history and mobility, the mobile personal and the mobile phone

โพสต์รูปเก่า ๆ ลงเฟซบุ๊ก มีเพื่อนคนนึง ว่ารูปนี้ถ่ายจากกล้องอะไร สีสวยดี

มันคือกล้องของมือถือ Sony Ericsson K700i ผมก็ชอบสี ชอบ ‘เกรน’ ของมันด้วย

ผมมีชีวิตช่วงหนึ่งที่ผูกพันกับมือถือเครื่องนี้

จำได้ว่าซื้อมันหลังส่ง dissertation อะไรประมาณนี้ อยากได้มาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อ
พอดีที่ชาร์จมือถือเครื่องเก่าสายมันขาดพอดี ถูกเก้าอี้ในห้องแล็บคอมทับกระจุย
ก็เลยถือโอกาสซื้อเลย

อยากซื้อของแก้เครียดด้วย เป็นอีกเหตุ จำได้ว่าช่วงใกล้ ๆ กันก็ซื้อรองเท้าด้วย
ผ้าใบ Diesel ที่ลดราคาเหลือ 25 ปอนด์ คู่ที่ใส่อยู่ตอนนั้นมันเจ๊งมาก ๆ แล้ว และหน้าหนาวกำลังจะมา

K700i เครื่องนี้เป็นหลายอย่าง

มันถือเป็นกล้องดิจิทัลตัวแรกในรอบสองสามปีนั้นของผม
(ก่อนหน้านี้มีตัวนึง พี่ ๆ ที่ Sun ซื้อให้เป็นของขวัญ แต่โดนงัดจากรถไป พร้อม ๆ กับโน๊ตบุ๊ก โลโม ซาวนด์เบาท์ และปาล์ม!)

มันเป็นวิทยุและเครื่องเล่น mp3
ผมฟังมันบนรถไฟ ฟังมันตอนเดินไปไหนต่อไหน บางทีก็ตอนล้างจานในร้านนี่แหละ

มันเป็นมือถือเครื่องแรกของผมด้วยมั้ง ที่รัน J2ME ได้
ผมทดลองเอา LekLekDict มาโมเป็น WeeDict ก็บนมือถือเครื่องนี้แหละ

แน่นอน มันเป็นโทรศัพท์ด้วย
ผมโทรกลับเมืองไทยบ่อย ๆ ในช่วงนั้น ด้วยโทรศัพท์เครื่องนี้

จะถือว่ามันเป็นมือถือในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ได้

ผมซื้อมันที่เอดินบะระ หลังส่ง dissertation
แล้วก็ย้ายบ้านทีนึง มาอยู่ใกล้ ๆ กับต้นถนน Leith Walk ผมทำ WeeDict ที่บ้านนี้

แล้วก็ย้ายออกจากเอดินบะระ มาอยู่กะญาติที่ลอนดอนพักนึง ระหว่างรอตอบรับสมัครงานและทุนต่าง ๆ
ช่วงนี้มันทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่น mp3 และโทรศัพท์อย่างหนัก รวมถึงเกมเทนนิสด้วย

ลอนดอนช่วงนั้นที่ผมอยู่ ปลายปี 2004 หนาวมาก ๆ หิมะเยอะจนซึมเศร้า มันเป็นอารมณ์ของการรอคอยล่ะมั้ง หลาย ๆ เรื่อง

ผมรอตอบรับอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งวีซ่าหมด ก็ต้องกลับเมืองไทย ตอนนั้นได้งานที่พอตสดัมแล้ว แต่ต้องรอเอกสารอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่ายังไง รู้แต่มันวุ่นวาย ๆ หน่อยตรงที่ผมต้องไปเดินเรื่องกะสถานทูตเยอรมันในลอนดอน คือกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานมันเริ่มตรงนั้น แล้วตอนแรกนึกว่ามันจะเสร็จก่อนวีซ่ายูเคผมหมดมั้ง แต่ปรากฎว่าไม่ทัน แล้วก็โยกไอ้กระบวนการนั่นกลับมากรุงเทพไม่ได้ด้วย ผมเลยต้องกลับกรุงเทพก่อน แล้วค่อยโผล่ไปลอนดอนอีกรอบ เพื่อเอาใบอนุญาตทำงาน แล้วค่อยไปเบอร์ลินได้ คือวุ่นวายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทึ่มมากเรื่องงานเอกสารต่าง ๆ

เจ้า K700i ก็ไปกับผมด้วย

มันน่าจะได้ไปหลายที่อยู่เหมือนกัน จนผมกลับมากรุงเทพ มันก็ยังใช้การได้ดีอยู่

วาระสุดท้ายของ K700i เครื่องนี้ คือที่หน้าลิฟต์ตึกวิศวะคอม ม.เกษตร คิดว่าน่าจะเป็นวันงาน TLUG ล่ะมั้ง ผมรีบ ๆ ออกมาจากห้อง จะไปอีกที่ มือถือมันก็ตกลงมากระจาย หน้าจอแตก

ตอนแรกว่าจะซ่อม เปลี่ยนจอ ร้านที่มาบุญครองบอกว่าไม่คุ้มหรอก เปลี่ยนเครื่องใหม่ดีกว่า ผมก็ลังเล ชั่งใจอยู่นาน คือข้อมูลและเบอร์โทรต่าง ๆ ข้างในก็ยังอยากได้ แต่ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี :p

สุดท้ายก็ซื้อเครื่องใหม่ เป็น Sony Ericsson K510i เลียนแบบ @theniw

ประวัติศาสตร์บุคคล ผ่านโทรศัพท์มือถือ :p

technorati tags:
,
,

rent a house = high mobility ?

เวลานั่งรถไฟฟ้า นั่งรถไปไหนมาไหน มองเห็นตึกแถวใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เยอะแยะมากมายในกรุงเทพ

ตึกแถวต่าง ๆ น่าจะมีการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ากว่านี้ จะได้ไม่ต้องสร้างตึกใหม่ให้เปลืองทรัพยากร
ทำเป็น mixed use ซะ ใช้หลายประสงค์ ถือครองร่วมกันหลายคนหลายครอบครัวหรือเจ้าของตึกแบ่งเช่า

ชั้นล่างให้เช่าเป็นร้านค้า/สำนักงาน
ชั้นบน ๆ แบ่งชั้นให้แต่ละครอบครัวเช่า
ชั้นดาดฟ้าบนสุดใช้ร่วมกัน เป็นลานซักล้าง-ตากผ้า
หรือถ้าตึกข้างเคียงจะตกลงเปิดดาดฟ้าต่อกันก็ได้-ทำเป็นลานนั่งพักผ่อน/ทำกิจกรรม (ข้างล่างไม่มีที่)

ถ้าจะทำ ต้องปรับปรุงเรื่องประตูเข้าออก ทางขึ้นลง ให้สะดวกกับทุกฝ่าย

แบบนี้ ตึกแถวห้องหนึ่งอาจอยู่ได้ถึงสามสี่ครอบครัวเล็ก ๆ ตามลักษณะครอบครัวคนทำงานรุ่นใหม่ในเมือง

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้เรื่องข้างบนเป็นไปได้มากขึ้น คือ
ค่านิยมเรื่อง “เช่าบ้าน = ไม่มั่นคงในชีวิต”
น่าจะปรับเปลี่ยนเป็น “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” มี mobility เคลื่อนย้ายสะดวก
ซึ่งน่าจะเหมาะกับลักษณะชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มากกว่า ที่ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง (ทั้งจากการย้ายองค์กร หรืออยู่ในองค์กรเดิมแต่ต้องเดินทางเปลี่ยนที่ทำงาน) ทั้งตอบสนองความต้องการที่จะมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อความสะดวก ลดค่าเดินทาง ประหยัดเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต (สามารถย้ายบ้านตามที่ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องห่วงเรื่องซื้อขายบ้าน หรือทำสัญญาระยะยาว)

นอกจากนี้ ความคล่องตัว-ไม่ติดกับพื้นที่ น่าจะช่วยเรื่องการย้ายถิ่นฐาน/โยกย้ายบุคลากรที่ขาดแคลนในเขตนอกศูนย์กลาง (กรุงเทพและหัวเมืองใหญ่) เพิ่มโอกาสกระจายงาน กระจายความเจริญได้ด้วย — ไม่ทำให้เมืองหลวงหรือหัวเมืองมันโตเกินไป ซึ่งนำมาสู่ปัญหาการจัดการต่าง ๆ เช่นสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ สร้างยังไงก็ไม่ทัน เช่นที่เชียงใหม่กำลังแย่อยู่ตอนนี้ (ไม่ต้องพูดถึงกรุงเทพ)

ไม่ใช่ว่า ก็ทรัพยากรบุคคลมันอยู่ในกรุงเทพ (หรือหัวเมือง) ย้ายเข้าออกไม่สะดวก บริษัทก็เลยต้องมาตั้งอยู่ในกรุงเทพ แล้วพอบริษัทต่าง ๆ มากระจุกอยู่ในกรุงเทพ คนข้างนอกก็ต้องย้ายเข้ามาเพิ่มอีก เพราะนอกกรุงเทพไม่ค่อยมีงาน ทรัพยากรบุคคลทั้งหลายก็เข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ บริษัทต่าง ๆ จะตั้งบริษัท จะขยายงาน ขยายสาขา ก็ต้องอยู่ในกรุงเทพอีกนั่นแหละ ไปที่อื่นมันไม่มีคน ก็วนไปเรื่อย ๆ เป็นงูกินหาง ไก่กับไข่

เรื่อง workforce mobility หรือความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เป็นนโยบายของสำคัญของการสร้างและรักษาความมั่งคงของสหภาพยุโรป ไม่ให้ความเจริญมันเหลื่อมล้ำ พอคนย้ายได้ง่าย งานก็ย้ายได้ง่ายด้วย ปลดล็อกงูกินหาง

เอกสาร Mobility in Europe [pdf]
โดย มูลนิธิยุโรปเพื่อการปรับปรุงสภาพการทำงานและการใช้ชีวิต
Eurofound – European Foundation for the Improvement of Living and Working Conditions

ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เกี่ยวหลายเรื่อง
แม้ที่เด่นเป็นข่าว มักจะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ
เช่นเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายแรงงาน
แต่เรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องการใช้ชีวิตของแรงงานก็สำคัญ ที่พัก (สัญญาขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ราคาพอรับไหว ไม่ผูกมัดเกิน) ระบบขนส่ง (เมือง-รอบนอก / งาน-ที่พัก) ภาษา (กรณีพูดต่างภาษาควรสื่อสารภาษากลางกันได้) วัฒนธรรม (ที่อดทดอดกลั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่คลั่งชาติ เปิดใจรับความแตกต่าง) คือแรงงานก็เป็นคนน่ะ
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงานดี ๆ แล้ว ก็อยากได้สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่ดี ๆ เช่นกัน

สภาพที่ปราถนา เพื่อเมืองที่มีชีวิต live life :
ที่อยู่อาศัยย้ายเข้าออกคล่องตัว – ระบบขนส่งสะดวก – สื่อสารภาษากลางได้ – วัฒนธรรมเปิดกว้างรับความแตกต่าง
สองอันหลังสำหรับการจะเป็นเมืองระดับภูมิภาค/นานาชาติ

ที่จะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางโน่นนี่ เป็น hub จะดันเมืองนั้นเมืองนี้เป็นเมืองระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ
แต่ทุกอย่างมันก็ต้องอาศัยคนด้วย ทั้งคนภายในประเทศ ภายนอกประเทศ
จะเป็น hub แต่เขาเดินทางเข้ามาทำงาน/ใช้ชีวิตไม่สะดวก ใครเขาจะอยากมา
แล้วจะเป็น hub ได้ยังไง ? จะมีเมืองศูนย์กลางหลาย ๆ เมืองได้ยังไง ? (แนวคิด mobility นี้ไม่ได้ปฏิเสธเมืองศูนย์กลาง แต่ปฏิเสธการมีศูนย์กลางแต่ที่เดียว อะไร ๆ ก็อยู่ในเมืองนี้ – เช่นกรณีกรุงเทพ)

ในแง่สิทธิโดยทั่วไป-ไม่ได้เจาะจงเรื่องแรงงาน เรื่อง mobility นี้เกี่ยวกับ สิทธิในการเดินทาง/เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย mobility rights / rights to travel / freedom of movement

เฮ้ย เริ่มจากตึกแถว มาจบที่เรื่องสิทธิได้ไง

ย้อนกลับไปใหม่ คิดว่า “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” ไหม ?

กลับไปทำงานต่อดีกว่า

ปรับปรุง 2008.07.04: เพิ่มเรื่อง cosmopolitan

technorati tags:
,
,
,
,