#มาตรา37 #กสทช. สื่อ กับสังคมโคตรอ่อนไหว อยากจะร้องไห้

ศุกร์ 26 ก.ค. ไปฟังเสนองานวิจัยเรื่อง “เฮตสปีช” (hate speech) หรือ “คำชัง” ของศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬา (พร้อมกินฟรีอาหารกลางวัน)

ช่วงวิทยุโทรทัศน์ มีคนมาวิจารณ์สองคน คนแรก อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ คนสอง สมชัย สุวรรณบรรณ

คนแรกตอนท้ายๆ มีพูดถึงอารมณ์ขัน ถ้าพื้นที่คำชังมันกว้างขวาง มันก็จะไปกินพื้นที่ฟรีสปีชจนเหลือนิดเดียว พูดอะไรก็ไม่ได้ละ อารมณ์ขันก็จะหายไปด้วย

คนสองพูดถึงสื่อเลือกข้าง การดูถูกเหยียดหยาม ความไม่เป็นมืออาชีพของสื่อ ฯลฯ

ก็เลยนึกถึงจุดที่มันตัดกัน คือแคมเปญ Reform Section 5 ในสหราชอาณาจักร

แคมเปญ Reform Section 5 หรือ “Feel Free to Insult Me” (เชิญดูถูกฉันตามสบายเลย) นี้เริ่มเมื่อปี 2012 หรือปีที่แล้วนี่เอง

จุดประสงค์ของแคมเปญนี้ก็ตามชื่อ คือให้ปฏิรูปมาตรา 5 ใน Public Order Act (พ.ร.บ.ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ) ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1986 — ซึ่งเป็นช่วงที่ความนิยมในมากาเร็ต แธตเชอร์ และพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอกำลังพุ่งสูง

มาตรา 5 เดิม เขียนไว้ว่า

A person is guilty of an offence if he–

(a) uses threatening, abusive or insulting words or behaviour, or disorderly behaviour, or
(b) displays any writing, sign or other visible representation which is threatening, abusive or insulting,

within the hearing or sight of a person likely to be caused harassment, alarm or distress thereby.

ข้อเสนอในการปฏิรูปก็คือ ให้เอาคำว่า “insulting” (ดูถูกเหยียดหยาม) ออกจากมาตรานี้ซะ เพราะถือว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงออก และกฎหมายนี้ถูกใช้เพื่อจับคนที่ไม่ควรจะถูกจับ เช่นเด็กนักเรียนถือป้ายบอกว่า ลัทธิซายโทโลจี้เป็นลัทธิหลอกหลวง ก็ถูกฟ้องด้วยกฎหมายนี้ ทั้งๆ นี้มันควรจะเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ในที่สาธารณะ

ในเว็บไซต์รณรงค์ยังบอกด้วยว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับขอบเขตของกฎหมายอาญาอีกด้วย เราแน่ใจจริงๆ หรือเปล่า ที่จะมอบหมายให้รัฐมาคุ้มครองให้เราพ้นจากการถูกดูถูก?” (คือมันก็มีกฎหมายแพ่งให้ไปฟ้องเอาได้ ถ้ารู้สึกทนไม่ได้จริงๆ)

ในสุนทรพจน์สนับสนุนแคมเปญดังกล่าว โรแวน แอตคินสัน นักแสดงนำละครตลก “มิสเตอร์บีน” กล่าวว่า ปัญหาของกฎหมายนี้คือ การตีความคำว่า “ดูหมิ่น” ที่กว้างเกินไป

“คำวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียน และการเสียดสี ที่เป็นเพียงการพูดจากมุมมองที่แตกต่างไปจากสิ่งดั้งเดิม กลับถูกตีความว่าเป็นการดูหมิ่น”

“การยกเลิกมาตรานี้ จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นก้าวที่สำคัญของโครงการระยะยาวในการยุติและเพิกถอนวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์”

ในที่สุด แคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จ การแก้ไขถูกรวมเข้าไปในมาตรา 57 ของ Crime and Courts Act 2013

มีความเปลี่ยนแปลงในสังคมบริเตน และมันสะท้อนลงไปยังกฎหมาย

ปรเมศวร์ มินศิริ และนักวิจัยอีกคนที่ทำเรื่องหนังสือพิมพ์ พูดบนเวทีว่า ของบางอย่างเมื่อก่อนพูดไม่ได้ เดี๋ยวนี้พูดได้แล้ว เมื่อก่อน “เจ๊ก” มีความหมายเหยียด เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหรือเปล่า?

จากกรณี ‪#‎HormonesTheSeries‬ ‪#‎กสทช‬. และ #มาตรา37 ผมโพสต์ไปเมื่อวันก่อนว่า

“กสทช.กำลังเอาความคิดของ 20 ปีที่แล้ว มาออกกฎที่จะใช้ไปอีก 20 ปีจากนี้ – เราจะมีกฎหมายควบคุมสื่อที่รับประกันความล้าหลังล่วงหน้า 40 ปี”

คนในวงวิชาชีพและวิชาการสื่อก็เช่นกัน ที่เคยทำงานเคยเรียนกันมาแล้วเห็นว่าดีว่าเหมาะ ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 หรือ 1990 คำถามคือมันยังเหมาะกับวันนี้ไหม? สังคมไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยหรือ?

หรือสื่อไทยในยุค 2010 จะทำงานด้วยนโยบายจากโลกทัศน์ยุค 1980 หรือโลกทัศน์แบบสหราชอาณาจักรยุคแธตเชอร์นิยม?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยของเราอยู่ในระดับเดียวกับสหราชอาณาจักรสมัยใหม่หรือสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน แต่ด้วยโลกที่วิ่งด้วยอัตราเร่งในทุกสังคม เราอยู่ห่างกับคนอื่นถึง 30 ปีจริงๆ หรือ?

ไม่มีปัญหาอะไรถ้าเราจะเป็นอนุรักษ์นิยม แต่ถ้ามาอยู่ในสาขาเหล่านี้ ช่วยเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 2030 หน่อย อย่าเป็นอนุรักษ์นิยมของปี 1980 เลย

เพราะนโยบายเทคโนโลยีและสื่อ ต้องไม่เพียงกำกับดูแลปัญหาในวันพรุ่งนี้ ทุกกฎหมายและนโยบายนั้นออกมาเพื่อใช้ในอนาคต ดังนั้นมันต้องเปิดทางไว้เผื่อความเปลี่ยนแปลงในอีก 10-20 ปีจากนี้ด้วย (ผมไม่คิดว่าเราคาดการณ์อะไรไปไกลกว่านั้นได้)

ถ้าไม่อยากให้กระถางถูกดันแตกหรือไม่อยากเปลี่ยนกระถางบ่อยๆ ก็ต้องเผื่อขนาดไว้ให้ต้นไม้มันโตหน่อย — ถ้าคิดว่ายังจำเป็นต้องปลูกในกระถาง ไม่ปลูกลงพื้นดิน

จบเท่านี้ล่ะครับ

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก

(ข้ออ้าง) “hate speech” กำลังทำลายอินเทอร์เน็ต

ความหมายของ “hate speech” หรือ “คำพูดแสดงความเกลียดชัง”/”คำชัง” นี่ ถ้าไม่จัดการมันให้แคบ จำกัด ชัดเจน และเคร่งครัด จะอันตรายมาก พูดอะไรไปสักอย่างนี่มันมีโอกาสไม่ถูกใจใครคนใดคนหนึ่งอยู่แล้ว ถ้าใครๆ ก็อ้าง “hate speech” ได้ จิตใจฉันหวั่นไหว แล้วโวยต่อไปด้วยว่า อะไรที่เป็น “hate speech” จะต้องแบน เราก็คงต้องแบนทุกสิ่งอย่าง

ประเด็น “hate speech” ถูกพูดถึงกันมากขึ้นๆ ในสังคมไทย โดยเฉพาะในบริบทความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีการทำร้ายบาดเจ็บล้มตายกัน คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าสื่อมีบทบาทสำคัญ ถึงขนาดที่ว่าทำให้เกิดความเกลียดชัง และในยุคสื่อใหม่แบบนี้ อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมก็เป็นจำเลยเก๋ๆ ให้โดนรุมด่า พร้อมๆ กับยกตัวอย่างคลาสสิก (จน cliche ไร้ความหมาย) อย่าง “Radio Rwanda” และ “วิทยุยานเกราะ” ว่านี่ไงๆ เห็นไหม มันเกิดขึ้นได้จริงๆ นะ โดยไม่แม้แต่จะคิดสักวินาทีว่าลักษณะของสื่อที่เอามาเทียบมันคนละอย่างกัน ใจคอจะเทียบกันตรงๆ เลยหรือไง (หรือกระทั่งว่า มันมีงานศึกษาว่า Radio Rwanda อาจจะไม่ได้มีอิทธิพลมากมายอย่างที่เราเข้าใจก็ได้)

จิลเลียน ซี. ยอร์ก (@jilliancyork) จาก Electronic Frontier Foundation เขียนบทความ “Facebook Should Not be in the Business of Censoring Speech, Even Hate Speech” หลังจากที่เฟซบุ๊กทนแรงกดดันจากกลุ่มรณรงค์ต่อต้านคำพูดแสดงความเกลียดชังต่อผู้หญิงไม่ไหว ต้องยอมแบนเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชัง เหยียด หรือเล่นโจ๊กในเชิงดูถูกผู้หญิง

ประเด็นของยอร์กก็คือ มันสมควรแค่ไหนที่จะให้บริษัทเอกชนตัดสินใจว่า อะไรคือ “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” ?

โดยชี้ว่า แม้เนื้อหาจำนวนมากที่กลุ่ม Women, Action & the Media (WAM!) กดรีพอร์ตนั้นจะน่าขยะแขยง (จนอาจนับว่าเป็น “hate speech” ได้) แต่ตามกฎหมายสหรัฐ (ซึ่งเฟซบุ๊กตั้งอยู่) มันไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ถ้าจะแบนมัน นั่นแปลว่า เรากำลังมอบอำนาจเหนือกฎหมายให้กับบริษัทเอกชนใช่หรือไม่?

อีกข่าวนึงติดกันที่อ่านเจอวันนี้ ก็ว่าด้วยเนื้อหา “น่ารังเกียจ” บนสื่อเช่นกัน

หลังเหตุการณ์ฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่วูลวิช รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หรือ โฮมออฟฟิศ ของสหราชอาณาจักร เธเรซ่า เมย์ จากพรรคอนุรักษ์นิยม ก็ออกมาบอกว่า ทีวีวิทยุควรจะต้องแบนไม่ให้คนที่มี “มุมมองน่ารังเกียจ” มาออกอากาศ และต้องตรวจข้อความก่อนจะให้เผยแพร่ออนไลน์

ทีโมธี การ์ตัน แอช (@fromTGA) ศาสตราจารย์ด้านยุโรปศึกษาที่ออกซ์ฟอร์ด ก็เขียนโต้ว่า ความคิดที่จะเอาการเซ็นเซอร์มาแก้ปัญหานี่ ‘ทั้งปฏิบัติจริงไม่ได้ เป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพ มองอะไรแบบสั้นๆ และจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี’ (“What May proposes is impractical, illiberal, short-sighted and counter-productive.”)

บทความของเขามีชื่อว่า “After Woolwich, don’t ban hate speech, counter it. Hate it, too” หรือ “หลังจากวูลวิช อย่าแบนคำพูดเกลียดชัง ตอบโต้มัน และให้เกลียดมันด้วย”

ทีโมธียกตัวอย่างนโยบายในสมัยนายกมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ที่พยายามแบนไม่ให้โฆษกของของพรรคซินน์เฟน/กองกำลังไออาร์เอได้ออกทีวี ที่ล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น และจะยิ่งล้มเหลวในยุคนี้ ยุคที่มีกูเกิลและยูทูบ

นอกจากนี้ ทีโมธียังยกคำกล่าวของ แจ็ค สตรอว์ อดีตรัฐมนตรีโฮมออฟฟิศจากพรรคแรงงาน ที่ชี้ว่าการแบนพรรคซินน์เฟน/ไออาร์เอในยุคนั้น ยิ่งเป็นการช่วยเกณฑ์คนเข้ากองกำลังไออาร์เอ

ย่อหน้าสุดท้ายนี่ชอบมาก ทีโมธีอ้างเอ็ดมันด์ เบอร์ก นักคิดสาย modern conservatism/classical liberalism ว่า ความเกลียดนั้นมีประโยชน์ และเราควรเรียนรู้ที่จะเกลียด เก็บความเกลียดเอาไว้ ทำนองว่า เพราะความเกลียดก็เป็นความรู้สึกพื้นฐานที่จะทำให้เราพัฒนาความนึกคิดของเรา ไปในทางที่เราเลือกจะเป็น

“คนจะไม่รักสิ่งที่เขาต้องรัก คนจะไม่เกลียดสิ่งที่เขาต้องเกลียด”

ทีโมธีเคยมาพูดที่ไทยด้วย เมื่อมกราปีนี้เอง ในเวทีอียูเรื่องความปรองดองและเสรีภาพการแสดงออก เขาพูดถึงกรณีการตัดสินจำคุกสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ไว้ว่า โทษตามมาตรา 112 ที่สมยศโดนไปสิบปีนี่ “เกินสัดส่วนไปอย่างไม่รู้จะพูดยังไง จนถึงขั้นว่าคนๆ นึงจำเป็นต้องแสดงออกถึงความโกรธแค้นของเขา” (“so wildly disproportionate that one has to express one’s sense of … outrage”)

จะ (อ้าง) “คำพูดแสดงความเกลียดชัง” หรือ “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถ้ามันทำให้เราละเว้นการใช้เหตุผล ละทิ้งความได้สัดส่วนในการใช้มาตรการกำกับดูแล มันก็แย่พอกัน