ยากและไม่ค่อยปลอดภัย Facebook Wi-Fi #FAIL @ ห้องสมุด TCDC

วันนี้มีสัมภาษณ์ เลยลองนัดที่ TCDC ใหม่ ตรงไปรษณีย์กลาง บางรัก ช่วงนี้จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมเขาเปิดให้ใช้ห้องสมุดฟรี

พบว่าการใช้ไวไฟที่นี่วุ่นวายไปหน่อย คือคงตั้งใจดี ทางหนึ่งก็จะได้ยอดเช็กอินเพิ่ม อีกทางก็คงอยากให้ผู้ใช้ล็อกอินได้ง่ายๆ เลยใช้ Facebook Wi-Fi ในการลงทะเบียน (พูดอีกแบบคือ ฝากภาระในการบันทึกผู้เข้าใช้ระบบให้เฟซบุ๊กทำ – จะไม่ทำเลยก็คงไม่ได้ เพราะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำหนดให้บันทึกข้อมูลการจราจร-ที่ระบุตัวผู้ใช้ได้)

รวมๆ คือเราพบว่าการล็อกอินไวไฟที่ TCDC ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร แถมอาจส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โพสต์นี้จะบอกว่าทำไม ปัญหาน่าจะอยู่ตรงไหน และน่าจะแก้ไขยังไงได้บ้าง (ใครใช้ Facebook Wi-Fi ก็อาจจะเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ได้ ไม่เฉพาะ TCDC – เคยเจอร้านกาแฟบางร้านก็ใช้)

มั่นใจว่าไม่ได้เจอปัญหานี้อยู่คนเดียว เพราะระหว่างที่นั่งทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ประมาณ 12:40 จนถึงราว 17:00 ได้ยินโต๊ะรอบๆ ถามกันเป็นระยะถึงเรื่องต่อไวไฟ กดตรงไหน ทำไมต่อไม่ได้

บางส่วนอาจจะเกี่ยวกับ UI (เช่น พอ CSS ไม่โหลด ตำแหน่งของแบบฟอร์มที่จะต้องกรอกก็สับสน) แต่ยังมีส่วน UX ด้วย ที่ประสบการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบกว่าจะต่อเน็ตได้มีอุปสรรคพอสมควร ซึ่งถ้ายังยืนยันจะใช้ Facebook Wi-Fi อยู่ คงต้องหาทางไปตั้งค่าให้ถูกต้องและรองรับผู้ใช้ที่มีความต้องการหรือข้อจำกัดแตกต่างกันไป

นี่คือเครือข่ายไวไฟที่พบที่บริเวณห้องสมุดชั้น 5 ของ TCDC (จับภาพหน้าจอมาเมื่อ 19 พ.ค. 2560 ประมาณ 14:30)

TCDC wifi list

Guest@TCDC เป็นเครือข่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ส่วน Member@TCDC นั้นสำหรับสมาชิก (บุคคลทั่วไป 1,200 บาท/ปี นักศึกษา 600 บาท/ปี) เนื่องจากเรายังไม่ได้เป็นสมาชิก ก็ลองเลือก Guest@TCDC

ซึ่งก็เหมือนกับการเข้าใช้เครือข่ายไวไฟสาธารณะทั่วไป ที่เราคาดได้ว่าจะมีหน้าจอล็อกอินขึ้นมา ให้ใส่ชื่อหรือรหัสเพื่อเข้าใช้ ของ Guest@TCDC ก็จะเด้งหน้าจอนั้นขึ้นมา เพียงแต่มันจะแสดงคำเตือนนี้มาคั่นก่อน

Cannot verify identity of the log in page

ซึ่งหมายความว่า เว็บเบราว์เซอร์ของเรา ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า หน้าเว็บสำหรับการล็อกอินซึ่งอ้างว่าอยู่ที่หมายเลขไอพี 172.16.170.13 นั้น อยู่ที่หมายเลขไอพีดังกล่าวจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากใบรับรอง (certificate) ที่เว็บเบราว์เซอร์ได้รับจากหน้าจอล็อกอิน เป็นใบรับรองที่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ

ถ้ากด “Show Certificate” เพื่อดูรายละเอียดก็จะพบว่า เป็นใบรับรองที่ออกโดย Root Certificate Authority (Root CA – หน่วยงานออกใบรับรองระดับบนสุด) ที่ชื่อว่า cmx.cisco.com และจะหมดอายุวันที่ 12 ตุลาคม 2560 เวลา 01:59:08 (UTC+7) แต่เว็บเบราว์เซอร์ของเรา ไม่เชื่อถือ Root CA รายนี้ มันก็เลยขึ้นคำเตือน

เครือข่ายไวไฟ Member@TCDC ก็พบปัญหาเดียวกัน

ถ้าอยากจะใช้งานเครือข่ายไวไฟ ก็จำเป็นต้องไปให้ถึงหน้าล็อกอินให้ได้ จะไปให้ถึงหน้าล็อกอิน ก็ต้องยอมกด “Continue” ไป ทั้งๆ เราไม่แน่ใจว่ามันปลอดภัยหรือไม่ หรือจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

พอกด Continue ไปแล้ว จะเจอหน้าจอให้ “เช็กอินบน Facebook เพื่อรับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตฟรี”

แต่หน้าจอเช็กอิน/ล็อกอินนี้ จะสับขาหลอกนิดหน่อย เพราะช่องล็อกอินที่เราเห็นเด่นๆ มันไม่ใช่อันที่จะต้องใช้ เราต้องเลื่อนหน้าลงไปอีก ถึงจะเจอฟอร์มที่ใช่ (ปัญหาอาจจะมาจากการที่ CSS ไม่ยอมโหลดด้วย – แต่ลองทั้งมือถือและเดสก์ท็อปก็เป็นเหมือนกัน)

เลื่อนหน้าจอล็อกอินลงมาหน่อย จะเจอคำว่า “หากต้องการเช็กอิน ให้สมัครใช้งาน Facebook วันนี้ หรือคลิกที่ลิงก์ ‘ข้ามการเช็กอิน’ ข้างล่างนี้” ให้มองหาลิงก์ “เข้าสู่ระบบ” (มันจะอยู่ติดกับลิงก์ “สมัครใช้งาน” เลย วรรคก็ไม่ยอมเว้น) พอคลิกที่ลิงก์ “เข้าสู่ระบบ” มันจะนำเราไปที่หน้าล็อกอินที่ถูกต้อง

(ลิงก์ “ข้ามการเช็กอิน” นั้นไม่สามารถคลิกได้ – ส่วนช่องที่เขียนว่า “ป้อนรหัส Wi-Fi” นั้นก็ใช้ไม่ได้ สอบถามเจ้าหน้าที่ TCDC แล้ว ไม่มีการออกรหัสให้ใช้กับช่องนี้)

ถ้าล็อกอินสำเร็จ จะได้หน้าจอแบบข้างล่างนี้
(ใครใช้การยืนยันตัวตนแบบสองชั้น ก็จะมีให้ใส่โค้ดไประหว่างขั้นตอนนี้ด้วย ตัวโค้ดสามารถดูได้ที่โทรศัพท์มือถือ – ซึ่งคนที่ใช้มือถือจะลำบากหน่อย เพราะทันทีที่เราสลับหน้าจอไปดูโค้ด หน้าจอล็อกอินจะหายไป ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่การเลือกเครือข่าย.. เราต้องรีบจำโค้ดแล้วล็อกอินให้เสร็จภายใน 30 วินาที ก่อนโค้ดหมดอายุ)

ถ้ามาถึงหน้าจอนี้ หมายถึงใกล้สำเร็จแล้ว แต่เราจะเจอปัญหากับใบรับรองเหมือนกับที่เราเจอไปแล้วทีหนึ่ง ตรงนี้เว็บเบราว์เซอร์จะแจ้งว่ามันไม่สามารถยืนยันได้ว่าหน้าจอนี้ที่อ้างว่ามาจากหมายเลขไอพี 1.1.1.1 นั้นเป็นอย่างที่อ้างจริงๆ ถ้าเราเชื่อใจ อยากไปต่อ ก็ให้กด “Continue” อีกทีหนึ่ง

บนมือถือ (iOS) จะเป็นแบบนี้

Canno Verify Server Identity "1.1.1.1"

ถ้ากด “Continue” ก็จะมีหน้าจอให้เช็กอิน ประกาศให้โลกรู้ว่าเรามาอยู่ที่ TCDC แล้วนะ พอเราเช็กอินเสร็จ ก็จะใช้อินเทอร์เน็ตได้แล้ว

สรุป

พบว่าการเข้าใช้เครือข่ายไวไฟ Guest@TCDC นั้นเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากมาก โดยปัญหาที่พบคือ

  • พบปัญหาใบรับรองออกโดย CA ที่เว็บเบราว์เซอร์ไม่ให้การยอมรับถึง 2 ครั้ง ทั้งช่วงก่อนหน้าจอล็อกอินและช่วงใกล้จะล็อกอินสำเร็จ
    • ผู้ใช้ทั่วไปอาจจะทำตัวไม่ถูกว่าให้ทำอย่างไรต่อ เพราะข้อความเตือนของเว็บเบราว์เซอร์อาจเข้าใจยาก
    • กรณีผู้ใช้ TCDC ถูกสอนว่า “ไม่ต้องสนใจ คลิก Continue” ไปเลย ก็จะเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงให้กับผู้ใช้ โดยอาจเข้าใจไปว่า ต่อไปหากเจออาการแบบนี้อีกไม่ว่ากับเครือข่ายไหน หากอยากไปต่อ ก็ให้กด “Continue” เสีย ก็จะแก้ปัญหาได้ พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ผู้ใช้อาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลส่วนบุคคลถูกขโมยได้
    • ปัญหาใบรับรองนี้ พบว่าไม่ได้เป็นเฉพาะกับหน้าจอล็อกอินไวไฟของ TCDC หน้าเว็บไซต์หลักของ TCDC ก็มีปัญหานี้ด้วย 🙁TCDC Bad Certificate
  • หน้าจอ Facebook Wi-Fi ในบางกรณี อาจแสดงผลไม่ชัดเจนเพียงพอ ว่าผู้ใช้จะต้องกรอกแบบฟอร์มล็อกอินอันไหน ผู้ใช้ไม่สามารถรู้ได้เองอย่างชัดเจน ว่าจะต้องเลื่อนหน้าจอลงมาเพื่อคลิกลิงก์ “เข้าสู่ระบบ” เพื่อจะไปยังหน้าจอล็อกอินอีกอัน ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การเช็กอินและใช้อินเทอร์เน็ตได้
  • ใครไม่มีบัญชีเฟซบุ๊กจะใช้อินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย Guest@TCDC ไม่ได้ เนื่องจากผู้ใช้จะต้องล็อกอินเฟซบุ๊กก่อน
    • หรือถ้าวันไหนเฟซบุ๊กล่มหรือถูกปิดไป ก็อาจจะล็อกอินไม่ได้เหมือนกัน
    • เจ้าหน้าที่ Info Guru ที่ TCDC ยืนยันว่าไม่มีรหัสให้ป้อนเพื่อข้ามการล็อกอินเฟซบุ๊ก
  • ผู้ใช้ถูกบังคับให้ต้องเช็กอิน เนื่องจากลิงก์ “ข้ามการเช็กอิน” ใช้งานไม่ได้  ซึ่งก็คงไม่ใช่ผู้ใช้ทุกคนที่รู้สึกสะดวกเช็กอินหรือรู้วิธีการตั้งค่าโพสต์เช็กอินให้เป็นส่วนตัว (สำหรับ Facebook Wi-Fi เจ้าของหน้าเฟซบุ๊กอย่าง TCDC สามารถตั้งค่า “โหมดบายพาส” ให้ผู้ใช้ไม่ต้องเช็กอินก็ได้ แค่ล็อกอินเฟซบุ๊กก็พอ)
    • สอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม ได้ข้อมูลว่า ถ้าเป็นบนมือถือ จะข้ามได้ แต่เท่าที่ลองบนเดสก์ท็อปข้ามไม่ได้
  • กรณีผู้ใช้ใช้การยืนยันตัวตนแบบสองชั้นและล็อกอินผ่านมือถือเครื่องเดียวกัน จะมีเวลาไม่เกิน 30 วินาทีในการล็อกอิน เนื่องจากถ้าสลับหน้าจอมาเพื่อดูโค้ด หน้าล็อกอินจะหายทันที
  • แถม: พบว่าโปรแกรมอีเมล (อย่าง Mail บน macOS กับ iOS หรือ Thunderbird) ใช้ไม่ได้ พอร์ต 993 (SSL/TLS encrypted IMAP) และ 465 (SSL/TLS encrypted SMTP) ถูกปิด และแอปแชต Signal ก็ใช้ไม่ได้

ข้อเสนอแนะ

  • ที่แก้ไขได้โดยไม่ต้องรอฝ่ายนโยบายนัก เพราะน่าจะเป็นเรื่องการตั้งค่าเครือข่าย คือเรื่องใบรับรองและเรื่องหน้าจอล็อกอิน กรณีใช้ Cisco น่าจะลองดูเอกสารตรง Clients Redirected to External Web Authentication Server Receive a Certificate Warning กับ Cisco Wireless 1.1.1.1/login.html redirect issues (ผมไม่มีความรู้เรื่องการติดตั้งระบบเครือข่ายใดๆ นี่เป็นการลองค้นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น)
  • ปัญหาการโหลด CSS ไม่ขึ้น ส่งผลให้การใช้งานหน้าจอล็อกอินสับสน ควรหาทางแก้ไข (ผมไม่แน่ใจว่าเกิดเพราะอะไร)
  • ควรอย่างยิ่งที่จะมีทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้เฟซบุ๊ก หรือไม่สะดวกจะล็อกอินด้วยเฟซบุ๊ก (เช่นติดปัญหาการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น) ให้สามารถกรอกรหัสไวไฟเพื่อเข้าใช้งานได้ (เลือกใน Facebook Wi-Fi ได้)
  • ควรมีทางเลือกให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลังจากล็อกอินแล้วไม่จำเป็นต้องเช็กอินก็ใช้งานได้ (เลือกใน Facebook Wi-Fi ได้)
  • พิจารณาเปิดพอร์ตพื้นฐานอย่างอีเมล (IMAP, POP, SMTP)

ใครมีโอกาสก็มาลองใช้งานดูครับ TCDC ใหม่ ทางเข้าห้องสมุดอยู่ชั้น 5 หลังจากนี้ถ้าไม่ใช่สมาชิก ก็ใช้บริการได้ โดยจ่ายค่าบริการรายวัน 100 บาท/วัน มีโต๊ะทำงาน มีปลั๊กไฟ มีไวไฟ (ถ้าเข้าได้) ถูกกว่าไปนั่งร้านกาแฟอีก (ถ้าไม่รวมค่ารถ :p) นอกจากนี้ยังมีส่วนนิทรรศการ Maker Space และส่วนอื่นๆ อีก

อ้อ นอกจากที่กรุงเทพ ที่เชียงใหม่ก็มี TCDC นะ และที่ขอนแก่นก็กำลังจะเปิด (ตอนนี้มี mini TCDC อยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นอยู่แล้ว)

[27 ก.ค.] ตะลุยแปล #Tor เป็นไทย เสาร์นี้

แปล Tor เป็นไทย

ชวนชาวเน็ตมาช่วยแปลโปรแกรม Tor เป็นภาษาไทยกันครับ 🙂

เสาร์ 27 กรกฎา ประมาณ 10 โมงเช้าไปจนถึง 5 โมงเย็น
ที่ร้านกาแฟ Tom N Toms สยามเซ็นเตอร์ [Facebook event]

Tor (The Onioin Router) เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้เราใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ปลอดภัยขึ้น และลดโอกาสการถูกดักฟังขโมยข้อมูลจากผู้ไม่หวังดี มีวิธีการใช้ไม่ยุ่งยากนัก แต่อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับผู้ไม่คุ้นเคยคือ หน้าจอโปรแกรมยังเป็นภาษาอังกฤษอยู่ ซึ่งการแปลเป็นไทย ก็จะช่วยให้คนอีกมากเข้าอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัยครับ

การแปลนั้นไม่ยุ่งยาก ทุกคนทำได้ผ่านหน้าเว็บ ไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม มีทั้งแปลคำในเมนู ซึ่งจะเป็นคำสั้นๆ หรือแปลข้อความในส่วนต่างๆ ของโปรแกรม ซึ่งก็เป็นประโยคเดียวบ้างหรือเป็นย่อหน้าก็มี เราเลือกได้ครับ

โดยรวมตอนนี้แปลไปแล้ว 46% และยังรอตรวจคำแปลอยู่อีกครับ

ตั้งค่า Nexus 4 ให้ใช้เน็ตบน AIS 3G 2100

ติดตั้ง APN เพื่อใช้อินเทอร์เน็ต/MMS บนเครือข่ายใหม่ AIS 3G 2100 MHz สำหรับ Nexus 4 (LG, Android 4.2.2) — ในเว็บ AIS จะไม่มีข้อมูลรุ่นนี้ (โทรถาม call center เขาก็ดูตามในเว็บ) แต่ลองเซ็ตตามนี้แล้วเวิร์กครับ

ขั้นตอนคร่าวๆ มี 3 สเต็ป

  1. อันดับแรก ลงทะเบียนใช้บริการก่อน โดยไปที่หน้าจอโทรออก กด *988*เลขที่บัตรประชาชน*1175# แล้วกดโทรออก
  2. สักพักจะได้รับ SMS ตอบกลับ เมื่อได้รับแล้วก็ปิดเครื่อง เปิดใหม่
  3. เพิ่ม APN ใหม่ เพื่อให้ใช้เน็ต-รับส่ง MMS บนเครือข่าย 2100 MHz ได้ (เราจะเพิ่ม APN 2 ตัว ตัวนึงของเน็ต อีกตัวของ MMS) โดยไปที่ Settings -> More… -> Mobile networks -> Access Point Names

การไปที่หน้า Access Point Names เพื่อเพิ่ม APN ดูตามรูปนี้ (คลิกเพื่อดูรูปใหญ่) ส่วนการใส่ค่าต่างๆ ของแต่ละ APN ดูด้านล่างครับ
ตั้งค่า AIS 3G 2100 บน Nexus 4

เพิ่ม APN Internet

ในหน้า Access Point Names ที่เมนูมุมขวาบน กดเลือก New APN แล้วใส่ข้อมูลตามนี้

Name (ชื่อ)
AIS Internet
APN
internet
Authentication type (ประเภทการรับรอง)
CHAP
APN type (ชนิด APN)
default

เสร็จแล้วกด Save (บันทึก)

เพิ่ม APN MMS

ในหน้า Access Point Names ที่เมนูมุมขวาบน กดเลือก New APN แล้วใส่ข้อมูลตามนี้

Name (ชื่อ)
AIS MMS
APN
mms
MMSC
http://mms.ais.co.th
MMS proxy (MMS พร็อกซี)
203.170.229.34
MMS port (พอร์ต MMS)
8080
Authentication type (ประเภทการรับรอง)
CHAP
APN type (ชนิด APN)
mms

เสร็จแล้วกด Save (บันทึก)

เท่านี้ก็น่าจะใช้ได้แล้วครับ

**ข้อควรระวังสำหรับผู้จะเดินทางไปต่างประเทศและจะใช้ roaming คือ ตอนนี้ตัวเครือข่าย AIS 3G ยังไม่รองรับ roaming ครอบคลุมเท่ากับเครือข่าย AIS เดิม ก่อนเดินทางควรโทรเช็คศูนย์ก่อนครับ

ข้อมูลจาก AIS 3G 2100 (ใช้ตาม Galaxy Nexus)

มากกว่าการแปล, localization คือการปรับเข้าถิ่น

ผมเริ่มงานแรกหลังเรียนจบตรี ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (จริงๆ เริ่มก่อนจบน่าจะสามเดือนได้ ซึ่งงานนี่ก็เกือบทำให้ไม่จบ :p) งานที่ทำอยู่ในหมวด “software localization” หรือเรียกย่อๆ ว่า L10n (L ตามด้วยอักษรอีกสิบตัว ปิดท้ายด้วย n)

software localization ไม่ใช่แค่การแปลซอฟต์แวร์ให้ใช้ภาษาถิ่น แต่ต้องปรับให้เข้ากะท้องถิ่น (locale) ด้วย

เช่น มาตรฐานเข้ารหัสและจัดเก็บตัวอักษร (ยูนิโค้ด สมอ. ASCII JIS)

การจัดเรียงลำดับข้อมูล (เอาอะไรมาก่อนหลัง พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวไหนสำคัญกว่าตอนเรียง)

ระบบปฏิทิน (ศักราช การนับวันแรกของสัปดาห์ วิธีเรียกวัน การเขียนวันที่เอาวันหรือเดือนมาก่อน วันหยุดประจำปี เวลา 24 ชั่วโมงหรือ am/pm เขตเวลา ปรับเวลาออมแสงเมื่อใด)

ระบบจำนวนและระบบนับ (เลขไทย เลขอารบิค การออกเสียงจำนวน “211 -> สองร้อยสิบเอ็ด” การรันเลขรายการ “๑) ๑.๑) ๑.๑.ก)” เครื่องหมายบอกหลัก “1,000.00 vs 1.000,00”)

หน่วยชั่งตวงวัด (อิมพีเรียลหรือเมตริก ใช้กระดาษแบบ Letter หรือ A4) หน่วยเงิน (บาท-สตางค์ ดอลลาร์-เซนต์)

รูปแบบการเขียนชื่อ คำนำหน้า ที่อยู่ ไปรษณีย์ เลขหมายโทรศัพท์

เครื่องหมาย สัญลักษณ์พื้นฐาน สี (ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ O X / อัญประกาศเปิดปิด) และอีกมาก

บางเรื่องเป็นเรื่องที่สามารถทำได้เลย ไม่ต้องเข้าไปแก้ไขตัวโปรแกรม แต่บางเรื่องก็จำเป็นต้องไปปรับโปรแกรมให้มันรองรับเสียก่อน

เมื่อก่อนโปรแกรมจำนวนมากถูกออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงการทำตลาดในวัฒนธรรมอื่นๆ ทำให้ยากที่จะปรับ บางทีก็ต้องแงะงัด เสียเวลามากและไม่ยั่งยืน เพราะพอโปรแกรมออกเวอร์ชันใหม่ ก็ต้องมาแงะงัดกันอีกรอบ

การทำให้ซอฟต์แวร์สามารถทำ localization ได้สะดวก เรียกว่าการทำ internationalization หรือ i18n เป็นการเตรียมความพร้อมให้ซอฟต์แวร์ไม่ “taken for granted” เหมารวมไปว่าสิ่งคุ้นชินทางวัฒนธรรมของโปรแกรมเมอร์นั้น คนอื่นๆ ในโลกจะใช้แบบนั้นไปด้วย

โปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ออกแบบมาโดยคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณภาษาโปรแกรม เครื่องมือพัฒนา และระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ ที่ทำให้การเขียนโปรแกรมแบบ i18n สะดวกขึ้น ซึ่งก็ทำให้ทำ L10n ได้ง่ายตามไปด้วย

ในเมืองไทย คนที่ทำเรื่องนี้มานานก็เช่น @theppitak @htk999 @untsamphan @pruet @nanusorn ทำมาตั้งแต่สมัยบุกเบิก ยังไม่มีมาตรฐานสากลเรื่องนี้มากนัก ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเองเลย คนเหล่านี้จำนวนมากมีความสัมพันธ์ในทางหนึ่งทางใดกับ NECTEC

อีกรุ่นถัดมาก็เป็น @markpeak @veer66 @kengggg @pittaya ฯลฯ ที่ทำบนฐานของซอฟต์แวร์ที่ออกแบบเรื่อง i18n มาไว้ค่อนข้างดีแล้ว และมาตรฐานอุตสาหกรรมหลายอย่างในเรื่องนี้ก็นิ่งแล้ว

จริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องซอฟต์แวร์อะไรให้ยุ่งยาก เฉพาะการแปลข้อความปกติ ในวิธีคิดแบบ L10n ก็ควรจะแปลแบบปรับเข้าถิ่น ให้สามารถสื่อความความหมายที่ต้องการไปสู่วัฒนธรรมนั้นๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องแปลแบบตามอักษร

ภาพนี้เอามาจากเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ ที่ชวนคนให้ไปใช้ SkyDrive อย่าใช้ Dropbox เลย

ในราคาเพียง $10/ปี ซึ่งอาจจะถูกกว่าค่าอาหารกลางวันอีกนะ

จะเห็นว่า เป็นการแปลแบบรักษาต้นฉบับไว้ดีมาก แต่มันไม่ลงตัวเท่าไหร่กับถิ่นไทย หน่วยเงินยังเป็นดอลลาร์ และพอแปลงตัวเลขมาเป็นบาทก็ร่วม 300 ซึ่งก็ไม่เมกเซนซ์กับราคาข้าวกลางวันในเมืองไทย (ที่สามร้อยบาทนี่คือค่าแรงขั้นต่ำ :p)

กะจะแค่แคปมาให้ดูเล่นๆ ดันเขียนซะยืดยาว ถือว่าแชร์กันละกัน

เรื่อง “taken for granted” เหมาว่าคนอื่นก็คงคิดเหมือนเรา ทำแบบเรานี่แหละ และเรียกร้องให้ผู้ใช้ปรับตัวให้เข้ากับ “ผลิตภัณฑ์” ที่เราออกแบบ เป็นเรื่องที่เห็นกันทั่วไป ไม่เฉพาะในวงการซอฟต์แวร์

—-
โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’

อแดปเตอร์แมค

“กูเดินวนไปวนมาหาที่นั่งใน TCDC ไอ้พวกใช้แมคนี่มันเป็นอะไร ปลั๊กแม่งมีสองเต้าเสียบ มึงก็ต้องเสียบแบบให้อแดปเตอร์มึงบังไอ้รูที่มึงไม่ได้เสียบไปด้วย กูเดินสามที่เจอสามที่ หันอแดปเตอร์ไปอีกข้างแล้วพ่อมึงจะตายรึไงวะ”

มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าว

นึกไม่ออกว่าจะดื่มเบียร์อะไร? Google ช่วยได้!

beers! beers! beers!

เปิด Google Spreadsheet ขึ้นมา
ใส่คำว่า “lager” ที่เซลล์ A1
ใส่คำว่า “ipa” ที่เซลล์ A2
ไฮไลต์ทั้งสองเซลล์นั้น แล้วลากลงมา โดยที่กด Ctrl หรือ Option ค้างอยู่

มันจะ auto-fill เป็นชื่อเบียร์ชนิดต่างๆ ครับ

นี่สิครับ เทคโนโลยีเพื่อมนุษยชาติ!!

Google Auto-Fill

มันเป็นส่วนหนึ่งของฟีเจอร์ Auto-Fill น่ะครับ โดยข้อมูลพวกนี้เคยอยู่ใน Google Sets มาก่อน ลองดูกับชื่อรัฐ ชื่อประเทศ ยี่ห้อรถ ได้เหมือนกัน

via TechCrunch

อันนี้เด็ด

ชวนสมัคร Mekong ICT Camp [หมดเขต 28 ก.พ.] #ICT4D

Five-days workshop on ICT for development. 6-10 May 2013. Cha-Am, Thailand. Scholarships available. Deadline is 28 Feb 2013.

ค่ายอบรมไอซีทีเพื่อการพัฒนา ที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร มีทุนให้ครับ สมัครด่วนถึงสิ้นเดือนกุมภานี้

Mekong ICT Camp is a mix of activism, policy advocacy, and hacking.

In 2010, we built a low-power radio transmitter from scratch and in the same week we learned about political discourses in telecom spectrum allocation.

This year theme is about DATA. Big data. Open data. Linked data.

From grassroots movement in opening up the data to using the data for policy advocacy.

Applications are open to everybody who working in or for countries in Mekong sub-region.

Apply now at http://mekongict.org/apply/

—-

Facebook: MekongICT
Twitter: @mekongict

โฆษณาว่าจุ 64 GB ก็ต้องใช้ได้จริง 64 GB สิ

Surface Pro รุ่น “64 GB” จะมีพื้นที่ให้ใช้งานเก็บข้อมูลและลงโปรแกรมเพิ่มได้จริงๆ เพียง 23 GB หรือแค่ 35% จากที่โฆษณา (อีก 41 GB เป็น Windows 8 และโปรแกรมอื่นๆ ที่ลงมาจากโรงงานซึ่งอาจจะเอาออกไม่ได้ หรือถ้าเอาออกจะทำให้ความสามารถตามที่โฆษณาหายไป)

Marco Arment คนทำโปรแกรม Instapaper เขียนในบล็อก “64 GB Surface Pro will only have 23 GB free”:

“ทุกคนควรจะเล่นด้วยกฎเดียวกัน นี่คือข้อเสนอ: ความจุหน่วยเก็บความจำ ที่ถูกอ้างถึงหรือส่อความถึง ในชื่อหรือในโฆษณา ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน จะต้องไม่เกินกว่าจำนวนพื้นที่ที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งโปรแกรมภายนอก (third-party) และเก็บข้อมูลได้ หลังจากซอฟต์แวร์จำนวนเท่าที่จำเป็นได้ถูกติดตั้งเพื่อให้ความสามารถทุกอย่างตามที่โฆษณาสามารถใช้งานได้แล้ว”

“ด้วยระบบปฏิบัติการในวันนี้ iPad รุ่นต่างๆ จะโฆษณาความจุได้ไม่เกิน 12, 28, 60 และ 124 GB และ Surface Pro อาจตั้งชื่อได้ว่า 23 และ 83 GB”

Thom Holwerda บรรณาธิการ OSNews บอกว่าเห็นด้วยเป็นที่สุด และยกตัวอย่างว่า:

“ถ้าผมซื้อลวดเย็บกระดาษหนึ่งกล่องที่เขียนว่า 100 ชิ้น ผมคาดหวังว่ามันจะมีลวดอยู่ประมาณ 100 ชิ้น – ไม่ใช่ 50 เพราะอีก 50 นั้นถูกเอาไปเย็บกล่องนั้นอยู่”

การแฮ็กคือการเรียนรู้แห่งอนาคต Raspberry Pi: Hacking is a 21st century literacy

บีบีซีไม่ได้วางตัวเองเป็นแค่สถานีข่าว แต่เป็นองค์กรเพื่อการเรียนรู้ของสาธารณะ

ยุค 80s บีบีซีมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์จะเป็นสื่อใหม่สำหรับการเรียนรู้ ก็เลยเกิดโครงการ BBC Computer Literacy Project แล้วก็ดันให้เกิดคอมพิวเตอร์ BBC Micro ที่กลายเป็นคอมพิวเตอร์มาตรฐานในโรงเรียนทั่วประเทศ (มีภาษา BBC BASIC ด้วย) ความสำเร็จของ BBC Micro เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่มีส่วนให้สถาปัตยกรรม ARM แบบที่เราใช้กันอยู่ในอุปกรณ์พกพาทุกวันนี้ ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

แฟนๆ ของ BBC Micro นั้นมีมากมาย ถึงขนาดมีความพยายามจะจำลองเครื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อหวนถึงอดีต (พร้อมๆ กับเป็นโปรเจกต์เพื่อลับฝีมือ)

BBC Micro

คนในวงการการศึกษาคอมพิวเตอร์ในสหราชอาณาจักร ในยุคปัจจุบัน ให้เครดิต BBC Micro (และโดยทั่วไปก็คือคอมพิวเตอร์ในยุคสมัยนั้น อย่าง Amiga และ Commodore 64) อย่างมาก ว่าทำให้พวกเขามีความสนใจในวิทยาการคอมพิวเตอร์ สิ่งที่พวกเขาคิดว่าคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นมี และคอมพิวเตอร์ในยุคนี้กำลังจะไม่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ คุ้ยแคะ แกะเกา ดัดแปลงคอมพิวเตอร์ให้ทำงานอย่างที่ใจอยากได้ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าการ “แฮ็ก” นั่นแหละ

Raspberry Pi เป็นความพยายามจะนำสปิริตอะไรแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนและเสียงตอบรับที่ดีมากจากวงการคอมพิวเตอร์สหราชอาณาจักร รวมไปถึงนักคอมพิวเตอร์ทั่วโลก

Raspberry Pi เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก กว้างxยาวประมาณเครดิตการ์ด หน้าตามันเหมือนแผงวงจรลุ่นๆ มากกว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์สำเร็จ และห่างไกลจากความสวยเนี๊ยบอย่างไอแพด แต่ผู้สร้างก็ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ มันคือจิตวิญญาณแห่งความอยากรู้อยากเห็นจากทศวรรษ 1980 ที่ถูกผลักไปข้างหน้าเพื่อศตวรรษที่ 21 ไม่เพียงแต่ซอฟต์แวร์ที่บรรดาเด็กๆ นักเรียนจะแฮ็กได้ง่ายๆ แต่รวมไปถึงฮาร์ดแวร์ด้วย “hacking” คือ literacy ของโลกอนาคต เพราะ hacking หมายถึงการที่เราสามารถควบคุมเทคโนโลยีได้ด้วยมือเราเอง ไม่ต้องงอนง้อรอเป็นปีๆ ขอจากผู้ผลิตให้เมตตาเพิ่มฟีเจอร์นั่นนี่ให้เรา (มีชุมชน RaspberryPiThai ในไทยแล้ว [มีของขายด้วย])

คนที่สนใจติดตามเรื่องราวจากทีมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสื่อใหม่สำหรับอนาคตของบีบีซี ไปอ่านได้ที่ BBC R&D

เรื่องเกี่ยวกับ “hobby computing” — From BBC Micro to Raspberry Pi: Geeks gather at ARM to celebrate British computing achievements

ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการแฮ็กและเสรีภาพเอาไว้ใน October เล่ม 11 (ฉบับ Sex) สนใจตามอ่านได้ครับ

พฤหัด 1 + พบค่ำ 4: สร้างวัตถุดิบเพื่อสังคมความคิด [19 พ.ค. 2555]

สไลด์งานพฤหัด ThursDIY เมื่อวันพฤหัส
รอบนี้หัดทำแผนที่ OpenStreetMap โดย @kenggggg โอเพ่นดรีม พี่เทพก็มาด้วย

ตามลิงก์นี้เลย http://opd.me/osmpresentation

ผมเองสำรวจแค่แถวลิโด เดินนิดเดียว เหนื่อย คนอื่น ๆ เขาไปทั่วสยามเลย ได้จุดโน่นนี่มาใส่แผนที่เต็มเลย ใช้ Walking Papers ช่วย สะดวกดี ฝรั่งในกรุ๊ป Thai OpenStreetMap แนะนำมา

—-

โน๊ตงานโรงเรียนพ(ล)บค่ำ ครั้งที่ 4 เมื่อค่ำวาน @nuling สมบัติ บุญงามอนงค์ มาบรรยายและแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “โลกคู่ขนาน Online-Offline กับอัตราเริ่งดิจิทัล พายุ Social Network”

แน่นอนว่าโน๊ตนี้มันผ่านการบันทึก/ความเข้าใจของผม ส่วนไหนที่ผมเพิ่มเติมเข้าไปชัดๆ ที่หนูหริ่งไม่ได้พูดเลย จะอยู่ใน […] แล้วก็มันไม่ได้ตามลำดับเวลานะครับ ผมนึกอะไรได้ก็ใส่ ๆ ไป บรรทัดต้น ๆ นี่โน๊ตระหว่างฟัง หลัง ๆ นี่เอาจากที่จำได้ละ เอาไว้รอดูวิดีโอเต็ม ๆ จาก YouTube ของ @ReadingRoomBKK ได้

  • การปฏิวัติดิจิทัล คลื่นนี้ได้ไล่ตีไล่พังสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ
  • หนูหริ่งพูดถึงการเรียงพิมพ์ ทำปรินต์คอมพิวต์สมัยก่อน โปรแกรม PageMaker (สมัยก่อนทำหนังสือให้เอ็นจีโอ)
  • ไม่เคยรู้ว่ามัน copy & paste Ctrl-C Ctrl-V ได้ การก๊อปปี้เป็นพลังของดิจิทัล [/me Kopimism!!]
  • เศร้าในเน็ตแบบขำๆ เรื่องโทรเลขหายไป สิ่งต่างๆ เริ่มหายไป
  • แต่เราเศร้าแบบหวนรำลึก เราไม่ได้ใช้มันจริงๆ หรอก เหมือนเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆ มาตั้งเก๋ๆ เป็นเครื่องประดับ
  • บิล เกตส์ บอกว่า อินเทอร์เน็ตวิ่งด้วยความเร็วหมา (1 ปีหมา = 7 ปีคน)
  • อัตราเร่งมันทบขึ้นไปเรื่อยๆ BlackBerry สองปีหายไปแล้ว
  • เครื่องบินถ้าเร่งไม่ถึงจุดหนึ่งมันบินไม่ได้ เป็นจุดเปลี่ยน
  • อาหรับสปริง ข้างนอกก็พร้อมแล้ว สภาพมันแห้งมาก พอข้างในอินเทอร์เน็ตร้อนได้ที่ จุดไฟ ข้างนอกก็ติดทันที สภาวะมันพร้อม ไม่มีแกนนำ
  • ประวัติศาสตร์ประชาชนไม่ถูกบันทึก (เดี๋ยวอันนี้จะโยงไปเรื่อง Wikipedia ที่คุยตอนหลัง)
  • ต้นทุนที่ต่ำลง ทำให้การผลิตแบบเดิมล่มสลาย
  • แต่มันไม่ได้ ล้มของเก่า แล้วเอาของใหม่ขึ้น มันเหมือนต้นไทร
  • มีต้นไม้เก่าอยู่ นกบินผ่าน ขี้เมล็ดไทรใส่ ต้นไทรค่อยๆ ขึ้น ค่อยๆ ครอบต้นเก่า
  • โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมเดิมถูกสิ่งใหม่ค่อยๆ โอบ จนกลืนของเก่าหายไป
  • พูดถึงคนทำธุรกิจ web hosting สมัยก่อน คุยแล้วเขาบอกว่าไม่ได้ทำเพื่อทำกำไรวันนี้ แต่เพื่อวางที่ทางของตัวเองในอนาคตข้างหน้า
  • คนที่มีวิสัยทัศน์ จะเริ่มทำสิ่งที่เขาเห็นว่าอนาคตจะเกิด จะสะสมทุนทางสังคมตั้งแต่ตอนนี้
  • โกดัก เจ๊งเพราะไม่ยอมเปลี่ยน
  • โกดักมีห้องวิจัยที่ทำกล้องดิจิทัลเป็นรายแรกๆ แต่ผู้บริหารตัดสินใจไม่สนับสนุน
  • โกดักยึดกับโมเดลธุรกิจเดิม ยึดกับคุณค่าของฟิลม์ที่ตอนนั้นคุณภาพยังเหนือกว่ามาก ไม่เห็นว่าดิจิทัลจะมาแทนได้
  • การส่งสคส.แต่ละปี บอกอะไรบางอย่างกับเรา มียุคส่งการ์ดออนไลน์ ส่ง SMS ล่าสุดส่ง Whatsapp มันบอกถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป [เหมือนเป็นหมุดหมายของแต่ละปี]
  • โลกเราตอนนี้มีคนทุกสปีด คนไม่เข้าใจเรา เพราะมองโลกด้วยสปีดที่ต่างกับเรา
  • พูดถึงโฆษณาการรถไฟแห่งประเทศไทยตัวล่าสุด คนอีกสปีดหนึ่ง
  • ตอนหลังมาพูดถึงเรื่องการทำงานและการไม่ปรับตัวของเอ็นจีโอไทย
  • มีคนถามเรื่องเซ็นเซอร์ หนูหริ่งบอก รถก็ต้องมีเบรก เบรกเป็นไอเดียที่น่าจะขัดกับการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของรถ แต่รถก็ต้องมีเบรก การเซ็นเซอร์ก็อาจจะเป็นงั้น มันจำเป็นต้องมี ไม่ใช่เรื่องที่แยกจากกัน บางทีมันต้องไปด้วยกัน เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตอนนี้ มีเฉพาะฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ ต้องมีทั้งสองฝั่ง มันเป็นของกันและกัน
  • ผู้เข้าร่วม (หมี) บอกว่า ไม่เห็นด้วย เขาเห็นว่า เบรกนี่เราเลือกได้ว่าจะเหยียบเมื่อไหร่ แต่เซ็นเซอร์นี่มันเหมือนสิ่งกีดขวางบนถนน เราเลือกไม่ได้ มันเต็มไปหมด
  • ผู้เข้าร่วม (ดิว) ถามเรื่องความเห็นออนไลน์ ที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้เสรี แล้วจะไม่ยุ่งเหยิงเหรอ มันต้องมีการจัดระเบียบไหม – หนูหริ่งตอบว่า เสียใจด้วยที่จะต้องบอกว่า โลกข้างหน้ามันจะต้องยุ่งเหยิงแน่ แต่คนก็จะต้องปรับตัวเข้ากับมัน
  • [ถึงตรงนี้ผมจะบอกว่า สิ่งที่รัฐจำนวนหนึ่งใช้สำหรับจัดการความยุ่งเหยิงอาจจะเป็นการเซ็นเซอร์ แต่อีกสิ่งที่ใช้จัดการมันได้เหมือนกัน ก็คือ curator หรือ moderator ที่คอยคัดเลือก ตัด noise บางอย่างให้เราสะดวกขึ้น โดยที่เราเลือก curator เองได้ ตอนนี้องค์กรข่าวอย่าง New York Times หรือ The Guardian ก็มีตำแหน่ง curator คอยคัดเลือกข่าวจากความยุ่งเหยิงในโซเชียลมีเดีย – แต่สุดท้ายไม่ได้พูดนะ ประเด็นมันไหลไปเรื่องอื่นละ]
  • ผู้เข้าร่วม (แอม) ถามเรื่องการแคมเปญออนไลน์ว่ามันช่วยได้จริงหรือ หรือจะเป็นเพียง clicktivism [หรือ slacktivism] ที่คนก็แค่รู้สึกว่า ฉันได้ทำบางอย่างนะ แต่จริง ๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หนูหริ่งตอบว่าจากประสบการณ์ มันมีคนมาทำอะไรออฟไลน์จริง ๆ
  • หนูหริ่งพูดเรื่องโครงการรับบริจาคเสื้อนักเรียนมือสอง ความร่วมมือกันทางออนไลน์ ตั้งแต่สมัยฟอร์เวิร์ดเมล โครงการบริจาคคอมพิวเตอร์ ซ่อมคอมให้ใช้ได้ ปีนึงให้โรงเรียน 3,000 เครื่อง
  • โครงการบริจาคหนังสือของมูลนิธิกระจกเงา ปีนึงเกือบแสนเล่ม คัดแยกหนังสือ อันไหนใช้ไม่ได้เอาไปขายเป็นกระดาษ อันไหนใช้ได้เอาใส่เว็บ ทำเหมือน Amazon ให้โรงเรียนมาเลือกหนังสือที่อยากได้
  • ตอนนี้ติดปัญหาการคีย์ข้อมูลหนังสือเข้าระบบ ผู้ร่วมงาน (จุ๋ม) เสนอให้ใช้โปรแกรมอ่านบาร์โค้ด
  • ผมถามเรื่อง ทำไมหนูหริ่งสนใจเรื่อง Wikipedia ตอบว่า จะผลิตอะไรมันต้องใช้วัตถุดิบ การจะผลิตของในยุคนี้ [ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจฐานความรู้] มันต้องอาศัยข้อมูลความรู้ วิกิพีเดียก็เหมือนเป็นวัตถุดิบอย่างนึง ที่จะใช้ในการผลิตความคิด เราต้องหาทางผลักดันลงทุนกับเรื่องนี้ ต้องสร้างวัตถุดิบรอเอาไว้ จะหวังแค่การศึกษาในระบบ หรือการจัดงานสัมมนาเสวนาไม่ได้
  • [หนูหริ่งเคย Voxer มาถามว่า วิกิพีเดียภาษาไทยมีคนเขียนกี่คน แอดมินกี่คน มีกี่บทความแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ในขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียง อย่างภาษาบาฮาซา (เกือบสองแสนบทความ) และเวียดนาม (สี่แสนเศษ) ภาษาไทยมีขนาดเล็กกว่าอย่างชัดเจน (ราวๆ 74,000 บทความ)]
  • ในยุค search engine คนจะวิ่งหาที่เขาต้องการ เราแค่ทำมันรอไว้ ให้คนหาเจอ [พูดในบริบทการหาอาสาสมัครมาทำงานเพื่อสังคม แต่ผมว่าก็ใช้กับเรื่องวิกิพีเดียได้เหมือนกัน สร้างวัตถุดิบรอไว้]
  • ก่อนหน้านี้พูดถึงเรื่อง คนเราทำไมถึงต้องตาย [จากปาฐกถาในโอกาสเปิดตัวหนังสือ “เหมือนอยู่คนละโลก” เมื่อเดือนก่อน] คนเราตายเพราะโลกมีทรัพยากรจำกัด เราต้องให้โอกาสในการใช้ทรัพยากรกับคนอื่นที่เกิดใหม่ ตายเพราะมันมีปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ ต้องให้โอกาสคนใหม่ ๆ เข้ามาแก้
  • เอ็นจีโอไทยมีปัญหา คนแก่ไม่ยอมตาย องค์กรก็ไปต่อไม่ได้ วิธีแก้แบบเก่า ใช้กับปัญหาแบบใหม่ไม่ได้แล้ว
  • หนูหริ่งบอกโชคดีที่ตอนมาเป็นเอ็นจีโอ ไม่มีสำนัก ไม่มีสาย สำนักคิดมันก็ดี ช่วยให้มีหลักในการทำงาน แต่ถึงวันนึงถ้ายังยึด มันจะตัน
  • จะใช้ของเก่าหรือใหม่ก็ได้ ขอให้มันทำงานได้ ไม่ใช่ใช้ของใหม่เพราะเห่อ
  • บอกว่าตอนทำงานศปพ. ตอนทำงานภัยพิบัติ เจอคนเยอะ ยังมีคนที่คิดว่าขอให้มีเทคโนโลยีดี ทุกอย่างก็จบ แก้ไขทุกอย่างได้ เวลาพรีเซนต์ก็จะโชว์เทคนิคตื่นตา คนจะตื่นเต้น
  • หนูหริ่งบอก ผมเบื่อพูดเรื่องการเมือง ผมเป็นอะไรมากมาย แต่พอมีเรื่องการเมือง คนลดผมให้เหลือแค่มิติทางการเมือง ศศินก็เหมือนกัน เขาบอกว่าเขาทำงานเรื่องป่า แต่คนจำเขาแค่เรื่องน้ำ เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ตอนนั้นออกมาพูดเพราะมันรู้สึกว่าต้องพูดเป็นเรื่องบ้านของเขา แต่คนก็ลดมิติหรือติดป้ายให้ศศิน ว่าศศิน=เชี่ยวชาญน้ำท่วม

อีกส่วนหนึ่งจากโรงเรียนพบค่ำ @isAmAre ทวีตเอาไว้ที่ @thainetizen กดดูได้ตามลิงก์ครับ https://twitter.com/thainetizen

โรงเรียนพบค่ำนี่ มีทุกวันศุกร์ที่ 3 ของเดือน (เดือนหน้าก็ ศุกร์ 15 มิถุนา) เริ่มทุ่มครึ่ง จัดที่ The Reading Room เป็นห้องสมุดศิลปะ ที่ สีลม ซอย 19 (อยู่ชั้น 4 มองหาบันไดเล็ก ๆ หลังร้าน Milk Plus) จัดโดย The Reading Room ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต (มีมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สนับสนุน)

ปีนี้ธีมของโรงเรียนคือ “วัฒนธรรมเคลื่อนไหว – Moving Culture” ก็จะเกี่ยวกะเรื่อง mobile technology, mobility, mobilization, mobs, social movement ทั้งในทางเทคโนโลยี สื่อ ศิลปะ การเคลื่อนไหวทางสังคม

—-

ถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปร่วมงานทำนองนี้ในจังหวัดต่าง ๆ นะครับ @pruet ชวนไปเวิร์กช็อป DIY ที่เชียงใหม่
ส่วนเมื่อวาน พี่บอย นักข่าวภาคใต้ ก็บอกว่า ลองไปทำที่ปัตตานีมั่งสิ ตอบตกลงไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะ ชวนมาก็ไปอ่ะ

—-

วันนี้ 19 พฤษภาคม 2555 ครบรอบ 2 ปีการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ครับ #ที่นี่มีคนตาย