เปิดข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้มัน machine-readable ด้วย!

สองสัปดาห์ก่อน พยายามจะเอาข้อมูลรายจ่ายภาครัฐมาใช้งาน แต่ก็พบปัญหาในการเอามาใช้ คือข้อมูลเท่าที่หาได้ มันไม่ machine-readable หรือ “อ่านด้วยเครื่องไม่ได้”

เขียนสรุปเอาไว้ที่บล็อกโอเพ่นดรีม: รายจ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2544-2554 ในรูปแบบ machine-readable (ดาวน์โหลดข้อมูลในฟอร์แมต OpenDocument)

สาเหตุหลัก ๆ คือ:

  • เป็น PDF ไม่ใช่ CSV หรือข้อมูลในรูปแบบตารางที่คำนวณได้ อย่าง OpenDocument spreadsheet หรือ Excel
  • แย่กว่านั้น บาง PDF เป็นแบบรูปภาพ-สแกนหน้ากระดาษามา แถมเอียงหรือไม่ชัดอีกต่างหาก
  • PDF ที่เหมือนจะเป็นข้อความดี ๆ บางอันก็มีปัญหาการเข้ารหัสชุดตัวอักษร เช่นแสดงให้เห็นเป็น “๔๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐” แต่พอ copy มา paste ก็กลายเป็น “Ùı,,,” แบบนี้คือ human-readable แต่ไม่ machine-readable แบบชัด ๆ เลย
  • เอกสารใช้เลขไทย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุก machine จะ read มันในฐานะจำนวนได้ — เช่นถ้าพิมพ์ “๔๕” ลงไปในสเปรดชีตของ Google Docs มันก็จะเห็นเป็น ข้อความ (string) “๔๕” แต่ไม่ใช่ จำนวน (int/float) ๔๕ ที่คำนวณได้ (ตัว LibreOffice นั้นเก่งหน่อย จัดการตรงนี้ได้ มองเห็นเป็นจำนวน)

เวลาจะเปิดข้อมูลสาธารณะ ต้องคิดถึงเรื่องพวกนี้ด้วย จะทำยังไง ให้ข้อมูลที่เปิดออกมา มัน machine-readable เพื่อให้คนเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างเต็มที่

เช่น ถ้าเป็นข้อมูลภาครัฐ การทำอย่างนั้น ก็จะช่วยให้ประชาชนประชาชนไม่จมอยู่กับกองข้อมูลมหาศาล ที่เอาไปใช้ได้ลำบากเหลือเกิน การเข้าถึงข้อมูลที่สะดวกขึ้น ก็จะทำให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับการปกครองได้มากขึ้น ทั้งในแง่การเอาข้อมูลไปใช้ช่วยในการตัดสินใจในท้องถิ่นหรือในธุรกิจของตัวเอง และทั้งในแง่การตรวจสอบส่วนกลาง (ดูเพิ่มเติมที่บทสัมภาษณ์ ไกลก้อง ไวทยการ เรื่อง Open Data การพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง) ให้สมกับหลักการและเหตุผลของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ 2540 ที่ว่า:

ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ … ทั้งนี้เพื่อพัฒนาระบบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่

ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ผู้คิดค้นเว็บ แนะนำระบบการให้ดาว 5 ดาว เพื่อบอกว่า ข้อมูลเปิด (Linked Open Data) นั้น มีความ “เปิด” มากเพียงใด ดูตัวอย่างได้ที่เว็บไซต์ LiDRC Lab

  • ★ – หนึ่งดาว – มีข้อมูลให้ดาวน์โหลดบนเว็บ (จะฟอร์แมตไหนก็ได้) ด้วยสัญญาอนุญาตแบบเปิด
  • ★★ – สองดาว – จัดข้อมูลดังกล่าวให้เป็นรูปแบบข้อมูลที่มีโครงสร้าง (เช่น Excel แทนที่จะเป็นภาพสแกนของตาราง)
  • ★★★ – สามดาว – ใช้รูปแบบที่เปิดเผยข้อกำหนด ไม่สงวนเป็นความลับ (เช่น CSV แทนที่จะเป็น Excel)
  • ★★★★ – สี่ดาว – ใช้ URI เพื่อระบุสิ่งต่าง ๆ ในข้อมูล เพื่อที่คนจะได้ชี้ตรงมาที่ข้อมูลได้
  • ★★★★★ – ห้าดาว – เชื่อมโยงข้อมูลของคุณเข้ากับชุดข้อมูลอื่น ๆ เพื่อที่จะบอกบริบทของข้อมูล

(ดูรายละเอียดเพิ่มที่ Linked Open Data star scheme by example)

ตอนนี้ข้อมูลราชการของเรา น่าจะอยู่ประมาณ -1 ดาว ไปจนถึง 3 ดาว คือ

  • -1 ดาว : ไม่มีข้อมูลบนเว็บเลย
  • 0 ดาว : มีข้อมูลแต่ไม่แจ้งสัญญาอนุญาต (สำหรับข้อมูลบางอย่างที่กฎหมายระบุว่าไม่มีลิขสิทธิ์ อันนี้ก็ไม่มีปัญหา ก็เป็น 1 ดาวไป)
  • 1 ดาว : แบบที่ว่ามาข้างบน มาเป็น PDF คนอ่านได้ แต่ไม่มีโครงสร้างข้อมูล เครื่องอ่านไม่ได้
  • 2 ดาว : แบบบางชิ้นที่มีอยู่บนเว็บไซต์ data.pm.go.th ฐานข้อมูลเปิดภาครัฐ ที่มาเป็น Excel
  • 3 ดาว : เคยเห็นบางชิ้นบนเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่เป็น XML (แต่ยังไม่เห็น Schema นะ)

Thailand Open Data Catalog บัญชีข้อมูลเปิดของไทย

Open Data Thailand เป็นสมุดทะเบียนสำหรับชุดข้อมูลและเนื้อหาแบบเปิด เว็บไซต์นี้ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ CKAN ซึ่งทำให้การค้นหา แบ่งปัน และใช้ข้อมูลซ้ำ ไปเป็นได้โดยง่าย โดยเฉพาะการทำงานเหล่านั้นด้วยวิธีการอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์

Open Data Thailand is an open registry of data and content packages. Harnessing the CKAN software, this site makes it easy to find, share and reuse content and data, especially in ways that are machine automatable.

ไอเดียของ Open Data Catalog คือ พยายามรวบรวมข้อมูลสาธารณะและข้อมูลภาครัฐ ที่เปิดเผยอยู่แล้วในอินเทอร์เน็ต แต่อาจจะกระจัดกระจายอยู่ หรืออยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ต่อไม่สะดวก มาจัดระบบระเบียบ ให้ค้นหาได้ง่าย เพื่อส่งเสริมการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ต่อ เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ และหวังผลในเชิงรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในรูปแบบที่นำไปประมวลผลต่อได้โดยง่าย เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ในรูปแบบที่เหมาะสมเองต่อไปในอนาคต ให้เป็นพันธกิจที่รัฐต้องมีต่อสาธารณะ

หลักการข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data Principles)

ติดตามข่าว Open Data และ Data Journalism ได้จาก Guardian.co.uk Data Store

technorati tags: , ,

สัมภาษณ์ @klaikong เรื่อง “ข้อมูลเปิดภาคสาธารณะ” กับการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง #opendata #opengov

Klaikong and Data visualization

ผมสัมภาษณ์ พี่แต๊ก ไกลก้อง ไวทยการ (@klaikong) เอาไว้เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2553 ที่ผ่านมา ระหว่างเวิร์กช็อป “Open Data Hackathon” ที่ Opendream คุยกันเรื่องความเคลื่อนไหว “ข้อมูลเปิดภาครัฐ” หรือ “ข้อมูลเปิดภาคสาธารณะ” (Open Government Data หรือ Open Public Data) กับความจำเป็นของสังคมไทยที่ภาครัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมพัฒนาประเทศไปพร้อม ๆ กัน ด้วยการตัดสินใจบนข้อมูลที่รอบด้าน ในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เพิ่งถอดเทปเสร็จ

มีคุยกันเรื่องรูปแบบข้อมูล รวมถึงความเป็นไปได้ในการจะออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง :

เรื่องมาตรฐานข้อมูลเนี่ย ประเทศเราทำไม่ได้จริงซะที คุยกันมานานแล้ว ว่าจะต้องมีระบบมาตรฐาน จะต้องมี standard อะไรต่าง ๆ XML ฯลฯ แต่ถึงทุกวันนี้ เท่าที่เห็น ร้อยละ 80 ข้อมูลก็ยังอยู่ในรูปแบบ PDF ซึ่งอันนี้มันสะท้อนเรื่องวิธีคิดว่า ข้อมูลนี้ก็ยังเป็นข้อมูลของหน่วยงานนั้นอยู่ ถ้าอยากได้ข้อมูลดิบ (raw data) เพื่อจะเอาไปใช้ก็ต้องขออนุญาตก่อน เพราะ PDF มันเอาไปใช้ทำอะไรต่อไม่ได้ ไฟล์ PDF มันสะท้อนความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของของข้อมูลอยู่

ถ้าเราพูดถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตัว PDF ก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์นี้ … มันไปจบแค่การเปิดเอกสารเพื่อดู … ข้อมูลที่อิเล็กทรอนิกส์ที่จะแลกเปลี่ยนกันแล้วมีประโยชน์เอาไปใช้ต่อได้ มันต้อง “อ่านด้วยเครื่องได้” (machine readable)

สำหรับภาครัฐแล้ว เรามองอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อ ดูได้จากการเอากฎหมายสื่อมาใช้กับอินเทอร์เน็ต พอมองเป็นสื่อนั่นแปลว่าการเปิดข้อมูลคือการเผยแพร่ แค่เผยแพร่ก็จบ … มันไม่ใช่ มันต้องไม่จบแค่ขั้นการเผยแพร่

คุยกันเรื่องมิติทางการปกครอง การพัฒนาท้องถิ่น และเศรษฐกิจ ของข้อมูลสาธารณะแบบเปิด :

ถ้าเราคิดว่า ข้อมูลภาครัฐทั้งหมดนั้นมันสร้างขึ้นมาด้วยเงินภาษี ด้วยเงินของสาธารณะ ข้อมูลภาครัฐเหล่านี้ก็ควรจะเป็นข้อมูลสาธารณะ ซึ่งเมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว ข้อหนึ่งก็คือ มันต้องเปิดให้สามารถเข้าถึงได้ สองคือ ต้องเปิดในลักษณะที่ทุกคนสามารถเอาข้อมูลนั้นไปใช้ต่อได้ โดยไม่มีข้อจำกัด

การรวบรวมข้อมูลยังไงมันก็เป็นแบบล่างขึ้นบน แต่ปรากฎว่าเมื่อข้อมูลมันไหลขึ้นไปสู่ข้างบนแล้ว มันไม่เคยไหลกลับมาสู่ข้างล่างเลย … เวลาเราพูดถึงการกระจายอำนาจ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ท้องถิ่นต้องมีชุดข้อมูลเพื่อให้ทำงานได้ ให้ตัดสินใจได้ แต่ที่ผ่านมาท้องถิ่นไม่เคยมีข้อมูลเลย แล้วก็เลยไม่มีทักษะในการใช้ข้อมูลไปด้วย … ดังนั้น หนึ่งเลย ข้อมูลที่ท้องถิ่นส่งขึ้นไป ต้องถูกส่งกลับลงมาให้ท้องถิ่นใช้ด้วย

ทุกคนต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ โครงการนี้จะดีหรือไม่ดีกับบ้านฉันไหมตัวฉันไหม ก็จะทำให้ไม่ถูกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าจะฝ่ายสนับสนุนหรือคัดค้าน ใช้การโน้มน้าวได้ ทุกคนมีข้อมูล และตัดสินใจบนข้อมูลเหล่านี้

เวลาเราบอกว่าเปิดให้ “ทุกคน” เข้าถึงได้ มันรวมถึงภาคธุรกิจด้วย ซึ่งถ้าภาคธุรกิจนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ แล้วมันสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ มันก็เหมาะสม ซึ่งตราบใดที่ข้อมูลเหล่านี้มันไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง มันก็ควรจะต้องถูกเปิด

อ่านฉบับเต็มที่บล็อกโอเพ่นดรีม – ไกลก้อง ไวทยการ: “Open Data จะทำให้ประเทศเราวิ่งได้เร็วขึ้นอีกมาก”

ปี 2554 ที่จะถึงนี้ โอเพ่นดรีม, ChangeFusion, ธนาคารโลก สำนักงานกรุงเทพ และเพื่อน ๆ รวมถึงเครือข่ายพลเมืองเน็ต จะมีกิจกรรมเกี่ยวกับ Open Public Data ตลอดทั้งปี ตามความถนัดและจุดเน้นของแต่ละองค์กร ขอเชิญชวนทุกคนที่สนใจมาแจมกัน – ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ OpenData.in.th

technorati tags: , , , ,


Me on #ICT2020 plan

วันนี้ไปงานระดมความเห็นเรื่องแผนไอซีทีในระยะ 10 ปีข้างหน้า (ICT2020) กลุ่ม civic empowerment (คืออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ผมก็มั่วไป) ที่เนคเทคเป็นเจ้าภาพ (ผมไป แทน หลายคนมาก ๆ ประมาณว่าแปะมือกัน)

ผมได้เสนอในวงและยังยืนยันว่า ในการทำนโยบายทางสังคมใด ๆ จำเป็นต้องคิดถึงกลุ่มชายขอบทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงกลุ่มชายขอบทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ

กลุ่มชายขอบทางการเมือง คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ กลุ่มคนที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อศีลธรรมอันดีงาม และกลุ่มคนที่ถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรง

คนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองหรือผู้ส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และไม่ควรจะต้องถูกกันออกไป เพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนกับรัฐ

ตัวอย่างของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ ที่ได้ผลกระทบที่เกี่ยวกับสารสนเทศ ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เช่น ชุมชนในมาบตาพุดและประจวบ ที่ขอดูเอกสารประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากรัฐ แต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง ความมั่นคง

ถ้าทัศนคติแบบนี้ยังมีอยู่ และข้ออ้างแบบนี้ยังฟังขึ้น ก็ป่วยการที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสารพัดที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร — เพราะถึงมีเทคโนโลยีไป รัฐก็ไม่เปิดอยู่ดี

แค่โยนบรอดแบนด์ตูมลงไป แล้วหวังจะให้เกิดสังคมข้อมูลข่าวสารและปริมณฑลสาธารณะ แบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันเป็นไปไม่ได้ – ต้องเปลี่ยนทัศนคติของรัฐและสังคมด้วย ในเชิงรูปธรรมก็คือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องสอดคล้องให้มันเปิดให้เข้าถึงได้ด้วย เทคโนโลยีมันถึงจะได้ทำงาน


ในประเด็นสิทธิและบริการที่ขยายไปให้มากกว่าที่ให้กับพลเมือง ผมหมายถึงกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนสังคมไทย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะที่พวกเขาก็ได้ทำอะไรบางอย่าง (contribute) ให้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแรงงาน ศิลปวัฒนธรรม เงินภาษี ฯลฯ คนเหล่า นี้แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองไทย ก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการไอซีทีบางอย่างตามสมควรด้วย

ทุกวันนี้ คนทุกคนในสิงคโปร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ทั่วทั่งเกาะ ขอให้มีเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ลงทะเบียนรับรหัสผ่านครั้งแรกก็พอ — Wireless@SG

ผมกำลังพูดถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลเมืองไทย และอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลและบริการพื้นฐานได้ — คิดในกรอบของสิบปีข้างหน้า ที่การเข้าไม่ถึงไอซีทีก็เท่ากับจำกัดสิทธิทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้เหมือนกัน

จินตนาการถึง การเคลื่อนย้ายแรงงาน (mobility) ที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในประเทศเอง และจากอาเซียนซึ่งจะควบรวมกันมากขึ้น

บริการใด ๆ ที่ยังผูกกับจากใช้ที่อยู่ทะเบียนบ้านจดทะเบียน จะกันคนจำนวนมากออกไปโดยทันที เพราะจะมีคนจำนวนมากที่ไม่มีทะเบียนบ้าน (นอกจากแรงงานจากนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมี คนไร้บ้าน ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น — ญี่ปุ่นและแคนาดาก็มีแนวโน้มเดียวกัน) ถ้าจะพัฒนาไอซีทีในยุค high mobility ที่คนเคลื่อนไหวไปมามากขึ้น ๆ ก็จำเป็นต้องขจัดข้อจำกัดในทางทะเบียนหรือทางกฎหมายลักษณะนี้ออกไปด้วย

จริง ๆ นักเรียน นักศึกษา จากต่างบ้านต่างเมืองต่างประเทศ ที่อยู่หอพัก ก็ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วในปัจจุบัน คือสมัครบริการอินเทอร์เน็ตเองไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน ข้อบังคับของหอพัก ฯลฯ ทำให้ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตของหอพัก ที่ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แพงบ้างไม่แพงบ้าง — คนที่อยู่หอพักหรือบ้านเช่าแบบนี้จะมีจำนวนมากขึ้นอีกมาก ในสิบปีข้างหน้า


สำหรับประเด็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว ผมคิดว่าไอเดีย Universal Design ที่ มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย นำเสนอในวง นั้นน่าจะครอบคลุมเกือบทั้งหมด เมื่อเสริมกับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมือง คือความเป็นเจ้าของและโครงสร้างการควบคุม ก็น่าจะครอบคลุมเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งหมดแล้ว (คิดว่า)

มีเสริมเรื่องภาษาหน่อยนึง คือนอกจากภาษาหลากหลาย ภาษาถิ่น แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ ด้วย คือใช้ภาษาที่อ่านไม่ยาก เรียบง่าย ไม่ยาวเกินไป คนทั่วไปอ่านเข้าใจ ใช้เวลาไม่นาน — เรื่องนี้สำคัญ เพราะ ภาษา เป็น interface สำคัญในสังคมข้อมูลข่าวสาร ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องอ่าน แต่ดันอ่านยากเกินไป มันก็แย่ — ดู Plain Language Movement


นโยบายก็อย่าง แต่จะดำเนินการให้ได้ตามนั้นอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่งอ่ะนะ … ลองดูตัวอย่าง

มีอีกหลายเรื่อง เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ศูนย์ไอทีชุมชน การอ่านออกเขียนได้ — รออ่านสรุปวงคุย 2 วัน เรื่อง civic empowerment นี้ ที่เว็บไซต์ ict2020.in.th


ขอบคุณคนชวน (กองทุนไทย, แผนงานไอซีที สสส., เครือข่ายพลเมืองเน็ต) และเนคเทคที่จัด งานนี้ได้ความรู้เยอะมาก

ขากลับแวะหนองมน ซื้อปลาหมึกบดและปลาหมึกทุบมาอย่างละถุง เย่

technorati tags:
,
,
,
,

Keeps private data private, keeps public data public? No. Not in Thailand.

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ
ต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนตรวจดูหรือค้นคว้าได้

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสารของราชการและการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ที่เว็บ www.oic.go.th ของสขร. หน้า การตอบข้อหารือและวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับ สขร.:

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หารือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ (ลงวันที่ 27/11/2552)
… ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2544

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กรมการปกครองหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (ลงวันที่ 28/12/2552)
… ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2544

เอกสารต่าง ๆ ไม่สามารถเรียกดูได้ตามชื่อเรื่องเลย

แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่เปิดเผย ครับ

ในขณะที่รัฐ มีความพยายามที่จะดักฟังสอดส่องล่วงรู้ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน (#ThaiNoSniff)
พร้อม ๆ กันนั้น รัฐเอง ก็มีความพยายามจะปกปิดหรือสร้างความยากลำบากในการเข้าถึง ข้อมูลของรัฐ

กลับตาลปัตรกับหลักความโปร่งใสของรัฐและการเคารพสิทธิของพลเมือง ที่ว่า ข้อมูลส่วนบุคคล (private data) ต้องเก็บเป็นความลับ (keep/private) และข้อมูลของรัฐ (public data) ต้องเปิดเผย (open/public)

ประเทศของเรา จะไปสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารแบบไหนกัน?

มาตรา ๗ หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน

(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว

ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร

มาตรา ๘ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ๗ (๔) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร

มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น

บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้อีกประการหนึ่งด้วย ประกอบกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เครือข่ายพลเมืองเน็ต เพื่อเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและสิทธิทางอิเล็กทรอนิกส์

technorati tags:
,
,

Thai laws and regulations on official document/information administration and archives

กฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของรัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาและการทำลายเอกสาร – เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

  • พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 — มี หมวด 3 ว่าด้วย การเก็บรักษา ยืม และทำลายหนังสือ
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548— แก้ไขเพิ่มเติมฉบับ พ.ศ. 2526 ที่สำคัญคือ:
    • เพิ่มนิยามคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ (การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ เช่นว่านั้น) และ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือผ่านระบบสื่อสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์)
    • ลดอายุเอกสารก่อนที่จะให้ส่วนราชการส่งหนังสือเข้าหอจดหมายเหตุ จากเดิม 25 ปี เหลือ 20 ปี (=จัดส่งเข้าหอฯเร็วขึ้น)
  • ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551
  • (ร่าง) พระราชบัญญัติ จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. …. — มีเรื่องการบริหารจัดการเอกสารราชการ ในส่วนนิยาม ให้ความหมาย เอกสาร ไว้ว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพ แสง เสียง ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเขียน วาด พิมพ์ ถ่ายภาพ บันทึก วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

ความสำคัญของระเบียบระดับกระทรวงต่าง ๆ และ พ.ร.บ.จดหมายเหตุ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ก็คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ นั้นระบุให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ แต่จะเข้าถึงได้ ก็ต้องเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพที่เอามาใช้ได้ และไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ อีเมล แฟ้มข้อมูลต่าง ๆ สูญหายได้ง่ายมาก ทั้งจากอุบัติเหตุ ความเผลอเรอ หรือความตั้งใจ
ยิ่งเราจะไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จัดซื้อจัดจ้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประมูลระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลือกต้ังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อการตรวจสอบกิจการต่าง ๆ และเพื่อการศึกษา ในฐานะเอกสารทางประวัติศาสตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก คลังเอกสาร เครือข่ายพลเมืองเน็ต

แถม: ระหว่างกระโดดไปกระโดดมา ตามหน้าเน็ต ก็เจออันนี้ เผื่อใครจะได้ใช้:
บริการค้นหาข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

iLaw ที่อาจจะเกี่ยวข้อง (ยังงง ๆ อยู่ ไอเดียรวม ๆ คือ อยากให้มีแบบ Presidential Records Act)

technorati tags: , , ,