กีดกันคนแก่?

จริงๆ การเลือกปฏิบัติด้วยอายุ ไม่ได้มีเฉพาะการกีดกันเพียงเพราะอายุเยอะ ยังมีเรื่องกีดกันเพียงเพราะอายุน้อยด้วย

เช่น การระบุในกฎหมาย ว่ากรรมการนั่นนี่ ตำแหน่งต่างๆ จะต้องมีอายุขั้นต่ำ ขั้นสูง เท่าใด ซึ่งขั้นต่ำของไทยนี่สูงมาก ตัวอย่างเช่น กรรมการกสทช. ต้องอายุ 40 ขึ้นไป เท่ากับว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และรัฐมนตรีดิจิทัลไต้หวัน ในวันที่พวกเธอเข้ารับตำแหน่ง (34, 37, และ 35 ปี) คุณสมบัติไม่พอจะเป็นกสทช.บ้านเรานะ

(พ.ร.บ.กสทช.ปี 2553 กำหนดไว้ที่ 35 ปี ต่อมาเมื่อปี 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการรัฐประหาร ได้แก้ไขกฎหมายในสาระสำคัญหลายส่วน รวมถึงวิธีการสรรหาและคุณสมบัติกรรมการ และขยับอายุขั้นต่ำจาก 35 ไปเป็น 40 ปี — เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ เทียบกรรมการหลายชุด)

จะบอกว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ ไม่ชอบคนแก่ กีดกันคนสูงอายุ ไม่นิยมคนอายุมาก แต่ถ้าไปดูทางความคิด ผมเห็นคนอายุน้อย เขาก็ชื่นชมคนอย่าง Bernie Sanders (79 ปี), RBG (เพิ่งตายไปตอน 87 ปี), สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (62 ปี) อะไรแบบนี้นะ หรือคนกลุ่มอย่าง ชัชชาติ ธราธร พวกนี้ก็ 50++ 40++ (อายุในกลุ่มที่มีคนโอดครวญว่า แค่ใกล้ๆ จะ 40 ก็ถูกเรียกว่าลุงกันแล้ว)

ก็เลยคิดว่า เรื่องที่เราตีโพยตีพายกัน ติดป้ายกันว่านี่เป็นแบ่งแยกช่วงอายุ จริงๆ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะอายุ

ถามว่าการเลือกปฏิบัติกับคนอายุเยอะมีไหม จริงๆ มันมีกรณีที่ “เกิดขึ้น” โดยไม่ตั้งใจและจริงๆ ไม่ได้เจาะจงกับคนอายุเยอะ เพียงแต่ว่าคนอายุเยอะนั้นอาจมีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติที่ไปตรงกับเรื่องที่ทำให้ถูกกันออกไป

เช่น วัฒนธรรมปาร์ตี้ดึกหรือการไปเที่ยวค้างคืนของที่ทำงาน ซึ่งอาจจะกันคนจำนวนหนึ่งออกไปโดยไม่รู้ตัว-โดยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงานและความก้าวหน้าในองค์กร (ซึ่งก็คือการเลือกปฏิบัติ)

แก่แล้วก็นอนดึกไม่ไหว มีครอบครัวแล้วก็ต้องแบ่งเวลา มีภาระทางการเงินมากขึ้นก็ต้องจัดสรรให้ได้ส่วน สิ่งเหล่านี้ทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถร่วมกิจกรรมหลายอย่างได้ในองค์กรที่อายุเฉลี่ยของพนักงานค่อนข้างน้อย และถ้าไม่จัดการให้ดี ก็จะเป็นความกดดันต่อพนักงานในกลุ่มที่รู้สึกว่าถูกกันออกไป

คนจำนวนนั้นมีแนวโน้มจะเป็นคนที่มีอายุมาก มากกว่าคนอายุน้อย โดยเปรียบเทียบ แต่คนอายุน้อยที่มีภาระครอบครัว มีข้อจำกัดทางกายภาพ หรือกระทั่งก็แค่ไม่ชอบปาร์ตี้ ชอบอยู่บ้าน ไม่อยากเจอคนที่ทำงานนอกเวลางาน ก็มีอยู่ ดังนั้นกรณีลักษณะข้างต้น มันจึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติกับคนอายุมาก แต่มันเลือกปฏิบัติกับคนที่นอนดึกไม่ได้ เลือกปฏิบัติกับ introvert เลือกปฏิบัติกับคนไม่กินเหล้า เลือกปฏิบัติกับคนไม่สามารถกันเงินไปสังสรรค์ .. ซึ่งเป็นปัญหา และเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มว่าถ้านับจำนวนหัว คนแก่จะได้รับผลกระทบมากกว่า แต่คนหนุ่มสาวก็โดนได้ไม่ต่างกัน — ดังนั้นอย่าเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าการเลือกปฏิบัติกับคนแก่

(อย่างผมนี่ ก่อนหน้านี้ทำอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง ออกแนวเทคโนโลยี+การตลาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่คนหนุ่มสาวมากมาย และผมก็อายุเยอะกว่าคนในทีมทั้งหมด คือตอนผมเข้ามหาลัยคนในทีมบางคนอาจจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำ 5555 แต่ผมไม่มีภาระ ไม่มีครอบครัวต้องดูแล ชอบปาร์ตี้ นอนดึกยังพอได้ ผมเลยพอไปกันได้กับเพื่อนร่วมงานจำนวนหนึ่ง แต่ก็จะมีเพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่งเลย ที่อายุอาจจะน้อยกว่า แต่มีภาระทางบ้าน มีภาระการเงิน มีครอบครัว บ้านอยู่ไกล ไม่ชอบไปกินร้านที่มีบุหรี่ ฯลฯ ก็ต้องพยายามหาพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้ด้วย ไม่อย่างนั้นผมก็จะคุยแต่กับพวกสายปาร์ตี้ บางทีกินข้าวแล้วแหละ แต่เพื่อนชวนกินข้าวแถวออฟฟิศ ก็ไปกินอีกรอบ เพราะรู้ว่าคนนี้เราไม่มีโอกาสคุยมาก ไม่ใช่สายกลับดึกๆ)

ประเด็นพวกนี้ ในคนที่อยู่ในฐานะผู้ดูแลชุมชนหรือความเป็นอยู่ของคนในองค์กร ควรจะระมัดระวัง สังเกต ทบทวน และพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่จะรวมคนเข้ามาให้ได้มากที่สุด (ซึ่งจะเป็นหน้าที่มอบหมายเฉพาะเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ เช่น ฝ่ายบุคคล แต่จริงๆ ก็อยากให้มองเป็นเรื่องที่ทุกคนในชุมชนเดียวกันต้องช่วยกัน)

แต่ผมคิดว่าป้าย “กีดกันคนแก่” “เลือกปฏิบัติเพียงเพราะเขาอายุมาก” สำหรับเมืองไทยตอนนี้ น่าจะเป็นข้ออ้างในลักษณะ แบบ คนสูงอายุจำนวนหนึ่งอาจจะรู้สึกว่า แทบจะไม่เหลือที่ให้ฉันยืนแล้ว ไม่เหลืออะไรให้ฉันป้องกันตัวเองอีกต่อไปแล้ว เลยหยิบเอาลักษณะติดตัว (อายุ) อันนี้ขึ้นมาพูด ทำเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อ โดยอาจจะไม่ได้พิจารณาว่า เอ๊ะ ที่เขาไม่เอาเรา เป็นเพราะเราแก่ หรือเป็นเพราะเราทำตัวไม่น่าคบ

การเลือกปฏิบัติในทางลบ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ต้องป้องกันไม่ให้เกิด ถ้ารู้ว่าเกิดต้องแก้ไข เยียวยา ลดโอกาสเกิดซ้ำ แต่ตั้งต้นนี่มันต้องเอาให้แน่ใจก่อน ว่าต้นเหตุมันมาจากเรื่องอะไร

(เขียนในฐานะคนอายุ 41 ขวบครึ่ง)

ชีวิตที่เคลื่อนย้ายและติดขัด

  1. การเคลื่อนที่ของทุน
  2. การเคลื่อนที่ของสินค้า
  3. การเคลื่อนที่ของบริการ
  4. การเคลื่อนที่ของมนุษย์ (คนทำงาน/ผู้บริโภค)

เศรษฐกิจส่วนที่ใหญ่มากของไทย คือการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น (3) ที่อยู่ติดกับสถานที่ (ที่ไม่ติดกับสถานที่ ก็เช่นบริการออนไลน์) และพึ่งพา (4) (นักท่องเที่ยว)

คือทั้งโลกมันก็สะดุดแหละ เมื่อการเคลื่อนย้ายต่างๆ มันทำได้ไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่โรคภัยไข้เจ็บมันกระทบ (4) เยอะสุด เพราะมันติดมนุษย์ รวมถึง (3) ในส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น

(ทำไปทำมา มันก็เกี่ยวกันหมดแหละ เช่น (2) กับ (4) ก็เกี่ยวกัน อย่างที่พบการระบาดของโควิดระลอก “ใหม่” [จริงๆ คือตกสำรวจ] ในคนทำงานอพยพในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ซึ่งมีสภาพการทำงานต่ำกว่ามาตรฐานในเยอรมนี หรือในกลุ่มคนทำงานซึ่งอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นในสิงคโปร์ หรือความสัมพันธ์ของการเดินทางของมนุษย์ (4) กับการส่งสินค้า (3) มิตรสหายที่ขายของออนไลน์ให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติ บ่นว่าตอนนี้ค่าส่งแพงขึ้น เพราะปกติของจะถูกฝากส่งไปกับเที่ยวบินที่มนุษย์นั่ง พอมนุษย์เดินทางน้อยลง ค่าส่งสินค้าก็แพงขึ้นไปด้วย)

ดังนั้นในแง่ “ความมั่นคง” (ที่ไม่ใช่การควักปืนขึ้นมาขู่ หรือทำ IO มองประชาชนเป็นศัตรูอยู่ทุกวัน) เรื่องหนึ่งก็คือ จะทำยังไงให้ความมั่งคั่งของประชาชนในประเทศมันมาจากหลายทาง

(สังเกตเลยว่า ธุรกิจที่เฟื่องฟูตอนนี้คือธุรกิจที่ทำให้เกิด (1) (2) (3) ได้ โดยพึ่งพา (4) น้อยที่สุด เช่น จ่ายเงินออนไลน์ ส่งสินค้า ส่งอาหาร เรียนออนไลน์ ประชุมออนไลน์ – คือยังไงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของมนุษย์ แม้จะมีการปรับเปลี่ยน มันก็ยังดำเนินไป ใครหาสิ่งที่ทำให้คนใช้ชีวิตต่อได้ ก็มีคนใช้)

แต่ก็ไม่รู้จะหวังได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเอาจริงๆ ความมั่งคั่งจำนวนมากของตระกูลต่างๆ ในไทยนี่ก็มาจากการจำกัดการเคลื่อนที่โดยเสรีของสิ่งต่างๆ สร้างกำแพงผูกขาดนั่นนี่ ให้ตัวเองค้าขายได้คนเดียว ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูกฎหมายเหล้าเบียร์ หรือแท็กซี่สนามบิน ของที่หลายคนมีประสบการณ์ตรง

(พูดถึงสนามบิน ก็นึกถึงอู่ตะเภาที่เป็นข่าวตอนนี้ การพัฒนาพื้นที่อู่ตะเภา ก็พยายามจะให้กองทัพมีเอี่ยว การแยกสนามบินเชิงพาณิชย์ในจังหวัดต่างๆ อออกจากพื้นที่ทหารก็ไม่คืบหน้าไปไหน ดูสนามบินเชียงใหม่เป็นต้น ถนนที่มันควรจะตัดจากถนนวงแหวนทะลุนิมมานไปหาสนามบินได้ง่ายๆ พูดกันมาเกินสิบปี ไม่เกิด ทำได้แค่ตัดไปสุดที่หน้ากองบิน)

ในระดับประเทศที่เชื่อมกับโลก เราอยู่ในระบบการค้าระหว่างประเทศ โลกาภิวัฒน์นั่นนี่ แต่ภายในประเทศนี่ยังเป็นระบบอาณานิคม เจ้าที่ดิน-ขุนศึก สัมปทาน

อนุญาตให้เรียนไม่สดเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึง + การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างบันทึกการสอน

การสอนออนไลน์ ควรมีการบันทึกการสอนไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีทรัพยากรเพื่อการเข้าถึงจำกัด และในการบันทึกก็มีข้อควรพิจารณาต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้สำหรับทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียน

การสอนออนไลน์แบบสด มีข้อดีคือการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนและผู้สอนโดยทันที หากผู้สอนมีทรัพยากรที่สามารถทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมีเฉพาะแบบสด ควรมีการบันทึกไว้ด้วย ควบคู่กัน เพื่อให้ผู้เข้าเรียนท่ี่ไม่สามารถเข้าเรียนสดได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถเลือกเรียนได้ใน “เวลาที่สะดวก”

เวลาที่สะดวกสำหรับการเรียนที่ขึ้นกับทรัพยากรของผู้เรียน

“เวลาที่สะดวก” ในแง่การเรียนออนไลน์นี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

1) การเข้าถึงอุปกรณ์ที่เหมาะสม (โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถเพียงพอจะเปิดสื่อการสอนได้อย่างครบถ้วน)

2) ความเร็วและความเสถียรของอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม

3) พื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ที่นั่ง ความสงบ (อาจเป็นในที่พักอาศัยหรือที่อื่น เช่น บ้านญาติ ร้านเน็ต)

“เวลาที่สะดวก” คือช่วงเวลาที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) ได้พร้อมกัน

กรณีบ้านเดียวกันมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงเครื่องเดียว แต่มีสมาชิกในบ้านหลายคนที่ต้องทำงานหรือเรียน การเรียนแบบสด (real time) จะสร้างปัญหาการแย่งกันใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด

กรณีมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงพอกับสมาชิกที่ต้องใช้ทุคนในเวลาเดียวกัน แต่บ้านมีพื้นที่เล็ก การต้องเปิดสื่อการสอนพร้อมกันในพื้นที่จำกัดตาม อาจทำให้เกิดการรบกวนสมาธิกันและกันระหว่างสมาชิกในบ้าน กล่าวคือปัจจัยที่ (3) ไม่เกิด หรือการแบ่งความเร็วอินเทอร์เน็ตกันเนื่องจากใช้งานพร้อมกัน ก็ทำให้ปัจจัยที่ (2) ด้อยลงไป

กรณีไม่มีอุปกรณ์ตาม (1) หรืออินเทอร์เน็ตตาม (2) หรือพื้นที่ตาม (3) ที่บ้านอย่างใดอย่างหนึ่ง และผู้เรียนจำเป็นต้องไปใช้อุปกรณ์ เน็ต หรือสถานที่นอกบ้าน เช่น บ้านญาติ หรือร้านเน็ต ก็จะมีเงื่อนไขข้อจำกัดของร้านหรือของบ้านนั้นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย เช่น น้ายินดีให้ยืมคอม เพียงแต่ช่วง 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นน้าก็ต้องทำงานด้วยคอมเครื่องเดียวกัน ถ้าหลัง 5 โมงเย็นนี่ใช้ได้ไม่มีปัญหา หรือการไปใช้เน็ตที่ร้าน ก็ไม่รับประกันว่า ตอนไปถึงร้านจะมีที่นั่งว่างทันที

การมีการสอนสดเพียงอย่างเดียวจะทำให้การจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดทำได้ลำบากขึ้น ทำให้เป็นไปได้ว่าครอบครัวของผู้เรียนอาจจำเป็นต้องดึงเงินที่ตั้งใจจะใช้เพื่อเรื่องอื่น มาซื้ออุปกรณ์ตาม (1) หรือเพิ่มคุณภาพเน็ตตาม (2) ส่วนเรื่องพื้นที่(3) นี่ดูจะเป็นที่จัดการลำบากอยู่

หากมีการบันทึกการสอนเอาไว้ด้วย ก็จะทำให้ผู้เรียนและสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน สามารถจัดการทรัพยากรตาม (1), (2), และ (3) ได้ดีขึ้น มีการแบ่งใช้ทรัพยากรกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เหมาะสมขึ้นหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถหยิบยืมหรือใช้ทรัพยากรจากภายนอกครอบครัวเป็นการชั่วคราวได้สะดวกขึ้น

การบันทึกการสอนเอาไว้ ยังมีประโยชน์กับผู้เรียนสดอีกด้วย เนื่องจากเป็นไปได้ว่าคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบางช่วงอาจมีปัญหา ทำให้พลาดจุดสำคัญบางช่วงไป ถ้ามีการบันทึกไว้ ก็จะสามารถย้อนกลับมาดูได้ในภายหลัง

ทั้งนี้ “เวลาที่สะดวก” ที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) มาได้พร้อมกันนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเวลาที่ต่อเนื่องกัน เช่น สำหรับคาบเรียน 2 ชั่วโมง ในสัปดาห์หนึ่ง ผู้เรียนรายหนึ่งอาจมีเวลาที่สะดวกตอน 11:30-12:30 หนึ่งชั่วโมงในวันจันทร์ และ 20:00-21:00 อีกหนึ่งชั่วโมงในวันอังคาร และเวลานี้อาจเปลี่ยนไปในอีกสัปดาห์

การบันทึกกับพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนการสอน

การบันทึกนี้ ไม่จำเป็นต้องให้สาธารณะหรือบุคคลภายนอกวิชาเรียนในชั้นเรียนดังกล่าวเข้าถึง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ที่ไม่สะดวกสอบถามแลกเปลี่ยนหากมีการบันทึกเสียงหรือภาพหรือสถานะบทจอภาพใดๆ ที่จะทำให้ระบุตัวตนได้

ทุกการเรียนการสอนที่จะมีการบันทึก และมีผู้เรียนเข้าร่วม ผู้สอนจะต้องแจ้งให้กับผู้เรียนทราบก่อนทุกครั้ง ว่าจะมีการบันทึก การบันทึกเริ่มเมื่อใด สิ้นสุดลงเมื่อใด และจะมีใครเข้าถึงการบันทึกได้บ้าง

เนื่องจากผู้เรียนอาจไม่สะดวกที่จะสอบถามแลกเปลี่ยนบางประเด็น ซึ่งอาจเป็นประเด็นอ่อนไหว ในระหว่างการบันทึก ผู้สอนควรแบ่งเวลาบางช่วงในระหว่างการสอนที่จะไม่มีการบันทึกใดๆ ให้ผู้เรียนซักถามแลกเปลี่ยนได้ โดยผู้เรียนจะต้องสามารถรับรู้และสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ขณะเวลาดังกล่าวมีการบันทึกอยู่หรือไม่

หากการบันทึกไม่ได้ทำโดยผู้สอนเอง แต่มีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่สามอื่นทำการบันทึกให้ ในการบันทึก ผู้สอนจะต้องรู้อยู่เสมอด้วยว่ามีการบันทึกอยู่

จำนวนหรือกลุ่มประเภทของผู้เข้าถึงสื่อการสอนที่ได้มีการบันทึกไว้ จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้แจ้งผู้สอนและผู้เรียนเอาไว้ในตอนเริ่มการบันทึก

การเผยแพร่สื่อบันทึกการเรียนการสอนสู่สาธารณะ

หากผู้เรียนและผู้สอนในชั้นเรียนได้ตกลงร่วมกันล่วงหน้า ว่าจะเปิดเผยการเรียนการสอนเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็สามารถทำได้ โดยอาจเลือกตัดไม่เผยแพร่บางช่วงที่เป็นการซักถามแลกเปลี่ยนประเด็นที่ต้องการให้มีเฉพาะผู้ลงเรียนเท่านั้นที่จะดูได้ ทั้งนี้ระหว่างการเรียนการสอน ให้ระมัดระวังการขานชื่อหรือส่งสัญญาณใดในลักษณะที่จะระบุตัวผู้เรียนได้ เว้นแต่กรณีผู้เรียนตั้งใจแสดงตนด้วยตัวเอง

สื่อการสอนดังกล่าว ถือว่าอยู่ในพื้นที่ของห้องเรียน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครอง ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน กรณีศึกษา และสิ่งอื่นใด ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายเป็นส่วนหนึ่งของการสอน ทั้งผู้เรียนและผู้สอนควรมีอิสระเต็มที่ในการอภิปรายเพื่อการศึกษาโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

การคำนึงถึงสมาธิในพื้นที่ทางกายภาพที่ไม่ใช่ห้องเรียนโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ การออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนและสื่อการสอน ที่เป็นออนไลน์ ทั้งแบบสด และแบบบันทึกไว้ล่วงหน้า ยังควรคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้เรียนจะสามารถมีสมาธิและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ห้องเรียน ซึ่งอาจทำได้ต่อเนื่องสั้นกว่า จึงควรพิจารณาแบ่งช่วงการสอนเป็นช่วงที่ไม่ยาวจนเกินไป และกรณีเป็นการสอนสดก็ควรจัดให้มีเวลาพักตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถไปทำธุระส่วนตัว เช่น เข้าห้องน้ำ ได้ เช่นสอน 50 นาที พัก 10 นาที และสอนต่ออีก 50 นาที

การแบ่งเนื้อหาการสอนเป็นช่วงสั้นๆ และมีการเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนในสื่อที่ทำการบันทึก ยังมีประโยชน์เมื่อต้องการดูย้อนหลัง ทำให้ค้นหาเนื้อหาช่วงที่ต้องการได้สะดวกขึ้น

ฝากทางสถานศึกษาต่างๆ พิจารณาสำหรับภาคการศึกษานี้หรือที่จะถึงนี้ครับ

“ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” พอไหม? ลองพูดในภาษาโปรแกรมเมอร์

เมื่อวานคุยกับมิตรสหายท่านหนึ่ง นึกออกมาเร็วๆ ได้ว่า

การทำหน้าที่พลเมืองในส่วนของตัวเองให้เต็มที่ นี่เหมือนกับการเขียนโค้ดให้มันดีที่สุด

แต่สุดท้ายมันจะดีได้ถึงแค่จุดๆ หนึ่ง

ถ้าความไม่มีประสิทธิภาพมันอยู่ในโปรโตคอล ถ้าความไม่ปลอดภัยมันอยู่ในวิธีการจัดการหน่วยความจำของระบบปฏิบัติการ โค้ดที่ดีที่สุดของเรา ก็มีประสิทธิภาพได้สูงสุดแค่ที่กำแพงของโปรโตคอลจะอนุญาต ปลอดภัยได้สูงสุดเท่าที่การอ่านเขียนหน่วยความจำของระบบปฏิบัติการมันจะสนับสนุน

นี่อาจเป็นพื้นฐานของสิ่งที่เราเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าอยากให้ชีวิตมีโอกาสพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ การเปลี่ยนแปลง “โครงสร้าง” ไม่ว่าจะเป็นกติกา สิ่งแวดล้อม หรืออะไรก็ตาม ให้รองรับ(หรือไม่ขัดขวาง)การพัฒนานั้นได้ เป็นเรื่องจำเป็น

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊ก 28 เม.. 2018)

ทำเว็บ ทำแอป ให้รองรับหลายภาษา หลากวัฒนธรรม

ไลบรารี/เฟรมเวิร์กสำหรับการทำให้แอป/เว็บไซต์รองรับหลายภาษา/วัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า “internationalization” ทั้งส่วนหน้าตาและการประมวลผลอื่นๆ เช่น เรียงลำดับตามพจนานุกรม ปฏิทิน รูปแบบวันเวลา สกุลเงิน

โพสต์เรื่องนี้ไปที่กรุ๊ปสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทยและใน Medium ขอโพสต์ซ้ำที่นี่

อะไรคือ Internationalization?

หลักๆ ในเรื่องนี้มี 2 คำ คือ internationalization (i18n) กับ localization (L10n)

ส่วนของโค้ดจะเป็นการทำ internationalization รองรับไว้ คือเตรียมให้รองรับหลายภาษา/วัฒนธรรม ไม่ hardcode ภาษาลงในโค้ด คนเขียนโค้ดไม่ทึกทักเรื่องเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมไปเอง

สำหรับข้อความ/ข้อมูลสำหรับแต่ละภาษาแต่ละประเทศจะเก็บเป็นก้อนๆ เอาไว้ เรียกว่า locale

การจัดเตรียมข้อมูล locale พวกนี้เรียกว่า localization ซึ่งมีทั้งการแปลข้อความ และการเตรียมข้อมูลที่เจาะจงกับประเทศ/เขตการปกครอง/วัฒนธรรม

(ตัวย่อ i18n และ L10n มาจากอักษรแรกสุด+จำนวนตัวอักษรระหว่างอักษรแรกสุดกับอักษรท้ายสุด+อักษรท้ายสุด ใช้ i ตัวเล็ก และ L ตัวใหญ่ เพื่อให้เห็นแตกต่างจากเลขหนึ่ง 1)

ข้อมูลจำเพาะท้องถิ่น (locale)

ข้อความที่เจาะจงกับแอปในภาษานั้นๆ ก็ต้องแปลเอา ซึ่งมีเครื่องมือให้ช่วยแปลผ่านเว็บหลายตัว ตัวที่นิยมกันมากคือ Transifex (ใช้ฟรีสำหรับโครงการโอเพนซอร์ส) หรือจะใช้โปรแกรมอื่นๆ ก็มี โดยมาตรฐานการเก็บข้อความอันหนึ่งก็คือ gettext

ส่วนข้อมูลที่เป็นพื้นฐานสำหรับแต่ละภาษาแต่ละประเทศ ที่ไม่ขึ้นกับแอป มีคนทำเอาไว้แล้วที่โครงการ Unicode Common Locale Data Repository (CLDR)

เฟรมเวิร์กเกือบทั้งหมดรองรับการดึงข้อมูลจาก CLDR นี้ (และเราไม่ควรคิดใช้อะไรที่ต่างไปจาก CLDR ถ้าไม่ชัวร์จริงๆ ว่าคิดดีแล้ว)

ชื่อเรียก locale มีมาตรฐานกำหนดวิธีเรียกไว้ อยู่ในรูปแบบ:

  • รหัสภาษาตัวพิมพ์เล็ก_รหัสประเทศตัวพิมพ์ใหญ่
  • รหัสภาษาตัวพิมพ์เล็ก-รหัสประเทศตัวพิมพ์ใหญ่

เช่น th_TH คือภาษาไทยที่ใช้ในประเทศไทย, en_GB คือภาษาอังกฤษที่ใช้ในสหราชอาณาจักร, en_MY ภาษาอังกฤษที่ใช้ในมาเลเซีย, my_MM “ภาษาเมียนมาร์” ที่ใช้ในประเทศเมียนมาร์

รหัสภาษาและรหัสประเทศ​ โดยทั่วไปแล้วจะใช้ตามมาตรฐาน ISO ซึ่งจะมีทั้งแบบ 2 ตัวอักษร และแบบ 3 ตัวอักษร — โปรดสังเกตว่า รหัสภาษาและรหัสประเทศอาจจะแตกต่างกัน เช่น ภาษาญี่ปุ่นคือ ja ส่วนประเทศญี่ปุ่นคือ JP, หรือ MY ถ้าเป็นประเทศคือมาเลเซีย แต่ถ้าภาษา my คือ “ภาษาในเมียนมาร์”

บางทีเราจะเห็นชื่อ locale ในรูปแบบ รหัสภาษา_รหัสประเทศ_รหัสประเทศ อันนี้ต้องไปอ่านเอกสารของเฟรมเวิร์กนั้นๆ อีกทีว่าหมายความว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่มาตรฐาน

เช่น th_TH_TH ใน Java จะหมายถึง ภาษาไทย, ในประเทศไทย, และใช้เลขไทยด้วย หรือ ja_JP_JP จะหมายถึง ภาษาญี่ปุ่น, ในประเทศญี่ปุ่น, และใช้การนับปีปฎิทินแบบญี่ปุ่น (Imperial calendar)

(ภาษาบางภาษาไม่มีโค้ดแบบ 2 ตัวอักษร แต่มีโค้ดแบบ 3 ตัวอักษร เช่น bur คือภาษาพม่า)

การทำงานของโค้ดที่ถูก internationalized แล้ว

ในการทำงานของโค้ด หลังจากโค้ดทราบภาษา/ประเทศของผู้ใช้ (จากที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอง หรือจากการ detect/เดา หรือใช้ค่าจากระบบปฏิบัติการ) ตัวโค้ดก็จะไปดึงข้อมูลที่ตรงกันมาใช้ เพื่อกำหนดการแสดงผลหรือประมวลผล

เช่นถ้าทราบว่าเป็นผู้ใช้ภาษาอังกฤษ (en) ที่อยู่ในประเทศไทย (TH) ก็จะโหลด locale en_TH ขึ้นมาใช้ ซึ่งในการทำงานก็เป็นไปได้ว่า หน้าจอจะแสดงเป็นภาษาอังกฤษ แต่วันหยุดต่างๆ ใช้ตามปฏิทินของไทย

ส่วนข้อความที่แสดงผล (บนหน้าเว็บหรือทางอื่น) ตัวเฟรมเวิร์กจะกำหนดวิธีการแยกตัวโค้ดกับข้อความออกจากกัน ทำให้เราจัดการกับส่วนข้อความได้สะดวกขึ้น

โค้ดสามารถโหลดข้อมูล locale ได้จากทั้งฐานข้อมูล ใน string array ใน JSON หรือในแฟ้มต่างหาก อันนี้ก็ต้องไปตัดสินใจกันว่าทำงานแบบไหนสะดวกกว่า

i18n Library / Framework

ไลบรารี/เฟรมเวิร์กสำหรับ JavaScript ที่พบตอนนี้มีดังนี้

มีคนทำตารางเปรียบเทียบไว้ https://github.com/rxaviers/javascript-globalization/blob/master/README.md

สำหรับ PHP มีคนแนะนำวิธีต่างๆ ไว้ https://lingohub.com/blog/2013/06/php-internationalization-i18n-mechanisms-tutorial/

สำหรับ Ruby on Rails มีตัวนี้อีกตัว https://github.com/fnando/i18n-js คุณ Vittayasak Rujivorakul แนะนำมา

จบดื้อๆ แค่นี้ มีอะไรไปคุยกันได้ในเฟซบุ๊กกรุ๊ป สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย ครับ https://www.facebook.com/groups/ThaiPGAssociateSociety/

โพสต์(อาจจะ)ที่เกี่ยวข้อง

ตัวชี้วัดเป็นคนละอย่างกับสิ่งที่มันวัด

ในหนังสือ Algorithms to Live By: The Computer Science of Human Decisions มีอยู่ตอนหนึ่งที่ยกตัวอย่างน่าสนใจดี (ได้จำเอาไปคุยกับนักศึกษาวิชา Computer Ethics and Law ที่ลาดกระบังด้วย)

มันอยู่ในตอนที่ว่าด้วยปัญหา overfitting/underfitting หรือการที่คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้จากตัวอย่างเพื่อหา “สิ่งบ่งชี้” คุณสมบัติพึงประสงค์ แต่การยึดมั่นยึดติดกับสิ่งบ่งชี้ดังกล่าวมากเกินไปก็อาจเป็นปัญหา คือมันอาจจะเอาแต่มองหาสิ่งบ่งชี้ โดยที่ไม่จำเป็นว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะนำไปสู่คุณสมบัติพึงประสงค์หรือไม่

หนังสือยกตัวอย่างว่า มันมีคำอธิบายว่าการที่คนเราชอบกินของหวาน มัน เค็ม เห็นแล้วน้ำลายไหล มาจากการที่ร่างกายเราต้องการพลังงานและแร่ธาตุจำเป็น และความหวาน ความมัน ความเค็ม เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงอาหารที่น่าจะมีพลังงานหรือน่าจะมีแร่ธาตุจำเป็นที่ว่า

ซึ่งในยุคที่อาหารมันยังไม่ถูกแปรสภาพไปมาก สิ่งบ่งชี้พวกนี้ก็ทำงานได้ดีอยู่ เมื่อใดที่กินหวาน มัน เค็ม โดยมากแล้วร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เราคาดหวัง ในระดับที่พอสมควรตามลักษณะอาหารในธรรมชาติ ว่าง่ายๆ คือน่าจะดีกับสุขภาพของเรา

ต่อมาพออาหารถูกแปรสภาพไปมาก เราสามารถเพิ่มความหวาน ความมัน ความเค็ม ให้กับอาหารได้ตามชอบใจ สิ่งบ่งชี้พวกนี้ก็เริ่มจะใช้ไม่ได้ละ เราสามารถมีอาหารที่หวานขึ้น มันขึ้น เค็มขึ้น น้ำลายไหลมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นว่าจะดีกับสุขภาพเรามากขึ้น

ต่อให้เราเจออาหารมันๆ แต่มันอาจจะไม่ได้มันจากไขมันที่ร่างกายเอาไปใช้ประโยชน์ได้

หรืออีกแบบคือ เราเจอของที่หวานกว่าเดิมหลายเท่า มีน้ำตาลที่ร่างกายใช้ประโยชน์ได้ด้วย แต่ไม่มีสารอาหารอย่างอื่นเลย

กลายเป็นว่าถ้าร่างกายเรายังยึดอยู่กับตัวชี้วัดที่เคยใช้ได้ในครั้งโบราณ ยึดติดกับตัวอย่างอาหารแบบเก่าๆ (ที่เคยใช้ได้ผลกับกลุ่มตัวอย่างก่อนหน้านี้) พอมาเจออาหารใหม่ๆ นี่พังเลย แยกแยะไม่ได้ ไปไม่เป็น ยิ่งกินตามที่ถูกฝึกมาด้วยข้อมูลเก่า ชีวิตยิ่งพัง

การประกันคุณภาพหรือการป้องกันการทุจริตด้วยการตั้ง KPI ตั้งตัวชี้วัดต่างๆ นานาขึ้นมา ก็น่าจะคิดถึงเรื่องนี้ด้วย

ว่าเรากำลังจะมองหาคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างที่มันมีประโยชน์กับงานจริงๆ โดยมองผ่านทางตัวชี้วัด

หรือจะมองหาเฉพาะตัวชี้วัด ได้ตามตัวชี้วัดก็พอ ส่วนจะมีประโยชน์กับงานจริงหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้กรอกเอกสารจนครบทุกช่องแล้ว

How to write good

Found on the internet.

Subset of Plain Language Humor at PlainLanguage.gov

1. Avoid alliteration always.
2. Prepositions are not words to end sentences with.
3. The passive voice is to be avoided.
4. Avoid cliches like the plague. They’re old hat.
5. It is wrong to ever split an infinitive.
6. Writers should never generalize.
Seven: Be consistent.
8. Don’t use more words than necessary. It’s highly superfluous.
9. Be more or less specific.
10. Exaggeration is a billion times worse than understatement.

More tips at PlainLanguage.gov

อินเทอร์เน็ตสีขาว

อินเทอร์เน็ตใสสะอาดคงเหมือนกับห้องปลอดเชื้อคนไม่ต้องมีภูมิคุ้มกันอะไรเลยก็อยู่ได้ปลอดภัย

ถามว่าทำไมต้องเป็น “ห้อง”

ก็เพราะเราทำทั้งโลกให้ปลอดเชื้อไม่ได้ (แต่ปลอดมนุษย์นี่ไม่แน่)

ได้อย่างมากก็ทั้งห้องหรือทั้งส่วนหนึ่งของอาคาร

แต่ชีวิตที่อยู่แต่ในห้องปลอดเชื้อ ไปเดินเล่น ตากฝน เก็บหอย ดูหนัง กินชาบู เต้นในคอนเสิร์ตไม่ได้ นี่เป็นชีวิตที่น่าพิสมัยไหม ก็ลองตอบดูเอง

การจะมีชีวิตที่ปลอดภัยนี่มันไม่ใช่เรื่องการพยายามโดยไม่มีวันสำเร็จที่จะทำให้โลกทั้งใบปลอดเชื้อ หรือขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง

แต่เป็นเรื่องทำให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกัน

ส่วนไอ้พื้นที่ต่างๆ ในโลก ก็เลือกมาว่าเชื้อไหนมันกระทบคนเยอะ ร้ายแรง ตัวท็อปๆ กำจัดมันไม่ได้ อย่างน้อยลดโอกาสในการแพร่ ตัดพาหะ ตัดวงจรมัน

ไม่ต้องไปต้านทานหรือจัดการได้ทุกโรค เอาแค่พอมีชีวิตปกติได้ในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตประจำวัน

จะไปไหนไกลๆ ไม่คุ้นเคย ก็ค่อยฉีดวัคซีน

มนุษย์แบบนี้จะเดินไปไหนในโลกก็ได้ ไม่ต้องอยู่แค่ในห้องปลอดเชื้อ ที่มีคนคอยคุม ไม่ต้องใช้แต่เน็ตที่มีคนคอยทำให้ใสสะอาด

เอกสาร ม.409 สัมมนาทางมานุษยวิทยา 2/2559

ทำเอกสารประกอบวิชาสัมมนาเทอมนี้ จะอัปโหลดรายการบรรณานุกรมที่ WordPress.com มันไม่ให้ (.rdf .xml .zip .txt ไม่ได้สักกะอัน) เลยต้องมาฝากไว้ในบล็อกตัวเอง

TU AN409 2/2559 Bibliography

นึกไม่ออกว่าจะดื่มเบียร์อะไร? Google ช่วยได้!

beers! beers! beers!

เปิด Google Spreadsheet ขึ้นมา
ใส่คำว่า “lager” ที่เซลล์ A1
ใส่คำว่า “ipa” ที่เซลล์ A2
ไฮไลต์ทั้งสองเซลล์นั้น แล้วลากลงมา โดยที่กด Ctrl หรือ Option ค้างอยู่

มันจะ auto-fill เป็นชื่อเบียร์ชนิดต่างๆ ครับ

นี่สิครับ เทคโนโลยีเพื่อมนุษยชาติ!!

Google Auto-Fill

มันเป็นส่วนหนึ่งของฟีเจอร์ Auto-Fill น่ะครับ โดยข้อมูลพวกนี้เคยอยู่ใน Google Sets มาก่อน ลองดูกับชื่อรัฐ ชื่อประเทศ ยี่ห้อรถ ได้เหมือนกัน

via TechCrunch

อันนี้เด็ด