แถลงการณ์ว่าด้วยการสืบย้อนผู้ใกล้ชิด (contact tracing) 19 เม.ย. 2563

19 เม.ย. 2563 นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากกว่า 300 คนจากทั่วโลก ลงชื่อในแถลงการณ์ร่วม “Joint Statement on Contact Tracing” ว่าด้วยการสืบย้อนกลับว่าบุคคลเคยสัมผัสใกล้ชิดผู้มีเชื้อหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19

ใครสนใจก็กดอ่านและร่วมลงชื่อได้ที่ Joint Statement on Contact Tracing: Date 19th April 2020

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งในแถลงการณ์ก็คือ เรื่อง “social graph” หรือผังความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม ซึ่งสามารถสร้างขึ้นจากการประกอบเชื่อมโยงชิ้นส่วนข้อมูลเล็กๆ เข้าด้วยกัน

  • ข้อมูลบางชุดนั้น ดูเผินๆ อาจเหมือนระบุตัวบุคคลไม่ได้ แต่พอมีข้อมูลเยอะเข้า เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ประกอบกับการบังคับลงทะเบียนซิมการ์ด ก็พอจะระบุตัวคนได้ (รู้ว่า “จุด” นี้คือใคร) และเมื่อประกอบกับข้อมูล “ที่ตั้ง” ทั้งในแบบที่ตั้งภูมิศาสตร์ และที่ตั้งเชิงสัมพัทธ์ ว่าตอนนี้ตั้งอยู่ข้างใคร ตั้งอยู่ใกล้อะไร โดยใช้ข้อมูลจากรหัส Bluetooth, ชื่อ WiFi, ตำแหน่ง GPS, หมายเลขเสาสัญญาณโทรศัพท์ ก็พอจะบอกได้ว่า คนเหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์อะไรกันบางอย่าง จึงมาอยู่ด้วยกันในสถานที่และเวลาเดียวกันบ่อยๆ (รู้ว่ามี “เส้น” ลักษณะใดที่ลากเชื่อม “จุด” สองจุดหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน)
  • ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือข้อมูลการเดินทางนั้น จำนวนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วและอาจจะไม่เกิดซ้ำ แต่อีกจำนวนหนึ่งก็มีลักษณะเกิดซ้ำๆ และกว่าจะเปลี่ยนรูปแบบก็อาจใช้เวลาเป็นหน่วยปี (เช่น เมื่อเราเปลี่ยนที่เรียน ที่ทำงาน ย้ายบ้าน)
  • แต่ข้อมูลผังความสัมพันธ์ของคนนั้นเปลี่ยนแปลงช้ากว่านั้นมากๆ คืออาจเป็นระดับสิบปีหรือนานกว่านั้น ข้อมูลที่ถูกเก็บไปในช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือนนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้กับบุคคลนั้นไปได้ตลอดชีวิต ระบบที่ทำงานแบบรวมศูนย์ ที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปกองอยู่รวมกัน จึงมีความเสี่ยงอย่างมากหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้

ระบบที่เราจะพึ่งพาได้นั้น จึงต้องเป็นระบบที่อยู่ภายใต้อำนาจของสาธารณะที่จะตรวจสอบได้ และออกแบบมาให้รักษาความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ขั้นการออกแบบ (by design) แทนที่จะไปคาดหวังว่าจะมีคนที่น่าเชื่อถือมาดูแลบริหารจัดการ เพื่อจะรับประกันได้ว่าสิทธิในการได้รับการปกป้องข้อมูลของพลเมืองนั้นจะได้รับการเคารพ

“We urge all countries to rely only on systems that are subject to public scrutiny and that are privacy preserving by design (instead of there being an expectation that they will be managed by a trustworthy party), as a means to ensure that the citizen’s data protection rights are upheld.”

ในแถลงการณ์ระบุว่า หลักการดังต่อไปนี้เป็นหลักการขั้นต่ำที่ควรยึดถือเพื่อเดินไปข้างหน้า:

  • แอป contact tracing จะต้องใช้สำหรับสนับสนุนมาตรการทางสาธารณสุขสำหรับการจำกัดการแพร่กระจายของ #COVID19 เท่านั้น ระบบจะต้องไม่สามารถเก็บ ประมวลผล หรือส่งข้อมูล ไปมากกว่าที่จำเป็นสำหรับการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
  • วิธีการใดๆ ที่นำมาพิจารณาจะต้องโปร่งใสเต็มที่ โพรโทคอลและการสร้างระบบจากโพรโทคอลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนย่อยที่จัดหามาให้โดยบริษัทต่างๆ จะต้องถูกพิเคราะห์พิจารณ์ได้โดยสาธารณะ ข้อมูลที่ถูกประมวล รวมถึงเงื่อนไขการจัดเก็บ วิธีการจัดเก็บ สถานที่ที่จัดเก็บ และระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล จะต้องถูกบันทึกเป็นเอกสารเอาไว้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่ถูกเก็บจะต้องมีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับการวัตถุประสงค์หนึ่งๆ
  • เมื่อมีทางเลือกที่เป็นได้หลายทาง สำหรับการสร้างชิ้นส่วนหรือความสามารถของแอป ทางเลือกที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวได้มากที่สุดจะต้องถูกเลือก การเบี่ยงเบนไปจากหลักการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ของแอปให้ได้มีประสิทธิผลมากขึ้น และการเลือกทางเลือกดังกล่าวจะต้องถูกอธิบายแสดงเหตุผลอันสมควรได้อย่างชัดเจน โดยมีข้อกฎหมายที่จะกำหนดวันสิ้นสุดหรือวันหมดอายุของทางเลือกดังกล่าว (sunset provisions)
  • การใช้แอป contact tracing และระบบที่สนับสนุนมัน จะต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ใช้โดยได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากผู้ใช้ และระบบต่างๆ จะต้องถูกออกแบบมาให้สามารถสั่งปิดการทำงานได้ และข้อมูลทั้งหมดจะต้องถูกลบทิ้ง เมื่อวิกฤตในปัจจุบันนี้ได้ผ่านไปแล้ว

สหภาพยุโรปก็มีแนวทางเรื่องนี้ออกมาเช่นกัน โดยออกเป็น Commission Recommendation (EU) 2020/518 ลงวันที่ 8 เมษายน 2563 และในรายละเอียดจะมีเอกสารที่เรียกว่า “toolbox” ตามมาอีกเรื่อยๆ

ตอนนี้ชิ้นแรกที่ออกมาคือ Mobile applications to support contact tracing in the EU’s fight against COVID-19 – Common EU Toolbox for Member States

โดยตัวข้อแนะนำหรือข้อระบุสิ่งที่ต้องทำก็จะเจาะจงกับการทำตามข้อกฎหมายและหลักการสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของสหภาพยุโรป แต่ก็น่าจะพอปรับใช้ได้กับที่อื่นๆ เช่นกัน ประเด็นก็จะคล้ายๆ แถลงการณ์ข้างบน แต่มีเพิ่มเรื่อง เช่น การทำงานร่วมกับและได้รับการรับรองโดยหน่วยงานที่มีอำนาจรับผิดชอบด้านสาธารณสุข การพัฒนาบนฐานของข้อมูลที่ระบุตัวตนไม่ได้ การทำงานได้แม้จะข้ามพรมแดน (ซึ่งสำคัญมากในบริบทเสรีภาพในการเดินทางของบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักของตลาดร่วมยุโรป) การคำนึงถึงการออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ (accessibility)

The toolbox sets out the essential requirements for these apps:

  • They should be fully compliant with the EU data protection and privacy rules, as put forward by the guidance presented today following consultation with the European Data Protection Board.
  • They should be implemented in close coordination with, and approved by, public health authorities.
  • They should be installed voluntarily, and dismantled as soon as no longer needed.
  • They should aim to exploit the latest privacy-enhancing technological solutions. Likely to be based on Bluetooth proximity technology, they do not enable tracking of people’s locations.
  • They should be based on anonymised data: They can alert people who have been in proximity for a certain duration to an infected person to get tested or self-isolate, without revealing the identity of the people infected.
  • They should be interoperable across the EU so that citizens are protected even when they cross borders.
  • They should be anchored in accepted epidemiological guidance, and reflect best practice on cybersecurity, and accessibility.
  • They should be secure and effective. 

การสืบย้อนคนที่เคยใกล้กัน ที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ในบริบท #COVID19

เขียนไว้ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ชวนคุยเรื่องแอปติดตามผู้เคยอยู่ใกล้ผู้เป็นโรคที่อาจติดต่อได้ (contact tracing) กับความอธิบายได้ทางนโยบาย การเลือกปฏิบัติ และผลกระทบที่อาจอยู่กับเราไปนานกว่าอายุของวิกฤต?

TraceTogether ของสิงคโปร์

ทางสิงคโปร์ที่เราพอได้ยินจากข่าวมาบ้าง วันนี้มีโปรโตคอลกับตัวซอร์สโค้ดออกมาแล้ว

  • BlueTrace เป็นโปรโตคอล ที่เขาใช้คำว่า “privacy-preserving cross-border contact tracing”
  • OpenTrace เป็นแอปที่ใช้ BlueTrace (open source reference implementation)
  • TraceTogether เป็น OpenTrace ที่ปรับแต่งเพื่อใช้ในสิงคโปร์

ทาง GovTech หน่วยงานด้านเทคโนโลยีรัฐบาลของสิงคโปร์ เล่าเรื่องของ OpenTrace ไว้ที่ 6 things about OpenTrace

ไอเดียรวมๆ คือใช้บลูทูธเพื่อเก็บข้อมูลว่า เราเคยไปอยู่ใกล้ใครบ้าง (มือถือของเราเคยไปอยู่ใกล้ใครมือถือเครื่องไหนบ้าง) คือมองว่าต้องการติดตามการติดต่อที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างคนสู่คนโดยตรง ดังนั้นสิ่งที่สนใจ คือการอยู่ใกล้ชิดของคน ไม่สนใจว่าคนนั้นจะไปอยู่ที่ไหน — คือเก็บเฉพาะ who ไม่เก็บ where

เท่าที่ดูในข่าว Channel News Asia เป็นการเปิดให้ใช้ตามความสมัครใจ ไม่บังคับ แต่ก็เชิญชวน

ThaiAlert (รอประกาศชื่อจริง)

ส่วนนี่เป็นแอปโดยกลุ่ม Code for Public ใน GitHub ใช้ชื่อว่า “contact-tracer”

ไอเดียคล้ายกันในส่วนการใช้บลูทูธ แต่เพิ่มเติมการเก็บตำแหน่งที่ตั้งจาก GPS มาด้วย — ก็คือเก็บทั้ง who และ where

NuuNeoi อธิบายแนวคิดไว้ในบล็อกของเขา (ภาษาไทย – เป็นคนไทย)

คุณลิ่วไปทักเรื่องการเปิดเผย user id ระหว่าง broadcast ใครสนใจตามต่อได้ในเฟซบุ๊กของ NuuNeoi

เข้าใจว่าวันศุกร์ที่ 10 เมษายนนี้ จะมีการประกาศใช้แอปจากกลุ่ม Code for Public นี้ในประเทศไทย (มี DEPA และ DGA ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมสนับสนุน)

ระบบอื่นๆ

ตอนนี้ก็มีระบบอื่นที่เสนอกันมาเยอะ เช่น

  • WeTrace เป็นแบบทำนอง TraceTogether จากสวิตเซอร์แลนด์
  • Decentralized Privacy-Preserving Proximity Tracing (DP-3T) จาก EPFL+ทีม
  • Pan-European Privacy-Preserving Proximity Tracing (PEPP-PT) ที่เป็นโครงการระดมสมองออกแบบในทวีปยุโรป
  • หรือวิธีการเก็บตำแหน่งไว้ในเครื่องโดยมีกลไกป้องกันของ MIT Private Kit (ในนั้นมี whitepaper ชื่อ Apps Gone Rogue: Maintaining Personal Privacy in an Epidemic ด้วย ถ้าสนใจลองดูได้)

ระบบเหล่านี้อาจมีแนวคิดในการออกแบบต่างกัน บางระบบรวมศูนย์ (centralized) บางระบบกระจาย (decentralized) บางอันเก็บแค่ ใคร (who) บางอันเก็บ ที่ไหน (where) ด้วย แต่รวมๆ ก็พยายามบันทึกข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะใช้ติดตามผู้ที่เคยอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อได้ ตามที่ผู้ออกแบบเห็นว่าเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ที่จะเข้าไปดูแล

สิ่งที่น่าห่วงกว่าเรื่องเทคนิค — การเลือกปฏิบัติ?

แม้ในทางเทคนิค กว่าจะแปลงจากจากอัลกอริทึมสู่แอปที่รันจริงในมือถือเรา มันก็มีเรื่องต้องระวังกันในแต่ละขั้นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด (ในบริบทของแอปที่จะยิ่งคนใช้เยอะยิ่งมีประโยชน์เยอะ คนใช้น้อยก็ยังมีประโยชน์อยู่แต่ก็น้อยลงไป) อาจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่า รัฐจะใช้วิธีอะไรให้คนมาใช้แอป หรือรู้ข้อมูลแล้วจะทำอย่างไรต่อ รู้แล้วจะมีมาตรการทางสาธารณสุข-สังคม-กฎหมาย อะไรตามมา

ตัวอย่าง:

หากกำหนดว่าใครไม่ลงแอปก็จะไม่รับรักษา หรือจัดลำดับการรักษาไว้ท้ายๆ หรือใช้ข้อมูลที่ได้มาในการจำกัดสิทธิอื่น

เช่น ไม่ให้ใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคม จะรักษาต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด ไม่ให้เข้าถึงบริการสาธารณะ ไม่ให้ใช้ขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ติดต่อราชการ ไม่ให้เข้าร้านค้า (รัฐจะไปบังคับให้ร้านค้าต้องมีมาตรการนี้อีกที) ตัดสิทธิ์การเข้าถึงเน็ต (ซึ่งในบริบทการที่ต้องอยู่บ้านไปไหนไม่ได้สะดวก ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไปจำกัดความสามารถในการทำงานหารายได้ การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อของกินของใช้ การศึกษา การติดต่อกับญาติ และการเข้าถึงข่าวสาร คนตอนนี้คนพึ่งเน็ตมากกว่าปกติ)

เหล่านี้เป็นเรื่องทำได้หรือไม่ เพราะอะไร จะเป็นการขัดต่อสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลหรือไม่ (คือต่อให้ไม่มีข้อมูลว่าเคยไปอยู่กับใคร แต่ถ้ามีอาการเข้าข่าย ก็ควรได้รับการรักษาหรือไม่?)

ตรงนี้นอกจากเรื่องสิทธิพลเมืองแล้ว ในแง่จริยธรรมทางการแพทย์ก็ต้องตอบให้ได้ชัดเจนด้วย

(อันนี้ยังไม่นับเรื่องความเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟน การเข้าถึงโครงข่าย ฯลฯ)

วันศุกร์ที่ 10 เมษานี้ ถ้าจะมีการประกาศใช้แอปจริง รายละเอียดที่น่าติดตามคือ จะใช้อะไรในการ “บังคับ” หรือ “จูงใจ” คนให้ติดตั้งแอป และถ้าไม่มีแอป ไม่มีข้อมูล ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร จะเก็บอะไรขึ้นกับบุคคลนั้น

หน้าที่ในการอธิบายของผู้ใช้อำนาจ

ไม่ว่าจะเลือกใช้มาตรการทางเทคโนโลยี ทางกฎหมาย และทางสาธารณสุขอะไรก็ตาม หน้าที่ในการอธิบายตัวนโยบายและตัวการออกแบบทางเทคนิคต่างๆ ให้คนทั่วไปที่จะได้รับประโยชน์และผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวได้เข้าใจอย่างชัดเจน เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือก

อย่างของ BlueTrace มีอธิบายข้อพิจารณาทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบตัวโปรโตคอลทางเทคนิคที่นี่ https://bluetrace.io/policy/

หากมีหน่วยงานใดก็ตามในไทย ประกาศจะทำ contact tracing ทำนองนี้สำหรับโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็น #COVID19 หรือโรคใดก็ตาม เราก็คาดหวังคำอธิบายอะไรทำนองนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่าการตัดสินใจใช้มาตรการต่างๆ นี้จะทำให้เกิดอะไร มีประโยชน์อะไร จะเอาอะไรไปแลกให้ได้ประโยชน์นั้นมา การเอาสิ่งนั้นไปแลก อาจมีผลกระทบอะไร ป้องกันความเสียหายยังไง เยียวยายังไง คือไม่ใช่ว่าค้านไม่ให้ทำไปเสียหมด ถ้าสมเหตุสมผล อธิบายได้หมด เราในฐานะประชาชนก็ควรสนับสนุน และจริงๆ การตั้งคำถามเหล่านี้ ก็คือการสนับสนุนทางหนึ่ง เป็นการสนับสนุนให้ทำอย่างรับผิดชอบ

ผลกระทบที่จะอยู่กับเราเกินอายุของวิกฤต

ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกสาขาอาชีพ (รวมไปถึงสิ่งที่อธิบายในเชิงอาชีพไม่ได้) ก็ทำในเรื่องที่เขาถนัดเพื่อช่วยเท่าที่ทำได้ สายคอมก็ดูมีเรื่องน่าตื่นเต้นเยอะ เป็นพรมแดนใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ อันนึงที่หลายคนก็ระวังกันอยู่แล้วก็คือ การตัดสินใจในภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน เกี่ยวกับความเป็นความตาย ที่มีแนวโน้มจะทำให้เราเร่งตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาตรงหน้านี้ จะมีผลอยู่กับเรายาวนานกว่าตัววิกฤตเองหรือเปล่า และผลที่ว่านั้นเป็นผลที่เราอยากจะอยู่กับมันไปยาวๆ จริงไหม หรือมันมีวิธีอะไรที่จะจำกัดผลดังกล่าวให้อยู่แค่ช่วงสั้นๆ แค่ในช่วง “ภาวะยกเว้น” นี้ แต่ไม่ใช่ตลอดชีวิตเราและหลังจากชีวิตเรา

Paul-Olivier Dehaye, director of PersonalData.IO, speaks to Open Rights Group about the use of contact tracing surveillance in the global response to Covid-19.