด้วยตัวเอง)

tags:

Cooperation Landscape

Maptagging the Cooperation Landscape, an exercise in collective visual intelligence
@ Cooperation Commons

Technologies of Cooperation map

CooperationInterdisciplineMap

กดเข้าไปดูแต่ละรูป จะมี “ป้าย” (annotation) แปะอยู่แต่ละส่วน เป็นคำอธิบาย + ลิงก์ไปยังเอกสารที่เกี่ยวข้อง

tags:

Civil disobedience (more)

ขอ ดื้อแพ่ง กันอีกรอบ (ก็มันดื้อนี่นา)