ปรีดี พนมยงค์: “ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร” และ “การแก้ไขวิกฤตประเทศไทย”

นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 50 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย

คลิปเสียง 1, คลิปเสียง 2 จาก Thai E-News

ปรีดี : ผมก็พักผ่อนอยู่บ้านบ้าง นั่งรถไปทัศนาจรบริเวณใกล้ ๆ บ้าง เขียนหนังสือหรือบทความบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารทั้งของไทยและของต่างประเทศ ฟังวิทยุกระจายเสียงและดูโทรทัศน์บ้าง โดยเฉพาะผม เป็นแฟนของข่าวบีบีซีมาช้านานแล้ว ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งตอนอยู่ในประเทศจีน และระหว่างอยู่ในฝรั่งเศสนี้ ก็ฟังวิทยุบีบีซี ทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสในตอนเช้าและภาคภาษาอังกฤษในตอนกลางคืนอีก แต่ภาคภาษาไทยฟังไม่ได้เพราะบีบีซี ส่งข้ามไปภาคตะวันออกไกลเสีย

ผู้สื่อข่าวบีบีซี : ผมอยากจะขอความกรุณาให้ท่านมองย้อนหลัง เรื่องประชาธิปไตยในเมืองไทย ในฐานะที่เป็นผู้ก่อการจะได้มั้ยครับ

ปรีดี : ได้ครับ ในฐานะผู้ก่อการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ผมมองย้อนหลังดังต่อไปนี้ ความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎร 2 ประเภท คือความผิดพลาดบกพร่องที่เหมือนกับทุก ๆ ขบวนการเมือง และความผิดพลาดของคณะราษฎรโดยเฉพาะ

ในส่วนที่ว่าเหมือนกับทุกขบวนการก็คือ ความขัดแย้งภายในขบวนการเมืองทุกคณะพรรคการเมือง ที่ต่อสู้ระหว่างกันตามวิถีทางรัฐสภานั้น ก็มีความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ๆ แม้ว่าคณะพรรคใดได้อำนาจรัฐแล้วก็ดี แต่ความขัดแย้งภายใน ณ พรรคนั้นก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงปรากฏว่าคณะพรรคมากหลาย ได้มีการแตกแยกออกเป็นหลายส่วน หรือสลายไปทั้งคณะพรรค ส่วนคณะพรรคหรือขบวนการที่ใช้วิธีต่อสู้ทางอาวุธนั้น ก็ปรากฏความขัดแย้งและการแตกแยกทำนองเดียวกันดังกล่าวข้างบนและประวัติศาสตร์แห่งสมัยระบบศักดินาแห่งมนุษยชาตินั้น เคยมีตัวอย่างที่คณะบุคคลหนึ่ง ใช้วิธีต่อสู้ทางอาวุธต่อผู้ครองอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว ภายในคณะพรรคนั้นเอง ก็มีบุคคลที่มีความโลภและความริษยา ซึ่งเกิดจากรากฐานแห่งความเห็นแก่ตัวขนาดหนักนั้น ใช้วิธีทำลายคนในคณะเดียวกัน เพื่อตนคนเดียวได้เป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทั้งหลาย หรือที่เรียกว่า Egocentrism

ส่วนจุดอ่อนของคณะราษฎรโดยเฉพาะนั้น ก็แบ่งออกได้เป็น 4 ประการด้วยกันคือ

ประการที่ 1 ขาดการศึกษาถึงกฎแห่งความขัดแย้งในขบวนการเมือง และตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้สมาชิกส่วนมากขาดความระมัดระวัง ต่อการที่สมาชิกจำนวนหนึ่งฟื้นซากทัศนะเผด็จการทาสศักดินา ซึ่งเป็นการโต้อภิวัฒน์ หรือ Counter Revolution ต่อการอภิวัฒน์ ซึ่งตนเองได้เคยพลีชีวิตร่วมกับคณะ

ประการที่ 2 คณะราษฎรคิดแต่เพียงเอาชนะทางยุทธวิธี ในการยึดอำนาจรัฐถะเป็นสำคัญ โดยไม่ได้คิดให้รอบคอบว่าจะรักษาชัยชนะไว้ได้อย่างไร จึงจะไม่ถูกการโต้อภิวัฒน์ ซึ่งจะทำให้ชาติต้องเดินถอยหลังเข้าคลอง

ประการที่ 3 นอกจากท่านหัวหน้าคณะราษฎร 3 ท่าน คือพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ มีความรู้ความชำนาญการทหาร สามารถนำคณะยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว ส่วนสมาชิกหลายคน แม้มีความรู้ทางทฤษฎี เกี่ยวกับการสถาปนาประเทศ แต่ก็ขาดความชำนาญในการปฏิบัติและขาดความชำนาญในการติดต่อกับราษฎรอย่างกว้างขวาง อาทิ “ผม” เป็นต้น

ประการที่ 4 การเชิญท่านข้าราชการเก่ามาร่วมบริหารประเทศนั้น ผมหวังให้ท่านเหล่านั้นก้าวหน้ามากเกินไปกว่าที่ท่านจะทำได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ในขบวนการอภิวัฒน์ ถึงกับมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญถาวร ฉบับ 10 ธันวาคม 2475

ส่วนเหตุที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ยังไม่เกิดขึ้นแท้จริงจนทุกวันนี้ ผมขอตอบว่า แม้คณะราษฎรมีจุดอ่อนหลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่จุดอ่อนดังกล่าวได้ทำให้ ระบบประชาธิปไตยล่าช้าไปถึงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 เท่านั้น ที่ผมตอบเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นความที่ผมต้องการแก้ตัว แต่ได้กล่าวตามหลักฐานแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านพิจารณาดังนี้คือ

ก. คณะราษฎรได้ต่อสู้ความขัดแย้งภายในคณะ และการโต้อภิวัฒน์จากภายในคณะและจากภายนอกคณะมาหลายครั้งหลายหน และคณะราษฎรเองได้ปฏิบัติตามหลักทุกประการของคณะราษฎรที่ได้ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ให้สำเร็จไปก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 อันเป็นวันที่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทั้ง 6 ประการนี้ ซึ่งได้แก่ ความเป็นเอกราชสมบูรณ์ การให้ความปลอดภัยในประเทศ การดำรงความสุขของราษฎรในทางเศรษฐกิจ การให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน การให้ราษฎรมีเสรีภาพและความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักดังกล่าวข้างต้น และให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ในแง่ของรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 ได้บัญญัติขึ้นตามวิธีการที่บัญญัติไว้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งเป็นแม่บท ท่านผู้มีใจเป็นธรรมโปรดพิจารณาหลักฐานประวัติศาสตร์ระบบรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นได้ว่าถูกต้องสมบูรณ์ และในสาระก็เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะได้ยกเลิกบทเฉพาะกาล ที่ให้มีสมาชิกประเภทที่ 2 ที่ได้รับการแต่งตั้ง

ข. ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหาร ได้ยึดอำนาจรัฐ ล้มระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ ที่ได้สถาปนาขึ้นโดย รัฐธรรมนูญฉบับ 9 พฤษภาคม 2489 ครั้นแล้ว คณะรัฐประหาร ได้สถาปนารัฐธรรมนูญที่มีฉายาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2490 — อันเป็นโมฆะ ทั้งรูปแบบแห่งกฎหมายและในสาระสำคัญของระบบประชาธิปไตย ซึ่งผมได้กล่าวชี้แจงไว้ในหลายบทความแล้ว

อาทิ กรมขุนชัยนาท พระองค์เดียว ไม่มีอำนาจลงพระนามแทนคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม อ้างตำแหน่งผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น ก็เป็นโมฆะ เพราะเป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหารตั้งให้ มิใช่เป็นรัฐมนตรีซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ

ยิ่งกว่านั้นรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม ได้บัญญัติให้วุฒิสภา ซึ่งสมาชิกเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง มิใช่โดยการเลือกตั้งของราษฎร จึงมิใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์เหมือนดั่งรัฐธรรมนูญฉบับ 9 พฤษภาคม 2489

รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มดังกล่าว ได้เป็นแม่บทให้รัฐธรรมนูญอีกหลาย ๆ ฉบับต่อ ๆ มา ซึ่งวุฒิสมาชิกได้รับแต่งตั้ง และบางครั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ ส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการแต่งตั้ง หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับในปัจจุบันนี้เรียกระบบปกครองเช่นนั้นว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

ผู้สื่อข่าวบีบีซี : ท่านก็ได้กล่าวถึงอดีตมาแล้ว ผมใคร่ขอเรียนถามถึง อนาคตเมืองไทยในระยะข้างหน้านี้ว่า ท่านเห็นว่ามีปัญหาที่สำคัญอย่างไรบ้าง

ปรีดี : ผมเห็นว่าอนาคตของประเทศไทยในระยะนี้ประสบวิกฤตการณ์หลายประการ ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยการพัฒนาสาระสำคัญ 4 ประการของสังคมประกอบกัน คือ

1. พัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคม ให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตย เศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานของมนุษยสังคมที่มิใช่เศรษฐกิจประชาธิปไตยนั้น ย่อมเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อันทำให้ประชาชนอัตคัดขัดสน ซึ่งเป็นการทำให้รากฐานของสังคมระส่ำระสาย ฉะนั้นมนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มาก เพียงใด เศรษฐกิจที่เป็นรากฐานก็มั่นคงสมบูรณ์มากขึ้นเพียงนั้น

2. พัฒนาการเมืองเป็นการเมืองประชาธิปไตย สมานกับรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองที่ตั้งอยู่บนความนึกคิดที่เลื่อนลอย ย่อมมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคม ทำให้รากฐานนั้นระส่ำระสายและเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นมนุษย์ในสังคมต้องพัฒนาการเมืองให้ตั้งอยู่บนรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตยได้มากเพียงใด ก็จะเป็นการเมืองประชาธิปไตยมากขึ้นเพียงนั้น และจะมีผลสะท้อนกลับไปสู่รากฐานเศรษฐกิจของสังคมให้มีความมั่นคงสมบูรณ์ มากขึ้นเพียงนั้น

3. พัฒนาคติธรรมของมนุษย์ ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย บุคคลที่ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยก็ไม่อาจปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองให้เป็นเศรษฐกิจประชาธิปไตยและการเมืองประชาธิปไตยได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาคติธรรมของบุคคล ให้เป็นคติธรรมประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักนำบุคคล ให้มีจิตใจประชาธิปไตย ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และการเมืองประชาธิปไตย มิฉะนั้นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองก็จะเกิดขึ้น

4. พัฒนาวิธีประชาธิปไตยในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ระบบเผด็จการนาซีของฮิตเลอร์ ระบบเผด็จการของคณะนายพลญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นซากตกค้างมาจากระบบเผด็จการทาสศักดินา อันเป็นระบบที่นำชาติไปรุกรานชาติอื่น ผลที่ปรากฏคือ ระบบเผด็จการดังกล่าวได้นำชาติไปสู่ความหายนะ ฉะนั้นเพื่อพัฒนาสังคมไทยให้มีรากฐานเศรษฐกิจประชาธิปไตย การเมืองประชาธิปไตย จิตใจ และคติธรรมประชาธิปไตยดังกล่าวแล้วนั้น ก็จำต้องพัฒนา “วิธี” ประชาธิปไตย ในการพิทักษ์เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ของชาติไทย มิฉะนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างวิธีพิทักษ์สังคมที่เป็นเผด็จการหรือที่ไม่เป็นประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง กับเศรษฐกิจการเมือง คติธรรม ที่เป็นประชาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง วิกฤตการณ์ในสังคมก็เกิดขึ้นทุก ๆ ด้าน และอาจทำให้ชาติเสียความเป็นเอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ โดยเฉพาะยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคปรมาณูนั้น ถ้าใช้วิธีพิทักษ์ชาติซึ่งไม่ใช่วิธีประชาธิปไตยแล้ว ชาติก็อาจประสบอันตรายจากไฟบรรลัยกัลป์ แห่งศาสตราวุธนิวเคลียร์ ศาสตราวุธนิวตรอน ศาสตราวุธเคมี ศาสตราวุธชีววิทยา และศาสตราวุธนอกมาตรฐานและในมาตรฐานชนิดอื่น

ในที่สุดนี้ผมขออวยพรให้พี่น้องประชาชนชาวไทย และมวลมนุษย์ทั้งหลาย ประสบความสุขสวัสดี และปลอดภัยจากภยันตราย จากสงครามนิวเคลียร์ และศาสตราวุธร้ายแรงที่กำลังคุกคามอยู่นั้นเถิด.

source: KonThaiUK.info, InternetFreedom.US

พิธีกรรมสาธารณะ/วันที่ระลึกของไทย – Thai public rituals

ในโอกาสพิธีกรรมสาธารณะ (ที่ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งยวด)

รวบรวมและจัดประเภท (วันที่ถูกกำหนดให้เป็น)วันสำคัญ/วันที่ระลึก/วันหยุด จากแหล่งต่าง ๆ (ข้อมูลประกอบบทความที่เขียนไม่เสร็จ พิธีกรรมสาธารณะและสิ่งมันระลึกถึง – การบ้านเมื่อสองเทอมที่แล้ว)

พิธีกรรมสาธารณะ/วันที่ระลึกของไทย (Thai public ritual table)

รวบรวมจากเอกสารหลายฉบับ (ดูอ้างอิงที่ท้ายตาราง) แล้วทดลองจัดกลุ่มตามสิ่งที่ระลึกถึง ได้จำนวน 20 กลุ่ม – บางวันอาจอยู่ในกลุ่มมากกว่าหนึ่งกลุ่ม เช่น วันยุทธหัตถี (วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ที่อยู่ในกลุ่มการทหาร และกลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์, หรือ วันตำรวจ ที่อยู่ในกลุ่มราชการ/การปกครอง และกลุ่มอาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร. กลุ่มจากการทดลองจัดนี้ สอดคล้องกับกลุ่มวันสำคัญของไทยที่จัดโดย ธวัชชัย พืชผล (2545).

กลุ่ม : จำนวนวัน

  • อาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร : 23
  • สถาบันกษัตริย์/กษัตริย์ : 23
  • การทหาร : 20
  • การศึกษา/วิทยาการ : 13
  • ประเพณี : 10
  • ราชการ/ปกครอง : 8
  • ศาสนา : 7
  • สาธารณสุข : 7
  • สิ่งแวดล้อม/สัตว์ป่า : 7
  • ครอบครัว/เยาวชน : 7
  • พระบรมวงศาฯ/เจ้านาย : 6
  • ศิลปะ/วัฒนธรรม : 6
  • สงเคราะห์ : 5
  • ประชาธิปไตย : 4
  • สามัญชน : 3
  • เศรษฐกิจ : 3
  • สิทธิเสรีภาพ : 2
  • กีฬา : 2
  • ชาติ : 1

หากนับเฉพาะที่ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ [ที่คนในสังคมจำนวนมากมีพิธีกรรมสาธารณะร่วมกัน] 14 วัน:
กลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์มีจำนวนมากที่สุด คือ 5 วัน (วันจักรี, วันฉัตรมงคล, วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, วันปิยมหาราช, วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว);
ตามด้วยกลุ่มศาสนา 4 วัน (วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชา, วันอาสาฬหบูชา, วันเข้าพรรษา);
ประเพณี 3 วัน (วันขึ้นปีใหม่+สิ้นปี, วันสงกรานต์, วันลอยกระทง);
และอาชีพ 1 วัน (วันพืชมงคล) [วันแรงงาน ราชการไม่หยุด-ธนาคารหยุด].

ในวันหยุดราชการ 14 วัน วันหยุดที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มคนมากที่สุด คือวันพืชมงคล ที่ในแง่หนึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรและมีลักษณะเฉพาะกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน พิธีในวันพืชมงคลก็มีลักษณ เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์อย่างมาก กระทั่งการกำหนดวันในแต่ละปี ก็เป็นประกาศจากสำนักพระราชวังในการกำหนดอุดมฤกษ์.

เมื่อเปรียบเทียบวันหยุดราชการกับวันหยุดธนาคารซึ่งประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากการที่ราชการหยุดในวันเข้าพรรษาแต่ธนาคารไม่หยุด และธนาคารมีวันหยุดภาคครึ่งปีในวันที่ 1 กรกฎาคมแล้ว, ใน 14 วันนี้ วันพืชมงคล ก็เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างวันหยุดทั้งสองระบบ โดยมีคู่ตรงข้ามเป็น วันแรงงานแห่งชาติ ที่ราชการไม่หยุดแต่ธนาคารหยุด.

ความเป็นคู่ตรงข้ามของวันพืชมงคลและวันแรงงานแห่งชาตินี้ ดูจะเหมาะเจาะลงตัวมาก เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็เป็นวันหยุดเฉพาะกลุ่ม และต่างก็แทนวิถีการผลิตคนละแบบ คือวันพืชมงคลสำหรับวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม และวันแรงงานสำหรับวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรม.

การที่ราชการเลือกหยุดในวันพืชมงคล และไม่หยุดในวันแรงงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ.

คำอธิบายโดยมองวิถีการผลิตเพียงอย่างเดียว ว่า ข้าราชการไม่ถือว่าตัวเองอยู่ในระบบแรงงาน และถือว่าตัวเองอยู่ในระบบ เกษตรกรรม ดูจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน. แต่เราอาจลองมองจากความเชื่อมโยงของวันพืชมงคลกับสถาบันกษัตริย์ได้ — ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้ศึกษาต่อ.

อนึ่ง ข้อสังเกตต่อวันหยุดราชการ และวันสำคัญต่าง ๆ ของไทย คือ เพิ่งจะถูกกำหนดมาเมื่อไม่นานนี้.

เช่น วันชาติ 5 ธันวา หรือ วันแม่ 12 สิงหา ก็เพิ่งถูกกำหนดขึ้นไม่นานนี้. โดยวันชาติที่ตรงกับวันพระราชสมภพของในหลวงภูมิพล กำหนดในปี พ.ศ. 2503 โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์. ส่วนวันแม่ที่ตรงกับวันพระราชสมภพของราชินี กำหนดในปี พ.ศ. 2519 โดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมือง. โดยก่อนหน้านี้ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดให้วันชาติไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน (ตามวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และวันแม่แห่งชาติคือวันที่ 15 เมษายน.

ดูส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางสัญลักษณ์และอุดมกาณ์ ผ่านการกำหนดวันหยุดและพิธีกรรมสาธารณะได้ที่ ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร (วิกิพีเดีย)

technorati tags:,,,

pronounce it /Kha-na Rat-sa-don/

เมื่อวันอาทิตย์ งาน YouFest ทำผิดพลาดไปอย่างหนึ่ง (ในหลายอย่าง) คือ ออกเสียง คณะราษฎร ไปว่า /คะ-นะ-ราด/

ที่ถูกคือ /คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน/

โดย ราษฎร /ราด-สะ-ดอน/ ในที่นี้ ก็คือ “ไม่ใช่เจ้า” นั่นเอง
ดังจะเห็นได้จากในวงเล็บที่เน้นย้ำในตอนท้ายของหลักข้อที่ 4 ใน หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ที่ว่า:

“จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)”

ขอบคุณ อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ที่ได้กรุณาเตือน โดยอาจารย์ได้กล่าวเตือนอีกด้วยว่า นี่คือการทำให้ความหมายมันเลือนหายไป เมื่อ /คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน/ (ราษฎร) กลายเป็น /คะ-นะ-ราด/ (ราข?) ความหมายมันก็เสียไปแล้ว — จะระมัดระวังยิ่งขึ้นครับ

อาจารย์ย่ายังได้ให้ความต่ออีกด้วยว่า ในหลายประเทศนั้น แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญยิ่งกว่าและเป็นที่มาของ “รัฐธรรมนูญ” ก็คือ “คำประกาศสิทธิ” ต่าง ๆ (bill of rights [เช่น Magna Carta, US Bill of Rights]) ซึ่งจำกัดสิทธิของผู้ปกครอง และคุ้มครองปกป้องสิทธิของพลเมือง — และสำหรับประเทศไทย สิ่งที่เทียบเคียงได้กับคำประกาศสิทธิก็คือ “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” ดังกล่าวนั่นเอง

บรรยากาศจากงานส่วนหนึ่ง อ่านได้ที่ YouMedia 2 live blogging
(อ.ธวัชชัย, คนชายขอบ, James Gomez, Keiko Sei, สุนิตย์, และดาราคับคั่ง!)

เผอิญคิด 1: เกมโชว์ใหม่จากเวิร์กพอยท์ ที่จะมาแทน “เกมทศกัณฐ์” ชื่อว่า “ยกสยาม” — ในสมัยที่คณะราษฎรยังอยู่ในอำนาจการเมือง มีรูปปูนปั้นชิ้นหนึ่งชนะการประกวดประณีตศิลปกรรม ซึ่งจัดขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2480 ใช้ชื่องานว่า “หลักหกยกสยาม” … ไม่รู้ว่าเกมโชว์ที่ว่า จะออกมาแนวไหน 🙂

เผอิญคิด 2: อนุเสาวรีย์กลางแยกหลักสี่ แถวเกษตร ชื่อของมันคือ “อนุเสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” หรือ “อนุเสาวรีย์ปราบกบฏ” — โดยกบฏนี้หมายถึง กบฎบวรเดช ซึ่งนำโดยกลุ่มเจ้าที่ขัดแย้งกับคณะราษฎร
ในเรื่องเกียรติยศและอำนาจของกษัตริย์ในระบอบใหม่ (ประชาธิปไตย) — เมื่อคณะราษฏรปราบกบฏบวรเดชลงได้แล้ว
ก็ได้สร้างอนุเสาวรีย์นี้เอาไว้เป็นอนุสรณ์ — ชื่อ “หลักสี่” อาจมีที่มาจาก “หลักข้อสี่” ของหลัก 6 ประการฯ ก็เป็นได้ เพื่อเน้นว่า เจ้าจะต้องไม่มีสิทธิเหนือราษฎรอีกต่อไป — “จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)”

ทุกวันนี้คนทั่วไป น้อยคนที่จะเรียกอนุเสาวรีย์นี้ว่าอนุเสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามชื่อเดิม (ผมก็ไม่เคยเรียก – จะมีก็แค่เคยสงสัยว่า นี่มันอนุเสาวรีย์อะไรวะ ทำไมมีพานรัฐธรรมนูญแปะอยู่ข้างบนด้วย) คงเรียกแต่เพียง “อนุเสาวรีย์หลักสี่” แม้แต่ที่มาและความหมายของอนุเสาวรีย์ ก็ยังถูกบิดเบือนไป ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากเว็บไซต์การท่องเที่ยวเขตบางเขน ที่ระบุว่า: “… เป็นอนุสาวรีย์สถานเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การสู้รบทำนองสงครามกลางเมือง ซึ่งแฝงไว้ด้วยสื่อสัญลักษณ์ที่เป็นศิลปกรรมสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลในขณะนั้น ด้านการชูประเด็นสำคัญที่ยึดเป็นหลักความชอบทางการเมืองของรัฐบาล 5 ประการ คือ กองทัพ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ …” — คือไม่ได้ระบุที่มาที่ชัดเจน (กบฏบวรเดช) และในส่วนของความหมายนั้นก็…คิดได้ยังไง แถมใน 5 ประการนั้นยังมี กองทัพ อีกซะด้วยนะ สงสัยคงเพราะเป็นเขตทหาร!

ทุกครั้งที่ผ่านไปแถว “หลักสี่” ผมจะนึกถึง “หลักสี่” ที่ว่านี้ — หลักข้อที่สี่ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร

คิดต่อ: จะเห็นได้ว่า ทั้งกรณี การออกเสียง “คณะราษฎร” ที่เพี้ยนไป หรือชื่ออนุเสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่กลายไปเป็น “อนุเสาวรีย์หลักสี่” นั้น ทำให้พลังในความหมายเดิม (ประชาชน/รัฐธรรมนูญ) นั้นหายไป ซึ่งก็ตอกย้ำที่ว่า การเมืองคือเรื่องของการแย่งชิงพื้นที่ ซึ่งก็รวมถึงการแย่งชิงความหมายด้วย (เช่น สีเหลืองหมายถึงอะไร คนดีคืออะไร คุณธรรมคืออะไร)


หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
  2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
  6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร


เกี่ยวข้อง: ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แถม: ธงชัย วินิจจะกูล : ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา

technorati tags:
,
,