beyond policy

[ คำเตือนก่อนอ่าน: ในขณะที่เขียนบทความนี้ ในใจผมอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า จะ “กาช่องไม่เลือกใคร” หรือ “เลือกพรรคพลังประชาชน” (แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไร ก็เพื่อส่งสัญญาณเดียวกัน คือ “ไม่เอารัฐประหาร” ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต) — ดังนั้นข้อเขียนชิ้นนี้ จึงเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องได้รับอิทธิพลจากสิ่งนี้ไม่มากก็น้อย กรุณาใช้ความระมัดระวังในการอ่าน — ติชมใด ๆ ผมถือเป็นกำนัล ขอน้อมรับด้วยความขอบคุณยิ่ง ]


บางที การเลือกตั้งครั้งนี้
อาจไม่ใช่การเลือกพรรคการเมือง อย่างที่แล้ว ๆ มา

ที่ผ่านมา เราบอกว่า สังคมประชาธิปไตยไทย(ไทย)
ได้ก้าวพ้นการเลือกตัวบุคคล มาเป็นการเลือกพรรคแล้ว
โดยชัยชนะของไทยรักไทยอาจเป็นตัวอย่าง (โดยกลไก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่เพิ่งมีใหม่ในตอนนั้น เป็นตัวอำนวยให้เกิดได้)

เลือกบุคคล ก็คือเลือกจากความชอบพอในตัวบุคคล คนนี้เป็นคนดี
เลือกพรรค ก็คือเลือกจากนโยบายของพรรค

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พูดตรง ๆ ผมไม่ได้ตัดสินใจจากทั้งสองอย่าง หลายคนคงคิดเหมือนกัน

ตัวบุคคล ? เรารู้จักใครบ้าง ? ถ้าจะคุ้น ๆ ก็มีนามสกุลกระมัง เดา ๆ ก็คงจะเป็นลูกหลานของนักการเมืองหรือคนใหญ่คนโตสักคนนี่แหละ

นโยบาย ? มองไปทั้งหมด จะมากน้อยอ่อนแก่ สุดท้ายก็ไม่พ้น “ประชานิยม” ปะแป้งเปลี่ยนชื่อใช่ไหม ?

บางทีครั้งนี้ หรือไม่ก็หลังจากนี้ไม่นาน เราอาจก้าวพ้นอีกครั้ง
จากเลือกนโยบาย ไปสู่การเลือกอุดมการณ์

การที่คนกลุ่มต่าง ๆ รณรงค์เรื่อง No Vote (ไม่ไปเลือก) บ้าง Vote No (กาช่องไม่เลือกใคร) บ้าง เลือกพรรคนี้คือเลือกไม่เอารัฐประหารบ้าง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ (รวมถึง “ล้มรัฐธรรมนูญ = ล้มรัฐประหาร” ในการลงประชามติร่างรธน.50 ด้วย)
ผมคิดว่านี่คือการเลือกอุดมการณ์

คนจำนวนหนึ่ง ใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังทางการเมือง
พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเลือกพรรคการเมืองใด
แต่พวกเขาเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาเชื่อ

การแสดงอุดมการณ์ดังกล่าว กระทำผ่านการเข้าร่วมการเลือกตั้ง
ผมใช้คำว่า “การเข้าร่วมการเลือกตั้ง” และไม่ใช้คำว่า “ไปลงคะแนนเลือกตั้ง” ก็เพราะการเข้าร่วมนี้ มีได้หลากหลายมากกว่าการไปลงคะแนน

พวกเขาใช้การเลือกตั้ง แสดงความต้องการ ที่นอกเหนือไปจากช่องสี่เหลี่ยมที่ถูกกำหนดให้ทำเครื่องหมายกากบาท
และพวกเขาต้องการจะเป็นผู้กำหนดเครื่องหมายเอง ไม่ใช่รอเลือกจากช่องที่ถูกกำหนดมาให้

บางคน ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ (อีกทั้งอยากให้คนอื่น ๆ ไปลงคะแนนกันเยอะ ๆ ด้วย) เพราะอยากจะแสดงพลังว่า ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมากแค่ไหน และประชาชนไม่ต้องการรัฐประหาร

บางคน ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะอยากจะแสดงพลังว่า ประชาชนไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จัดโดยคณะรัฐประหาร และกกต.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานแปลก ๆ รวมทั้งมีการแทรกแซงจากคมช.

บางคน ไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ หรือไปกาช่องไม่เลือกใคร เพราะอยากจะส่งสัญญาณว่า พรรคการเมืองทั้งหมดที่มีมาให้เลือก ต่างก็ไม่ได้จริงใจกับประชาชน ไม่มีพรรคใดที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

บางคน ไปกาช่องไม่เลือกใคร เพราะจะส่งสัญญาณว่า ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550

บางคน ไปเลือกพรรคที่ไม่ใช่พรรคนอมินีของพรรครัฐบาลก่อน เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ‘ขมขื่นเช่นอดีต’

บางคน ไปลงคะแนนเลือกพรรคที่คมช.หมายหัวเป็นศัตรูใหญ่ เพราะอยากจะส่งสัญญาณว่า ประชาชนไม่ต้องการรัฐประหาร และแสดงพลังว่า คุณเอาออกไปได้ ผมก็เอากลับมาได้เหมือนกัน และถ้าคุณจะเอาออกไปอีก ผมก็จะเอากลับมาอีกเช่นกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งลงคะแนนและไม่ลงคะแนน ต่างก็เป็นการเข้าร่วมการเลือกตั้งอย่างหนึ่ง และเป็นการเข้าร่วมการเลือกตั้ง แบบไม่สนใจนโยบายของพรรคการเมืองเสียด้วย

แล้วคนเลือกจากอะไรกัน ?

ผมคิดว่า คนจำนวนหนึ่งในสังคมไทย ได้ตัดสินใจจะเลือกจาก “อุดมการณ์” ของพรรคการเมืองแล้ว

ไม่ใช่เลือกจากความชอบพอ ไม่ใช่เลือกจากนโยบาย แต่เลือกจากอุดมการณ์

ส่วนอุดมการณ์ ในสถานการณ์นี้นั้น ก็ง่าย ๆ คือ

“เราจะเอาหรือไม่เอารัฐประหาร (อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า)”

หรือ

“เรายอมรับได้หรือไม่กับผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

หรือ

“เราจะเอาหรือไม่เอาระบบการเมืองที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน” (ยืมคำสมัชชาคนจน)

ก็แค่นี้เท่านั้น

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง การที่เขาไม่เลือกพรรคใดเลย ก็เพราะเขาเห็นว่าในนโยบายสีสันหน้าตาต่าง ๆ นั้น สุดท้ายแล้วต่างก็ไม่สอดรับกับอุดมการณ์ที่เขาจะรับได้

สำหรับคนจำนวนหนึ่ง การที่เขาเลือกพรรคพรรคหนึ่ง ก็เพราะอุดมการณ์และแนวทางของพรรคนั้น (ทั้งปัจจุบันและในอดีต) แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนวนหนึ่ง หรือตัวบุคคลบางบุคคลในพรรคก็ตาม

หากคิดว่าแนวนโยบายแห่งรัฐนั้นควรจะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ บนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชน
การเปลี่ยนนโยบายเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ (แน่นอนว่าไม่ใช่จะเปลี่ยนกันบ่อย ๆ) และไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “ถูกหลอก” มากนัก

แต่การเปลี่ยนอุดมการณ์นั้นไม่ใช่

นโยบายมาแล้วก็ไป เปลี่ยนไปตามสภาวะสังคมเศรษฐกิจ แต่อุดมการณ์นั้นอยู่ยาวยืนยงกว่า

Democrat จึงเป็น Democrat
Republican จึงเป็น Republican
SPD จึงเป็น SPD
CDU จึงเป็น CDU
Die Linke จึงเป็น Die Linke
Labour จึงเป็น Labour
Conservative จึงเป็น Conservative
Green จึงเป็น Green

เราสามารถเลือกอุดมการณ์ได้ จะโดยผ่านพรรคการเมือง ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน
ผ่านเครือข่าย ฯลฯ ทางใดกี่ทางก็ได้

ไม่ว่าแต่ละคนจะให้ความหมายของ “เรา” ว่าอย่างไร
และประเทศชาติรัฐบาลแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็น “ของเรา” ได้บ้าง

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวานี้ จะเป็นการแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนชาวไทย
ว่าเขาอยากได้การเมืองและบ้านเมืองแบบไหน ?

“บ้านเมืองที่เป็นของเรา”

หรือ

“บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา”


(สำหรับตัวผมเอง ไม่ว่าสุดท้ายจะเลือกอะไร แต่ที่สุดก็เพื่อส่งสัญญาณเดียวกัน คือ “ไม่เอารัฐประหาร” ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต “ไม่เอาผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” และ “ไม่เอาการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน”)


ชิ่งต่อ:


ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ “มองข้ามหัวนโยบาย” ที่เว็บไซต์ อารยชน 21 ธ.ค. 2550 — คลิกดูความเห็นเพิ่มเติมที่เว็บไซต์อารยชน

เพิ่มคำเตือนในการอ่านหัวบทความ และความเห็นท้ายบทความ – 22 ธ.ค. 2550

เพิ่มลิงก์ปิยบุตร – 26 ธ.ค. 2550

technorati tags:
,
,

OOXML Advertorial — NoOOXML

OOXML ทำเนียน

วันนี้เจอโฆษณา “Open XML” ใน ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 30 ส.ค. – 1 ก.ย. 2550 หน้า 34 (เซคชั่น “ตลาด-ตลาดภูมิภาค”)

หน้าตาทำเหมือนเป็นบทความ ขึ้นหัวใหญ่ว่า

“ธุรกิจไทย คนไทย มีทางเลือกหรือไม่ในเวทีระดับโลก
ประเทศไทยควรโหวตรับมาตรฐานการจัดเก็บเอกสารใหม่หรือไม่…”

ในนั้นมียกคำพูดจากบุคคลในวงการไอทีต่าง ๆ
เช่นจาก คุณฟูเกียรติ จุลนวล ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และแพลตฟอร์ม บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด
คุณสมเกียรติ อึ้งอารี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีเนียร์ คอม จำกัด นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI)
คุณสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค)

ตรงกลาง ๆ “บทความ” ตอนหนึ่งเขียนว่า

“ที่สำคัญ การโหวตครั้งนี้เป็นการทำให้ภาษาไทยได้เข้าไปเป็นหนึ่งในมาตรฐานโลก ซึ่งหากต่อไปจะมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นอะไรขึ้นมาแล้ว ภาษาไทยก็จะเป็นหนึ่งภาษาที่ถูกนำไปพิจารณาด้วย แม้ว่าจะมีผู้ใช้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น”

… จริงหรือไม่ครับ ?
(แต่เป็นการใช้ภาษาที่ดูดีทีเดียว เขียนแบบให้ความหวังมากในที่แรก จะมีภาษาไทยแน่ ๆ … แต่ในตอนสุดท้ายก็ทิ้งระยะความรับผิดชอบแบบนิ่ม ๆ .. จะถูกนำไปพิจารณาเท่านั้นแหละนะ ไม่ได้สัญญาอะไรมากกว่านี้)

อีกตอนหนึ่งเขียนว่า

“วันนี้เรากำลังมีทางเลือกในการที่จะมีอีกมาตรฐานที่ช่วยในการจัดเก็บเอกสารไว้ใช้งาน ประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องรับรองให้ Open XML เป็นมาตรฐาน ISO ก็ได้ แต่ถามว่า วันนี้เรามีมาตรฐานที่เหมาะสมที่ช่วยในการจัดกับเอกสารที่เรามีใช้งานอยู่แล้วในองค์กร รวมถึงมาตรฐานที่ช่วยให้เอกสารของเราสามารถทำงานร่วมกับระบบงานต่าง ๆ ที่มีใช้งานอยู่แล้วในองค์กร”

อ่านโดยรวมทั้งหมดแล้ว จะเน้นกลุ่มองค์กรที่ใช้งานไมโครซอฟท์ออฟฟิศอยู่แล้ว และสร้างความไม่แน่ใจเกิดขึ้นว่า ถ้า Open XML ไม่ได้เป็นมาตรฐาน ISO แล้วเอกสารทั้งหมดของพวกเขา จะทำงานกับระบบอื่น ๆ ในโลกไม่ได้

ก็ติดตามตรวจสอบกันไปครับ ใครพูดจริงเท็จ พูดครึ่งเดียว พูดบิดเบือน …

แล้ว สมอ. ของไทย จะเชื่อใคร โหวตให้ใคร เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของใคร … ก็ดูกันไป

พวกเราจะไปมีส่วนร่วมอะไรได้ไหม ??


ลองอ่าน รวมความเห็น OOXML จากหลายฝ่าย ที่ Blognone

ถ้าใครพิจารณาแล้ว ไม่สนับสนุนการมีอีกมาตรฐาน (ตอนนี้ ISO มีมาตรฐานการจัดเก็บเอกสารอยู่แล้ว ชื่อว่า OpenDocument)
ก็ไปลงชื่อคัดค้านกัน ที่ No OOXML (ในนั้นมีเหตุผลให้อ่านเป็นข้อ ๆ เลย ลองอ่านดู)


(เลือกรูปอื่น ๆ ไปแปะเว็บ ได้จาก NoOOXML Banners)

technorati tags:
,
,
,

Vote for the Better, Vote ‘NO’

ขออนุญาตคัดทั้งหมด มาจากประชาไท

เลือกในสิ่งที่ดีกว่า คือ ‘ไม่’

19 สิงหาคม เป็นวันที่จะกำหนดอนาคตของเรา ผมไม่แน่ใจว่า สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากการยกร่างรัฐธรรมนูญและการรณรงค์ประชามติที่ผ่านมา หากไม่หลอกตัวเองมากเกินไป และซื่อตรงต่อตนเอง ไม่มากก็น้อยคงต้องยอมรับว่าการประชามติที่ผ่านมานั้นเป็นไปอย่างไม่ตรงไปตรงมา ไม่เคารพคนที่เห็นต่าง และไม่เป็นธรรมต่อการแข่งขัน หลายกรณียังเข้าข่ายฉ้อฉล

การเดินไปคูหาประชามติแล้วผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ยังเท่ากับทำให้มาตรฐานการประชามติอย่างที่เป็นอยู่ได้รับการยอมรับ และจะเป็นมาตรฐานแบบไทยๆ สำหรับใช้ในครั้งต่อไป ทั้งๆ ที่ไม่มีใครในโลกเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าประชามติได้ การไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการร่าง การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนจำนวนมากและส่วนใหญ่ ซึ่งยืนยันจากโพลล์หลายสำนัก

พึงต้องด้วยรู้ว่า การทำประชามติคือการใช้สิทธิใช้เสียงของประชาชนทุกคนอย่างเจ้าของประเทศโดยทางตรง ซึ่งกำลังเป็นวิธีที่นานาอารยประเทศนิยมใช้มากขึ้นๆ การทำให้การประชามตินี้เกิดเป็นมาตรฐานอันตราย จะทำให้การเมืองไทยเสียนิสัยและมักง่าย ซึ่งที่ผ่านมาก็มากพออยู่แล้ว

กล่าวอีกอย่างก็คือ การให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านด้วยประชามติครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เท่ากับศูนย์แต่ยังทำให้สังคมไทยติดลบ

ในทางกลับกัน สังคมการเมืองไทยจะได้อะไรอีกมากหากประชามติครั้งนี้มีผลในทางไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หนึ่งคือ เท่ากับการปฏิเสธกระบวนการร่างที่ไม่เห็นหัวประชาชน สองคือปฏิเสธที่มาของการร่าง ซึ่งจะทำให้การรัฐประหารซึ่งส่งผลเสียต่อสังคม การเมือง เศรษฐกิจ มหาศาลทำได้ยากมากขึ้น หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยและพาการเมืองไทยก้าวสู่การเมืองแบบเป็นเหตุเป็นผล หรือมีโอกาสหลุดออกจากวงจรอำนาจนิยมมากขึ้น และสาม เราจะนำความสมานฉันท์กลับมาสู่สังคมไทยอย่างแท้จริงได้ เมื่อกระบวนการต่อจากนั้นเดินไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชนที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องที่มาของผู้ร่าง กระบวนการ และเนื้อหา และวันนั้นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และร่าง 50 อย่างแน่นอน

อย่ากังวลไปเลยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมา เพราะรัฐธรรมนูญ 2534 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นต้นเหตุของการนองเลือด การหยิบฉบับนี้มาจึงเท่ากับการเปลี่ยนชื่อ คมช.เป็นคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น พล.อ.สุจินดา คราประยูร เปลี่ยน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็น พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ส่วน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั้นเล่า ก็คงละม้ายคล้าย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เข้าไปทุกที

รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ที่ คมช. ร่างเอง ยังได้กำหนดให้เปรียบเทียบร่าง 50 กับร่างรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งนั่นหมายความว่า เป็นการกำหนดให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหลัก ยกเว้นแต่ คมช.จะถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง ด้วยการไม่ยอมรับในรัฐธรรมนูญ 49 ที่ตัวเองร่าง

เอาละ ต่อให้เราไม่เชื่อคนอย่าง พล.อ.สนธิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยบอกว่าจะไม่มีการรัฐประหารแต่ก็รัฐประหารมาแล้ว เรายังพึงต้องรู้ว่ารัฐธรรมนูญ 16 ฉบับที่ผ่านมา ไม่มีฉบับไหนเลยที่มีบทบัญญัติว่าด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งล้วนแต่ทำงานและมีภาระคั่งค้างอยู่มากมาย จึงเป็นอันว่า คมช. จะไม่เหลือทางไหนเลยนอกจากจะต้องหยิบรัฐธรรมนูญ 2540 ขึ้นมา และแม้จะมีการปรับใช้ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดและล็อกเอาไว้ด้วยรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 การปรับใช้ในสาระสำคัญจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

ก็ถ้าการ ‘ไม่’ รับร่าง ดีกว่า แล้วเราจะ ‘รับ’ ทำไม

technorati tags:
,
,

Pre-Referendum Reads

Be an informed citizen, read this before referendum vote.

เอกสารน่าอ่านก่อนลงประชามติ
รวมรวมโดย คนชายขอบ
ทุกอันมีเป็น PDF พิมพ์ไปอ่านบนรถไฟฟ้า ส่งต่อให้เพื่อน ๆ ญาติ ๆ อ่านได้
พร้อมลิงก์ไปยัง ร่างรธน. 2550 ฉบับเต็ม เพื่อประกอบการตัดสินใจ

รายชื่อบทความ:

  • ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ 2550 – ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์
  • นับถอยหลัง “รับ-ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ การเมืองไทยจะไปทางไหน? – นิตยสารสารคดี
  • ทำไมต้องโหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญ? (พร้อมแผนภูมิ) – wevoteno.net
  • ชำแหละระบบบัญชีรายชื่อในร่าง รธน. 2550: gerrymandering แบบไทยๆ? – ม้านอก และ เด็กนอกกรอบ
  • บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับลงประชามติ – ม้านอก และ เด็กนอกกรอบ

ตามลิงก์นี้เลยครับ:
เอกสารน่าอ่านก่อนลงประชามติ
http://www.fringer.org/?p=267

แถม: บันทึกดีเบต รับ-ไม่รับ ร่าง รัฐธรรมนูญ 2550 (3 ส.ค. 2550)

[ ลิงก์ fringer ]

technorati tags:
,
,

Wear RED, Vote NO

“แดงไม่รับ” — RED is the colour.

เสื้อยืด โปสเตอร์ สติกเกอร์ รณรงค์ โหวตไม่รับ ร่างรธน. 50

Red for No

(จากสยามสแควร์ เสาร์ 4 ส.ค. 2550)

technorati tags:
,
,
,
,