"Nothing To Say" "ไม่มีอะไรจะพูด" silent films screening – 31 Oct at Pridi Institute

ไม่มีอะไรจะพูด โครงการพิเศษเกิดขึ้นโดยกลุ่มศิลปินแขนงต่าง ๆ มากกว่าห้าสิบคน อาทิ ผู้กำกับหนัง (ทั้งในระบบและอิสระ), นักวาดภาพประกอบ, ศิลปินภาพถ่าย, นักเรียนหนัง, ครูหนัง, นักวิชาการ, นักเขียน, นักวิจารณ์หนัง, บล็อกเกอร์, นักแสดง, นักดนตรี, ผู้กำกับละครเวที, ศิลปินทัศนศิลป์และสื่อผสม จัดฉายวิดีโอเงียบบนกำแพงตึก เกี่ยวข้องกับสังคม และการเมือง เพื่อสะท้อนภาพความคิดของศิลปินในฐานะประชาชนชาวไทย ที่มีต่อสภาพบ้านเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยได้รับความร่วมมือจาก สถาบันปรีดี พนมยงค์ และมูลนิธิหนังไทย

โดยในครั้งที่ 1 นี้ จะแสดงบนกำแพงภายในตึกสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์: ศิลปกับสังคม ครบรอบ 35 ปี 14 ตุลาคม 2516 (เทศกาลนี้มีวันที่ 18 ต.ค. – 2 พ.ย. 2551) โดยโครงการ ไม่มีอะไรจะพูดนี้ จะจัดแสดงครั้งแรก ในวันที่ 31 ต.ค. 2551 ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มเป็นต้นไป พร้อม ๆ กับการแสดงคอนเสิร์ตของวง สไตลิชนอนเซ้นส์, แบร์การ์เด้น, และ อัศจรรย์จักรวาล

รายชื่อศิลปินทั้ง 53 คน/กลุ่ม มีดังนี้: ทรงยศ สุขมากอนันต์, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, โลเล, เกี้ยมอี๋, นัดดา ธนทาน, กรกฤช เจียรพินิจนันท์, ธีระวัฒน์ มุลวิไล, โสรยา นาคะสุวรรณ, อโนชา สุวิชากรพงศ์, จักรกฤษณ์ อนันตกุล, ภาณุ อารี, ไกรวุฒิ จุลพงศธร, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, ญาณิน พงศ์สุวรรณ, วิรัส ยั่งยืน, นพพันธ์ บุญใหญ่, สถิตย์ ศัตรศาสตร์, ปฐมพล เทศประทีป, เจตน์ เศรษฐฐิติ, โอฬาร เนตรรังษี, พัลลภ ฮอหรินทร์, วิชาติ สมแก้ว, ปราโมทย์ แสงศร, ศาสตร์ ตันเจริญ, นฆ ปักษนาวิน, ชนาธิป จูน, พิชชานันท์ เลาหะพรสวรรค์, D I E, นนทวัฒน์ นำเบญจพล, Sunday Syndrome, สุชาดา สิริธนาวุฒิ, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์, สิทธิเดช โรหิตะสุข, ชลิดา เอื้อบำรุงจิต, สัณห์ชัย โชติรสเศรณี, ดรสะรณ โกวิทวณิชชา, ก.ก.ป.อ., ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ, รักช้างน้อย, สุรชาญ มั่นคงวงศ์ศิริ, ธมน ศรีขาว, เด็ด จงมั่นคง, วศิน มิตรสุพรรณ, อนุชา บุญยวรรธนะ, ภาวิไล บางอ้อ, ชูเกียรติ วงศ์สุวรรณ, ผดุงพงศ์ ประสาททอง, พลัฎฐ์ สังขกร, ปนัฐา ดิษสุวรรณกุล, พัชร เอี่ยมตระกูล, ภิญญุดา ตันเจริญ, สายฟ้า ตันธนา, และ ธัญสก พันสิทธิวรกุล

รายละเอียดเพิ่มเติม ที่เว็บไซต์ไทยอินดี้ http://thaiindie.com/

[ผ่าน ไบโอสโคป]

technorati tags:
,
,
,

Hua Hin Indie

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปนอนเอื่อย ๆ กับไทยอินดี้ที่หัวหิน

ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย

ในจำนวนยี่สิบเอ็ดชีวิต (หรือยี่สิบสองนี่แหละ) ผมเป็นมนุษย์ผู้เดียวที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับหนังเลย (เว้นเสียแต่การเข้าไปหลับในโรงหนังบ้าง – นาน ๆ ที)
นอกนั้นอีกยี่สิบชีวิต เขา เธอ และเธา ล้วนแล้วแต่ทำอะไรซักอย่างเกี่ยวกับหนัง
ไม่ทำหนังเอง ก็อยู่กองถ่าย แก้สคริปต์ ทำเอฟเฟกต์ ฯลฯ หลายสิ่ง ที่ทำให้ภาพเคลื่อนไหว

จึงไม่แปลกนัก ที่เราจะเห็นกล้องมินิดีวีกลาดเกลื่อนเหมือนมางานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อะไรซักอย่าง
ยังไม่รวมถึงกล้องถ่ายรูปสารพัดรุ่น ตั้งแต่ดิจิทัลเอสแอลอาร์ตัวใหญ่ไปจนถึงโลโมฟิชอาย

หากใครเผลอทำอะไรโง่ ๆ ไปในทริปนี้ แล้วหวังว่าจะไม่ถูกบันทึกภาพไว้ – ก็โง่จริง ๆ นั่นแหละ

พวกเราไปถึงเขาเต่าเอาตอนบ่าย คนที่บังกะโลเอารถมารับพวกเราจากสถานีรถไฟหัวหิน
นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้นั่งรถไฟมาทะเล
รถไฟ กับ ทะเล – สองสิ่งที่ผมไม่เคยสัมพันธ์มันเข้าด้วยกันเลย
หลายสิ่งที่เราไม่เคยเห็นความสัมพันธ์ของมัน
แต่ทุกสิ่งล้วนโยงใย ไม่เห็น ใช่ว่าไม่มี

จัดแจงข้าวของพอเข้าที่ จับจองที่ซุกหัวนอนพอเข้าทาง ก็ถึงเวลามื้อแรกของทริปนี้
ข้าวผัดทะเลหม้อโต มื้อนี้พวกเรายังไม่ได้ทำเอง เป็นป้าที่ที่พักจัดการให้
กุ้ง และ ปลาหมึก ยั้วเยี้ย แหม อะไรมันจะทะเลขนาดนี้
มาก่อนก็กุ้งเยอะหน่อย มาช้าก็ข้าวเยอะหน่อย แต่มีพอให้หลายคนได้เติมรอบที่สองและสาม
มื้อแรกก็ประทับใจซะแล้ว เป็นอันวางใจว่าทริปนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน อย่างน้อยก็ฝากท้องกับป้าได้
(ก่อนจะสำนึกภายหลังจากนี้ว่า เราประเมินปลายจวักเพื่อนร่วมทริปต่ำไป)

นั่งรมควันบุหรี่ซักพัก (เราเป็น second hand smoker ที่ดี บรรยากาศมันน่านั่งน่ะ) พอให้ข้าวย่อย ก็ถึงเวลาออกเดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ เสียหน่อย
ปล่อยพวกแม่บ้านพ่อบ้านเขาจ่ายตลาดเตรียมมื้อเย็นไป พวกเราจะไปชิลกันที่ชายหาด ฮู้ว์~

หาดแถวนี้ไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูดนัก อืม แต่นี่อาจจะเป็นสิ่งดึงดูดก็ได้
จะสวยอะไรไปถึงไหน ในบางวันเราก็อยากกินข้าวราดแกงธรรมดา ๆ

ผมหยิบหูฟังขึ้นมาครอบหัว
พอดีกับเพลง Across the Universe ของ Fiona Apple
เราต่างอยู่บนเรือที่เรียกว่าโลก – ที่ร้อนชิบหาย
(ในรถไฟขากลับ เด็กสาวมัธยมสองคนที่นั่งถัดไป พยายามอธิบายเรื่องโลกร้อนให้กับหนุ่มนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีฟัง world hot world hot – นี่เป็นประเด็นระดับโลกจริง ๆ)

พวกเราเริ่มหาที่ทางสำหรับฟุตบอลชายหาด
เกือบสุดหาด เป็นลานทรายหน้าโครงการรีสอร์ทที่ถูกทิ้งร้าง
ชาวบ้านแถวนั้นว่า คุณหญิง อ. ภรรยาอดีตนายก ท. ที่ตอนนี้เดินเล่นอยู่แถวกรุง ล. มาทำเอาไว้ แต่คงไม่ทำต่อแล้ว
น้ำทะเลขึ้นลง ชีวิตคนก็ขึ้นลง – น้ำลงก่อนสึนามิ?

เอาไม้มาปักทำเสาประตูสองฝั่ง แถวนี้น่าจะเล่นได้สนุก
ยังไงก็ตาม หาดทรายก็ยังเป็นหาดทราย

ไม่ได้เล่นฟุตบอลมานานเท่าไหร่แล้ว
ล่าสุดอาจจะเป็นที่ฮันโนเวอร์ บอลนักเรียนไทย ขำดี
กีฬาชนิดนี้ เอาเข้าจริง ความสนุกคงอยู่ที่เพื่อนร่วม “ทีม” ทั้งในและนอกสนาม

ผ่านไปได้แค่ห้านาที อาการเหนื่อยหอบปรากฎ
จะอะไรล่ะ ก็ตอนอยู่กรุงเทพเคยออกกำลังที่ไหน นอกเสียจากวิ่งไล่ตามรถเมล์บางครั้ง
ให้มาวิ่งไล่เตะลูกบอลกลางแดงเปรี้ยง ๆ ตอนบ่าย ไม่หัวใจวายตายก็ดีแค่ไหนแล้ว

เอาน่ะ นาน ๆ ที
เรายอมแพ้อะไรมาเยอะเกินไปแล้ว
วิ่งให้ล้ม

สนุกดี

กลับมาที่บ้านพัก
คนอื่น ๆ เขาออกไปเล่นบอลกันต่ออีกรอบ ที่ลานดินหลังบ้าน
ไม่ได้ออกไปด้วย เหนื่อย ไม่ไหวแล้ว
อยู่ในครัวดีกว่า วันนี้จะมีอะไรกิน

พี่นุชชี่เป็นกัปตันในสนามนี้
บัญชาการเกมจากหลังครก
คล่องแคล่วว่องไว เปิดบอลจ่ายบอลให้กับลูกทีม
แกะหอม ตำเครื่องแกง ลอกปลาหมึก แล่ไก่ สับหมู หั่นผัก ทุกตำแหน่งวิ่งช่วยกันแบบโททัลฟุตบอล frying dutchman – ใช่แล้ว เรามีไข่เจียวด้วย

แกงเขียวหวานไก่ ต้มส้มปลาหมึกยัดไส้ ผักชุบแป้งทอด น่องไก่ทอด และไข่เจียว
สำราญ
ไม่ได้ทำกับข้าวกินกันแบบนี้นานแล้ว
สมัยยังอยู่ไกลบ้าน นี่เป็นกิจกรรมแก้จิตตกอย่างหนึ่ง หลายคนคงเห็นตรงกัน
หลายทีที่แม้ข้าวจะแข็งไปหน่อย รสชาติอาหารจะแปร่ง ๆ เราก็ยังขำกับมันได้
แต่ถึงยังไง เราก็ยังต้องกินข้าวคนเดียวให้เป็นอยู่ดี

ตกดึก สาวเล็กสาวใหญ่ตั้งวงเล่นไพ่อยู่ในห้อง
(ใครบางคนเรียกมันว่ากิจกรรม “ออกกำลังนิ้ว”)
ส่วนหนุ่ม ๆ ตั้งวงเหล้าตามระเบียบ(รัส) อยู่ชานด้านนอก – น่าจะยังไม่มีใครได้เล่นน้ำ

จำไม่ได้แล้วว่าคุยอะไรกันบ้าง

ผมเข้าไปนอนตอนที่คนอื่น ๆ ยังคุยกันอยู่
หลังจากหลับกับเข่าตัวเองอยู่สองนาน

จำได้แต่ว่า คนกลุ่มนี้น่าสนใจดี

มีความสุขที่ได้มา

เขาเต่า – ไทยอินดี้

บันทึกของเพื่อนร่วมเดินทางคนอื่น ๆ

technorati tags: ,

Sunday after YouFest

(จบ YouFest ปุ๊บ MyCom ก็เจ๊ง … ตอนนี้กำลังลงสารพัดโปรแกรมใหม่อยู่ พร้อม Windows security update อีกหนึ่งฝูงใหญ่ – -” นี่เขียนบล็อกรอ :P)

วันนี้ตื่นบ่ายโมงกว่า… เมื่อวานไปหลายงานเลย นอนเกือบเช้า เล่าชีวิตก่อน ส่วนงาน YouFest นี่ขอรวบรวมสมาธิ แล้วจะมาเล่าถัดจากนี้ / อีกไม่ถึงชั่วโมงอาร์เซนอลจะเตะกับแมนยู …

เมื่อวานตื่นมาตอนเกือบแปดโมง นอนไปไม่เท่าไหร่ นอนตอนตีห้ากว่า ๆ นั่งทำประวัติย่อของผู้ร่วมงานอยู่ ใช้เวลานานกว่าที่คิดมาก เพราะมีข้อมูลไม่ค่อยครบ (ไม่ยอมเมลตามเอง) เลยต้องไปหาเองบนเน็ตแล้วเรียบเรียงใหม่ (แต่ก็ได้ไม่ครบอยู่ดี ขอโทษคนที่ขาดตกไปด้วยนะครับ ยังไงไปเพิ่มเติมแก้ไขได้ที่วิกิเลย) จากเดิมที่คิดว่าจะทำเอกสารประกอบอื่น ๆ ด้วย (สไลด์ที่แต่ละคนเตรียมมา) ก็ต้องเลิกไป เพราะไม่ทัน ที่เคยตั้งใจไว้อีกอย่างก็คือ อยากจะทำสำเนา คู่มือสำหรับบล็อกเกอร์ และนักเคลื่อนไหวไซเบอร์ ที่คุณคนชายขอบได้แปลเอาไว้สองบท ไปแจกในงานด้วย แต่ขืนเอาหมดนั่นคงได้ไปงานสายกว่านี้ เพิ่งนึกได้ว่าการทำสำเนาเยอะ ๆ มันก็ใช้เวลา สรุปว่าทำประวัติย่อเสร็จตอนเกือบเช้า นอนแว๊บนึง ตื่นมาก๊อปจากวิกิลงโอเพ่นออฟฟิศ จัดหน้า + โปะหัวเรื่องกิจกรรมในงานนิดหน่อย แล้วก็รีบออกจากบ้านไปสามย่าน เพื่อทำสำเนา

รถติดสุด ๆ … เมื่อวานเป็นวันที่มีสารพัดมหกรรม – -” ทั้งงานบอลธรรมศาสตร์-จุฬา รับปริญญาเอแบค ฯลฯ กว่าจะไปถึงสามย่านก็เลยเที่ยงแล้ว ทั้้ง ๆ ที่มันไม่ไกลจากบ้านเลย ต้องนั่งรอทำสำเนาอีก พี่คนทำเค้าก็ทำไปได้เนิบ ๆ จริง ๆ – -” ว่าแต่ ทำไมเราชอบทำอะไรจวนตัวอยู่เรื่อยเลยเนี่ย adhoc แบบนี้บ่อย ๆ ไม่ดีแน่ หัวใจจะวาย … เรื่องที่จะไปพูดก็ยังไม่ได้เตรียม มีอยู่ในหัว แต่มันไม่ชัดว่าจะเสนอยังไง

เสร็จปุ๊บ ก็ขึ้นรถไฟใต้ดินตรงนั้น นั่งไปเลยป้ายสีลมแป๊บนึง นิ้วก็เดินมาทัก อ้าว สายเหมือนกันเลยนี่นา

หลังจากงง ๆ กับเส้นทางและลิฟต์ในตึก ก็มาถึงงานจนได้ สายไปยี่สิบนาที งานกำลังจะเริ่มจริง ๆ พอดี มีคนอยู่ประมาณ 20 ได้ ใครมั่งเนี่ย …

… แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้กำหนดการจะไม่ตรงกับที่วางไว้ คุมเวลาไม่ได้ และช่วงหลังรู้สึกได้เลยว่า หลาย ๆ คนเหนื่อย นำเสนอเกือบสามสิบคนอย่างต่อเนื่อง มันเยอะเกินไปที่ใครจะมีสมาธิกับมันได้หมด – แต่โดยรวมแล้ว ผมพอใจมาก จุดประสงค์หลักของงาน (เอ๊ะ เรามีจุดประสงค์กันตั้งแต่เมื่อไหร่? :P) ที่หวังให้คนได้มาสร้างสัมพันธ์กัน ผ่าน 🙂

จบ YouMedia ก็รีบไปแถวสวนลุม ฟลิปคาเฟ่ พี่ปุ่นเค้าอยากขอความเห็นเรื่องเว็บไทยอินดี้หน่อย เมื่อวานไทยอินดี้เค้ามีเวิร์กชอปกัน แนะนำการเขียนข้อเสนอโครงการทำหนัง อะไรประมาณนี้ (ตอนแรกนึกว่าแค่สอนอัดดีวีดี-ปล่อยไก่) เค้าอยากจะให้ทุก ๆ คนทำอะไรได้เอง ไม่ต้องพึ่งศูนย์กลาง

จริง ๆ เมื่อวานเพื่อน ๆ ที่ภาคนัดกินข้าวกันด้วย ที่พารากอน เพื่อนคนนึงจะแต่งงาน แต่ทำไปทำมาก็ไม่ทันแฮะ เสียดายนิด ๆ แต่ไม่เป็นไร ยังไงเราก็จะเจอทุกคนวันแต่งอยู่แล้ว 🙂

พอรู้ว่าไปไม่ทันแล้ว ก็ไม่รู้จะไปไหน เลยโทรหาโอ๊ต รูมเมทสมัยป.ตรี ตอนเช้ามันโทรมาชวนไปงานบอล แต่ไปกับมันไม่ได้ แต่อยากเจอมันน่ะ เดี๋ยวมันจะไปเรียนต่อแล้ว ก็เลยโทรหา มันว่าตอนนี้กำลังร้องคาราโอเกะอยู่แถวนราธิวาส (ถนน) เอ้า ไปสิ ไปร้องด้วย พักนี้คาราโอเกะถี่ เป็นความบันเทิง/ปลดปล่อยของคนเมืองจริง ๆ … สัญลักษณ์ของสังคมคนทำงานในเมือง ?

นอนดึก (เช้า) สองคืนติด สุขภาพดีจริง ๆ 😛
แต่วันนี้ขอดูบอลหน่อยนะ แล้วพรุ่งนี้ไปปั่นงาน(ประจำ)ที่ภาควิชาต่อ ไม่รู้จะส่งทันมั๊ยเนี่ย บทความวิชาการที่คุยกับอาจารย์เค้าไว้ เอาน่ะ ทำ ๆ ไปให้เยอะ ๆ ก่อน อาทิตย์หน้านี่มีหลายงานเลย วันศุกร์ต้องสอบด้วย

แล้วไว้มาคุยเรื่องงาน YouMedia เมื่อวานกัน
ระหว่างนี้ รวบรวมบล็อกที่พูดถึง YouFest/YouMedia ไว้ที่วิกิ Blog on YouFest
ใครมีลิงก์เพิ่ม ก็เข้าไปเพิ่มได้เองเลย วิกิ วิกิ

technorati tags:
,
,

thaiindie dvd workshop

พรุ่งนี้นอกจากงาน YouFest – YouMedia แล้ว
ยังมีงานเวิร์กชอป สอนอัดหนังลงดีวีดี โดยกลุ่มไทยอินดี้ ที่ฟลิปคาเฟ่ ซอยงามดูพลี (พระราม 4 ทะลุ สาทร) บ่ายสามได้มั้ง

เลิกงาน YouFest ปุ๊บคงต้องแจ้นไปงานนี้ด้วย – -” ตลอดเวลา

(สายชัวร์!)

technorati tags:

feWWW

ฟิลม์มี นิตยสารหนังเล่มเล็ก ฟิ้ววว

เล่มแรกนี้ เป็นเรื่อง “ฟิ้ว …บินฉิวไปกับหนังอิสระ ฉบับทำหนังแบบบ้านๆ” แถมมากับ ไบโอสโคป ปกพระนเรศวร

“ฟิ้ววว เป็นหนังสือเกี่ยวกับ หนังอิสระ อ่านสนุกเสริมพลัง เหมือนได้นั่งยานย้อนเวลากลับไปนึกถึงบรรยากาศแบบไบโอสโคปสมัยเล่มยังเล็ก โดนใจ ชัดเจนไป ตรงๆ โต้งๆ ไม่อ้อมค้อม ด้วยเนื้อหาเล่มแรกที่ว่าด้วย การทำหนังแบบบ้านบ้าน ง่ายๆโง่ๆ ใครๆก็ทำได้ ต่างต่าง นานา วิธี

เชื่อว่ามีผู้กำกับและหนังใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายหลังจาก ได้อ่าน ฟิ้วววว”

ผมเชื่อว่า สังคมเราจะน่าอยู่ขึ้นเมื่อคนเราเข้าใจกัน และวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจกันได้ ก็คือการเล่าเรื่อง

หนังสือ เพลง หนัง ปราศัย เดินขบวน หรือเขียนบล็อก เหล่านี้คือการเล่าเรื่องทั้งสิ้น เล่ามันออกมา

ในขณะเดียวกับที่ต้องประกอบอาชีพเพื่อแลกปัจจัยในการดำรงชีวิต ผมก็อยากจะทำอะไรให้สังคมมันน่าอยู่ขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อตัวเองที่หนีไปจากสังคมนี้ไม่ได้ ผมจึงคิดเอาเองว่า อาชีพเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง น่าจะเป็นอาชีพที่ผมอยากทำ แม้จะไม่มีเรื่องให้เล่าเอง แต่ก็อยากทำอะไรที่จะไปสนับสนุนให้คนอื่นเล่าเรื่องได้ หรือทำให้ผู้คนเข้าถึงเรื่องเล่าได้มากขึ้นง่ายขึ้น

“เรื่อง” นั้น ก็คือ “สาร” ใช่ไหม ? … เมื่อพิจารณาจากความสนใจของตัวเองที่ผ่าน ๆ มา ผมคิดว่า เออ มันน่าจะใช่นะ สิ่งที่อยากจะทำนี้นี่น่ะ วิทยาการสารสนเทศ สารสนเทศศาสตร์ นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ ครุศาสตร์ ศาสตร์อะไรก็ไม่รู้ มันคงมีอะไรผสม ๆ กันแหละ แต่รวม ๆ แล้วก็หวังว่า มันคงจะ “มันศาสตร์” ล่ะนะ เพราะการมีงานที่สนุกเป็นลาภอันประเสริฐใช่ไหม ? 🙂

ป.ล. แน่นอน เมื่อผมชอบเรื่องเล่าและการเล่าเรื่อง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่โดยทั่วไปแล้ว ผมจะรู้สึกไม่สบายใจกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการปิดกั้นคัดกรองเนื้อหาใด ๆ — เรื่องหนึ่งที่ผมสนับสนุนตอนนี้ก็คือ คำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้รัฐยุติการปิดกั้นเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต (ลงชื่อสนับสนุนกันได้ที่ลิงก์)

tags: