ยังไงก็ตาม “รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก” (อีกที)

เมื่อมีนาคม 2549 ผมเขียนบล็อกหนึ่งไว้: รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก สนับสนุนการชุมนุม-ปิดถนน ซึ่งตอนนั้นเป็นการชุมนุมของพันธมิตร ขับไล่นายกทักษิณ ก่อนรัฐประหาร

วันนี้ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม คือยอมรับสิทธิในการชุมนุมและไม่คิดว่ารถติดเป็นเรื่องใหญ่ (และจริง ๆ ช่วงสี่ห้าวันนี้มันก็ไม่ได้ติดเสียเท่าไหร่ด้วย)

ดังนี้แล้ว ผมย่อมต้องสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง

วันนี้ @kengggg ถอดเสียงจานพิดเด็กแนว พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (มิถุนา 2551) เรื่องชุมนุม-รถติด และทำไมต้องมากรุงเทพ ไปที่อื่นไม่ได้หรือไง:

เหตุผลที่มาประท้วงถามว่ารถติดไหม — รถติด — สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือต้องเข้าใจเขาก่อน คืออย่าเพิ่งคิดว่าเราดี เราต้องเข้าใจเข้าก่อนว่าเขามองเราอย่างนั้นจริงๆ และมันการรถติดจริงไหม — จริง — และเรามาทำไม — เรามาทำให้รถติด — ใช่ — แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของเราคือว่า เราต้อง — ภาษาอังกฤษเขาเรียก confront — คือว่าเราต้องเผชิญหน้ากับอคติที่เขามีกับเรา เราตอบเขาบนอคติอันนั้นเลย ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องแง่งามอื่นๆ ในม็อบ ผมมาทำให้คุณรถติด — ทำไม — อธิบายว่า

1. ผมมาทำให้คุณรถติดเพราะว่า กระบวนการแก้ปัญหาที่ท้องถิ่นมันทำไม่ได้แล้ว

2. การทำให้รถติดเพราะกระบวนการแก้ปัญหาการตัดสินใจจริงๆ มันอยู่ที่นี่ [กรุงเทพ] อยู่ในสภา อยู่ในทำเนียบ และอยู่ในหัวใจของคนทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ของพวกคุณที่คุณเห็นว่าพวกผมไม่มีค่าอะไรแล้วมาทำให้คุณรถติด

3. การทำให้คุณรถติดนั้นเป็นการดึงความสนใจและให้พวกคุณเห็นว่า ผมเพียงแค่ทำให้ผมรถติด แต่คุณทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนทั้งชีวิต ผมเรียกร้องหัวจิตหัวใจของคุณให้เข้าใจว่า ความทุกข์ที่คุณมีกับรถติดกับความทุกข์ของผมที่มี เราอยู่ในสังคมเดียวกัน คุณเห็นใจผมไหม คุณคือผู้มีอำนาจ

เราเผชิญหน้ากับอคติที่เขามี เรากล้าออกไปยืนบอกเขา

ผมชอบคำพูดนี้มาก ยกมาจากบล็อกของ @fringer เธอแปลไว้เมื่อมีนาคม 4 ปีที่แล้วเหมือนกัน:

“ผู้ใดก็ตามที่อ้างว่าตนนิยมเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแคลนความวุ่นวาย คือคนที่อยากเห็นพืชพันธุ์งอกงามโดยไม่พรวนดินก่อน
พวกเขาอยากเห็นฝนที่ไม่มาควบคู่ไปกับเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ
พวกเขาอยากได้มหาสมุทรที่ปราศจากเสียงกึกก้องอันน่ากลัวของผืนน้ำ
การขัดขืนครั้งนี้อาจเป็นการขัดขืนทางศีลธรรม ทางร่างกาย หรือทั้งสองทาง แต่มันจะต้องเป็นการขัดขืน
อำนาจไม่เคยยอมอ่อนข้อโดยปราศจากการเรียกร้อง
มันไม่เคยยอมในอดีต และจะไม่มีวันยอมในอนาคต.”

— เฟรเดอริค ดักลาส, ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้สนับสนุนการเลิกทาส

รถติดเป็นเรื่องถูก-ถูก มันเคยถูก และมันยังถูกอยู่

technorati tags:
,
,

Putting Pedestrian First

ปรับปรุง: 2009.08.22 @poakpong ได้ไปแจ้งที่ป้อมแล้ว (ซึ่งคราวนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่) และทางเจ้าหน้าที่รับไปดำเนินการต่อแล้ว …แต่ก็ยังมีประเด็น

บ่ายวันพฤหัสที่ผ่านมา รอข้ามถนนตรงแยกบางลำพู และพบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ที่จะรอ

อดไม่ไหว ขอถ่ายเก็บมาดูหน่อย โกรธ

ระหว่างถ่าย ก็ได้โอกาสเก็บภาพรถราที่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย วิ่งฝ่าทางม้าลายตลอดเวลา แม้ไฟคนข้ามจะเขียวอยู่ แม้จะมีคนกำลังข้ามอยู่

เมืองเป็นที่อยู่ของคน
คนก่อน รถทีหลัง
คืนถนนให้คนเดินเท้า!
Putting Pedestrians First

technorati tags: , ,

Jaime Lerner: Sing a song of sustainable cities

TED Talk – Jaime Lerner: Sing a song of sustainable cities

ชอบไอเดียเรื่องเอาระบบขึ้นลงรถไฟฟ้า มาใช้กับรถเมล์ (ทำป้ายรถเมล์ให้คล้าย ๆ ที่รอรถไฟฟ้า ทำประตูรถเมล์ให้มีหลาย ๆ ประตูแบบรถไฟฟ้า) แล้วเชื่อมทั้งรถไฟฟ้าและรถเมล์เข้าด้วยกัน — “ระบบเดียวกัน ต่างกันแค่พาหนะ”

technorati tags:
,
,
,

ที่ ๆ เราอยู่ร่วมกัน

มองออกไปนอกหน้าต่างรถเมล์ หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ ตอนเย็น ๆ
รถติดไฟแดง รถเก๋งคันหนึ่งลักไก่วิ่งย้อนศร หวังมาแทรกเข้าข้างหน้า

“โชคไม่ดี” ไฟจราจรปล่อยรถอีกด้านมาแล้ว รถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาตามเลนของตัว และเจอกับรถเก๋งคนนั้น

ไม่ใครก็ใครต้องถอย ไม่มีที่หลบ
ไม่มีรถอื่นตามรถเก๋งมา เช่นเดียวกัน ไม่มีรถอื่นตามรถกระบะมา

ดูตามพื้นที่แล้ว รถกระบะน่าจะถอยง่ายกว่า เพราะเพิ่งเข้ามาในเลนได้นิดเดียว ยังมีที่ให้ถอยไปได้เพื่อให้รถเก๋งเข้ามาหลบในเลนซ้ายได้

ดูเหมือน “แล้งน้ำใจ” ? รถกระบะบีบแตรทันที และขยับรถเดินหน้าเข้าใกล้รถเก๋ง ดูท่าทางเอาจริง เสียงแตรถี่ขึ้น

ภาพสุดท้ายที่เห็นคือ รถเก๋งถอยยาว มีรถกระบะรุกไล่ไปตลอดจนลับตา

ถ้าคุณเป็นรถกระบะ คุณจะทำเช่นนี้ไหม ?
ถ้าคุณเป็นรถเก๋ง คุณจะลักไก่วิ่งย้อนศรไหม ?
และถ้าทำ คุณจะทำอย่างไร เมื่อเจอรถกระบะ ?

เมืองที่เราอยู่ร่วมกัน ถนนที่เราใช้ด้วยกัน
ถนนที่เราเป็นเจ้าของร่วมกัน
แปลว่า ในขณะที่เราเป็นเจ้าของ คนอื่น ๆ ก็เป็นเจ้าของมันด้วย

สังคมที่เราอยู่ร่วมกัน กติกาบางอย่างที่เราตกลงกัน
เราปฏิบัติตามนั้น ด้วยความคาดหวังว่าคนอื่นจะทำตามกติกาด้วย
เพื่อเราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสะดวก ไม่ต้องมาทำความเข้าใจตกลงอะไรกันใหม่ไปทุกเรื่องทุกครั้ง

ต่างคนต่างรู้ว่าใครจะซ้ายจะขวา จะหยุดจะไป
ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างไหลลื่น ไม่สะดุด ติดขัด

แต่หากมีใครละเมิดกติกา จะด้วยจงใจหรือหลงลืม
ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม เราจะทำอย่างไร

สยบยอม ? หรือ ยืนยันสิทธิ์ของตัว ?

ในทุกขณะที่เราทำตามกติกา นั่นคือเรายืนยันสิทธิ์ของคนอื่นอยู่

ไม่มีอะไรน่าอาย หากเมื่อถึงเวลา เราจะยืนยันสิทธิ์ของเราบ้าง
และการยืนยันสิทธิ์ของเรา ที่สุดแล้ว ก็เป็นการยืนยันย้ำกับคนรอบ ๆ ในสังคมของเราว่า คุณก็มีสิทธิ์นี้เช่นกัน
นั่นคือ ที่สุดแล้ว การยืนยันสิทธิ์ของเรา ก็คือ การยืนยันสิทธิ์ของคนอื่นด้วย
เพราะสิทธิ์นี้ อยู่บนพื้นฐานของข้อตกลงร่วมกันของสังคมทั้งหมด
สิทธิ์นี้จะมีเฉพาะคนหนึ่งคนใดกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดของสังคมไม่ได้
หากเรามี คนอื่นก็ย่อมมี — หากคนอื่นไม่มี เราก็ย่อมไม่มี

พูดอีกอย่าง
การยืนยันและเคารพสิทธิ์ของคนอื่น ก็คือ การยืนยันและเคารพสิทธิ์ของเรา เช่นกัน

ภาพจากท้องถนนในทุกวัน มีสิ่งสะกิดเราเสมอ หากได้มองและตรองดู

เราไม่ได้อยู่คนเดียว
หากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สังคม”
เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ทั้งหมด
และทุก ๆ คน เกี่ยวข้องกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตรงหรืออ้อม

“ประชาธิปไตย” “รัฐธรรมนูญ” “ประชาสังคม” “การมีส่วนร่วม” “ประชามติ” “ประชาพิจารณ์” “ธรรมาภิบาล” “นิติรัฐ” “…” ฯลฯ

อย่าเพิ่งรีบร้อน … เริ่มจากฐานคิดที่ว่ามาข้างบนให้ได้เสียก่อน ก่อนจะไปสู่อะไรที่ใหญ่กว่านั้น

“ทุก ๆ คนอยู่ร่วมกัน — อย่างเท่า ๆ กัน”

(เผยแพร่ครั้งแรกที่ palawat.com [ปัจจุบัน arayachon.org])

Safe is Unsafe

“We reject every form of legislation”
“เราปฏิเสธการออกกฎหมายทุกรูปแบบ”
Mikhail Bakunin บิดาแห่งลัทธิอนาธิปไตยสมัยใหม่

ไม่มีป้าย ไม่มีสัญญาณไฟ ไม่มีถนน ไม่มีทางเท้า และไม่มีกฎ — ผู้ใช้เส้นทางเคารพซึ่งกันและกัน
เมือง 7 เมืองในยุโรป ปลดป้ายจราจรทิ้ง

“กฎหลายอย่างได้ฉวยเอาสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไปจากเรา: ความสามารถในการ คิดถึงความคิดของผู้อื่น.
เราได้สูญเสียความสมรรถภาพในการมี พฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อสังคม”
ฮานส์ มอนเดอร์มาน ผู้เชี่ยวชาญการจราจรชาวดัตช์, หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการ, กล่าว
“จำนวนคำสั่งที่ยิ่งมาก ความรู้สึกรับผิดชอบต่อตัวเองของผู้คนยิ่งหดลง”

ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ขับขี่พบว่าตัวพวกเขานั้นถูกล้อมรอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ที่บีบรัด,
ดังนั้นพวกเขาจึงได้พัฒนา “สายตาแบบท่อ” [tunnel vision – อาการพิการทางสายตา มองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง]:
พวกเขาจะค้นหาช่องทางที่จะได้เปรียบอยู่เสมอ และความประพฤติที่ดีก็จะไม่มีความสำคัญสำหรับพวกเขา


แนวคิดเรื่องไม่มีป้ายจราจรนี้ เคยอ่านเจอเมื่อสองสามปีก่อน ในหนังสือชื่อ
Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities, and Software โดย Steven Johnson
เค้าพูดอยู่ตอนหนึ่ง เท่าที่จำได้นะ ถ้าไม่ผิด เขาพูดถึงเมือง ชีวิตของเมือง ข้อเปรียบเทียบระหว่างเมืองที่มีผู้คนเดินไปมา กับเมืองที่มีถนนใหญ่วิ่งผ่าน (และไม่ค่อยมีคนเดิน) แล้วก็มีพูดถึงเมืองเล็ก ๆ (ในเนเธอร์แลนด์?) ที่ไม่มีทางเท้าไม่มีถนน คนและรถใช้ทางร่วมกัน ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ที่สี่แยกก็เป็นวงเวียนแทน ตรงไหนจะให้ขับช้า ก็ทำผิวถนนเป็นอีกแบบ ฯลฯ คือใช้ลักษณะทางกายภาพมาบังคับ/เตือนแทนที่จะเป็นคำสั่ง — แล้วมันก็ทำงานของมันได้ — คุณไม่ต้องไปสร้างกฎอะไรให้ฝูงชนหรอก ขอให้ฝูงชนเหล่านั้นสามารถสื่อสารกันเองได้ ที่สุดฝูงชนก็จะสร้างข้อตกลงเฉพาะหน้า ที่จะทำให้ปัญหาถูกแก้ไขไปได้ทีละเปลาะเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นไปแบบพลวัติ (dynamic)

อ่านเรื่อง “กฎเยอะ ๆ” แล้วนึกถึงบทสัมภาษณ์ อ. เกษม เพ็ญภินันท์ นักวิชาการด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประชาไท: คุยกับนักปรัชญา: เมื่อ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลัง:

“ผมคิดว่าปัญหาศีลธรรมในสังคมไทยคือ การมีข้อบังคับมากกว่าหลักปฏิบัติ มีข้อบังคับห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาที่คนไทยสอนศีลธรรมหรือสอนเนื้อหาทางศาสนา คุณเน้นศีลมากกว่าธรรม เวลาที่คุณห้าม นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่ถูกห้าม คุณก็ทำไป คุณทำได้ ในขณะที่ธรรม ในความหมายของแนวทางปฏิบัติ กลับไม่ได้ถูกสอน ไม่ได้บ่มเพาะให้กับสังคม”

ผมเห็นด้วย


เกี่ยวข้อง: ทาสของกฎ โดย wonam

[ ผ่าน slashdot ]

updated 2007.05.28: Thai Friend Forum เปลือยถนน จนน่าเดิน (มีรูปถนนเปลือยในลอนดอน)

tags:
,
,
,