“or less able to stand”

Priority seat

Priority seat
For people who are disabled, pregnant or less able to stand

ผมชอบคำหลังสุด คือผมก็ไม่พิการ ไม่มีทางท้อง แต่บางวันก็ยืนไม่ค่อยไหว และน่าจะอ่อนแอกว่าคนแก่บางคนซะอีก ก็อยากนั่งบ้างอ่ะนะ “less able to stand” มันก็ครอบคลุมมาถึงผมได้บ้าง

ก็รู้สึกว่าเป็นการใช้คำที่ไม่เลือกปฏิบัติกับคนอ่อนแอชั่วครั้งชั่วคราวดี

ภาพถ่ายโดย Leo Reynolds สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 2.0 (CC by-nc-sa)

ปัญหาของคนเมือง

ดูจากที่เพื่อนเฟซหลายคนแชร์ๆ มีคนจำนวนหนึ่ง

อยากได้รถไฟดีๆ + ไม่สนับสนุนให้กู้เงิน + อยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะ .. พร้อมๆ กัน

จะเอาเงินจากไหนครับ?

ผมว่าข้อเสนอให้การรถไฟ “ยก” พื้นที่มักกะสันทั้งหมดเป็น “พื้นที่สีเขียว” “ปอดของเมือง” “สวนสาธารณะ+พิพิธภัณฑ์” ฯลฯ มันเห็นแก่ตัวนะ

คือคนกรุงเทพแน่นอนว่าจะได้ต้นไม้ ได้อากาศที่ดีขึ้น ได้พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ศิลปวัฒนธรรม … แล้วคนที่เหลือของประเทศได้อะไร? ถ้าคิดถึงว่านี่มันเป็นโอกาสที่การรถไฟจะใช้พลิกฟื้นตัวเองได้ เพื่อให้บริการคนทั้งประเทศ

ของที่การรถไฟพอจะใช้ฟื้นตัวเองได้ ก็มีที่ดินนี่แหละครับ ที่จะพัฒนาหาเงินหาทองมาใช้ได้

(ใครที่คิดว่า BTS โดยคีรี กาญจนพาสน์ อยู่ในธุรกิจขนส่งมวลชนนี่คิดผิดนะครับ BTS นี่วางตัวเองอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชัดๆ และกำลังเข้าไปอยู่ในตลาดมาร์เก็ตติ้ง ขายข้อมูลพฤติกรรมคนใช้บัตรหนูด่วน)

ข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลที่สำหรับพื้นที่มักกะสันคือ ให้หน่วยอื่นๆ ในเมืองเข้าไปร่วมเสนอกำหนดนโยบายการใช้พื้นที่ ว่าจะวางอะไรเท่าไหร่

มีพื้นที่ช็อปปิ้งเท่านี้ สำนักงานเท่านี้ สำหรับระบบขนส่งมวลชนเท่านี้ ต้องคิดเรื่อง universal design นะ จะมีพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ บำบัดของเสียยังไง มีพื้นทีสาธารณะเท่าไหร่ สันทนาการ บันเทิง ศิลปวัฒนธรรม ก็กำหนดเป็นสัดส่วน ทำเป็นผังมา แล้วจะทำยังไงให้ไม่กระทบพื้นที่รอบๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การจราจร การแย่งใช้สาธารณูปโภค

แต่จะเอาทั้งหมดเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์นี่ก็เกินไปครับ (พูดต่อให้สุดไปอีก พิพิธภัณฑ์นี่ต้องมีงบผูกพันดูแลอีก ถ้าจะให้เป็นพิพิธภัณฑ์หรือห้องแสดงงานของเอกชนก็โอเค แต่จะเอาเงินรัฐบาลกลางอีก พี่ครับ พี่ให้จังหวัดอื่นบ้างเหอะ)

คือถ้าใครจะ critical กับที่ดินการรถไฟมากๆ ว่าเป็น “ของหลวง” ต้องทำอย่างงั้นอย่างงี้ ก็อยากจะให้ทำแบบเดียวกับที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินจุฬา ที่ดินวัด ที่ดินทหาร อะไรพวกนี้ด้วยน่ะครับ เอากองพลทหารม้า ม.2 ออกไปนี่ ย่านสนามเป้ามีปอดเบ้อเร่อเลยครับ

ถ้าจะติดป้ายแคมเปญของไทยใน change.org ตอนนี้ ด้วยคำหนึ่งคำ: “first world problem”

อแดปเตอร์แมค

“กูเดินวนไปวนมาหาที่นั่งใน TCDC ไอ้พวกใช้แมคนี่มันเป็นอะไร ปลั๊กแม่งมีสองเต้าเสียบ มึงก็ต้องเสียบแบบให้อแดปเตอร์มึงบังไอ้รูที่มึงไม่ได้เสียบไปด้วย กูเดินสามที่เจอสามที่ หันอแดปเตอร์ไปอีกข้างแล้วพ่อมึงจะตายรึไงวะ”

มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าว

Lies, damned lies, statistics, and infographics

อาบ อบ นวด ใน กทม. เยอะกว่า วัดพุทธ-คริสต์-อิสลาม

อินโฟกราฟิกโง่ๆ อีกแล้วครับ

นับจำนวนไอคอนของแต่ละชนิดนะครับ ว่ามีกี่ก้อน

  • อาบ อบ นวด 38 ก้อน (508 แห่ง, หนึ่งก้อนในแผนภูมิ = 13 แห่ง)
  • วัด 14 ก้อน (449 แห่ง, หนึ่งก้อน = 32.071 แห่ง)
  • มัสยิด 4 ก้อน (178 แห่ง, หนึ่งก้อน = 44.5 แห่ง)
  • ศาลเจ้า 3 ก้อน (116 แห่ง, หนึ่งก้อน = 38.667 แห่ง)
  • โบสถ์คริสต์ 2 ก้อน (62 แห่ง, หนึ่งก้อน = 31 แห่ง)

เวลาทำแผนภูมิรูปภาพแบบนี้ หนึ่งก้อนของแต่ละชนิดมันต้องเท่ากันสิครับ ถึงจะเทียบกันได้

สมมติว่าข้อมูลถูกต้องถูกอย่าง จำนวนอาบอบนวดก็มีมากกว่าวัดอยู่ 59 แห่ง หรือ 13% แต่ถ้าดูตามแผนภูมินี้เฉยๆ โดยไม่ดูตัวเลขเลย มันจะหลอกตาเราว่า จำนวนอาบอบนวดมีมากกว่าวัดอยู่ถึง 171%

สังคมอุดมปัญญาครับ “อินโฟ”กราฟิกเต็มบ้านเต็มเมือง

ref: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=499835326719981&set=a.204044066299110.44147.113053042064880

แบ่คแบ่คสไตล์ #style #guide

เวลาต้องทำกำหนดการสัมมนา ผมมีนิสัยเหล่านี้

  • เอาเรื่องสำคัญอย่าง วัน เวลา สถานที่จัดงาน หมดเขตลงทะเบียนวันไหน ไว้ต้นๆ — พวกผู้จัดร่วมจัด ไว้ท้ายๆ
  • ถ้าหาลิงก์แผนที่ได้ อย่างน้อยก็ Google Maps จะพยายามใส่ไว้ที่ท้ายที่อยู่งาน
  • ใช้การเขียนเวลาแบบ 24 ชั่วโมง (ไม่ใช้ am/pm) และใช้ : คั่น ชั่วโมง:นาที (ไม่ใช้ .)
  • พักช่วง พยายามหาคำอื่นที่ไม่ระบุคำว่า coffee — เพราะผมไม่กินกาแฟ
  • ไม่ใส่ยศ ตำแหน่ง ฯลฯ ใดๆ หน้าชื่อ เพราะรู้สึกว่ารุงรัง และบางทีถ้าใส่ผิดมีเคืองกันอีก (เช่นเป็นรศ.แล้ว ยังใส่ผศ.)
  • แน่นอนว่า ตัวสะกดชื่อ เป็นเรื่องสำคัญ ต้องค้นเน็ตเพื่อเอาให้แน่นอนอีกครั้ง
  • ถ้าคนเหล่านั้นมีบัญชีทวิตเตอร์ จะใส่ไว้ข้างชื่อ
  • ที่ชื่อสถาบัน องค์กรสังกัด ฯลฯ จะพยายามทำลิงก์
  • ฟอร์แมตเบอร์โทรศัพท์ ชอบใช้ 0-123-456-789 (มือถือ) และ 0-1234-5678 (บ้าน) ถ้าเป็นงานที่ต้องติดต่อกับต่างชาติด้วย ก็ใส่รหัสประเทศข้างหน้า +66-
  • ที่หัวเรื่องบล็อก ต้นทวีต/โพสต์เฟซ จะใส่ “[วันที่]” ไว้ด้วย เช่น “[15 ก.พ.] สัมมนา….”
  • ถ้าออกเป็นเมล (หรือ plain text อื่นๆ) ลิงก์ต่างๆ ที่ใช้ จะพยายามให้ไม่ยาวเกินไป ใช้ลิงก์แบบย่อถ้าจำเป็น — ดู อย่าเยอะ: อ้างอิง URL แบบให้มนุษย์พออ่านออก
  • ถ้ามี #hashtag ของงาน ก็จะใส่ไว้ด้วย ทั้งในกำหนดการ และในทวีต

คิดว่าการทำกำหนดการแบบนี้ ช่วยให้คนจะมาร่วมงาน มีข้อมูลมากขึ้น พอจะรู้เกี่ยวกับวิทยากรมากขึ้น พอจะหาทางมางานได้ง่ายขึ้น ลดความสับสน รวมถึงก่อน/ระหว่างงานก็จะได้มีส่วนร่วมกับงานได้มากขึ้น เพราะรู้ทวิตเตอร์วิทยากรและแฮชแท็กของงานแล้ว

โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก และมีมิตรสหายท่านหนึ่งกล่าวเสริมว่า “โปรดแจ้งว่ามีกินฟรีหรือไม่ด้วยครับ ขอบคุณครับ”

ส่วนมิตรสหายอีกท่านสอง เมนต์ว่า “เราว่าฟอร์แมตเบอร์โทรศัพท์แบบที่พี่แบ่คบอกมันจำยากง่ะ คือถ้าเคยเป็นคนต่างจังหวัดมาก่อน การแยก 0xx-yyy-zzz มันทำให้พอจะรู้ได้ว่าเบอร์ที่ให้มามันอยู่ที่ไหน แบบอย่างน้อยก็เดาภาคที่อยู่ของเบอร์ได้แบบเร็วๆ ไปเลย”

ผมว่าแบ่งแบบไหนมันก็เลขเดียวกันอ่ะ ก็แยกภาคแยกจังหวัดได้เหมือนกัน มันเป็นเรื่องชินหรือไม่ชินมากกว่า ถ้าชินก็มองแล้วนึกได้เร็ว ถ้าไม่ชินก็ช้า แต่ผมชอบแบ่งแบบที่ว่า เพราะมันลงตัวดี มือถือก็เป็นชุดเลขสามตัวสามชุด บ้านก็สี่ตัวสองชุด

สถาปัตยกรรม ความคิด คำ คน / เดินทางไปในที่

หนังสือสองเล่มชื่อคล้าย ๆ กัน เล่มแรกเก็บได้จากร้านหนังสือก็องดิด เมื่อปีที่แล้ว เล่มสองฉกมาจากร้านหนังสือใกล้ ๆ สตาร์บั๊คส์ นิมมาน เชียงใหม่ เมื่อไม่นานนี้

“คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” โดย ต้นข้าว ปาณินท์ (สำนักพิมพ์สมมติ, 2553) เล่มนี้อ่านจบแล้วรอบนึงแบบงง ๆ และอยากจะอ่านซ้ำอีก หลักใหญ่ใจความอันหนึ่งที่จับได้ คือคอปเซปต์ของ Raum ที่เราจำเป็นต้องเข้าใจ เมื่อจะอ่านทฤษฎีพื้นที่สำนักเยอรมัน เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ “space” ที่ว่าง ที่ไม่ว่าง ในฐานะนักเรียนมานุษยวิทยา ผมชอบคำว่า “คน” ในชื่อหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าโจทย์ของสถาปัตยกรรมคือ คุณจะเอาคนไปไว้ตรงไหน ผมไม่คิดว่าเราจะมีความสุขในเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถ ผมไม่ชอบสะพานลอย สะพานลอยคือวัตถุแห่งความชั่วร้าย มันคือตัวแทนของแนวคิดที่เอารถยนต์เป็นใหญ่

“คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” โดย ปิยลดา เทวกุล ทวีปรังษีพร (สำนักพิมพ์ลายเส้น, 2554) ยังไม่ได้อ่านเยอะนัก พลิกผ่าน ๆ แต่บทที่ว่าด้วยโพสต์โมเดิร์นนั้นน่าสนใจดี คืออยากอ่านเพิ่มเติม เพื่อจะได้เห็นว่า โพสต์โมเดิร์นในฐานะขบวนการและในฐานะโลกทัศน์ของยุคสมัย ในทางสถาปัตยกรรมแล้วมันยังไง

เมื่อตอนที่ “ดีไซน์+คัลเจอร์” เล่มแรก โดย ประชา สุวีรานนท์ (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2551) ออกมา ผมกรี๊ดหนังสือเล่มนี้มาก จำได้ว่าซื้ออยู่หลายเล่ม เอาไปฝากคนนั้นคนนี้ รวมถึงห้องสมุดที่คณะ คือปลื้มน่ะ อยากจะมีคนคุยเรื่องเดียวกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเดินข้าวสาร เห็นเสื้อยืดลายสวยดี สกรีนคำว่า “คนชั้นกลาง” เป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ (หลายคนคงเคยเห็นผมใส่) ก็ได้คุยกับคนขาย บอกว่าเป็นนักศึกษา เรียนสถาปัตย์อยู่บางมด มีวิศวะคนนึง ในกระเป๋าผมวันนั้นมี “ดีไซน์+คัลเจอร์” อยู่พอดี นึกขึ้นมาได้ ก็เลยเอามาเปิด ๆ ให้เขาดู เล่าเรื่องหนังสือ และคะยั้นคะยอให้น้องเขาไป

เมื่อปีที่แล้ว ไปลิทัวเนียกะฮังการี ก็พก “คนและความคิดทางสถาปัตยกรรม” ไปด้วย ช่วงเวลาที่เดินทาง ใกล้ไกล น่าจะเป็นช่วงที่ได้อ่านหนังสือเยอะที่สุดสำหรับผม ที่บูดาเปสต์พวกเราได้พบกับนักเรียนไทยนางหนึ่ง ที่ต้อนรับขับสู้แนะนำโน่นนี่กับพวกเราเป็นอย่างดี ก็นึกขึ้นมาได้อีกว่า อืม ตอนที่เราอยู่ไกลจากเมืองไทย ก็มีความรู้สึกว่าหนังสือภาษาไทยนี่มันเป็นของมีค่าว่ะ คือหาอ่านลำบาก (ไม่นับ “คู่สร้างคู่สม” ที่พบได้ในแม้กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ตเวียดนาม) ก็เลยฝากเอาหนังสือที่ว่าเล่มนั้น พร้อมกับ “วารสารอ่าน” ฉบับล่าสุด ให้กับเธอ (ตอนที่พก “อ่าน” ไปนั้น ก็คิดในใจอยู่แล้วว่า จะไม่เอากลับ จะฝากใครสักคนนี่แหละ)

เมื่อคืน ไปนั่งกินเบียร์แถวพระอาทิตย์ เนื่องในโอกาสอากาศเย็น เอา “คำ ความคิด สถาปัตยกรรม” ไปอ่านด้วย ปกติร้านที่ไป คนจะไม่เยอะ เงียบ ๆ แต่สงสัยเพราะอากาศดี คนเต็มทุกโต๊ะเลย มีฝรั่งจากเฮมล็อกมาแจมด้วย ใส่สูทมาเต็มยศ พร้อมเด็กตัวเล็กตัวใหญ่สองคน โต๊ะตรงข้ามเป็นนักศึกษากลุ่มเบ้อเร่อ เฮฮา ได้คุยด้วย เป็นนักศึกษาสถาปัตย์ธรรมศาสตร์กับบางมด

กลับมาบ้าน หนังสือเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนอื่นอีกแล้วล่ะ

ผมเป็นพวกเรี่ยราดนะ

(โพสต์ครั้งแรกในโน๊ตเฟซบุ๊ก 19 มี.ค. 2011)

อยากให้ใครอยู่ในแบงก์?

ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง
ธนบัตร 5 ปอนด์สเตอร์ลิง ออกโดย Clydesdale Bank ในสกอตแลนด์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบยาปฏิชีวนะ “เพนิซิลลิน”

การจะเลือกบุคคลสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งไปอยู่ในธนบัตร เราคงเดากันได้ไม่ยากว่า คนเหล่านั้นจะต้องมีความสำคัญกับประเทศหรือดินแดนนั้นมากแน่ จึงได้รับเลือกไปอยู่ในสิ่งของที่คนเกือบทุกคนใช้กันอยู่เกือบทุกวัน

สำหรับประเทศที่เคยผ่านการต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการ กลุ่มผู้นำการปฏิวัติก็มักจะถูกเลือกมาอยู่บนธนบัตร ในประเทศที่มีกษัตริย์ รูปกษัตริย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันมักจะถูกนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายประเทศหลายดินแดนที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่น ญี่ปุ่น สเปน (ก่อนจะใช้เงินยูโร) อังกฤษและเวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์ ที่บุคคลบนธนบัตรเป็นบุคคลอื่น ๆ ด้วย โดยเป็นบุคคลที่เคยทำคุณงามความดีให้กับประเทศหรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น นักปรัชญา กวี นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ (ไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ ใช้สกุลปอนด์สเตอร์ลิงเหมือนอังกฤษและเวลส์ แต่พิมพ์ธนบัตรเอง แยกต่างหากจาก Bank of England)

สกุลเงินยูโรน่าจะเป็นสกุลเงินเดียวที่ธนบัตรและเหรียญไม่มีรูปบุคคลเลย ทั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบ ที่จะเลือกสิ่งที่ทุกประเทศในยูโรโซนสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปได้ จึงไปใช้รูปสถาปัตยกรรมแทน โดยสถาปัตยกรรมเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริง แต่วาดขึ้นใหม่ให้มีรูปแบบที่พอจะทำให้นึกถึงสิ่งปลูกสร้างคล้าย ๆ กันในท้องที่ต่าง ๆ ของยุโรป โดยไม่เจาะจงกับประเทศใดประเทศหนึ่ง

เมื่อวันสองวันก่อน เพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่งลองคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเมืองไทยจะลองออกธนบัตร อาจจะเป็นธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสพิเศษ เราจะลองเลือกใครมาอยู่ในธนบัตรได้บ้าง ขอเอามาแปะต่อ :

ชุด “ชาวต่างชาติที่ร่วมพัฒนาสยาม” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่าง ๆ

ชุด “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” — ชุดนี้อาจจะออกเป็นที่ระลึกในวาระฉลองรัฐธรรมนูญหรือวันชาติ 24 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นในวาระวันเกิดของแต่ละคนก็ได้

ใครสนใจ ลองดูต่อได้ที่วิกิพีเดีย: รายชื่อบุคคลในธนบัตรของประเทศต่าง ๆ

(โพสต์ไปไม่ทันไร มีคนบอกว่า จะเอา “หลินปิง”!!!)

[17 ธ.ค.] งานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์” @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง "แท่งอัปลักษณ์"

ถ้าศิลปะคือความงดงาม ถ้าศิลปะคือความซาบซึ้ง นี่ไม่ใช่ศิลปะ
ถ้าศิลปะเปลือยให้เห็นความอัปลักษณ์ นี่(อาจจะ)เป็นศิลปะ

ขอเชิญร่วมงานแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์”
เพื่อบอกให้โลกรู้ว่า ที่ใดไม่รัก ที่นั่นติดคุก

เสาร์ 17 ธ.ค. 2554 @ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ร่วมสร้างงาน เที่ยงตรง เปิดงาน 5 โมงเย็น

เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก

เมื่อเท้าเราเหยียบอยู่บนกระเบื้องปูถนนที่หลุดร่อน เมืองที่เราสัมผัสเป็นแบบหนึ่ง
เมื่อตัวเราอยู่ในรถและมองออกไป เมืองที่เราเห็นก็เป็นอีกแบบ

ความรู้สึกกับเมืองที่ 60 กม./ชม. ย่อมต่างไปจากความรู้สึกกับเมืองที่ 4 กม./ชม.

“windshield perspective” หรือมุมมองจากกระจกหน้ารถ เป็นคำอธิบายหนึ่งในแวดวงผังเมือง ว่าทำไมเมืองหลายเมืองในโลกนี้ที่ถูกสร้างหรือพัฒนาขึ้นใหม่หลังการปฏิวัติรถยนต์ จึงมีสภาพที่ไม่เป็นมิตรกับคนเดินถนนเอาเสียเลย

สถาปนิกและนักนโยบายสาธารณะที่มองความเป็นไปของเมืองจากรถยนต์ของพวกเขา

ทางเท้าที่สวยงาม ด้วยพุ่มไม้และน้ำพุ เมื่อมองจากกระจกรถ — เครื่องประดับประดาเดียวกันนี้คือสิ่งกีดขวางบนทางเท้า

“windshield perspective” — a point of view in which people on the other side of the glass are somehow always responsible for everything that happens to them.

ความตายของคนเดินเท้านั้นเป็นเพราะความโง่งี่เง่าของพวกเขาเอง

เราไม่ได้ออกแบบกันชนที่มีถุงลมเพื่อรักษาชีวิตคนอีกฝั่งของกระจก

What Does it Cost to Change the World?

There Are Some People Who Don’t Like Change …
For everyone else? There’s Wikileaks.

What Does it Cost to Change the World? from WikiLeaks on Vimeo.

Priceless.

อ่านวิกิลีกส์เกี่ยวกับประเทศไทย ได้ที่ https://thaileaks.wordpress.com/ และรายงานจากวิกิลีกส์ที่เกี่ยวกับประเทศไทย ที่ #thaistory @ zenjournalist.com

“MasterCard” ads via “วิกิลีกส์” ยื่นฟ้อง วีซ่า-มาสเตอร์การ์ด