ข่าวปลอมคือข่าวที่ทำให้คล้ายข่าวจริง

มิตรสหายสายวารสารศาสตร์และกฎหมายสื่อหลายคนเหนื่อยกับคำว่า “ข่าวปลอม” หรือ fake news มาหลายปี เพราะพอใช้กันอย่างลำลองไม่เคร่งครัด ไอ้นั่นก็เฟค ไอ้นี่ก็เฟค อะไรๆ ที่ “ไม่เป็นความจริง” ไม่ว่าจะ “ไม่จริง” เพราะ:

  • เข้าใจผิด
  • พูดผิด พิมพ์ผิด สะกดผิด
  • ตั้งใจทำปลอม กุขึ้น
  • ไม่ตรงกับที่เคยรับรู้
  • ยังหาข้อสรุปไม่ได้ หรือไม่สามารถหาข้อสรุปได้
  • มันพูดละเอียดขนาดนั้นหรือเหมารวมขนาดนั้นไม่ได้
  • เคยจริงแต่ไม่จริงอีกต่อไปแล้ว
  • จริงเกือบหมดแต่มีอยู่บางจุดที่ไม่จริง
  • ทศนิยมตำแหน่งที่ห้าคลาดเคลื่อนไป
  • จะจริงหรือไม่ขึ้นกับเงื่อนไขแวดล้อม
  • มันเป็นเรื่องที่ไม่จริงโดยตัวมันเองและก็ได้แสดงโดยรูปแบบว่านี่คือเรื่องไม่จริง (เช่น นิทาน รูปล้อเลียน)
  • ฯลฯ

ก็ราวกับว่าจะเป็น “ข่าวปลอม” ไปเสียหมด

และเนื่องจากคำว่า “ปลอม” นี้ มีความหมายโดยนัยถึงความทุจริตด้วย มันก็อันตรายอยู่ ในแง่สร้างความชอบธรรมให้ผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการ “เพื่อรักษาความจริง”

ซึ่งพอเป็นแบบนี้มันเลยซีเรียส เพราะการใช้คำว่า “ข่าวปลอม” แบบไม่ระวังนี่ มันเป็นการแปะป้ายความ “ทุจริต” ให้กับกิจกรรมจำนวนมากที่ไม่ได้ทุจริต และทำให้กิจกรรมเหล่านั้นตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็นและโดยไม่เป็นธรรมน่ะ

(กฎหมายอย่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังถูกนำมาใช้จัดการควบคุมเรื่องทำนองนี้ โดยอาศัยการตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” อย่างในมาตรา 14)

วงวิชาการและวิชาชีพวารสารศาสตร์ ก็เลยพยายามจะใช้คำที่ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเป็นประเด็นเจตนาที่จะทำให้เข้าใจผิด (deceiving) ก็จะมีคำเพื่อแยกระหว่าง

1) ข้อมูลที่ไม่จริงหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน​ โดยผู้เผยแพร่อาจมีหรือไม่มีเจตนาทำให้เข้าใจผิดก็ได้ (และผู้เผยแพร่อาจเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ามันจริงก็ได้) หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “misinformation” กับ

2) ข้อมูลที่ไม่จริง และผู้เผยแพร่ก็รู้ว่ามันไม่จริง แต่ตั้งใจเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจผิดหรือมุ่งจะให้เกิดความเสียหาย – “disinformation”

3) ข้อมูลที่*ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง* แต่ถูกใช้ในลักษณะที่ตั้งใจจะทำให้เกิดความเสียหายหรือความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล – “mal-information” (เช่นการบอกว่าคนนี้เป็นเกย์ คนนี้นับถือศาสนานี้ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อเท็จจริงแต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ด้วยเจตนาร้ายหรือเจตนาเบี่ยงเบนประเด็นสนทนา)

จะเห็นว่าสิ่งที่ disinformation และ mal-information นั้นมีร่วมกัน คือเจตนาร้าย-เจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหาย ในขณะที่ misinformation นั้นไม่คำนึงถึงเจตนา

misinformation สะกดขึ้นต้นด้วย mis- เหมือนกับคำว่า mistake (ความผิดพลาด) และ misspelling (การสะกดผิด)

ส่วน ปลอม (fake) นี่คือการทำปลอม (fabricated) หมายความว่ามันไม่เคยจริงเลย *และ* มีความพยายามจะทำให้เข้าใจว่าจริง

นึกถึงธนบัตรปลอม มันไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย *และ* โดยหน้าตาและวิธีการใช้งานมันพยายามจะทำให้คนเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนแบงก์ในเกมเศรษฐีนี่ แม้มันจะไม่เคยเป็นธนบัตรจริงเลย แต่เราก็ไม่เรียกมันว่าธนบัตรปลอม เพราะโดยรูปร่างหน้าตาเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่ได้พยายามจะทำให้เราเข้าใจว่ามันเป็นธนบัตรจริง

ส่วนคำว่า ข้อเท็จจริง (fact) นอกจากผูกกับเวลาแล้ว ยังผูกอยู่กับความสามารถในการรับรู้หรือความสามารถในการวัดของเราด้วย (ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีในการวัด สามารถ “เปลี่ยน” fact ได้)

นึกถึงการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ ที่มีการรายงานตัวเลขใหม่เข้ามาเป็นระยะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามเวลา) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งจะพบศพเพิ่มเติม (ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปตามความสามารถในการรับรู้หรือการวัด)

ถามว่าที่เคยรายงานไปก่อนหน้านี้มัน fake ไหม ก็ไม่ เพราะไม่ได้เป็นการทำปลอม (และโดยลักษณะการรายงานที่ปรับปรุงตัวเลขเป็นระยะ ผู้ชมที่ติดตามก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นตัวเลข “เท่าที่ทราบ”) มันเป็น fact ที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น

เนื่องจาก fake นั้นต้องไม่เคยจริงเลย ข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว (outdated fact) จึงไม่ใช่ fake เช่น “ภูมิพลเป็นกษัตริย์ของไทย” “ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านคน” นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ล้าสมัยแล้ว แต่ไม่ใช่ข้อมูลปลอม

พอข้อเท็จจริงมันผูกกับเวลาและวิธีการวัด การรายงานก็ควรจะระบุด้วย ว่าข้อเท็จจริงนี้ ได้รับรู้ ได้วัด ได้สอบถาม มาเมื่อใด คนอ่านก็จะได้ประเมินต่อเองได้ ว่าควรจะเชื่อถือข้อเท็จจริงนี้ในระดับใด

(แต่หลายอย่างก็ละไว้ได้ เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ แม้จะมีขอบเขตเวลาอยู่ วันหนึ่งโลกอาจจะหลุดออกจากระบบสุริยะ หรือวันหนึ่งดวงอาทิตย์อาจจะดับแล้วทิ้งโลกหนาวๆ เอาไว้ แต่กรอบมันอาจจะล้านปี สมมติ ซึ่งพอเทียบกับอายุขัยมนุษย์หรืออายุของอารยธรรมมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นต้องระบุหรอก สมมติว่าจริงแบบไม่มีกำหนดไปละกัน กระชับดี)

นิยามเหล่านี้เป็นเรื่องซีเรียส (สำหรับผมอย่างน้อยคนหนึ่ง) เพราะกฎหมายที่กำหนดว่าเราจะพูดอะไรได้หรือไม่ได้ พูดอะไรแล้วจะมีความผิด (เช่น ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) ก็ตั้งอยู่บนนิยามเรื่อง เจตนา, ข้อเท็จจริง, การทำให้เข้าใจผิด, หลอกลวง, ทำปลอม, ทุจริต เหล่านี้

ก่อนจะเรียกอะไรว่า “ข่าวปลอม” ให้หยุดคิดสักนิดหนึ่ง ว่าเรากำลังคิดถึงอะไร กำลังจะสื่อสารอะไร ที่เราว่า “ปลอม” มันปลอมอย่างไร มีคำอธิบายอื่นที่จะเรียกสิ่งที่เราคิดว่าไม่จริงได้ชัดเจนกว่าคำว่า “ปลอม” ไหม

ไม่เช่นนั้นตัวเราเองนี่แหละที่กำลังทำให้ปัญหา “ข่าวปลอม” มันแย่ลง เพราะการใช้คำนี้อย่างลำลองไปทั่ว จนอะไรๆ ก็ถูกเรียกว่าข่าวปลอมไปหมด ทำให้เราระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบากขึ้น พอระบุสิ่งที่เป็นข่าวปลอมจริงๆ ได้ลำบาก การแก้ปัญหาก็ทำได้ไม่ค่อยตรงจุด เสียทั้งเวลาทั้งทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

ทำอย่างไรต่อ

เพิ่มเติม: มีคนถามมาว่า แล้วจะจัดการยังไง คิดตอนนี้ได้ดังนี้

ทั้ง mis-, dis-, และ mal-information เป็นส่วนหนึ่งของ information disorder หรือความโกลาหลปั่นป่วนของข่าวสาร มาตรการลด information disorder ควรคิดถึงธรรมชาติของข่าวสารแต่ละแบบ

สิ่งที่มีร่วมกันของ dis- และ mal-information คือ เจตนาสร้างความเสียหาย (กรณี information operation หรือปฏิบัติการข่าวสารควรอยู่ในหมวดนี้ เพราะมีเป้าหมายและเจตนาชัดเจน)

ขณะที่ misinformation เป็นความพลาด-ไม่รอบคอบ คนทั่วไปก็อาจเคยเผลอ

เราควรสู้ mis- และ dis-information ด้วยการเปิดเผยข้อมูลจริงให้มากที่สุด อนุญาตให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้มากที่สุด ปกป้องคนที่ทำงานเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากที่สุด ไม่ว่าจะคนทำสื่อเป็นอาชีพหรือไม่

หนึ่งในวิธีที่ใช้กันเยอะ คือการมีหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact checking) อย่างในไทยก็มีทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดิจิทัล และ cofact ซึ่งเป็นกลุ่มภาคประชาสังคมและภาควิชาการร่วมมือกัน

ข้อสังเกตคือ กรณีคนเผยแพร่ disinformation คือรัฐ ศูนย์ต้านข่าวปลอมของรัฐก็อาจจะทำงานไม่ค่อยได้เต็มที่นักจากมุมมองของประชาชนทั่วไป เพราะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง

หน่วยงานบริการสาธารณะที่กระเถิบออกมาจากรัฐอยู่หนึ่งระยะ มีโครงสร้างกำกับมาตรฐานจริยธรรม และมีทรัพยากรในการดำเนินงานที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากแหล่งทุน อย่างองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) น่าจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีศักยภาพในการเป็นคนกลางที่จะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับสังคม

สำหรับ dis- และ mal-information ด้วยการสกัดผู้เผยแพร่ข้อมูลที่มีเจตนาร้าย ทำให้ผู้ปฏิบัติการดังกล่าวทำงานได้ลำบาก และต้องเกรงกลัวกับผลกระทบทางกฎหมาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ

การต่อสู้ด้วยวิธีทางกระบวนการยุติธรรม (ด้วยความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังพึ่งพาได้) อย่างที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์, น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล, และนายวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ยื่นฟ้องกองทัพบกต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลสั่งกองทัพบกยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ก็เป็นวิธีหนึ่ง

ผู้เผยแพร่ dis- และ mal-information ที่มีเจตนาสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายชัดเจน ควรจะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญา แพ่ง และวินัย กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานและสามารถลงโทษหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ และถ้าเรารู้ว่าบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ไปร่วมปฏิบัติการมีบริษัทอะไรบ้าง ประชาชนก็ควรช่วยกันประณาม ไม่คบค้าสมาคมด้วย อีกทั้งสมาคมวิชาชีพโฆษณาก็ควรมีบทบาทตักเตือนและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพในเรื่องหลักการไม่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นโดยเจตนา

อย่างก็ตาม ในแง่การเอาผิดทางกฎหมายก็ควรมีความระมัดระวัง สำหรับกรณี misinformation ซึ่งเป็นความผิดพลาด-ไม่รอบคอบ และขาดเจตนาสร้างความเสียหาย ซึ่งไม่ควรมีความผิดทางอาญา และควรใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสเกิดความผิดพลาดลักษณะเดียวกันในอนาคต (เช่นมาตรฐานวิชาชีพ หรือกลไกทางเทคนิคและกราฟิกในการช่วยลดความเข้าใจผิด)

อีกทางหนึ่งในการสกัดผู้ปฏิบัติการ dis- และ mal-information ก็คือการระงับหรือปิดกั้นบัญชีของผู้เผยแพร่ เช่นกรณีที่ทวิตเตอร์ระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกและพุ่งเป้าโจมตีพรรคฝ่ายค้าน และเฟซบุ๊กระงับบัญชีที่เชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งมีพฤติกรรมกระจายเนื้อหาที่ผิดธรรมชาติและแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรมีกฎหมายหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนอธิบายได้รองรับ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นช่องทางในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกไปได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

Published by

bact

bact' is a name

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.