ความผิดพลาดเรื่องไหนระดับไหนที่เราพอจะยอมรับได้ในข่าว? #news #bugs

หารูปประกอบให้ด้วยครับ

“โดย…xxxx xxxxxx หารูปประกอบให้ด้วยครับ”

ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป๊ะมากมาย และคิดว่าโดยสภาพออนไลน์ มันแก้กันทีหลังได้ ความเคร่งครัดก็อาจจะลดลง ยิ่งถ้าคิดในบริบทข่าวด่วน ข่าวที่กำลังดำเนินอยู่ มันจะอัปเดตอยู่เรื่อยๆ ข้อมูลที่เคยคิดว่าถูกในเวลาหนึ่ง ก็อาจถูกแทนด้วยข้อมูลใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ต้องแก้ๆ กันไปเรื่อยๆ ล่ะ

หลายคนในวงการวารสารก็เสนอกันว่า ข่าวในทุกวันนี้ มันไม่ใช่ product มันเป็น process อย่าไปคิดว่าจะจบในตัวมันเอง

เฮ้ย แต่ขอในหนึ่งชิ้นนี่ ให้มันอ่านรู้เรื่องหน่อย เรื่องที่ไม่ควรจะผิดหรือเรื่องพื้นฐานก็พยายามอย่าผิด จะอัปเดตอะไรเดี๋ยวว่ากัน

คือหลังๆ มันหลุดเยอะเกินนะ ไม่ได้เจาะจงที่ไหนเป็นพิเศษ มองเป็นภาพรวมเลย เราจะเห็นตั้งแต่เรื่อง “เล็กน้อย” อย่างสะกดผิด ไปจนถึงข้อมูลผิด หรือตีความข้อมูลผิด

ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่หน้าข่าวออนไลน์ แต่พูดถึงกระบวนการทำข่าวในยุคออนไลน์ มองเป็นยุค ไม่ได้มองที่ช่องทางนำเสนอ

หนังสือพิมพ์ออนไลน์แห่งแรกๆ อย่างประชาไทนี่ก็สะกดผิดเยอะ หลังๆ พอโดนบ่นหนัก ก็ดีขึ้น แต่บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องสะกดผิด แต่เป็นการใช้คำผิดไปเลย

อย่างพาดหัวข่าว “กลุ่มนิรนามแฮกเว็บรัฐบาลบราซิล เปลี่ยนข้อความเป็นชวนร่วมประท้วงขึ้นค่าโดยสาร ขสมก.” อ่านแล้วก็ชะงัก อะไรจะสมานฉันท์ขนาดนั้น กลุ่มในบราซิลประท้วงเพื่อคนกรุงเทพเลยนะเนี่ย (เขาแก้ไปแล้ว แต่ไม่ทันละฮะ ถ้าเสิร์ชพาดหัวนี้ดูจะเห็นเต็มเว็บเลย คนเขาก๊อปไปทั้งหยั่งงั้นล่ะ)

มติชนออนไลน์นี่ก็โดนล้อเยอะ มีตั้งเป็นเพจ “มติชนออนไลน์นี่มันมติชนออนไลน์จริงๆ” เลย

ส่วนหนึ่งเราต้องให้เครดิตทีมมติชนออนไลน์ เหมือนๆ กับประชาไท ที่พยายามจะทำประเด็นที่ไม่เคยจะได้เป็นข่าวในหน้ากระดาษหรอก ให้มันมีที่ทางไปสู่คนจำนวนมากขึ้น

ทั้งการถ่ายทอดงานสัมมนาเสวนาต่างๆ ให้มันไม่ตายอยู่แค่ในวงเล็กๆ ทั้งมอนิเตอร์นักคิดนักเขียนนักวิชาการต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย — ซึ่งนสพ.ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับต่างๆ ก็ทำแบบนี้ เขาถือว่านี่เป็นการเข้าถึงความคิดของคนพวกนี้ได้ใกล้ชิดขึ้น บางทีก็ถามตอบกันทางทวิตเตอร์เพื่อเอาเป็นแหล่งข่าวเลยก็มี — และพร้อมกันนี้ รูปแบบการนำเสนอและการใช้ภาษา มติชนออนไลน์เองก็ได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียมาเยอะ สมกับที่เกิดในยุคสมัย

ที่โดนแซวเยอะ ก็เรื่องหลายข่าวที่คนงงว่า นี่ก็เป็นข่าวได้ด้วยเหรอเนี่ย (ซึ่งตรงนี้จะว่าแล้วแต่มุมมองก็ได้) หรือข่าวที่สั้นมากๆ บางทีมีแต่พาดหัว — กรุงเทพธุรกิจก็เป็นแบบนี้ด้วย บาง Breaking News นี่สั้นกว่าทวีตอีก ไม่รู้จะกดเข้าไปดูในเว็บทำไม อ่านทวีตก็พอละ

และการสะกดผิดที่เห็นเป็นประจำ หรือใช้คำผิดไปเลย

อย่างที่คนล้อเยอะเร็วๆ นี้คือ ข่าวเรือบรรทุกสินค้า “เอ็มม่า แมร์เซ็ค” ที่ลงผิด จาก เมตร เป็น ไมล์ กลายเป็นโคตรเรือไปเลย

เรื่องใช้คำผิดนี่ ผมว่าซีเรียสกว่าสะกดผิด เพราะมันสะท้อนว่า คนเขียนข่าวเข้าใจเนื้อหาข่าวมากน้อยแค่ไหน

เย็นวันเสาร์ ดูรายการ Weekly C3 ทางช่องสาม น้องซี ผู้ประกาศ แนะนำโปรแกรมรุ่นใหม่ของอโดบี บนจอโชว์หราเลย “Adobe Creative Clound” กดดูที่เว็บในวันอาทิตย์ก็สะกดแบบนี้

จะว่าสะกดผิดก็ได้ หรืออีกอย่างนึงก็คือไม่รู้ว่ามันคือคำที่หมายถึง เมฆ นะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น มันก็งงๆ นะ ว่าเขารู้ไหมว่าคอนเซปต์ของเรื่องที่กำลังเสนอ มันเป็นยังไง ทำไมถึงใช้อุปลักษณ์ เมฆ — โอเค แต่คนทำกราฟิกก็อาจจะไม่ใช่ผู้ประกาศข่าว เป็นฝ่ายเทคนิค ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ปรึกษากัน แต่นี่ก็ทำให้เห็นจุดอ่อนในกระบวนการทำข่าวได้เหมือนกัน

มันก็มีความกดดันจากทุกด้านนะ สำนักข่าวทั่วโลกลดจำนวนนักข่าว ทั้งในภาพรวมขององค์กร และทั้งในเรื่องจำนวนนักข่าวที่ส่งไปทำต่อข่าวหนึ่งชิ้น

นักข่าวยุคนี้ถูกคาดหวังว่าต้องทำเองหมด ทั้งกำหนดประเด็นเอง ค้นคว้าข้อมูลก่อนลงสนามเอง (ผมเข้าใจว่าข่าว 3 มีทีมค้นคว้าข้อมูลเพื่อสนับสนุนนักข่าวหรือผู้ประกาศ Nation Channel และ Voice TV ก็น่าจะมี รายการอย่างตอบโจทย์และรายการข่าวหลักๆ ของ Thai PBS นี่มีแน่ ช่องอื่นผมไม่ทราบ) ลงสนามเอง สัมภาษณ์เอง ถ่ายรูปถ่ายวิดีโอเอง (จะ backpack journalist หรือ back-pocket journalist ก็แล้วแต่ความบ้าอุปกรณ์) เผลอๆ ยังต้องตัดต่อคลิปสั้นๆ ได้เองอีกด้วย เพื่อส่งแบบเร็วๆ ด่วนๆ จากสนาม แน่นอนว่าการเป็นบรรณาธิการเองและตรวจปรูฟตัวสะกดเอง ก็เป็นเรื่องที่ถูกเรียกร้องมากขึ้น

ในทางนึงมันเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ในอีกทางนึง มันก็คล่องตัวขึ้น ถ้าบริหารจัดการให้ภาระงานมันไม่กดดันจนเกินไป และสำนักข่าวยังมีทีมสนับสนุนอีกชั้น ไม่ใช่ถีบนักข่าวออกไปทำทุกอย่างเอง แล้วสำนักข่าวทำแค่เอาข่าวขึ้นเว็บกับหาสปอนเซอร์หาทุนมารันธุรกิจ ถ้าเป็นแบบนั้น มันเหมือนโยนหน้าที่ทุกอย่างของสำนักข่าวไปอยู่กับนักข่าว ซึ่งจะหนักไปไหม เช่นจะคาดหวังให้นักข่าวอ่านบัญชีการเงินได้คล่องแคล่ว ไม่ปล่อยไก่แบบโพสต์ ที่รายงานเรื่อง K-Water ก็จะเกินไปไหม ทำไมสำนักข่าวไม่มีทีมสนับสนุนเรื่องอ่านบัญชีอะไรนี่ให้กับนักข่าวมั่ง บก.เช็คการตีความข้อมูลอีกที

คือถ้าไม่มีทีมสนับสนุน แล้วทำเรื่อง funding กับ distribution เท่านั้น งั้นสำนักข่าวนี่ทำตัวเหมือนนายหน้าเลยนะ ซึ่งโมเดลนี้อาจจะเวิร์กสำหรับ The Huffington Post แต่อย่าลืมว่า “นักข่าว” ของ HuffPost นั้นจำนวนมากคือนักข่าวพลเมืองที่อยู่ในวิชาชีพต่างๆ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเฉพาะของตัวเองสูงและเขียนเฉพาะเรื่องในสาขานั้น และอีกจำนวนนึงคือคอลัมนิสต์ชั่วโมงบินสูง (ใครรู้ editorial process ของ HuffPost ละเอียดๆ ก็แชร์ได้นะครับ)

ผมก็ไม่รู้ว่าโมเดลธุรกิจในไทยจะพัฒนาไปยังไง แต่อาการที่ปรากฏในปัจจุบัน ในเรื่องเนื้อหาที่เราว่าๆ ไป การสะกดผิด คำผิด ข้อมูลผิด อ่านผิด ผมว่าเหตุสำคัญมาจากโมเดลธุรกิจซึ่งเชื่อมโยงกะกระบวนการบรรณาธิการนี่แหละ (แม้โดยอุดมคติเราจะเชื่อว่า การดำเนินธุรกิจไม่ควรจะมายุ่งกับการทำข่าวก็เถอะนะ) ดังนั้นถ้าหงุดหงิดเรื่องพวกนี้ เรื่องข่าวผิด จะผิดระดับไหนก็เถอะ ก็อาจจะชวนคิดหน่อย ว่าโมเดลตอนนี้เรามีแบบไหนมั่ง แล้วข้อดีข้อเสียเป็นไง จะช่วยพัฒนาข่าวได้ไงมั่ง

(โพสต์เสร็ตแล้วผมก็ออกไปดูหนัง ไม่ใช่เรื่องของผมไง พูดอะไรก็ได้ / เมื่อคืนไปดู The Company You Keep มา เกี่ยวกะนักข่าวพอดี)

 

โพสต์ครั้งแรกที่เฟซบุ๊ก Art Bact’ 6 ก.ค. 2556 — แก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อย และเพิ่มลิงก์ไปยังรายการและหนังสือพิมพ์ต่างๆ

เมื่อโลกใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และโลกเก่ากำลังตาย ?

Anthropology News Volume 51, Issue 4, April 2010 ปีที่แล้วนี่เอง เป็นฉบับว่าด้วย “มานุษยวิทยาและวารสารศาสตร์”

วันจันทร์ที่ผ่านมา [16 พ.ค.] ไปงาน Public forum: Reflection for the Thai Media in the post-2010 political violence เป็นเวทีสาธารณะจัดโดย สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ร่วมกับสมาคมนักข่าวฯ และสถาบันข่าวอิศรา

มีหลายคนพูดถึงจริยธรรมสื่อ ถึงเรื่อง objectivity ที่ “เป็นมาตรฐาน” ของสื่อมวลชน บางคนก็ว่าจริยธรรมมันต้องมีจริยธรรมเดียว จะสื่อเก่าสื่อใหม่ก็ตาม ไม่งั้นก็ไม่ใช่สื่อมวลชน เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เป็น “สื่อเทียม” บางคน (รวมถึงผมเอง) ก็ว่า อย่าเอาคุณค่าที่สื่อเก่าเห็นว่าดีว่าชอบ มาครอบงำกดทับสื่อใหม่

สมชัย สุวรรณบรรณ กรรมการนโยบาย ThaiPBS ที่เพิ่งเขียนบทความเรื่อง “สื่อชนเผ่า” ลงเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยไปเมื่อไม่นานนี้ ก็เคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจไว้เมื่อต้นปีว่า “สื่อจะต้องยึดถือหลักภาวะวิสัย objectivity”1 ถ้าไม่ยึดหลักนี้ ก็เป็น “สื่อเฉพาะพวก” (partisan press) หรือ “สื่อชนเผ่า” (tribal media)2

แต่อะไรคือ objectivity ที่คนเหล่านี้หมายถึง ? มันมี objectivity ที่เป็นหนึ่งเดียว สากล และข้ามกาลเวลาอย่างที่นักวิชาชีพหลายคนเขาพยายามจะบอกไหม ?

พอพูดถึง “ชนเผ่า” วิญญาณน้อย ๆ ของนักเรียนมานุษยวิทยามันก็สะกิดเรียกนะครับ อะไรมันจะผีเน่าโลงผุไปกว่านี้

ประเด็นแรกสุดเลยที่ผมจำได้ว่าเรียนในชั้นเรียนมานุษยวิทยา ก็คือเรื่อง ภววิสัย/วัตถุวิสัย (objectivity) และ อัตวิสัย (subjectivity) ซึ่งดูว่าผมเองจะมีใจโอนเอนไปทาง อัตวิสัย หรือ อัตวิสัยร่วม (inter-subjectivity) เสียมากกว่า ภววิสัย

ในฐานะผู้สังเกต ผมเชื่อว่าตัวเราเองก็หนีไม่พ้นการให้คุณค่ากับสิ่งรอบ ๆ ตัวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ดังนั้นอย่าทำเหนียมทำเนียน หลอกตัวเองหรือคนอื่นว่าสิ่งที่เรารายงานหรือบันทึกนั้นมันเป็นภววิสัย บอกกันตรง ๆ ไปดีกว่า ว่ามันเป็นอัตวิสัย มีอคติ จากนั้นก็ไปแสดงให้เห็นว่ามันมีอคติตรงไหนอย่างไร ให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้คนอ่านได้ทราบอย่างชัดเจน

David Weinberger (@dweinberger) ซึ่งตอนนี้เป็นนักวิจัยอยู่ที่ศูนย์เบิร์กแมนเพื่ออินเทอร์เน็ตและสังคม เสนอไว้ในบทความ Transparency is the new objectivity ว่า ความโปร่งใสและการเปิดเผยกระบวนการทำงาน จะเป็นสิ่งที่มาทดแทนภววิสัย และเราพ้นจากยุคของกระดาษ (Age of Papers) มาสู่ยุคของลิงก์ (Age of Links) แล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้ที่จะทำให้ข่าวนั้นน่าเชื่อถือ ด้วยการลิงก์ไปยังที่มาของข้อมูล ให้ผู้อ่านตรวจสอบเองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ในสมัยก่อนที่ข่าวยังพิมพ์บนกระดาษ (ทำให้ผู้อ่านต้องเชื่อใจในนักข่าว นั่นเป็นพื้นที่ที่ authority ทำงาน ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว)

Dan Gillmor (@dangillmor) นักหนังสือพิมพ์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับสื่อพลเมือง We the Media: Grassroots Journalism By the People, For the People ก็พูดคล้าย ๆ กัน เขาเห็นว่าแนวคิดเรื่องภววิสัยนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งจะถูกสร้างมาเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง ตัวมันเองก็มีปัญหา และเขาก็คิดว่าเราทำไม่ได้หรอกในฐานะมนุษย์ที่ย่อมมีอคติ ในบทความ The End of Objectivity เขาเสนอว่านอกจากเรื่อง ความโปร่งใส แล้ว ยังมีอีก 3 ตัวคือ ความละเอียดถี่ถ้วน ความเที่ยงตรง และความเป็นธรรม ที่เขาเสนอว่า ถ้าทำ 4 อย่างนี้ร่วมกัน ก็น่าจะแทนภววิสัยได้

(ประเด็นเรื่องการเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล ดูต่อเรื่อง วิกิลีกส์กับวารสารศาสตร์, วารสารศาสตร์ข้อมูล, และ open public data – ข้อมูลเปิดภาคสาธารณะ)

การเปิดเผยแบบนี้แหละคือคุณค่าที่เราจะยอมรับด้วยกันได้ James Poniewozik (@poniewozik) นักข่าวของ TIME แนะนำว่านักข่าวต้องไม่ซ่อนอัตวิสัยของตัวเอง และปิดท้ายบทความของเขาว่า “วันเวลาแห่งการทำราวกับว่าบรรดานักหนังสือพิมพ์นั้นเป็นหุ่นยนต์ผลิตข่าวที่ไม่มีอารมณ์นั้นจบลงแล้ว แล้วนั่นก็เป็นเรื่องดี ความน่าเชื่อถือที่สร้างบนความเปิดเผยนั้น ย่อมแข็งแรงกว่าความน่าเชื่อถือที่สร้างบนนิยายที่ตกลงให้เชื่อร่วมกัน” (The days of pretending that journalists are dispassionate infobots are ending. And that’s good: trust built on openness is stronger than trust built on an agreed-upon fiction.)

นี่อาจจะคล้ายกับที่นักมานุษยวิทยาพยายามอธิบายขั้นตอนการเข้าไปสู่สนาม ความสัมพันธ์ของผู้เขียนกับผู้คนในสนาม การได้มาซึ่งข้อมูล ความรู้สึกของผู้เขียน ฯลฯ ที่ปรากฏอยู่ในการเขียนชาติพันธุ์นิพนธ์ นั่นคือมันไม่ได้พยายามบอกว่าสิ่งที่เล่านั้นปราศจากคุณค่าการตัดสิน หากแต่อธิบายว่า ด้วยวิธีการไหนและในเงื่อนไขอะไรที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกทำให้ปรากฏ

หรือถ้าพูดถึงการรายงานการประเมินต่าง ๆ มันก็จำเป็นต้องมีส่วนหนึ่ง ที่อธิบายว่าใช้ตัวชี้วัดอะไรบ้าง ทำไมถึงเลือกใช้ตัวชี้วัดพวกนั้น และวิธีการวัดวัดยังไง วัดตอนไหน ในเงื่อนไขอะไร ฯลฯ คือถึงจะบอกว่าการประเมินนี้ “เป็นภววิสัย” ไม่เข้าข้างใคร ทำไปตามตัวชี้วัดบนกระดาษ แต่เราปฏิเสธได้ไหมว่า ตัวชี้วัดและการเลือกตัวชี้วัดนั้น ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัยในตัวมันเอง ?2

ไม่ว่าจะ new objectivity หรือ end of objectivity (หรือ “Old Objectivity is dead. Long live the Objectivity.”) ประเด็นก็คือว่านิยามของภววิสัยมันเปลี่ยนได้ ดังนั้นการพูดว่างานชิ้นนี้ “มีภววิสัย” ลอย ๆ มันไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งที่จะช่วยคือ แสดงให้เห็นสิว่างานชิ้นดังกล่าวมีที่มาอย่างไร หรืออะไรที่คุณนับว่าเป็น “ภววิสัย” ? เปิดให้เห็นกระบวนการการทำข่าวของคุณสิ เปิดให้เห็นกระบวนการประเมินของคุณสิ

การแสดงกระบวนการทำข่าวให้เห็น ทำให้ผมนึกถึงบทความอีกชิ้นคือ Product v. process journalism: The myth of perfection v. beta culture เขียนโดย Jeff Jarvis (@jeffjarvis) นักข่าวและอาจารย์วารสารศาสตร์ที่ CUNY เขาพูดถึงความขัดแย้งของวัฒนธรรมและวิธีทางวารสารศาสตร์ ที่ค่ายหนึ่งมองข่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์ กับอีกค่ายหนึ่งที่มองข่าวเป็นกระบวนการที่นักข่าวทำร่วมกับคนอื่น ๆ และในระหว่างนั้นนักข่าวก็ต้องยอมรับและบอกต่อสาธารณะด้วย ว่าตัวเองไม่รู้อะไรและอยากรู้อะไร แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาข่าวด้วยกันไป เหมือนซอฟต์แวร์ที่มีรุ่นเบต้าและก็อัปเดตกันไปเรื่อย ๆ

การค่อย ๆ พัฒนาข่าวร่วม ถ้าเทียบกับทวิตเตอร์ ก็คืออย่าไปนับว่า ทวีตหนึ่งทวีตนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ข่าวที่จบในตัวมันเอง แต่ให้มองทั้งไทม์ไลน์ที่กำลังวิ่งไป ว่ามันเป็นกระบวนการข่าว ที่ไม่มีวันจบสิ้น รายงานไป แก้ไป อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ไป — ผู้เขียนบล็อก Complex Interplay (ซึ่งเป็นนักข่าววิทยาศาสตร์) บอกว่ามันเหมือนกับว่า เราเน้นที่การเดินทาง ไม่ใช่ที่จุดหมาย

ความขัดแย้งของ “สื่อเก่า” กับ “สื่อใหม่” มันจึงไม่ใช่เพียงการแย่งชิงพื้นที่ในเชิงทรัพยากรคลื่นความถี่ แบนด์วิธ หรือช่องทางเสนอข่าวอื่น ๆ แต่ยังเป็นความขัดแย้งในระดับการค้นหาความรู้หรือญาณวิทยาอีกด้วย

“เก่า” และ “ใหม่” ที่ห้อยท้ายคำว่าสื่อ จึงไม่เพียงหมายถึงเทคโนโลยี แต่ยังหมายถึง “คุณค่าเก่า” กับ “คุณค่าใหม่” ที่ไม่ลงรอยกัน ว่าจะนับว่าอะไรเป็นความรู้ จะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ และจะนับว่าอะไรสำคัญควรค่าแก่การพูดถึงในพื้นที่สาธารณะดังกล่าว

“แท้จริงแล้ว วิกฤตสังคมเป็นผลมาจากการที่สิ่งเก่ากำลังตายไป และสิ่งใหม่ถูกขัดขวางมิให้ก่อเกิด ในระหว่างรัชสมัยเยี่ยงนี้ อาการวิปลาสนานาชนิดจะสำแดงตัวออกมา”

“The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.”

อันโตนิโอ กรัมชี่ (1971)

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ พูดถึงวรรคนี้ของกรัมชี่เมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว ในปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ฯ หัวข้อ ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน


* ภาพประกอบโดย See-ming Lee สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ CC by-sa

1 สมชัย สุวรรณบรรณ: “ปฏิรูปสื่อไทย? สงสัยต้องปฏิวัติ” ตอน 1, ตอน 2, ตอนจบ – กรุงเทพธุรกิจ, ธ.ค. 2553 – ม.ค. 2554^

2 สำหรับเรื่องสื่อชนเผ่า นี่ใครสนใจ หมายถึง ชนเผ่าจริง ๆ เลยน่ะ ลองดูเล่มนี้นะครับ The indigenous public sphere: the reporting and reception of Aboriginal issues in the Australian media ว่าด้วยเรื่องของชนพื้นเมืองในออสเตรเลียครับ ผมไม่เคยอ่านหรอกนะ เห็นแค่รีวิว แต่เคยอ่านบางบทของหนังสืออีกเล่มของผู้ร่วมเขียน คือเล่มที่ชื่อ The Public Sphere: An Introduction โดย Alan McKee ผมว่าเล่มนี้สนุกดี พูดถึงพื้นที่สาธารณะในวัฒนธรรมสมัยนิยม ใน 5 ประเด็นใหญ่ คือ อะไรคือเรื่อง ‘ส่วนตัว’ หรือเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ในพื้นที่สาธารณะ ?, คุณค่าของสื่อที่ถูกทำให้เป็นการค้ามันด้อยค่ากว่าจริงหรือ ?, นำเสนอแบบหวือหวาแล้วมันยังไง ?, การที่ต่างคนต่างคุยในพื้นที่สาธารณะของตัวเองมันเป็นเรื่องแย่จริงหรือ ?, คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองจริงรึเปล่า ? … ทั้งหมดผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความก็คือ “เราจะนับว่าอะไรเป็นพื้นที่สาธารณะ” ? (แล้วเรากันใครออกไปบ้าง ?) ^

3 นี่เป็นประเด็นอันหนึ่ง ที่ผมคิดว่าทำให้ อาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 400 คน คัดค้านมาตรฐานอุดมศึกษา “TQF” ของสกอ. — ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เอาการประเมินด้วยตัวชี้วัด แต่พวกเขาตั้งคำถามว่าตัวชี้วัดที่สกอ.เสนอมานั้น จะวัดสิ่งที่สกอ.ต้องการได้จริงหรือ และกรอบการวัดดังกล่าวมีความโน้มเอียงไปทางบางกลุ่มวิชา (แต่สกอ.ไม่ได้แจ้งถึงความโน้มเอียงนี้ ทำราวกับว่ามันเป็นกลาง และเป็นสากลใช้ได้กับทุกสาขาวิชา) — ติดตามเรื่องนี้ได้ที่ virtualdialogue.wordpress.com ^

อัปเดต 2011.05.20 17:07: เพิ่มบทความของสมชัยในกรุงเทพธุรกิจ ที่เอ่ยถึง objectivity, บทความ TIME, TQF, และหนังสือสื่อชนเผ่า