[review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache.

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัปบล็อก เอาของเก่ามาหากินละกัน :p นี่เป็นการบ้านของวิชาหนึ่งในเทอมที่ผ่านมา คือ วิชามานุษยวิทยาภาษา (linguistic anthropology). งานในวิชานี้มีวิจารณ์หนังสือ 2 เล่ม กับรายงานจบเทอมชิ้นหนึ่ง. ด้านล่างนี้เป็นบทวิจารณ์หนังสือเล่มที่สอง คือหนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso. ส่วนเล่มแรกที่วิจารณ์คือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เคยวิจารณ์หนังสือที่ Keith Basso เขียน ไปแล้วเล่มหนึ่ง คือ Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache. ทั้งสองเล่มเกี่ยวกับชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ใน Cibecue เหมือนกัน.


บทวิจารณ์หนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith H. Basso, ภาพประกอบโดย Vincent Craig, บทนำโดย Dell Hymes. เกี่ยวกับการเลียนล้อ (joking imitation) โดยชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ และมุมมองทางมานุษยวิทยาภาษา.

“นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น
ฟังเพลงเดิมๆ ที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน”

“ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” เพลงดังโดยวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ถูกนำมาร้องในลีลาใหม่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ “สายลับจับบ้านเล็ก” (และดังกว่าต้นฉบับ).

ด้วยภาพคนขาวในเรื่องตลกของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ ที่ถูกนำมาเล่าในภาษาของคนขาว, หนังสือเล่มนี้ปล่อยให้ (อย่างไม่ตลกเท่าต้นฉบับ) ภาพของคนขาวในความคิดของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ พาเราไป “รู้จักเธอ เพื่อจะรู้จักฉัน” – ผ่านการมองเข้าไปใน การมองคนขาวของชาวอาปาเช่.

บาสโซกล่าวว่าการตีความการล้อเล่น/เลียนล้อ (joking imitation) ของเขาในหนังสือเล่มนี้นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานสองอย่างคู่กัน นั่นคือ การล้อเล่นเป็นการเล่นละครรูปแบบหนึ่ง และ การเล่นละครนั้นมีลักษณะที่จะต้องเป็นสิ่งที่มันอยากเป็นโดยที่มันจะต้องไม่เป็น. การเล่นละครนั้นถูกกำหนดโดยตัวแบบของการ ‘ไม่เล่นละคร’ ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่มันจะสื่อสารนั้น จะไม่สามารถสื่อสารได้เลย หากถูกสื่อสารออกมาในแบบที่ไม่มีลูกเล่น (น. 37). การล้อเล่นในฐานะรูปแบบหนึ่งของการเล่นละคร จึงเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง ที่เพื่อจะส่งสารที่ต้องการ มันจะ ‘ล้อ’ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากต้อง ‘เล่น’ ด้วย. ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถที่จะอ่านหรือเข้าใจการล้อเล่นจากเพียงที่เห็นตรงหน้าได้.

เรื่องล้อเล่น (banagozdi’ / jokes) นี้ในวัฒนธรรมเวสต์เทิร์นอาปาเช่ถูกจัดเป็นอีกประเภทหนึ่งของเรื่องตลก (dabagodlohé yalti’ / humorous speech) เลย โดยต่างจากเรื่องขำขัน (dabagodlohé nagoldig’ / funny stories) และคำพูดล้อจิกกัดถากถาง (‘enit ‘ii / teasings, barbs). บาสโซเสนอว่าลักษณะของเรื่องล้อเล่นที่ต่างจากเรื่องตลกอื่นๆ ก็คือ มันมีลักษณะของการใช้อุปลักษณ์ (metaphor) อยู่ โดยจัดเรื่องล้อเล่นเป็น “เรื่องตลกเชิงอุปลักษณ์” (metaphorical humorous speech) (น. 100-101).

[Review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache. โดย Keith H. Basso ภาพประกอบโดย Vincent Craig. (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) – ดาวน์โหลด PDF

technorati tags: , , , , , ,

[review] Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache (assignment)

การบ้านวิจารณ์หนังสือชิ้นแรก เสร็จแล้ว ส่งไปเมื่อวาน เป็นการเขียนหลังจากอ่านไปประมาณ 60-70% ได้ ข้ามไปข้ามมา
ฉบับที่ให้ดาวน์โหลดนี้ แก้นิดหน่อยจากที่ส่งไป

เป็นบทวิจารณ์ หนังสือเรื่อง Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache ซึ่งเขียนโดย Keith H. Basso นักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องชนพื้นเมืองอเมริกัน
เอาเข้าจริง ๆ ไม่อยากจะเรียกว่าวิจารณ์เท่าไหร่ เพราะมันเหมือนสรุปหนังสือให้ฟังเสียมากกว่า ไม่ได้วิจารณ์อะไรเลย ทั้ง ๆ ที่การบ้านเขาให้วิจารณ์

แม้เรื่อง “สถานสัมผัส” (sense of place) หรือการที่คนเราจะรับรู้ถึงสถานที่ (place) อย่างไรนั้น เป็นเรื่องสำคัญในการจะเข้าใจว่าผู้คนและชุมชนจะให้ความหมายและความสำคัญทางสังคมกับสถานที่อย่างไร รวมถึงความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางบุคคลและอัตลักษณ์ทางสังคม, โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มีความปั่นป่วนไร้ระเบียบในเรื่องสถานที่มากขึ้น, แต่บาสโซพบว่างานชาติพันธุ์วรรณนากลับไม่ให้ความสำคัญกับสถานที่และสิ่งที่ผู้คนทำกับสถานที่เสียเท่าไหร่. งานชาติพันธุ์วรรณนามักพูดถึงสถานที่ในฐานะเพียงตัวผ่านไปสู่เรื่องอื่น แค่ปูพื้นฉากหลัง หรือบอกที่มาของบุคคล สิ่งของ (น. xiv, 105). แนวคิดทางมานุษยวิทยาในหนังสือเล่มนี้ได้รับอิทธิพลจาก คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Geertz), ทางสังคมวิทยาจาก เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman), และทางภาษาศาสตร์สังคมจาก เดลล์ ไฮมส์ (Dell Hymes) (น. xv). ส่วนการศึกษาเรื่องชื่อสถานที่ (place-names, toponym) และระบบการตั้งชื่อสถานที่ (place-naming, geographical nomenclatures) นั้นได้ตามแนวที่ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas) ริเริ่มไว้ (น. 43). ประเด็นในหนังสือเล่มนี้แม้จะศึกษากับชาวเวสเทิร์นอาปาเช่ แต่บาสโซเชื่อว่าเรื่องสถานที่และชื่อสถานที่นี้เป็นเรื่องค่อนข้างสากล, เช่นเดียวกับที่เราพบว่าชื่อสถานที่นั้น เป็นประเภทของคำที่พบได้ในภาษาจำนวนมาก.

sikkha(tr) อ่านแล้วบอกว่า นี่มันไม่ได้วิจารณ์อะไรเลยนี่นา และให้คำปรึกษาว่า ถ้าจะวิจารณ์อะไร มันต้องมีจุดยืนในการวิจารณ์ก่อน ว่าจะมองจะวิจารณ์จากมุมไหน ถ้ายังไม่มี ก็วิจารณ์ไม่ได้

ถ้าอยากรู้เรื่องแบบไม่เพี้ยน อันเกิดจากการตีความของผม อ่าน บทคัดย่อ ดีกว่า ส่วนถ้าอยากอ่านบทวิจารณ์ ลองดูบทวิจารณ์ใน The Journal of American Folklore

ส่วนถ้าใครสนใจจะลองอ่านของผมก็ยินดีมากครับ อยากให้ช่วยวิจารณ์ด้วย ผมไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เลย
สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ให้ความเห็นมาว่า งานครั้งก่อน ๆ ที่ส่งไป มันไม่อ่านแล้วไม่ค่อยเป็นความเรียงอย่างที่เขาตั้งใจจะให้เขียน
มันดูเป็นหัวข้อ ๆ แยก ๆ กัน เหมือนประมาณ bullet point ในสไลด์ซะมากกว่า

(ขอบคุณคนรอบ ๆ ตัวที่เป็นห่วงเป็นใย เห็นผมเหมือนเครียด ๆ จริง ๆ ไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่มันแนว ๆ ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังเสียมากกว่า รู้สึกงานมันเยอะ แล้วก็อยากให้ทุก ๆ อันมันออกมาดี ๆ กันหมด แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นนะ)

technorati tags: