Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy [PDF]

The Global Civil Society Yearbook is an annual publication produced by the Global Civil Society Programme at the Centre for the Study of Global Governance at the London School of Economics (LSE). The 387-page volume for 2007-2008 explores advances in technology, stating that they have enhanced global mass media and permitted private worldwide communication while also facilitating civil society’s own global presence. At the same time, the democratic nature of global communication appears very open to question.

Concluding words from the introductory chapter: It is the associational diversity of civil society that provides the basis for communicative democracy and a fertile contrast with the monolithic citizen-state relationship of representative democracy. On past experience the new institutions will only develop and become adequate for the tasks ahead if global civil society debates democracy and communication for itself and the world at large as explicitly as did theorists of democracy for the modern age that has past.

เว็บไซต์ The Communication Initiative Network แนะนำหนังสือ Global Civil Society 2007/8 เอาไว้ แต่ลิงก์ไป PDF เสีย – เมื่อวานเจอลิงก์ให้โหลด ที่เว็บไซต์ Center for Global Communications Studies, UPenn เลยเอามาแบ่งกัน

หรือจะอ่านแบบออนไลน์ (ไม่ใช่ PDF) ก็ได้ ที่ Global Civil Society Observatory

Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy

Introduction: Democracy and the Possibility of a Global Public Sphere – Martin Albrow and Marlies Glasius

Concepts

Democracy

Communicative Power

Records

เว็บไซต์ Global Civil Society Year Books ที่ LSE Global Governance (ย้อนไปถึง 2001) และที่ สนพ. SAGE

technorati tags:
,
,

Me on #ICT2020 plan

วันนี้ไปงานระดมความเห็นเรื่องแผนไอซีทีในระยะ 10 ปีข้างหน้า (ICT2020) กลุ่ม civic empowerment (คืออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ผมก็มั่วไป) ที่เนคเทคเป็นเจ้าภาพ (ผมไป แทน หลายคนมาก ๆ ประมาณว่าแปะมือกัน)

ผมได้เสนอในวงและยังยืนยันว่า ในการทำนโยบายทางสังคมใด ๆ จำเป็นต้องคิดถึงกลุ่มชายขอบทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงกลุ่มชายขอบทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ

กลุ่มชายขอบทางการเมือง คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ กลุ่มคนที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อศีลธรรมอันดีงาม และกลุ่มคนที่ถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรง

คนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองหรือผู้ส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และไม่ควรจะต้องถูกกันออกไป เพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนกับรัฐ

ตัวอย่างของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ ที่ได้ผลกระทบที่เกี่ยวกับสารสนเทศ ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เช่น ชุมชนในมาบตาพุดและประจวบ ที่ขอดูเอกสารประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากรัฐ แต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง ความมั่นคง

ถ้าทัศนคติแบบนี้ยังมีอยู่ และข้ออ้างแบบนี้ยังฟังขึ้น ก็ป่วยการที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสารพัดที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร — เพราะถึงมีเทคโนโลยีไป รัฐก็ไม่เปิดอยู่ดี

แค่โยนบรอดแบนด์ตูมลงไป แล้วหวังจะให้เกิดสังคมข้อมูลข่าวสารและปริมณฑลสาธารณะ แบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันเป็นไปไม่ได้ – ต้องเปลี่ยนทัศนคติของรัฐและสังคมด้วย ในเชิงรูปธรรมก็คือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องสอดคล้องให้มันเปิดให้เข้าถึงได้ด้วย เทคโนโลยีมันถึงจะได้ทำงาน


ในประเด็นสิทธิและบริการที่ขยายไปให้มากกว่าที่ให้กับพลเมือง ผมหมายถึงกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนสังคมไทย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะที่พวกเขาก็ได้ทำอะไรบางอย่าง (contribute) ให้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแรงงาน ศิลปวัฒนธรรม เงินภาษี ฯลฯ คนเหล่า นี้แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองไทย ก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการไอซีทีบางอย่างตามสมควรด้วย

ทุกวันนี้ คนทุกคนในสิงคโปร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ทั่วทั่งเกาะ ขอให้มีเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ลงทะเบียนรับรหัสผ่านครั้งแรกก็พอ — Wireless@SG

ผมกำลังพูดถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลเมืองไทย และอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลและบริการพื้นฐานได้ — คิดในกรอบของสิบปีข้างหน้า ที่การเข้าไม่ถึงไอซีทีก็เท่ากับจำกัดสิทธิทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้เหมือนกัน

จินตนาการถึง การเคลื่อนย้ายแรงงาน (mobility) ที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในประเทศเอง และจากอาเซียนซึ่งจะควบรวมกันมากขึ้น

บริการใด ๆ ที่ยังผูกกับจากใช้ที่อยู่ทะเบียนบ้านจดทะเบียน จะกันคนจำนวนมากออกไปโดยทันที เพราะจะมีคนจำนวนมากที่ไม่มีทะเบียนบ้าน (นอกจากแรงงานจากนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมี คนไร้บ้าน ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น — ญี่ปุ่นและแคนาดาก็มีแนวโน้มเดียวกัน) ถ้าจะพัฒนาไอซีทีในยุค high mobility ที่คนเคลื่อนไหวไปมามากขึ้น ๆ ก็จำเป็นต้องขจัดข้อจำกัดในทางทะเบียนหรือทางกฎหมายลักษณะนี้ออกไปด้วย

จริง ๆ นักเรียน นักศึกษา จากต่างบ้านต่างเมืองต่างประเทศ ที่อยู่หอพัก ก็ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วในปัจจุบัน คือสมัครบริการอินเทอร์เน็ตเองไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน ข้อบังคับของหอพัก ฯลฯ ทำให้ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตของหอพัก ที่ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แพงบ้างไม่แพงบ้าง — คนที่อยู่หอพักหรือบ้านเช่าแบบนี้จะมีจำนวนมากขึ้นอีกมาก ในสิบปีข้างหน้า


สำหรับประเด็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว ผมคิดว่าไอเดีย Universal Design ที่ มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย นำเสนอในวง นั้นน่าจะครอบคลุมเกือบทั้งหมด เมื่อเสริมกับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมือง คือความเป็นเจ้าของและโครงสร้างการควบคุม ก็น่าจะครอบคลุมเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งหมดแล้ว (คิดว่า)

มีเสริมเรื่องภาษาหน่อยนึง คือนอกจากภาษาหลากหลาย ภาษาถิ่น แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ ด้วย คือใช้ภาษาที่อ่านไม่ยาก เรียบง่าย ไม่ยาวเกินไป คนทั่วไปอ่านเข้าใจ ใช้เวลาไม่นาน — เรื่องนี้สำคัญ เพราะ ภาษา เป็น interface สำคัญในสังคมข้อมูลข่าวสาร ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องอ่าน แต่ดันอ่านยากเกินไป มันก็แย่ — ดู Plain Language Movement


นโยบายก็อย่าง แต่จะดำเนินการให้ได้ตามนั้นอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่งอ่ะนะ … ลองดูตัวอย่าง

มีอีกหลายเรื่อง เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ศูนย์ไอทีชุมชน การอ่านออกเขียนได้ — รออ่านสรุปวงคุย 2 วัน เรื่อง civic empowerment นี้ ที่เว็บไซต์ ict2020.in.th


ขอบคุณคนชวน (กองทุนไทย, แผนงานไอซีที สสส., เครือข่ายพลเมืองเน็ต) และเนคเทคที่จัด งานนี้ได้ความรู้เยอะมาก

ขากลับแวะหนองมน ซื้อปลาหมึกบดและปลาหมึกทุบมาอย่างละถุง เย่

technorati tags:
,
,
,
,

New Blood, New Media in the New City

ไปเชียงใหม่มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีงานสัมมนาเกี่ยวกับสื่อใหม่/สื่อนฤมิต* จัดโดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจอคนเยอะแยะ เดินทางสู่ผู้คน

เลยงอกออกมาเป็นดูโอคอร์ตอนพิเศษ อย่างน่าดีใจ

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ channel.duocore.tv/new-media-in-chiang-mai

ขอบคุณทีมงานคณะการสื่อสารมวลชน + CAMT ทีม minimal gallery ขลุ่ย เมฆ ชา และพี่ปูคนขับรถที่พาเราไปทุกที่

บรรยากาศเชียงใหม่เปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่ช้างคลานผมเห็นร้านที่เคยไปปิดลง หลายร้านบนถนนนั้นก็ปิดด้วย คนที่นั่นว่ามันไม่บูมเหมือนสองปีก่อน ที่มีงานพืชสวนโลก
แต่รวม ๆ มันก็ยังเป็นเชียงใหม่นั่นแหละ ไม่ได้ต่างจากเดิม

จริง ๆ ที่ไหน ๆ มันก็เปลี่ยนทั้งนั้น และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอ เหมือนใครซักคน (วิชา?) พูดระหว่างฝนตกหน้าร้าน minimal

“คนที่บอกว่าปายเปลี่ยนไปไม่ดีเลย ก็คนเชียงใหม่คนกรุงเทพนั่นแหละ คนปายเขาชอบ”

หรือที่แพทว่า

“คนเชียงใหม่ไม่รู้หรอกว่านิมมานเปลี่ยนไป คนเชียงใหม่เขาไม่ได้มานิมมาน มีแต่คนกรุงเทพแหละที่มาเที่ยว”

ใช่ หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงมันโหดร้าย แม้กระทั่งกับ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์”
ไปนอนบ้านริมน้ำ ซื้อของตลาดน้ำ ตกค่ำ ๆ ก็นั่งเรือไปดูหิ่งห้อย มันก็ยังเป็นปัญหาได้
ถึงขนาดชาวบ้านบางคนลงมือตัดต้นลำพูริมบ้านตัวทิ้ง เพราะรำคาญนักท่องเที่ยว ที่มักจะล่องเรือมาดูหิ่งห้อยตอนเขาเข้านอนแล้ว หรืออาจยังไม่นอนแต่รู้สึกว่าเสียความเป็นส่วนตัว

จะว่าไป การพยายามจะหยุดเวลาหรือสร้างหน้าตาให้เหมือน “เดิม ๆ” อย่าง อัมพวา มันก็คือการเปลี่ยนแปลง คือความไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง อย่างปฏิเสธไม่ได้

มันไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยน

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่ เปลี่ยน หรือ ไม่เปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น คนท้องถิ่น-ซึ่งต้องอยู่ที่นั่นทุก ๆ วัน เพราะมันเป็นบ้านเขาไม่ใช่แค่ที่ตากอากาศ-เขายินดีกับมันแค่ไหน การที่คนนอกจะไปกะเกณฑ์ว่า เชียงใหม่ต้องเป็นแบบนี้ ปายต้องเป็นแบบนั้น อัมพวา สามชุก ฯลฯ ต้องเป็นต่าง ๆ นานา

แต่ดูเหมือนแนวคิดคำว่า “วัฒนธรรม” ในสังคมไทย จะยังยึดอยู่กับคำว่า “อนุรักษ์” ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงเป็นปัญหาเสมอ

ของใหม่อะไรก็ตามมักจะเป็นตัวปัญหา สื่อใหม่/สื่อนฤมิตก็เป็นตัวปัญหาในสายตาสังคมและรัฐ ผมว่าไว้อย่างนั้นในงานสัมมนา

ที่เป็นตัวปัญหา เพราะสังคมและรัฐยังไม่รู้จะทำความเข้าใจและจัดการกับมันอย่างไร

สังคมไทยในจินตภาพของเรา เป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ผู้คนยิ้มแย้ม ช่วยเหลือเป็นมิตรกัน
เมื่อเกิดเหตุเด็กฆ่าแท็กซี่ เราช็อก ไม่รู้จะอธิบายมันด้วยคำอธิบายที่เราเชื่อกันใช้กันมานานได้อย่างไร

ทางออกที่สะดวกที่สุด (และมักง่ายที่สุด) ก็คือ โยนความผิดบาปไปให้ของใหม่

เมื่อก่อนบ้านเราไม่มี “เกมออนไลน์” ไม่เคยมีปัญหาอะไร ไม่มีเด็กฆ่าแท็กซี่
มาวันนี้บ้านเรามี GTA แล้วก็มีเด็กฆ่าแท็กซี่ เฮ้ย GTA มันต้องเป็นต้นเหตุแน่ ๆ !!

ง่ายดีไหมครับ

สื่อใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ ทีวี วิทยุ เหล่านี้สังคมและรัฐรู้วิธีจัดการกับมัน รัฐเองมีกฎหมายไว้ควบคุม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหา สื่อนฤมิตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา อินเทอร์เน็ตที่มาใหม่สิที่เป็นตัวปัญหา

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่พ.ร.บ.ฉบับแรกที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ-อนุรักษ์นิยมที่มาจากการรัฐประหาร หยิบมาพิจารณาและผ่านอย่างรวดเร็ว ก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์-ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ — เขา้ต้องมีเครื่องมืออะไรมาควบคุม เพื่อให้เขาพ้นจากความกลัวดังกล่าว

ดู ๆ ไป ก็เป็นสังคมที่ปกครองกันด้วยความกลัวตั้งแต่รากฐานจริง ๆ คือ รัฐก็ออกกฎหมายเพราะกลัว ผู้คนก็ทำตามกฎหมายเพราะกลัวความผิดตามกฎหมาย (หรือถ้าเป็นสมัยศาสนามีอำนาจ ก็คือทำ “ดี” เพราะกลัวบาป กลัวตกนรก) เราจะเรียกสังคมแบบนี้ว่าสังคมอารยะ (civic society) ไหม ? ผมว่าไม่นะ

คุยหลายเรื่อง จบไม่ลง ไม่ได้เขียนนาน เอาเป็นว่าตั้งคำถามหย่อนไว้เท่านี้แล้วก็หนีก่อนละกัน ลองคุยกันดูนะครับเพื่อน ๆ (ผมอาจจะไม่ได้ร่วมวงอย่างทันใจ แต่เชิญคุยกันเองได้เลยครับ)


* ผมค่อนข้างมีปัญหากับการใช้คำว่า “สื่อใหม่” เพื่อแทน New Media
และอยากจะใช้คำอื่นแทน เช่น “สื่อนฤมิต” หรืออะไรก็ได้ที่มันมีความเจาะจงกว่า และไม่กำกวมอย่างคำว่า “สื่อใหม่” — คือ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่า เขาต้องการหมายถึงอะไร [สื่อ-ใหม่] (สองคำต่อกัน, ใหม่ ขยาย สื่อ) หรือ [สื่อใหม่] (คำเดียวกัน) — ในภาษาอังกฤษ เราสามารถใช้วิธี capitalize มันได้ ก็เขียน New Media ไปซะ ในบริบทที่ถ้าเขียน new media แล้วมันจะเป็นปัญหา — หรือในภาษาเยอรมันก็จะชัดเจนว่า เขาใช้คำว่า Neue Medien แทนที่จะเป็น neue Medien (คำนามในภาษาเยอรมันตัวแรกจะเขียนเป็นตัวใหญ่หมด ส่วน neue นั้นเป็นคำวิเศษณ์ ปกติต้องเขียนตัวเล็ก แต่ในที่นี้ คำว่า Neue Medien มันเป็นคำนามคำเดียวกัน ไม่ได้แยก) — แต่ภาษาไทยไม่มีกลไกระดับ typography อย่างนั้น (หรือ morphology ด้วย?) ทางที่ทำได้ก็น่าจะเป็นการเลี่ยงไปใช้คำอื่นซะ ข้อจำกัดพวกนี้-ประกอบกับเรื่อง ๆ อื่น น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้มีการคิดศัพท์ใหม่ ๆ ขึ้น แทนที่จะใช้คำเดิม ๆ

technorati tags: , ,

Designing for Civil Society

อีกเว็บบล็อกที่น่าสนใจ

Designing for Civil Society “ออกแบบเพื่อสังคมพลเมือง”
— David Wilcox on social media, engagement, collaboration

e-Democracy, social network, social media, collaboration, knowledge management, …

แต่ มันยาวจัง – -“

HCI2003 Feature: How Design creates Society

tags:
|
|
|

The People’s Agenda

สรุปบางส่วนจาก
คำประกาศสมัชชาสังคมไทย
“โลกที่เท่าเทียม ประชาชนสร้างได้”

23 ตุลาคม 2549 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

เพื่อบรรลุเจตนารมณ์ เราจะ

  1. อยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม ความเท่าเทียม สิทธิเสมอภาค สันติภาพ
  2. ไม่รอคอย/หวังพึ่งใคร แต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทุกรูปแบบด้วยตัวเอง
  3. ยึดหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ จะต้อง

  1. ปฏิรูปการใช้อำนาจรัฐ เคารพ สิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีมนุษย์ ไม่แยก เพศ พิการ ชาติพันธุ์
  2. ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั่วถึง เท่าเทียม
  3. ให้ประชาชนสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง ในทุกด้าน
  4. ให้ภาคประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐได้อย่างเข้มแข็ง
  5. สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ กระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร

การปฏิรูปมีสาระสำคัญดังนี้ (วาระประชาชน)

  1. ประชาชนร่วมการเมืองโดยตรง มีสิทธิกำหนดนโยบายสาธารณะทุกขั้นตอน
  2. การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในกรณีทุจริต ใช้อำนาจในทางที่ผิด ละเมิดสิทธิประชาชน ต้องไม่มีอายุความ
  3. ระบุในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ
  4. ปฏิรูปสื่อ ส่งเสริมให้เกิดสื่อชุมชนและสื่อสาธารณะ อิสระปลอดแทรกแซง
  5. ส่งเสริมองค์กรประชาชนให้เข้มแข็ง สามารถถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจรัฐ
  6. ส่งเสริมภาคประชาชนให้ร่วมในองค์กรอิสระ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนทุกส่วนร่วมได้
  7. ชุมชนมีอำนาจในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ ชีวภาพ วัฒนธรรม
  8. ปฏิรูปที่ดิน ภาษีที่ดินก้าวหน้า กองทุนที่ดิน ระบบโฉนดที่ดินชุมชน
  9. เกษตรยั่งยืน และเก็บภาษีสารเคมีทางเกษตร
  10. คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค มีองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ที่เป็นอิสระจากรัฐ
  11. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีโปร่งใส ต้องจัดทำกฎหมายเฉพาะ เพื่อเป็นกรอบในการตัดสินใจ
  12. สันติภาพภาคใต้ เคารพและให้สิทธิคนในพื้นที่ร่วมแก้ปัญหา สร้างความเข้าใจในสังคมไทย

เราขอยืนยันเจตนารมณ์อีกครั้งว่า
การปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นธรรม
ประชาชนเท่านั้นที่สร้างได้

อ่านรายละเอียดเต็ม ๆ (ข้างบนนั่นย่อมา)


ข่าวข้าง ๆ:

TSF: “ถ่ายรูปไว้ก่อน ค่อยเชิญตัววันหลัง” ความจริงบนการเคลื่อนไหวภายใต้อัยการศึก

ทหาร 5 นาย พร้อมอาวุธเอ็ม 16 เดินไปที่ กลุ่มสมัชชาสังคมไทย เพื่อจะขอเชิญตัวผู้แจกใบปลิวของกลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร โดยระบุความผิดว่า ‘ข้อความในใบปลิวขัดต่ออัยการศึก’ แต่ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าห้อมล้อม จนร้อยโทผู้บังคับบัญชาต้องเอื้อนเอ่ย “ถ่ายรูปไว้ก่อน ค่อยเชิญตัววันหลัง”

TSF : ประมวลภาพเดินหน้า! สมัชชาสังคมไทย

tags: