พระราชดำรัสและคติพจน์เหมาเจ๋อตุง

Mao in front of a crowd

ไอเดียการเผยแพร่พระราชดำรัส ยกมาออกอากาศช่วงข่าวภาคค่ำ และในโอกาสต่างๆ นี่เหมือนกับการพิมพ์เผยแพร่หนังสือ “Quotations from Chairman Mao Tse-tung” หรือ “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง” ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของชนชั้นกรรมาชีพ

คติพจน์เหมาเจ๋อตุง เป็นหนังสือขายดีอันดับ 2 ของโลก รองจากไบเบิล (อ้างจากเว็บไซต์ Business Insider) ในหนังสือดังกล่าวมีภาพประธานเหมาในอิริยาบถต่างๆ เช่น ภาพเหมาวัยหนุ่ม เหมาทำนา เหมาตรวจแถวทหาร เหมาพบประชาชน เหมาพูดคุยกับกรรมกร เหมากับครอบครัว เหมาเล่นกีฬา

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. … …

นั่นคือ เป็น “อ่าน” ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสาอย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ – เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก “การอ่าน” ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า “ทุกอย่างอ่านได้”. โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ – ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,

What is an alternative media ?

บางทีเราอาจจะต้องดีใจในบางขณะ ที่เราอยู่ในสถานะถูกควบคุมคุกคามเช่นนี้ เพราะนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เรายังเป็นสื่อทางเลือกอยู่ และไม่ได้ลืมความเป็นตัวตนของเราไป

บางทีการเป็นสื่อทางเลือก อาจจะหมายถึง การทำให้ตัวเองอยู่ในฐานะหมิ่นเหม่ ท้าทาย “เป็นตัวปัญหากับความคิดกระแสหลัก” อยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ก็เป็นได้

เพราะที่สุดแล้ว สิ่งที่สื่อทางเลือกท้าย ไม่ได้เป็นสิ่งจำเพาะใด ๆ เป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นศาสนจักร สถาบัน วิทยาศาสตร์ ท้องถิ่น หรือโลกาภิวัฒน์ แต่สิ่งที่สื่อทางเลือกท้าท้าย ก็คือสิ่งที่เป็น “ปกติ” “ธรรมชาติ” ในสังคม

ในวันที่ศาสนจักรมีอำนาจเหนือสังคม สื่อทางเลือกคือเหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้กล้าตายที่ประกาศว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างโลก มนุษย์กำหนดชะตากรรมตนเองได้ พวกเขาเป็นตัวปัญหาของสังคม หลายคนถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกศาสนานอกรีต และถูกเผาทั้งเป็น

เวลาผ่านไป ในวันหนึ่ง วันที่วิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นวาทกรรมที่มีอำนาจเหนือสังคม สิ่งที่สื่อทางเลือกเสนอก็จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นคุณค่าที่วิทยาศาสตร์ได้กดทับมัน ในชื่อที่ผู้คนเหล่านี้สร้างคุณค่าใหม่ให้มันอีกครั้ง ในชื่อ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น”

และในวันที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ ได้กลายเป็นวาทกรรมหลักในสังคม
ก็เป็นหน้าที่ของสื่อทางเลือกนี้แหละ ที่จะท้าทายภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ ด้วยชุดวาทกรรมท้าทายใหม่ ๆ

ทั้งหมดนี้เพราะอะไร ก็เพราะภารกิจของสื่อทางเลือกนั้น ไม่ใช่อะไรมากไปกว่า การเสนอทางเลือกให้กับสังคม

“นักปฏิวัติท้ายที่สุดแล้วจะเป็นนักปฏิรูปที่ขยันที่สุด ก้าวหน้าที่สุด
ในทางตรงข้าม นักปฏิรูปหากทำการปฏิรูปเพียงลำพังโดยปราศจากเป้าในการปฏิวัติ
ก็จะเป็นผู้รักษาระบบแห่งการกดขี่ที่ขยันที่สุดอย่างขันแข็งที่สุดเช่นกัน”

โรซา ลุกเซมบวร์ก, นักทฤษฎีมาร์กซิสม์และนักปรัชญาสังคมชาวยิวเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์

technorati tags:
,
,

YouTube – "This video is not available in your country"

YouTube ถูกเซ็นเซอร์ครับ เป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) ของ YouTube ซึ่งก็อย่างที่เราทราบ เป็นไปตามข้อตกลงของรัฐบาลไทย โดยกระทรวงไอซีที กับทางกูเกิล ที่ทางรัฐบาลไทยสามารถร้องขอให้ทาง YouTube ปิดการแสดงวิดีโอชิ้นใดก็ได้ … วิเศษครับ

This video is not available in your country.

Oh, thank you for reminding me that I’m in Thailand.

http://youtube.com/watch?v=70m1ncXQjXA

No matter what it is, the question is that, why I can’t judge it myself whether I want to see it or not?

Internet, like everything, will totally be fucked up with censorship.

Google, abeit Do No Evil themselves, they support the Doing of the Evil.

ยังไม่หมด flash updated, more crewed-up things in this country:

One of the worst places in Thailand, the cinema!? They not only censored films, but also censored the citizenry thoughts! You can’t see that. See this. Believe this. Love this!

โรงหนัง, สถานที่ไม่พึงประสงค์ที่สุดในประเทศไทย!? เซ็นเซอร์หนังยังไม่พอ นี่ยังจะเซ็นเซอร์หัวคนดูหนังด้วย. แกต้องดูอย่างนี้ แกต้องคิดแบบนี้ แกต้องเชื่อแบบนี้.

Amazing Thailand.

Free Thai Cinema Movement … จะฟรีแค่ในจอ หรือจะมาถึงนอกจอด้วย ? จะฟรีเพียงวัฒนธรรมหนัง หรือจะมาถึงวัฒนธรรมการดูหนังในโรงหนังด้วย ? เราจะเสรีได้แค่ไหน หากยังเสรีได้เพียงภาพในจอ แต่ยังถูกบังคับให้ต้องดูหนังในโรงหนังด้วยวิธีเดิม ๆ ? (อย่าบอกว่าไม่บังคับ ก็เอาตำรวจมาจับกันแบบนี้ ไม่เรียกบังคับแล้วเรียกว่าอะไร ?)


“เอา” เรื่องนี้ ที่ Duocore, Zickr

technorati tags:
,
,

Syndrome and a Century Thailand’s Edition statement-screening – 10 Apr

Syndrome and a Century Thailand’s Edition statement-screening
Thursday, April 10, 2008 20:00
@ Paragon Cineplex, Siam Paragon
with film freedom exhibition and talks

ขอเชิญเล่นเกมส์ตอบคำถาม ชิงบัตรชมภาพยนตร์เรื่อง
แสงศตวรรษ ฉบับ Thailand’s Edition รอบปฐมทัศน์
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายนนี้ เวลา 20.00 น.
ณ โรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน

[หมายเหตุ: Thailand’s Edition (ฉบับ “ไทย ๆ”) จะมีการเซ็นเซอร์อย่างหนักหน่วง 6 ฉาก ซึ่งผู้กำกับยืนยันที่จะไม่นำช่วงที่ถูกเซ็นเซอร์ออกไป แต่จะแทนที่ด้วย “ความมืด” แทน เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกันอย่างชัดเจนว่า มี “บางอย่าง” หายไป .. มีคนกำหนดว่า เราควรจะได้ดู หรือไม่ได้ดูอะไร ใน Thailand นี้ — การฉายภาพยนตร์ครั้งนี้ สาระจึงมีมากกว่า “ตัวภาพยนตร์” เอง แต่รวมถึง “การจัดฉาย” ซึ่งเป็น statement อย่างหนึ่ง ด้วย]

โดยหลังหนังจบ จะมีการเปิดโอกาสให้พูดคุยซักถามคุณเจ้ย อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูคำถามและรายละเอียดได้ที่ http://www.thaifilm.com ใครตอบคำถามถูกก่อนมีสิทธิ์ได้บัตรก่อน (รางวัลละ 2 ใบ จำกัดเพียง 20 รางวัลเท่านั้น)


นอกจากนี้ ในวันดังกล่าว ช่วงเวลา 18. 00 น. ยังมีการเสวนาพูดคุยเรื่อง “เสรีภาพของสื่อภาพยนตร์” โดยมีวิทยากรได้แก่ คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน (อ.แดง) และ ตัวแทนจากคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ ณ บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ (งานนี้ไม่มีบัตร ก็มีสิทธิ์มาร่วมฟังได้ครับ)

ตลอดระยะเวลาที่แสงศตวรรษเข้าฉาย จะมีการตั้งบอร์ดนิทรรศการเรื่อง “การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ในประเทศไทย” ท่านที่สนใจสามารถเดินไปอ่านข้อมูลสนุก ๆ ได้ที่ บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์


หากท่านไม่อยากเสียเวลาเล่นเกมส์เสี่ยงดวงชะตา ท่านก็ยังสามารถติดต่อซื้อบัตรเข้าชมภาพยนตร์ได้ที่ ห้องจำหน่ายตั๋วโรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ หรือ ทาง Movie line 0-2515-5555 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิหนังไทยฯ เพื่อการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของผู้สร้างและผู้ชมภาพยนตร์ในประเทศไทย ต่อไป

ส่วนคำถามที่ว่า แสงศตวรรษ จะเข้าฉายนานเท่าไรนั้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับแรงสนับสนุนจากผู้ชมว่าจะมาอุดหนุนกันมากน้อยขนาดไหนนะ ครับ หากอุดหนุนกันเยอะๆ หนังก็คงฉายไปอีกยาว


คำถามชิงบัตรเข้าชม แสงศตวรรษ Thailand’s Edition มีดังนี้ครับ

1. เหตุใดคุณหมอผู้หญิงถึงต้องจิบเหล้า
  ก. แก้ความประหม่าที่จะต้องไปออกรายการโทรทัศน์
  ข. แก้กลุ้มใจเพราะทะเลาะกับสามี
  ค. แก้ความประหม่าที่จะต้องไปทำการผ่าตัดคนไข้
  ง. แก้เครียดเพราะฉากเดียวที่ตัวเองแสดงในหนังถูกสั่งตัดออก

2. พระศักดาเล่นเครื่องดนตรีชนิดใด
  ก. กลองชุด
  ข. กีต้าร์
  ค. ซอสามสาย
  ง. ระนาดเอก

3. ฉากใดต่อไปนี้ ถูกสั่งให้ตัดออกจากภาพยนตร์แสงศตวรรษ อันเนื่องมาจากความไม่เหมาะสม
  ก. พระวิ่งหนีผี
  ข. พระใบ้หวย
  ค. พระสูบบุหรี่
  ง. พระเล่นเครื่องร่อนบังคับวิทยุ

4. แฟนหมอหน่องต้องย้ายไปทำงานที่ไหน
  ก. แผนกควบคุมภาพยนตร์ กองกำกับการ 2 กองทะเบียน กองบัญชาการหน่วยสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  ข. กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
  ค. จังหวัดชลบุรี
  ง. ฝ่ายจริยธรรม แพทยสภา

5. ภาพยนตร์เรื่องใดเป็นผลงานกำกับของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
  ก. ก๊อตซิล่า (Godzilla)
  ข. สัตว์ประหลาด (Tropical Malady)
  ค. อีที เพื่อนรัก (ET Extraterritorial)
  ง. ผีชีวะ (Resident Evil)


ไปกันเยอะ ๆ ครับ ถึงสุดท้ายจะไม่มีบัตร ก็ไปกันครับ ไปดูนิทรรศการ ไปร่วมเสวนา

ไปร่วมกันแสดงว่า วัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องของผู้มีอำนาจจะมากำหนดสร้างได้ ว่าอะไรเป็น หรืออะไรไม่เป็น

วัฒนธรรมคือวิถีชีวิต เราสร้างวัฒนธรรมของเราเองได้

[ ที่มา http://www.thaifilm.com/newsDetail.asp?id=352 | ผ่าน filmsick สุดหล่อ (เราก๊อปตะเองมาทั้งดุ้นเลยน้า~ :P) ]

technorati tags:
,
,
,
,
,

Language is What Culture Looks Like

Typographics
อนิเมชันโดย Boca (a.k.a. Marcos Ceravolo) และ Ryan Uhrich หลักสูตรออกแบบดิจิทัล Vancouver Film School

ในตอนต้นของหนัง มีคำพูดนี้:

“Typography is What Language Looks Like”
— Ellen Lupton

Ellen Lupton เป็นนักออกแบบกราฟิก นักเขียน ภัณฑารักษ์ และนักการศึกษา
เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักออกแบบ 33 คน ที่ร่วมลงชื่อในคำประกาศ First Things First 2000 manifesto (อ่าน) ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึง คุณค่า ของการออกแบบ นักออกแบบควรจะคำนึงถึงคำถามทางสังคมการเมืองหรือไม่ นักออกแบบควรจะวิพากษ์และประกาศจุดยืนในงานของตัวเองหรือไม่ ตัวอย่างเช่น จะไม่โฆษณาสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งนี่คือคำถามที่นำไปสู่คำถามในเชิงต่อสู้ที่ว่า นักออกแบบและการออกแบบ จะต้านทาน cultural hegemony การครอบงำผูกขาดทางวัฒนธรรม หรือไม่ อย่างไร

Thinking with Type คือหนังสือของเธอ ที่เกี่ยวกับไทโปกราฟี (typography)

ติดตามงานของเธอได้ที่บล็อก Ellen Lupton: Design Writing Research

ไปดูตัวพิมพ์โลดแล่นอย่างมีชีวิต และอย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างและถูกสร้างความหมายใหม่ ได้

Pulp Fiction in Typography:

Tramp Typography:

สนใจเรื่องไทโปกราฟี ลองค้นเน็ตดู มีเยอะแยะ อันนี้เป็นอันนึงที่เจอ I Love Typography

Designers who devote their efforts primarily to advertising, marketing and brand development are supporting, and implicitly endorsing, a mental environment so saturated with commercial messages that it is changing the very way citizen-consumers speak, think, feel, respond and interact. To some extent we are all helping draft a reductive and immeasurably harmful code of public discourse.

นักออกแบบที่ทุ่มเทอย่างถวายหัวเพื่อการโฆษณา การตลาด และการสร้างตราสินค้า กำลังสนับสนุนและรับรองโดยอ้อม ต่อภาวะแวดล้อมทางจิตใจที่เปี่ยมปรี่จนเกินรับไปด้วยถ้อยคำเชิงพาณิชย์ ซึ่งมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีที่ผู้บริโภค-พลเมือง พูด คิด รู้สึก ตอบสนอง และโต้ตอบ เกือบจะพูดได้ว่า พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยร่างรหัสความเชื่อสาธารณะที่ก้าวถอยหลังและเป็นอันตรายอย่างหาที่สุดไม่ได้

— First Things First Manifesto 2000

โฆษณา: ดีไซน์ + คัลเจอร์ โดย ประชา สุวีรานนท์ สนพ.ฟ้าเดียวกัน ออกแล้ว! หนังสือแห่งปีของผม หยิบจับอ่านแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ตั้งใจทำมาก ๆ ลองไปหาอ่านไปที่งานหนังสือ บู๊ทฟ้าเดียวกัน (N13) และบู๊ทโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ads: Design + Culture by Pracha Suveeranont is out now! Published by Same Sky Books. — My Book of the Year.

Design + Culture

ปรับปรุง 2008.04.04: แก้ไขคำแปล “citizen-consumers” จาก “ลูกค้า-พลเมือง” เป็น “ผู้บริโภค-พลเมือง” และที่พิมพ์ตก เพิ่มรูปปกหนังสือ “ดีไซน์+คัลเจอร์”

technorati tags:
,
,
,

Noam Chomsky: Collateral Language

เราเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้ว่า เราสามารถควบคุมความคิดของสาธารณชนได้ เราสามารถควบคุมทัศนคติและความคิดเห็น ตรงนี้แหละที่ลิปป์มันน์บอกว่า “เราสามารถปั้นแต่งมติมหาชนได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ” ส่วนเบอร์เนย์ส์บอกว่า “สมาชิกในสังคมที่มีสติปัญญามากกว่าสามารถต้อนประชาชนไปในทิศทางไหนก็ได้ตามต้องการ” ด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “วิศวกรรมมติมหาชน” เขาบอกว่า นี่แหละคือ “หัวใจของประชาธิปไตย”

บทสัมภาษณ์นอม ชอมสกี : ภาษาชวนเชื่อ
“เกี่ยวกับสื่อ การโฆษณาชวนเชื่อ และการจูงใจให้ทำสงคราม เทคนิคที่สหรัฐอเมริกันเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญสูง”

เหมือนกับเหตุการณ์ช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมารึเปล่า ? … จริง ๆ แล้วก็ตลอดช่วงอายุการเมืองไทย , และที่อื่น ๆ ล่ะ “หาเสียง”

นอม ชอมสกี นี่เป็นคนที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็ทำได้ดีไปหมด และไม่ใช่ดีธรรมดา แต่ดีถึงขั้นมีอิทธิพลต่อสาขานั้น ๆ เลยทีเดียว เรียกว่าเป็น จอห์น ฟอน นอยมันน์ ของวงการมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้รึเปล่า ? แนว ๆ นั้น