rent a house = high mobility ?

เวลานั่งรถไฟฟ้า นั่งรถไปไหนมาไหน มองเห็นตึกแถวใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เยอะแยะมากมายในกรุงเทพ

ตึกแถวต่าง ๆ น่าจะมีการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ากว่านี้ จะได้ไม่ต้องสร้างตึกใหม่ให้เปลืองทรัพยากร
ทำเป็น mixed use ซะ ใช้หลายประสงค์ ถือครองร่วมกันหลายคนหลายครอบครัวหรือเจ้าของตึกแบ่งเช่า

ชั้นล่างให้เช่าเป็นร้านค้า/สำนักงาน
ชั้นบน ๆ แบ่งชั้นให้แต่ละครอบครัวเช่า
ชั้นดาดฟ้าบนสุดใช้ร่วมกัน เป็นลานซักล้าง-ตากผ้า
หรือถ้าตึกข้างเคียงจะตกลงเปิดดาดฟ้าต่อกันก็ได้-ทำเป็นลานนั่งพักผ่อน/ทำกิจกรรม (ข้างล่างไม่มีที่)

ถ้าจะทำ ต้องปรับปรุงเรื่องประตูเข้าออก ทางขึ้นลง ให้สะดวกกับทุกฝ่าย

แบบนี้ ตึกแถวห้องหนึ่งอาจอยู่ได้ถึงสามสี่ครอบครัวเล็ก ๆ ตามลักษณะครอบครัวคนทำงานรุ่นใหม่ในเมือง

อีกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้เรื่องข้างบนเป็นไปได้มากขึ้น คือ
ค่านิยมเรื่อง “เช่าบ้าน = ไม่มั่นคงในชีวิต”
น่าจะปรับเปลี่ยนเป็น “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” มี mobility เคลื่อนย้ายสะดวก
ซึ่งน่าจะเหมาะกับลักษณะชีวิตคนทำงานรุ่นใหม่มากกว่า ที่ย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง (ทั้งจากการย้ายองค์กร หรืออยู่ในองค์กรเดิมแต่ต้องเดินทางเปลี่ยนที่ทำงาน) ทั้งตอบสนองความต้องการที่จะมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพื่อความสะดวก ลดค่าเดินทาง ประหยัดเวลา เพิ่มคุณภาพชีวิต (สามารถย้ายบ้านตามที่ทำงานได้สะดวก ไม่ต้องห่วงเรื่องซื้อขายบ้าน หรือทำสัญญาระยะยาว)

นอกจากนี้ ความคล่องตัว-ไม่ติดกับพื้นที่ น่าจะช่วยเรื่องการย้ายถิ่นฐาน/โยกย้ายบุคลากรที่ขาดแคลนในเขตนอกศูนย์กลาง (กรุงเทพและหัวเมืองใหญ่) เพิ่มโอกาสกระจายงาน กระจายความเจริญได้ด้วย — ไม่ทำให้เมืองหลวงหรือหัวเมืองมันโตเกินไป ซึ่งนำมาสู่ปัญหาการจัดการต่าง ๆ เช่นสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ สร้างยังไงก็ไม่ทัน เช่นที่เชียงใหม่กำลังแย่อยู่ตอนนี้ (ไม่ต้องพูดถึงกรุงเทพ)

ไม่ใช่ว่า ก็ทรัพยากรบุคคลมันอยู่ในกรุงเทพ (หรือหัวเมือง) ย้ายเข้าออกไม่สะดวก บริษัทก็เลยต้องมาตั้งอยู่ในกรุงเทพ แล้วพอบริษัทต่าง ๆ มากระจุกอยู่ในกรุงเทพ คนข้างนอกก็ต้องย้ายเข้ามาเพิ่มอีก เพราะนอกกรุงเทพไม่ค่อยมีงาน ทรัพยากรบุคคลทั้งหลายก็เข้ามากระจุกอยู่ในกรุงเทพ บริษัทต่าง ๆ จะตั้งบริษัท จะขยายงาน ขยายสาขา ก็ต้องอยู่ในกรุงเทพอีกนั่นแหละ ไปที่อื่นมันไม่มีคน ก็วนไปเรื่อย ๆ เป็นงูกินหาง ไก่กับไข่

เรื่อง workforce mobility หรือความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เป็นนโยบายของสำคัญของการสร้างและรักษาความมั่งคงของสหภาพยุโรป ไม่ให้ความเจริญมันเหลื่อมล้ำ พอคนย้ายได้ง่าย งานก็ย้ายได้ง่ายด้วย ปลดล็อกงูกินหาง

เอกสาร Mobility in Europe [pdf]
โดย มูลนิธิยุโรปเพื่อการปรับปรุงสภาพการทำงานและการใช้ชีวิต
Eurofound – European Foundation for the Improvement of Living and Working Conditions

ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้ เกี่ยวหลายเรื่อง
แม้ที่เด่นเป็นข่าว มักจะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ
เช่นเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายแรงงาน
แต่เรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องการใช้ชีวิตของแรงงานก็สำคัญ ที่พัก (สัญญาขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ราคาพอรับไหว ไม่ผูกมัดเกิน) ระบบขนส่ง (เมือง-รอบนอก / งาน-ที่พัก) ภาษา (กรณีพูดต่างภาษาควรสื่อสารภาษากลางกันได้) วัฒนธรรม (ที่อดทดอดกลั้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่คลั่งชาติ เปิดใจรับความแตกต่าง) คือแรงงานก็เป็นคนน่ะ
นอกจากสภาพแวดล้อมในการทำงานดี ๆ แล้ว ก็อยากได้สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่ดี ๆ เช่นกัน

สภาพที่ปราถนา เพื่อเมืองที่มีชีวิต live life :
ที่อยู่อาศัยย้ายเข้าออกคล่องตัว – ระบบขนส่งสะดวก – สื่อสารภาษากลางได้ – วัฒนธรรมเปิดกว้างรับความแตกต่าง
สองอันหลังสำหรับการจะเป็นเมืองระดับภูมิภาค/นานาชาติ

ที่จะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางโน่นนี่ เป็น hub จะดันเมืองนั้นเมืองนี้เป็นเมืองระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ
แต่ทุกอย่างมันก็ต้องอาศัยคนด้วย ทั้งคนภายในประเทศ ภายนอกประเทศ
จะเป็น hub แต่เขาเดินทางเข้ามาทำงาน/ใช้ชีวิตไม่สะดวก ใครเขาจะอยากมา
แล้วจะเป็น hub ได้ยังไง ? จะมีเมืองศูนย์กลางหลาย ๆ เมืองได้ยังไง ? (แนวคิด mobility นี้ไม่ได้ปฏิเสธเมืองศูนย์กลาง แต่ปฏิเสธการมีศูนย์กลางแต่ที่เดียว อะไร ๆ ก็อยู่ในเมืองนี้ – เช่นกรณีกรุงเทพ)

ในแง่สิทธิโดยทั่วไป-ไม่ได้เจาะจงเรื่องแรงงาน เรื่อง mobility นี้เกี่ยวกับ สิทธิในการเดินทาง/เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย mobility rights / rights to travel / freedom of movement

เฮ้ย เริ่มจากตึกแถว มาจบที่เรื่องสิทธิได้ไง

ย้อนกลับไปใหม่ คิดว่า “เช่าบ้าน = คล่องตัวสูง” ไหม ?

กลับไปทำงานต่อดีกว่า

ปรับปรุง 2008.07.04: เพิ่มเรื่อง cosmopolitan

technorati tags:
,
,
,
,

decentralised, again

เสน่ห์ของระบบไร้ตัวแทน ที่สวนลุมฯ
ทฤษฎีเกม + เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมสังคม
สองบทความจาก Thai Friend Forum

“ตัวนำ” หรือ “ตัวแทน” ?

“ปกครอง” หรือ “คุ้มครอง” ?

“เปลี่ยนแปลง” หรือแค่ “เปลี่ยนอำนาจ” ?

บทความเกี่ยวกับ ระบบที่จัดการตัวเอง (self-organizing system) โดยไม่ต้องมีผู้นำหรือศูนย์กลาง
แม้ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาใด ๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (optimal)
แต่ด้วยความเป็นระบบที่มีพลวัตรสูง เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย
จึงมีความทนทาน สามารถรับมือกับปัญหาได้หลากหลาย รวมทั้งปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อน
และมีความเป็นไปได้สูงที่จะแก้ปัญหาใดใด ได้อย่างมีประสิทธิภาพใกล้จุดสูงสุด (near-optimal) เมื่อระบบสามารถปรับตัวได้แล้ว

ถ้าวันนี้เราทำได้แค่ “เปลี่ยนอำนาจ” จากคนนึง ไปอยู่ที่มืออีกคนนึง
อีกไม่นาน เราก็คงต้องทำแบบนี้อีก ซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้จักจบจักสิ้น
จนกว่าเราจะสามารถ “เปลี่ยนแปลง” ให้อำนาจนั้นกลับมาอยู่กับทุกทุกคนอย่างแท้จริง

“การกระจายอำนาจ” ไม่ใช่การที่ ผู้ปกครองยอมแบ่งอำนาจการตัดสินใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้กับทุก ๆ คน
แต่คือการที่ ยอมรับว่า ผู้คนต่าง ๆ กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม สามารถที่จะตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในสังคมของเขาได้ด้วยตนเอง โดยผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเห็นชอบ หรือกระทั่งรับรู้
นั่นคือ ผู้ปกครองเปลี่ยนบทบาทจากผู้กระทำการต่าง ๆ ทุกอย่างด้วยตนเอง มาเป็นผู้คอยให้การสนับสนุนแทน

สุดท้ายนี้ ขอยกคำพูดจากบทความที่สอง:

ประวัติศาสตร์ของการโค่นล้มผู้นำที่คดโกงเอารัดเอาเปรียบครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ตราบเท่าที่สัญชาติญาณในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมที่จะร่วมมือกันลงโทษผู้นำอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
คำถามที่สำคัญคือ เมื่อใดพวกเขาจะรำลึกได้ว่า ในเมื่อร่วมมือกันเองได้ แล้วทำไมต้องให้คนอื่นมาปกครอง


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา
ปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2548 โดย ธงชัย วินิจจะกูล

SOCIAL decentralised distributed network clusters

social decentralised distributed network clusters

สี่คำหลัง ไม่รวมศูนย์ กระจาย เครือข่าย กลุ่มก้อน เหมือนเป็นศัพท์คอมพิวเตอร์ หรือคณิตศาสตร์ กราฟ ระบบอะไรสักอย่าง

เพิ่มคำหน้าเข้าไป สังคม คราวนี้มันก็เป็นเรื่องสังคมศาสตร์ละ เอ้อ ง่ายดี 😛

การศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในปัจจุบัน มีการอธิบายสังคมสัตว์และสังคมมนุษย์ รวมถึงพฤติกรรมในสังคมหลายอย่าง เช่น การขึ้นลงของราคาสินค้าในตลาด การเลือกเส้นทางไปหาน้ำหวานของผึ้ง การบินของฝูงนก เหล่านี้อธิบายได้ด้วยสี่คำหลังข้างบน bottom-up, self-organized system อะไรทำนองนั้น ในความเหมือนจะไร้ระเบียบ มีระเบียบซ่อนอยู่

อ่านเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเก็ทหรอก 😛 มีหนังสือแนวนี้กองอยู่บ้านสองสามเล่ม อ่านข้ามไปข้ามมา ไม่จบซักกะเล่ม — เป็นเรื่องปกติ

distributed, parallel, redundant discussion forum

นึกมานานละ ทำเองไม่ได้ซักที ถามเลยละกัน

อยากได้โปรแกรมทำนองเว็บบอร์ดธรรมดา ๆ นี่แหละ
แต่ขอว่า เราสามารถติดตั้งโปรแกรมนี้ไว้ที่หลาย ๆ โฮสต์ได้
แล้วถ้าเกิดว่าโฮสต์ไหนดันล่ม ผู้ใช้ก็จะยังไปอ่านที่อีกโฮสต์ได้
(อาจจะ redirect อัตโนมัติ หรืออะไรก็ตาม)

โดยเนื้อหาทั้งสองที่นี่จะออกมาเหมือนกันเลย
คือเวลาโพสต์ทีโฮสต์นึงเนี่ย โปรแกรมมันจะเอาข้อมูลไปใส่ให้ที่เหลือทุกโฮสต์
(ถ้ามีโฮสต์ไหนหายไปซักพัก พอกลับมาใหม่ ก็จะได้รับข้อมูลในช่วงที่หายไปมาด้วย)

คือไม่มีใครเป็น “ตัวกลาง” จริง ๆ

แล้วแต่ละโฮสต์ที่ ไม่จำเป็นว่าจะต้องรันโดยคน ๆ เดียวกัน
ใครอยากจะมารันก็ได้ เปิดเพิ่มก็ได้

ทำนองว่า BitTorrent / P2P น่ะ แต่เป็นเว็บบอร์ด
มีมะ ?

รู้จักอยู่ตัว คือ Freenet (เป็นโปรโตคอล) แต่ใช้ยาก ช้าด้วย (เคยลองนานแล้วล่ะ แต่เหมือนตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่) ซึ่งแนวคิดเค้าดีมากเลยนะ แต่อาจจะหวังสูงไปหน่อย เลยเสร็จช้า (ยังไม่มีรุ่น 1.0 เลย)

อยากได้แบบใช้เว็บเบราเซอร์ปกติ แบบชาวบ้านทั่วไปก็ใช้ได้น่ะ

ทำไงดี ?

Coral Network

(slightly modified from its description at Wikipedia)

Coral is an open source, peer-to-peer content distribution network designed to mirror web content. Coral is designed to use the bandwidth of volunteers to reduce the load on websites and other providers of web content. To use coral, simply add .nyud.net:8090 to the hostname in a URL. So, for, example, http://th.wikipedia.org/wiki/CS becomes http://th.wikipedia.org.nyud.net:8090/wiki/CS. The latter is known as a coralized link.

One of Coral’s key goals is to avoid ever creating hot spots that might dissuade volunteers from running the software for fear of load spikes. It achieves this through a novel indexing abstraction called a distributed sloppy hash table (DSHT), and it creates self-organizing clusters of nodes that fetch information from each other to avoid communicating with more distant or heavily-loaded servers.