[7 Mar] ReadCamp TWO @ TK Park ไป ‘อ่าน’ กันหนุก ๆ นะจ๊ะ

ReadCamp วันอาทิตย์ 7 มี.ค. 10:00-18:xx ที่ อุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) เซ็นทรัลเวิลด์

ไปตอนเริ่มงานเพื่อเสนอหัวข้อและโหวตเรื่องที่สนใจ – แบบ BarCamp เลย
(ลงทะเบียนล่วงหน้า / ไม่ต้องลงทะเบียนก็ได้ แต่ถ้าแจ้งไว้ล่วงหน้า ทีเคปาร์คก็จะได้จัดบัตรผ่านเข้าทีเคปาร์คให้ฟรี 1 วัน)

ใครไม่เคยไป นึกไม่ออก หน้าตารี้ดแคมป์มันเป็นประมาณนี้ (ขอบคุณ Thoth Media):

ผมว่าจะไป ‘อ่าน’ ภาษา ‘Newspeak’ (จากนิยาย 1984) ใครสนใจไปแจมกันได้

@pigtheday เขียนแนะนำหัวข้อของหลาย ๆ คนเอาไว้ ใครจะชวนคนไปอ่านอะไรร่วมกันแบบแท็กทีม ลองโพสต์ใน Twitter พร้อมแท็ก #readcamp หรือใน Facebook

technorati tags:
,
,

[7-11] ReadCamp 2 — 7 พ.ย. 2552

เพื่อน ๆ รี้ดแคมป์ ตกลงกันได้(ตั้งแต่สองเดือนก่อน)แล้วว่า งานครั้งที่ 2 นี้ จะเอาวันที่ 7 พฤศจิ นี่แหละ (มารู้ทีหลังว่า ชนกับงานแฟตเฟส แต่ทุกคนบอก ชนไปเลย!)

ปีที่แล้ว จัดวันที่ 29 พฤศจิ ที่หอศิลป์กทม. ปีนี้ก็ใกล้ ๆ กัน วันที่ 7 เอาให้เป็น 7-11 สะดวกดี (ใช้แต้มได้ด้วย)

ยังไม่รู้ว่าจะไปลงที่ไหน … ถ้าหาไม่ได้ จะไป ปาย ซะเลย หนีออกนอกกรุงเทพซะบ้าง :p (ใครมีที่ไหนแนะนำบ้าง?)

ระหว่างนี้ ตามข่าวที่
เว็บ: readcamp.org
Twitter: twitter.com/readcamp
Facebook: facebook.com/readcamp
YouTube: youtube.com/readcamptv
เมลกลุ่ม: readcamp (at) googlegroups.com

technorati tags:
,
,
,

ReadCamp logo and Free Culture movement

ในที่สุดก็มีคนวงกว้างออกไปทักเรื่องโลโก้รี้ดแคมป์ ในประเด็นลิขสิทธิ์ ที่เชื่อมถึงเรื่องคอมมอนส์ .. เย่ 🙂

ตอบในฐานะผู้ออกแบบโลโก้นะครับ

เรื่องลิขสิทธิ์นี้มีคนถามกันมาตลอด ตั้งแต่โลโก้ยังเห็นกันอยู่แค่สองคน ระหว่างการออกแบบ พอเมลไปขอความเห็นคนอื่น ๆ ว่าพอใช้ได้ไหม ก็มีทักเรื่องลิขสิทธิ์เช่นกัน

แต่ผมก็ยังยืนจะเอาอันนี้แหละ จะมีปรับก็แค่เรื่องช่องไฟนิด ๆ หน่อย ๆ แต่แนวคิดหลักคงเดิม ไม่ได้เปลี่ยน

พอเผยแพร่ออกไป ก็มีคนทักอีกเหมือนเคย จนในวันงานก็มีพี่คนนึงจากกองทุนไทยมาทัก และชวนคุยเรื่องนี้กัน ก็คุยกันอยู่ได้น่าจะครึ่งชั่วโมง ซึ่งที่คุยไปก็คล้าย ๆ กับที่เขียนลงในบล็อกนี้ครับ เดี๋ยวอ่านกันด้านล่าง พี่เขาเสนอให้เปิดเซสชันเรื่องนี้ด้วย (เอาป้ายบอกทางที่มีโลโก้รี้ดแคมป์ มาวงที่โลโก้ เขียนว่า “Is this freeware?” แปะที่ผนังเสนอหัวข้อ) แต่สุดท้ายได้คะแนนโหวตไม่ถึง เลยไม่ได้ถูกจัดลงตาราง ผมเองก็อยากจะคุยเหมือนกัน ตอนหลังเลยเอาไปแปะไว้ห้องสองต่อจากหัวข้อสุดท้ายในตาราง แต่ก็วิ่งไปวิ่งมา จนงานเลิกพอดี เป็นอันว่าไม่ได้คุย

วันอาทิตย์วันรุ่งขึ้น ตื่นมา ก็เลยจะเขียนบล็อกแทน เปิดคอนโทรลพาเนลของเวิร์ดเพรส ก็เห็นลิงก์เข้ามาจากบล็อกคุณ mnop พอดี
ในเมลกลุ่มรี้ดแคมป์ Ford ก็แจ้งมาว่ามีคนทักนะ

โอเค มีคนรับประเด็นแล้ว เรามาคุยกัน

ในโลโก้นี้มีความประสงค์อยู่หลายอย่าง (บางอันก็กึ่ง ๆ วาระซ่อนเร้น ไม่ได้บอกคนอื่นก่อน :p)

อันแรกก็คือ ชวนดูว่าข้างในมันมีอะไร มันล้ออะไรอยู่บ้าง แล้วทำไมเราเห็นถึงมัน แล้วบางคนอาจจะไม่เห็น (ใครไม่เคยเห็นโลโก้พิซซ่าฮัทมาก่อน ก็คงไม่นึกถึง หรือในเรื่องเจ้าชายน้อยเอง ก็ยังมีคนเห็นไม่เหมือนกัน) อันนี้ก็ตามแนวคิดของงาน ของแต่ละอย่างอ่านได้หลายแบบ แล้วแต่คนอ่าน อำนาจอยู่ที่คนอ่าน-ด้วย

อันสองก็คือแนวคิด rip/read mix burn* ต่อจาก read แล้ว คุณ mix ดัดแปลงมันออกมาเป็นงานใหม่ได้ไหม สร้างเป็นของใหม่ที่อยู่บนฐานเก่า อันนี้เป็นฐานคิดของคอมมอนส์ที่อยู่บนเรื่องของทรัพย์สินร่วมกัน และการสร้างสรรค์งานดัดแปลง derivatives ตัวโลโก้ก็จะสื่อถึงว่า นี่ไง งานดัดแปลง อยู่บนฐานของความคิดคนอื่น ออกมาเป็นงานใหม่ (ซึ่งตัวมันเองก็จะถูกดัดแปลงต่อไปอีก เช่นที่ PRADT ทำ)

อย่างไรก็ตาม ครีเอทีฟคอมมอนส์ ไม่ได้สนับสนุนให้ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะถึงอย่างไรกลไกของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ก็ต้องทำงานอยู่บนกฎหมายลิขสิทธิ์ และภาพประกอบของเจ้าชายน้อยยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์อยู่

จึงนำไปสู่ประสงค์ที่สาม ที่เป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกกรอบของครีเอทีฟคอมมอนส์ที่เป็นสัญญาอนุญาต แต่อยู่ในเป้าหมายของขบวนการวัฒนธรรมเสรี Free Culture movement คือ ท้าทายระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบันที่คุ้มครองผลงานกว้างและยาวจนเกินพอดี

ในกรณีนี้ การท้าทายคือการจงใจนำงานอันมีลิขสิทธิ์ มาดัดแปลงเป็นงานใหม่ ว่าง่าย ๆ คือ จงใจทำผิดกฎหมาย และจะยอมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อไป – ดังเช่นที่ Rosa Parks หญิงผิวสี เคยทำผิดกฎหมาย ปฏิเสธคำสั่งของคนขับรถเมล์ ที่สั่งให้เธอลุกให้คนผิวขาวนั่ง เมื่อ ค.ศ. 1955 เธอถูกดำเนินคดี และเหตุการณ์นี้จุดประกายการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิพลเมือง (หรือถ้าเกิดกลายเป็นว่า การแก้ไขดัดแปลงนำมาใช้เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย นี่ก็จะเป็นการทดสอบลิมิตขีดจำกัด ว่าเส้นกฎหมายจำกัดถึงแค่ไหน เพื่อสร้างความชัดเจน และไม่ตกอยู่ในความคลุมเครือ-กลัว)

แน่นอนว่าการทำผิดกฎหมาย ย่อมได้รับการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วย แม้จากแนวคิดผู้ที่สนับสนุนแนวคิดครีเอทีฟคอมมอนส์

จึงนำไปสู่คำถามที่สี่ – คำถามพิเศษเพื่อทบทวนตัวเองต่อผู้สนับสนุนสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แต่ยังลังเลกับขบวนการวัฒนธรรมเสรี – คือ หากเราเห็นว่าไม่ควรนำงานในเจ้าชายน้อยมาใช้ในรูปแบบใด ๆ เลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนแล้วก็ตาม จะด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผูกพันรักชอบหรืออะไรก็แล้วแต่ หากใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ กับกรณีดิสนีย์ ขบวนการวัฒนธรรมเสรีที่นำมาสู่ครีเอทีฟคอมมอนส์จะไม่เกิดขึ้นเลย

กรณีการ ‘abuse’ บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมายลิขสิทธิ์ ด้วยการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ของตัวออกไปเรื่อย ๆ ของดิสนีย์และบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง นำมาสู่การต่อต้านและพัฒนาเป็นขบวนการวัฒนธรรมเสรี
ต้นกำเนิดของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (เป็นเรื่องโจ๊กเสียดสี ที่มีมูลความจริง ว่า กฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐจะถูกแก้ไขเพื่อขยายเวลาคุ้มครองทุก ๆ ครั้งที่การคุ้มครองตัวละครมิกกี้เมาส์ใกล้จะหมดอายุ จนกฎหมายขยายเวลาดังกล่าว มีชื่อเล่นว่า Mickey Mouse Protection Act)

คำถามที่สี่นี้ เป็นคำถามที่เตือนหรือตั้งคำถามว่า ครีเอทีฟคอมมอนส์จะดำเนินไปได้โดยไม่สนใจวัฒนธรรมเสรีอันเป็นรากของตัวหรือไม่ ? ถ้าได้ ไม่สนใจ แล้วครีเอทีฟคอมมอนส์จะเดินทางไปสู่อะไร ? สุดท้ายแล้วอะไรคือเป้าหมายของครีเอทีฟคอมมอนส์ ?

โดยภาพรวมของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี Free Culture ก็คือ การปกป้องระบบนิเวศของการสร้างสรรค์เอาไว้ ด้วยการปกป้องผู้สร้างสรรค์อย่างพอดี ๆ ไม่น้อยเกินไปจนคนไม่อยากสร้างสรรค์อะไร แต่ก็ไม่มากเกินไปจนเสมือนไม่มีที่สิ้นสุด (ทั้งในแง่เวลาและแง่ความครอบคลุม) จนไปจำกัดการสร้างสรรค์ของคนใหม่ ๆ หรือทำให้เจ้าของงานเก่า ๆ รู้สึกว่าไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ อีกแล้ว

ในเรื่องการจำกัดความครอบคลุมของการคุ้มครอง นำมาสู่แนวคิด “สงวนสิทธิ์บางประการ” some rights
reserved แทนที่จะเป็น “สงวนสิทธิ์ทั้งหมด” all rights reserved

ซึ่งการสงวนสิทธิ์ประการนี้ จะคุ้มครองสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ของผู้สร้างสรรค์เอาไว้ ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้ผู้อื่น ๆ นำงานดังกล่าวไปใช้ไปแก้ไขดัดแปลงต่อเติมเป็นงานใหม่ได้ในทางปฏิบัติ (คือนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะการขออนุญาตนั้นมีราคาโสหุ้ย overhead ที่อาจจะไม่สามารถจ่ายได้ไหว ทั้งในรูปของเงินหรือเวลา เช่นกรณีศึกษาที่พบว่า การทำหนังเรื่องหนึ่งอาจมีต้นทุนทางกฎหมายและการดำเนินการขออนุญาตต่าง ๆ ถึงกึ่งหนึ่งของต้นทุนสร้างหนังทั้งหมด)

แนวคิดการสงวนสิทธิ์บางประการนี้ นำมาสู่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ที่ใช้ความสมัครใจเข้าร่วม ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะให้แนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการดังกล่าวมีตำแหน่ง fit in สวมอยู่ในระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบัน และใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการนำแนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการให้เป็นความจริงได้นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เท่านั้น ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่จะทำให้มันเป็นความจริงได้

พูดอย่างสรุป คือ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ จะเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ ด้วยการผลักดันให้งานเกิดใหม่มาใช้สัญญาอนุญาตแบบนี้ พร้อมชักชวนให้งานเก่า ๆ เปลี่ยนมาด้วย ตามความสมัครใจ – ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในระบบลิขสิทธิ์เดิม-ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวกฎหมายตัวระบบ คือโลกเดิมมันแย่แล้ว สร้างโลกใหม่ละกัน แล้วของเก่า ๆ ก็ค่อย ๆ อพยพ migrate มาเท่าที่จะทำได้
แบบนี้ก็เนียน ๆ หน่อยค่อยเป็นค่อยไป – เป็นวิวัฒนาการ evolution

ส่วนเป้าสูงสุดของขบวนการเคลื่อนไหววัฒนธรรมเสรีนั้น จะท้าทายระบบเดิม เพื่อนำไปสู่ระบบใหม่ ที่เชื่อว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่ายกว่าเดิม คือจะเปลี่ยนโลกเดิมทั้งใบให้เป็นโลกใหม่เลย แบบนี้ก็รุนแรงหน่อย (และเป็นธรรมดาที่จะได้รับการต่อต้านมากหน่อย) – เป็นการปฏิวัติ revolution

“นักปฏิวัติท้ายที่สุดแล้วจะเป็นนักปฏิรูปที่ขยันที่สุด ก้าวหน้าที่สุด
ในทางตรงข้าม นักปฏิรูปหากทำการปฏิรูปเพียงลำพังโดยปราศจากเป้าในการปฏิวัติ
ก็จะเป็นผู้รักษาระบบแห่งการกดขี่ที่ขยันที่สุด อย่างขันแข็งที่สุดเช่นกัน”

โรซา ลุกเซมบวร์ก, นักทฤษฎีมาร์กซิสม์และนักปรัชญาสังคมชาวยิวเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์ (สำนวนแปลโดย กลุ่มประกายไฟ)

หมายเหตุ : แม้ตัวผมเองนั้นได้ไปช่วยงานทางกลุ่มทำงานครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยด้วย แต่การทำโลโก้และจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดประเด็นถกเถียง-ทบทวน จากประเด็นโลโก้นี้ ไม่ได้สอบถามทางกลุ่มครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยมาก่อนครับ

* คำว่า “Read Mix Burn” นี้ ที่เคยเกริ่น ๆ กับทีมงานไว้ในเมลฉบับหนึ่งช่วงเตรียมงาน (ช่วงคุยเรื่องชื่องาน) ว่าอยากให้งานมันเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง : Read ก็ตามรี้ดแคมป์นี้ อ่าน วิพากษ์ ตีความ Mix คือเอางานมาผสมเล่าใหม่ในสื่อแบบต่าง ๆ Burn จะเป็นประเด็นสิ่งที่คนไม่อยากให้อ่าน หนังสือต้องห้าม หนังโดนแบน เว็บโดนบล็อค – Read Mix Burn นี้ ล้อสโลแกนในโฆษณา iPod+iTunes ของ Apple ที่ว่า Rip Mix Burn

[ จาก บล็อก ReadCamp ]

technorati tags:
,
,
,

ReadCamp promo clip from iam.in.th

คลิปแนะนำงาน ReadCamp วันที่ 29 พ.ย. นี้ จาก @iaminthai

[ต้องเปิดใช้ JavaScript เพื่อดูคลิป Flash เปิดใช้ JavaScript แล้วเปิดหน้านี้อีกครั้งหนึ่ง]

[ ลิงก์ iam.in.th ]

technorati tags:
,
,

ReadCamp promotional graphic by anpanpon

anpanpon (นักเรียนออกแบบผู้จบบัญชีมา :p) ช่วยออกแบบกราฟิกประชาสัมพันธ์+เสื้อยืดงานรี้ดแคมป์มาให้ แต้งกิ้ว~ (โปรดสังเกตรูปขนมปังด้านขวาบนเป็นสำคัญ)

ReadCamp web banner by anpanpon

ReadCamp T-shirt by anpanpon

www: ReadCamp.org

หมายเหตุ: งานรี้ดแคมป์นี้ ไม่ได้จัดโดยหรือเกี่ยวข้องกับ “วารสารอ่าน” แต่อย่างใด
(แต่ถ้าในแง่ของความสนใจแล้ว ส่วนตัวของผมเอง ชอบงานของประชา-ซึ่งในตอนนี้เขาก็เป็นทีมของวารสารอ่านด้วย)

หมายเหตุ 2: ใครสนใจหาคนออกแบบกราฟิก สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ นามบัตร สเตชันเนอรี คาแรกเตอร์ ฯลฯ ติดต่อ anpanpon ได้ ที่บล็อกของเธอ anpanpon.com ข่าวว่าตอนนี้กำลังจะปลดระวางคอมเก่าตัวแก่ กำลังเร่งระดมทุนอยู่ :p [ads]

technorati tags:
,
,
,

ReadCamp logo rev.2

ReadCamp logo r2 420x420

a logo for ReadCamp – revision 2, characters spacing/position adjusted

ReadCamp ทุกอย่างอ่านได้
สิบโมงถึงทุ่ม เสาร์ 29 พ.ย. @ หอศิลป์กรุงเทพ ตรงข้ามมาบุญครอง
เปิดลงทะเบียนแล้ว ไปอ่านกัน

technorati tags:
,
,

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. … …

นั่นคือ เป็น “อ่าน” ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสาอย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ – เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก “การอ่าน” ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า “ทุกอย่างอ่านได้”. โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ – ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,