wildlife crossing ทางข้ามสัตว์ป่า

Wildlife crossing

ทางข้ามสัตว์ป่า (wildlife crossing) เป็นทางเชื่อมต่อถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่า ช่วยให้สัตว์ป่าสามารถข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย ทางข้ามดังกล่าวอาจเป็นสะพานข้าม อุโมงค์ลอด ท่อ หรือบันไดปลา ทางข้ามสัตว์ป่าเป็นทางหนึ่งในการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่า โดยการเชื่อมถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าที่เคยถูกตัดขาดด้วยทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดอุบัติเหตุรถกับสัตว์ชนกัน

การศึกษาหนึ่งประเมินว่าการมีทางข้ามดังกล่าวเพิ่มขึ้นในโครงการสร้างทางหลวง จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 7-8% (Bank et al. 2002) สำนักขนส่งเวอร์จิเนียทำการวิจัยที่ทางข้ามสัตว์ป่าต่างๆ ในเวอร์จิเนียเป็นเวลาหนึ่งปี พบว่าหากสัตว์ป่าใช้ทางข้ามแม้เพียงเล็กน้อย (ราว 2.6 ครั้งต่อปี) มูลค่าของทรัพย์สินที่ป้องกันความเสียหายได้ก็จะเกินค่าก่อสร้างแล้ว (Donaldson 2005)

h/t I fucking love science / รูปประกอบโดย jeffwilcox (CC by)

Safe is Unsafe

“We reject every form of legislation”
“เราปฏิเสธการออกกฎหมายทุกรูปแบบ”
Mikhail Bakunin บิดาแห่งลัทธิอนาธิปไตยสมัยใหม่

ไม่มีป้าย ไม่มีสัญญาณไฟ ไม่มีถนน ไม่มีทางเท้า และไม่มีกฎ — ผู้ใช้เส้นทางเคารพซึ่งกันและกัน
เมือง 7 เมืองในยุโรป ปลดป้ายจราจรทิ้ง

“กฎหลายอย่างได้ฉวยเอาสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไปจากเรา: ความสามารถในการ คิดถึงความคิดของผู้อื่น.
เราได้สูญเสียความสมรรถภาพในการมี พฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อสังคม”
ฮานส์ มอนเดอร์มาน ผู้เชี่ยวชาญการจราจรชาวดัตช์, หนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการ, กล่าว
“จำนวนคำสั่งที่ยิ่งมาก ความรู้สึกรับผิดชอบต่อตัวเองของผู้คนยิ่งหดลง”

ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ขับขี่พบว่าตัวพวกเขานั้นถูกล้อมรอบไปด้วยคำสั่งต่าง ๆ ที่บีบรัด,
ดังนั้นพวกเขาจึงได้พัฒนา “สายตาแบบท่อ” [tunnel vision – อาการพิการทางสายตา มองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง]:
พวกเขาจะค้นหาช่องทางที่จะได้เปรียบอยู่เสมอ และความประพฤติที่ดีก็จะไม่มีความสำคัญสำหรับพวกเขา


แนวคิดเรื่องไม่มีป้ายจราจรนี้ เคยอ่านเจอเมื่อสองสามปีก่อน ในหนังสือชื่อ
Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities, and Software โดย Steven Johnson
เค้าพูดอยู่ตอนหนึ่ง เท่าที่จำได้นะ ถ้าไม่ผิด เขาพูดถึงเมือง ชีวิตของเมือง ข้อเปรียบเทียบระหว่างเมืองที่มีผู้คนเดินไปมา กับเมืองที่มีถนนใหญ่วิ่งผ่าน (และไม่ค่อยมีคนเดิน) แล้วก็มีพูดถึงเมืองเล็ก ๆ (ในเนเธอร์แลนด์?) ที่ไม่มีทางเท้าไม่มีถนน คนและรถใช้ทางร่วมกัน ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ที่สี่แยกก็เป็นวงเวียนแทน ตรงไหนจะให้ขับช้า ก็ทำผิวถนนเป็นอีกแบบ ฯลฯ คือใช้ลักษณะทางกายภาพมาบังคับ/เตือนแทนที่จะเป็นคำสั่ง — แล้วมันก็ทำงานของมันได้ — คุณไม่ต้องไปสร้างกฎอะไรให้ฝูงชนหรอก ขอให้ฝูงชนเหล่านั้นสามารถสื่อสารกันเองได้ ที่สุดฝูงชนก็จะสร้างข้อตกลงเฉพาะหน้า ที่จะทำให้ปัญหาถูกแก้ไขไปได้ทีละเปลาะเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นไปแบบพลวัติ (dynamic)

อ่านเรื่อง “กฎเยอะ ๆ” แล้วนึกถึงบทสัมภาษณ์ อ. เกษม เพ็ญภินันท์ นักวิชาการด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประชาไท: คุยกับนักปรัชญา: เมื่อ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลัง:

“ผมคิดว่าปัญหาศีลธรรมในสังคมไทยคือ การมีข้อบังคับมากกว่าหลักปฏิบัติ มีข้อบังคับห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาที่คนไทยสอนศีลธรรมหรือสอนเนื้อหาทางศาสนา คุณเน้นศีลมากกว่าธรรม เวลาที่คุณห้าม นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่ถูกห้าม คุณก็ทำไป คุณทำได้ ในขณะที่ธรรม ในความหมายของแนวทางปฏิบัติ กลับไม่ได้ถูกสอน ไม่ได้บ่มเพาะให้กับสังคม”

ผมเห็นด้วย


เกี่ยวข้อง: ทาสของกฎ โดย wonam

[ ผ่าน slashdot ]

updated 2007.05.28: Thai Friend Forum เปลือยถนน จนน่าเดิน (มีรูปถนนเปลือยในลอนดอน)

tags:
,
,
,

Where to go for Environmental Graphic Design ?

น้องชายเมลมาถามว่า มีที่ไหนน่าสนใจมั่ง ถ้าจะเรียนด้าน
“Environmental Graphic Design”
(การออกแบบกราฟิกสิ่งแวดล้อม ?? .. ไม่แปลก็งงแล้ว ยิ่งแปลแล้วยิ่งงงเหอะ – -“) เอาในเยอรมนีหรือแถว ๆ นี้ ยุหร่งยุโรป

… แต่ไม่รู้อ่ะ เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี่แหละ มีใครรู้มั่ง ช่วยที 😛 (เล่นบทพี่ชายแสนดีหน่อย … วันเกิดน้องนุ่งลืมหมด การ์ดซักใบยังไม่มี คูว์)

วิกิพีเดียมีอธิบายนิดหน่อย สั้น ๆ — EGD .. คงเป็นประมาณว่า ออกแบบกราฟิกนี่แหละ แต่ไม่ใช่ในจอในกระดาษ 2D แต่เป็นในสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเรา 3D ห้องหับ ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ดอกไม้ประตูแจกัน ดินทรายต้นไม้ สวนน้ำ รอยยิ้ม แจ่มใส เสียงหัวเราะ .. เรามาเล่นกัน วันของครอบครัว .. แดนเนรามิ๊ต

tags: , ,